พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 167
หลังตื่นนอนในวันรุ่งขึ้น อี๋หนิงก็ช่วยเขาแต่งตัว
หลัวเซิ่นหย่วนเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ขณะอี๋หนิง
ช่วยเขาจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก็เห็นลูกกระเดือกที่
ขยับเล็กน้อยของเขา นางรู้สึกสนุกจึงยกมือแตะ
สัมผัสเบาๆ หลัวเซิ่นหย่วนหลุบตามอง ก่อนจะ
พลิกมือจับมือนางไว้ กล่าวด้วยน้ำเสียงเตือน
“อย่าแตะต้องส่งเดช”
อี๋หนิง “ก็ได้ ไม่แตะต้องก็ได้”
หลัวเซิ่นหย่วนมองไปยังกลางศีรษะของนาง ผม
ของอี๋หนิงนุ่มมาก ลื่นดุจเส้นไหม
ในที่สุดอี๋หนิงก็ส่งหลัวเซิ่นหย่วนออกจากเรือนไป
หลินไห่หรูส่งสาวใช้มาที่นี่ บอกว่ากำลังหารือ
เรื่องสินสอดของหลัวอี๋เหลียน อยากให้อี๋หนิงไป
พบที่เรือน
หลัวอี๋หนิงอับจนถ้อยคำ นี่เร่งด่วนเกินไป แม้
ตระกูลลู่จะเป็นตระกูลใหญ่สูงศักดิ์เพียงใด ทว่า
อย่างน้อยก็ควรถือตัวไว้บ้าง!
นางนั่งเกี้ยวไม้ไผ่ไปยังห้องหลัก ก่อนจะพบว่าตน
มาช้าที่สุด นางเฉินนำสองสะใภ้นางโจวใหญ่นาง
โจวเล็กและหลัวอี๋อวี้มาถึงแล้ว ยังมีบุตรีวัยเยาว์
ของอนุทั้งสองคน หลัวอี๋เหลียนถูกบรรดาพี่สะใภ้
ห้อมล้อมอยู่ตรงกลาง ไถ่ถามว่านางต้องการสิ่งใด
นางก็ไม่ยอมปริปาก เอาแต่ใบหน้าแดงเรื่อ
ตลอดเวลา
อี๋หนิงพบสาวใช้ชราแปลกหน้าสองคนยืนอยู่
ด้านหลังหลัวอี๋เหลียน แขนใหญ่เอวกลม สีหน้าไร้
อารมณ์
หลินไห่หรูให้นางเดินไปหาก่อนกล่าวกับนาง
“สาวใช้ชราสองคนนี้เป็นคนที่จวนหนิงหย่วนโหว
ส่งมาแต่เช้า กล่าวว่าส่งมาให้เหลียนเจี่ยร์เรียกใช้
พวกนางเชี่ยวชาญแทบทุกเรื่อง เก่งกาจยิ่งนัก
เจ้าดูท่าทางนั่นของเฉียวอี๋เหนียงสิ คิดว่าบุตรสาว
ได้รับความสำคัญจากจวนโหว หางแทบจะชูชี้ฟั้า
อยู่แล้ว”
สาวใช้ชราสองคนนั้น คนหนึ่งแซ่หวังอีกคนแซ่อวี๋
คนแซ่หวังมองอี๋หนิงก่อนยอบกายคารวะ “ท่านนี้
คงเป็นนายหญิงสามของจวนพวกท่านใช่หรือไม่”
หลินไห่หรูคลี่ยิ้มตอบว่าใช่ สาวใช้ชราสองคนนั้น
จึงสบตากัน ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก
คนถูกส่งออกไปมอบจดหมายให้ฮูหยินเฉา กล่าว
ว่าการแต่งงานนี้เป็นอันตกลงแล้ว หลัวอี๋เหลียน
พูดคุยกับพี่สะใภ้ทั้งสองจนลำคอแห้งผาก นางยก
ถ้วยชาขึ้นดื่ม แต่กลับพบว่าด้านในเหลือเพียง
กากใบชา นางหันกลับไปกล่าวกับหลัวอี๋หนิง
“รบกวนพี่สะใภ้สามยกถ้วยน้ำชามาให้ข้าสัก
ครั้ง”
กิริยาท่าทางดูเป็นธรรมชาติ ก่อนหันกลับไป
พูดคุยกับพี่สะใภ้ทั้งสอง
ตั้งแต่เมื่อวานจวบจนวันนี้ หลัวอี๋เหลียนประสบ
กับเหตุการณ์พลิกฟั้าตลบแผ่นดิน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเมื่อได้เห็นจวนโหวส่งสาวใช้สองคนมา
ปรนนิบัติก็วางตัวหยิ่งทะนง นางต่างไปจาก
เมื่อก่อนแล้ว นางเฉินที่เป็นคนเข้มงวดถึงเพียง
นั้นยังต้องเชิดชูนาง สนทนากับนางด้วยน้ำเสียง
อ่อนละมุน เช่นนั้นการให้หลัวอี๋หนิงไปรินน้ำชา
จะมีความหมายกระไร ยามนี้นางไม่ต้องพะเน้า
เอาใจอีกฝั่าย รอเมื่อนางได้เข้าสู่จวนหนิงหย่วน
โหวแล้ว นางต้องทำให้หลัวอี๋หนิงได้เห็นดีแน่นอน
หลัวอี๋หนิงไม่เคลื่อนไหว เจินจูที่อยู่ข้างกายยก
ถ้วยน้ำชาเข้าไป หลัวอี๋เหลียนเห็นดังนั้นจึงยิ้ม
“สาวใช้ของพี่สะใภ้สามช่างกระตือรือร้นยิ่งนัก”
“คำกล่าวนี้ของเหลียนเจี่ยร์ประหนึ่งเป็นคนไกล
แล้ว” หลัวอี๋หนิงเพียงยิ้มบาง
ขณะกล่าวถึงตรงนี้ สาวใช้ชราแซ่หวังคนนั้นก็เอ่ย
ปากขึ้น “สองวันก่อนนายท่านโหวของพวกเราไม่
มีเวลาว่าง ท่านกล่าวว่าช่วงบ่ายของวันนี้จะมา
เยือนด้วยตัวเอง ฮูหยินโปรดเตรียมตัวให้พร้อม”
บรรดาพี่สะใภ้ต่างอวยพรหลัวอี๋เหลียน
บรรยากาศเปียมไปด้วยความปีติยินดี ทว่าอี๋หนิง
เอาแต่ก้มหน้าจิบชา
ลู่เจียเสวียจะมาด้วยตนเอง
หลัวอี๋หนิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ อากาศหนาวเหน็บ
ควันจากในถ้วยลอยอวลปกคลุมใบหน้า ต้นไม้
นอกโถงบุปผาเหลือเพียงกิ่งก้านไร้ใบ ท้องฟั้ามืด
ครึ้ม หมอกคล้อยต่ำ เหนือศีรษะมีเพียงแสงขาว
โพลน
นางเงยหน้าขึ้นมอง อากาศเช่นนี้ เห็นทีหิมะคง
ใกล้ตก
เจินจูยกจานเล็กใส่ขนมเปียะขิงมาให้นางกินกับ
น้ำชา จากนั้นก็กล่าวขึ้น “อากาศเช่นนี้หิมะคง
ใกล้ตกแล้ว
ใกล้เข้าสู่เดือนสิบสองแล้ว
ปีนี้อากาศหนาวเย็นกว่าหลายปีก่อน หลัวอี๋หนิง
พลันเอ่ยถามเจินจู “ข้าจำได้ว่าเจ้ากับไต้เม่าเกิดปี
เดียวกัน ยามนี้อายุน่าจะสิบเก้าแล้ว สาวใช้ทั่วไป
ที่มีอายุเท่านี้ควรถูกปล่อยตัวออกจากจวนแล้ว
เจ้าอยากออกเรือนหรือไม่” ดูเหมือนสาวใช้ที่
ปรนนิบัตินางล้วนได้แต่งงานช้า ปีนั้นเสวี่ยจือก็
ออกเรือนช้าเช่นเดียวกัน
“ท่านอายุยังน้อย ข้างกายไม่มีคนที่ไว้วางใจได้
สาวใช้ที่มาใหม่ บ่าวก็ยังไม่วางใจ” เจินจูยอบ
กายหัวเราะ น้ำเสียงฟังดูคลุมเครือเล็กน้อย
“บ่าวไม่อยากแต่งงาน ต้องคอยปรนนิบัติสามีสั่ง
สอนบุตร ถูกแม่สามีโขกสับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
กับสาวใช้ที่ถูกปล่อยออกจากจวน มีเงินทอง
เล็กน้อยก็ต้องถูกบ้านสามีเพ่งเล็ง มิสู้ให้บ่าวอยู่
ปรนนิบัติคุณหนูชั่วชีวิต อยู่อย่างสบายใจ ไม่มี
ผู้ใดกล้าดูหมิ่น”
อี๋หนิงจับมือของนาง มือของเจินจูหยาบกร้าน
กว่านางเล็กน้อย ฝั่ามืออุ่นร้อน เพียงอีกฝั่ายอยู่
ข้างกายนางวันหนึ่ง อี๋หนิงย่อมไม่มีทางปฏิบัติต่อ
นางอย่างไม่เป็นธรรมอีกวันหนึ่ง
อี๋หนิงลุกขึ้นเตรียมเดินเข้าไปในห้อง อากาศ
หนาวเย็นเกินไป หลินไห่หรูให้สาวใช้ชราไปเอา
เตาอุ่นออกมา เมื่อภายในห้องมีการเผาถ่าน
อากาศจึงอบอุ่นขึ้น
นางโจวใหญ่กำลังกล่าวกับหลัวอี๋เหลียน “ข้ายัง
ไม่มีโอกาสได้พบท่านผู้บัญชาการลู่สักครั้ง ไม่รู้ว่า
มีรูปโฉมเช่นไร”
หลัวอี๋อวี้เม้มริมฝีปากเบาๆ ยิ้มอย่างมีนัย “ในวัย
เยาว์ข้าเคยพบครั้งหนึ่ง แต่เห็นไม่ชัดเจน จำได้
เพียงว่ามีร่างสูงใหญ่หล่อเหลา”
“มิใช่ว่าผู้บัญชาการลู่เป็นบิดาบุญธรรมของเหมย
เจี่ยร์หรือ” หลินไห่หรูที่กำลังแทะเมล็ดแตงหันไป
ถามอี๋หนิง “ใช่หรือไม่ เจ้าอยู่ที่จวนอิงกั๋วกงต้อง
เคยพบเขาเป็นแน่ เขามีรูปโฉมเป็นเช่นไร”
อี๋หนิงหยิบเมล็ดแตงรสห้าเครื่องเทศในจานใบ
เล็กขึ้นมา กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ยามปกติ
ไม่ค่อยได้พบเจอสักเท่าไร รูปลักษณ์ไม่ต่างจากที่
พี่สาวสี่กล่าวเท่าไรนัก เพียงแต่ยังดูน่าเกรงขาม”
นางโจวเล็กเอ่ยแทรกอย่างสนใจ “น้องสะใภ้สาม
เป็นบุตรสาวบุญธรรมของท่านผู้บัญชาการหรือ
เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินเจ้าพูดถึงมาก่อน”
อี๋หนิงกล่าว “เป็นท่านพ่อที่ขอให้เขารับข้าเป็น
บุตรสาวบุญธรรม ยามปกติไม่ค่อยไปมาหาสู่กัน
สักเท่าไร ดังนั้นจึงไม่มีอะไรน่ากล่าวถึง”
บุตรสาวบุญธรรมมีหลายประเภท กล่าวเพียง
ลมปากก็มี ลงนามลงในบัญชีรายชื่อตระกูลอย่าง
เป็นทางการก็มี ปกติแล้วอี๋หนิงไม่ค่อยได้ไปมาหา
สู่กับลู่เจียเสวียสักเท่าไร ที่สำคัญยังไม่ค่อยเอ่ยถึง
เขา คนอื่นจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
ถึงยามบ่ายหิมะละเอียดดุจเม็ดเกลือก็ตกโปรย
ปรายจากท้องฟั้า หนานเกอร์มีความสุขมาก แม่
นมห่อตัวเขาจนเป็นก้อนกลม ดังนั้นเขาจึงไม่กลัว
หนาว เขากอดแขนของอี๋หนิง พยายามฉุดรั้งนาง
ไปด้านนอก “พี่สะใภ้ หิมะ หิมะ” เด็กน้อยเพิ่ง
เรียนรู้การเดิน ไม่ว่าผู้ใดจะอุ้ม เขาก็ไม่ยอม
อี๋หนิงถูกเจ้าก้อนกลมดึงออกไปด้านนอกเพื่อชม
หิมะ เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงชั่วครู่ทางเดินหินก็
เปียกแฉะ เขายื่นมือออกไปสัมผัส อี๋หนิงจึงดึงมือ
เขากลับมาแล้วหอมแก้มนุ่มที่เต็มไปด้วยกลิ่นนม
ของเขา “ไม่อนุญาตให้เจ้าไปจับ อีกครู่ต้องระวัง
อย่าได้ต้องไอเย็น มิเช่นนั้นต้องจับเจ้ากรอกยา
แล้ว”
หนานเกอร์กัดนิ้ว อาจเป็นเพราะสมองเล็กๆ
กำลังขบคิดปัญหาจึงยังไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง
ทันใดนั้นด้านนอกก็มีเสียงอึกทึกดังแว่วขึ้น สาว
ใช้ชราวิ่งเข้ามารายงานว่าลู่เจียเสวียมาถึงแล้ว
อี๋หนิงเช็ดมือเล็กๆ ของหนานเกอร์ที่เปือนน้ำลาย
จนสะอาดแล้วลุกขึ้น นางพบว่าบรรดาสาวใช้สาว
ใช้ชราและทุกคนกางร่มเดินออกไปแล้ว อี๋หนิงอุ้ม
หนานเกอร์ขึ้น หอมแก้มเขาทีหนึ่ง “ไป พวกเรา
ไปดูเรื่องสนุกกัน”
หนานเกอร์กอดคอของนางไว้ เล่นต่างหูหยกที่
ห้อยประดับอยู่บนติ่งหูของนาง
แต่ไรมาขบวนเดินทางของลู่เจียเสวียก็ยิ่งใหญ่
อลังการ ทั่วห้องโถงหน้าล้วนมีองครักษ์ส่วนตัว
ยืนประจำการ แสดงถึงบารมีความน่าเกรงขาม
หลัวเฉิงจางที่อยู่ในชุดขุนนางกำลังพูดคุยกับเขา
ด้านนอกมีหิมะโปรยปราย ลมเย็นพัดโชยอ่อน
อี๋หนิงมองใบหน้าหล่อเหลาด้านข้างของเขาที่อยู่
ด้านใน แม้จะถูกคั่นกลางด้วยหิมะที่ตกโปรย
ปราย แต่ก็สามารถเห็นใบหน้าที่ดุจเสลาสลักได้
ชัดเจน เขาสวมเสื้อคลุมลายนกกระเรียนสีดำ
ช่วงเอวรัดเข็มขัดหนังลายพยัคฆ์ ท่วงท่าสงบ
มั่นคงดุจขุนเขา
นางโจวใหญ่อดรำพึงออกมาไม่ได้ “จะมีอำนาจ
คับฟั้าก็ช่างเถิด ทว่ารูปโฉมยังหล่อเหลาถึงเพียงนี้
อีก มิน่าเล่าผู้คนจึงต่างพากันกระโจนเข้าหา…”
นางโจวเล็กดึงแขนเสื้อของหลัวอี๋เหลียนไว้พลาง
กล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น “น้องสาวหก เจ้ารีบดูเร็ว
เข้า!”
นี่เป็นครั้งแรกที่หลัวอี๋เหลียนได้พบกับลู่เจียเสวีย
ถึงกับเป็นบุคคลผู้โดดเด่นเหนือสามัญเช่นนี้! แม้
ข้างกายจะมีผู้ที่สะดุดตาเช่นหลัวเซิ่นหย่วนพี่ชาย
สามอยู่ แต่ลู่เจียเสวียกลับเป็นบุคคลอีกประเภท
หนึ่งซึ่งต่างไปโดยสิ้นเชิง
ตำนานเหล่านั้นถูกจารึกไว้บนแผ่นหลังของบุรุษผู้
นี้ เป็นกลุ่มหมอกที่มองไม่เห็นเบื้องลึก ทั้งมองไม่
ชัดและไม่อาจเข้าใจ
ต่อหน้าลู่เจียเสวียซึ่งมีอำนาจบารมีอันน่าสะพรึง
เพียงเขาตอบกลับหนึ่งหรือสองประโยค หลัวเฉิง
จางก็แสดงความพินอบพิเทา “…วันนี้ท่านผู้
บัญชาการมาเยือน พวกข้าเองก็ไม่กล้าเพิกเฉย
ภรรยาของข้าได้พาเหลียนเจี่ยร์มาแล้ว ท่านผู้
บัญชาการอยากจะพบนางหรือไม่” แม้จะไม่
ถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี ทว่าต่อหน้าลู่เจีย
เสวีย หลัวเฉิงจางกลับไม่คิดจะนำธรรมเนียม
ประเพณีเหล่านี้มากล่าวอ้าง
“แล้วแต่ใต้เท้าหลัวเถิด” ลู่เจียเสวียปิดฝาถ้วยน้ำ
ชา
หลินไห่หรูจูงหนานเกอร์และพาหลัวอี๋เหลียนเข้า
มาในห้องโถงด้านหน้า ด้วยเกรงว่านางจะตื่นเต้น
เพราะความไม่คุ้นชินจึงให้บรรดาพี่สะใภ้ตามเข้า
มาพร้อมกัน เฉียวอี๋เหนียงไร้สถานะจะปรากฏตัว
ในสถานที่แห่งนี้ ส่วนอี๋หนิงเพราะอยากจะดูว่า
แท้จริงแล้วลู่เจียเสวียมีเจตนาอย่างไร นางจึงได้
ติดตามพี่สะใภ้ทั้งสองเข้ามาด้วย
ลู่เจียเสวียกวาดตามองกลุ่มคน คล้ายเขาไม่ได้
สนใจหลัวอี๋หนิง สายตาทอดลงบนตัวสาวน้อยที่
ตั้งใจแต่งตัวเป็นพิเศษผู้นั้น หลัวอี๋เหลียนก้าวเข้า
ไปคารวะเขา เสียงที่เปล่งออกมาสั่นเทา “…
ข้าน้อยอี๋เหลียน คารวะใต้เท้าผู้บัญชาการ”
ลู่เจียเสวียมองหลัวอี๋เหลียนด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
อยู่นาน ก่อนกล่าว “แม่นางหก นั่งลงเถิด”
หลัวอี๋เหลียนรู้สึกว่าสายตาของเขาราวกับมี
น้ำหนัก กดทับนางจนหายใจไม่ออก เมื่อนางนั่ง
ลงก็พบลู่เจียเสวียที่กำลังใช้นิ้วมือลูบไล้ที่แหวน
ด้วยท่าทีคล้ายรู้ตัวไม่รู้ตัว
นางกำลังจะกลายเป็นอนุของบุรุษผู้นี้หรือ…หัวใจ
ของหลัวอี๋เหลียนพลันเต้นรัว บังเกิดความ
คาดหวังบางอย่าง
เมื่อหลัวเฉิงจางเห็นดังนั้นก็หัวเราะ เขาเอ่ยปาก
“พอเหลียนเจี่ยร์ได้ยินว่าใต้เท้าผู้บัญชาการจะมา
ด้วยตัวเองก็ดีใจอยู่นาน ปกตินางก็ชื่นชมแม่ทัพ
มากที่สุด กล่าวว่าผู้ที่ควบม้าในสนามรบปกปั้อง
แว่นแคว้นจึงจะเป็นวีรบุรุษที่แท้จริง นอกจากนี้
นางยังอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องทหารมาบ้าง
สามารถพรรณนาได้พอประมาณ…มิสู้วันหลังให้
นางได้ร่วมสนทนากับใต้เท้าผู้บัญชาการสักครั้ง
จะได้สร้างรอยยิ้มให้กับใต้เท้าผู้บัญชาการบ้าง”
จากนั้นอี๋หนิงก็ได้ยินลู่เจียเสวียเอ่ยขึ้น “ยากนักที่
นางจะมีความชอบเช่นนี้”
เพียงหลัวเฉิงจางปริปากก็เป็นคำโอ้อวดจริงๆ
หลัวอี๋หนิงจำได้แม่นยำว่าหลัวอี๋เหลียนเกลียด
เรื่องการฆ่าฟันมากที่สุด
ยามนี้หลัวอี๋เหลียนวางท่าเช่นคุณหนูในเรือนในผู้
เพียบพร้อมอย่างสมบูรณ์แล้ว นางก้มศีรษะอม
ยิ้มน้อยๆ ทันใดนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน
“มิใช่ว่าพี่สะใภ้สามเป็นบุตรสาวบุญธรรมของใต้
เท้าผู้บัญชาการหรือ เหตุใดจึงไม่มาคารวะใต้เท้า
เล่า หากผู้ใดไม่รู้จะคิดว่าพี่สะใภ้สามไม่เคารพผู้
อาวุโสได้”
หลัวอี๋หนิงกำลังยืนเป็นแจกันเคลือบอยู่ด้านข้าง
ครั้นได้ยินหลัวอี๋เหลียนเอ่ยถึงตนก็เงยหน้าขึ้น
เมื่อครู่บรรดาพี่สะใภ้เช่นพวกนางเพียงยอบกาย
คารวะตามหลัวอี๋เหลียนเท่านั้นเพราะไม่คิดจะ
แย่งความสนใจของนาง
สองนางโจวและหลินไห่หรูมองมายังหลัวอี๋หนิง
จากนั้นเสียงทุ้มต่ำของลู่เจียเสวียก็ดังขึ้น “เป็น
อี๋หนิงจริงๆ พ่อบุญธรรมไม่ได้พบเจ้านานแล้ว”
ครั้นหลัวอี๋หนิงเงยหน้าขึ้นก็สบประสานสายตา
เข้ากับแววตากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มของลู่เจียเสวีย นาง
กัดฟัน ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวทำการคารวะ
“คารวะท่านพ่อบุญธรรม เมื่อครู่เป็นอี๋หนิงที่เสีย
มารยาทแล้ว”
“มิเป็นไร”
ลู่เจียเสวียจิบน้ำชา อี๋หนิงถอยไปด้านหลัง
บรรยากาศภายในห้องพลันเงียบสงัด หนานเก
อร์มองรอบกาย เขาอยากไปหาอี๋หนิง แต่ก็ไม่
กล้า
เขายกมือขึ้นเพื่อกัดนิ้ว ทำให้สิ่งที่อยู่ในแขนเสื้อ
ร่วงหล่นลงมาบนพื้นสีดำ บังเกิดเสียงดังแผ่วเบา
นั่นคือต่างหูหยกข้างหนึ่ง
อี๋หนิงจำได้ทันทีว่าคือต่างหูของนาง เมื่อครู่ถอด
ออกมาให้หนานเกอร์เล่น นางรีบปรี่เข้าไปหมาย
จะเก็บขึ้น ทว่ามือหนึ่งที่มีแหวนสวมอยู่กลับเก็บ
ต่างหูขึ้นมาก่อนแล้ว
อี๋หนิงทำได้เพียงยอบกายลง “ขอบคุณท่านพ่อ
บุญธรรม นี่คือต่างหูของข้า สามารถคืนให้ข้าได้
หรือไม่”
ลู่เจียเสวียมองมาที่นางก็พบว่าต่างหูข้างหนึ่ง
หายไปจริงๆ เขาเล่นกับต่างหู เอ่ยด้วยเสียงเนิบ
ช้า “แน่นอน สิ่งของย่อมกลับคืนสู่เจ้าของเดิม
เสมอ”
อี๋หนิงยื่นมือออกไปรับ เขาคืนต่างหูให้นาง
เพียงแต่ถ้อยคำนั้นกลับแฝงด้วยความนัยลึกซึ้ง
ลู่เจียเสวียไร้ความอดทนจะแสร้งเผชิญกับความ
นอบน้อมและการประจบสอพลอจากหลัวเฉิงจาง
อีกต่อไป เขากล่าวด้วยเสียงราบเรียบ “ใต้เท้า
หลัว เจ็ดวันให้หลังข้าจะมารับคน ท่านจง
เตรียมการไว้ให้ดี”
อีกเจ็ดวัน นี่มิใช่ว่ากระชั้นเกินไปหรอกหรือ
หลัวเฉิงจางตะลึงนิ่ง เมื่อครู่มิใช่กล่าวว่าครึ่งเดือน
หรอกหรือ เขาจึงคิดได้เพียงว่าเมื่อลู่เจียเสวียได้
พบเหลียนเจี่ยร์ก็เกิดต้องใจอย่างยิ่งจึงไม่อยากรั้ง
รออีกต่อไป
“เวลากระชั้นชิดเกินไป ใต้เท้าผู้บัญชาการโปรด
ให้เวลาข้าเตรียมการให้ดีเถิด เหลียนเจี่ยร์ยังต้อง
ตระเตรียมสินเจ้าสาว” หลัวเฉิงจางรีบกล่าว
ลู่เจียเสวียหันไปมองหลัวอี๋เหลียน ถามด้วย
น้ำเสียงเรียบเฉย “แม่นางหกรู้สึกว่าเวลากระชั้น
ชิดไปหรือ ข้ารู้สึกว่าเหมาะสมแล้ว”
หลัวอี๋เหลียนลุกขึ้น นางจะกล้าบอกว่าไม่
เหมาะสมได้อย่างไรจึงผงกศีรษะ ก่อนเอ่ยด้วย
ใบหน้าที่แดงเรื่อ “ทุกสิ่งล้วนฟังใต้เท้าผู้
บัญชาการ ข้าไร้ความคิดเห็น”
ลู่เจียเสวียไม่ได้พูดอะไรอีกก็จากไป หลัวเฉิงจาง
ส่งเขาออกไป บรรดาพี่สะใภ้ที่เหลืออยู่ต่างพากัน
แสดงความยินดีกับหลัวอี๋เหลียน
“ใต้เท้าผู้บัญชาการต้องเห็นว่าเหลียนเจี่ยร์ของ
พวกเราเป็นโฉมงามสะคราญของแว่นแคว้นเป็น
แน่ จึงได้ถูกใจถึงเพียงนี้ เลื่อนพิธีให้เร็วกว่า
กำหนด…”
บรรยากาศเต็มไปด้วยคำสรรเสริญเยินยอ สีหน้า
หลัวอี๋หนิงไร้อารมณ์ มือที่กำต่างหูหยกออกแรง
บีบกระชับขึ้น
ระหว่างทางหลัวเซิ่นหย่วนพบกับลู่เจียเสวียที่
ออกมาจากจวนตระกูลหลัว
หลัวเซิ่นหย่วนสั่งให้หยุดรถ จากนั้นจึงแหวกม่าน
ออก กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยากนักที่ใต้เท้าผู้
บัญชาการจะมีเวลามายังตระกูลหลัว”
ลู่เจียเสวียได้ยินเสียงของหลัวเซิ่นหย่วนก็แหวก
ม่านขึ้น บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยหิมะและ
น้ำแข็ง ควันสีขาวที่พวยพุ่งออกมาจากจมูกของ
ม้า เขากล่าว “ครานี้บังเอิญนัก ถึงกับได้พบใต้
เท้าหลัว”
หลินหย่งยืนอยู่ด้านข้างอย่างสำรวม ไม่มี
ผู้ติดตามคนใดกล้าเอื้อนเอ่ยวาจา
“ข้าได้ยินว่าใต้เท้าผู้บัญชาการหมายจะรับ
น้องสาวข้าเป็นอนุ ครานี้คงมาเพื่อหารือกระมัง”
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวขึ้นอีกครั้ง
เมื่อลู่เจียเสวียได้ยินก็หัวเราะ “น้องสาวของเจ้า
เยือกเย็นน่ารัก ข้าเห็นแล้วรู้สึกชมชอบจนไม่อาจ
รามือ แม้จะเป็นห้องหลักไม่ได้ แต่ให้เป็นอนุก็
ย่อมไร้ปัญหา”
“ได้รับความโปรดปรานจากใต้เท้าผู้บัญชาการ
น้องสาวอี๋เหลียนย่อมต้องดีใจเป็นแน่” หลัวเซิ่น
หย่วนเอ่ยเนิบช้า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่
รบกวนใต้เท้าผู้บัญชาการแล้ว ข้าขอตัวกลับ
ก่อน”
เขาปล่อยม่านลง จากนั้นใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นไร้
อารมณ์ ไร้รอยยิ้มใดๆ
ลู่เจียเสวียเห็นรถม้าของเขาเดินทางกลับไปที่จวน
แล้วจึงปล่อยม่านลง ก่อนสั่งให้สารถีเดินทาง
ต่อไป
หิมะที่ค่อยๆ โปรยปรายเริ่มเปลี่ยนเป็นตกหนัก
กระทั่งพลบค่ำก็ยังไม่หยุด
สาวใช้ที่หลัวอี๋หนิงส่งออกไปสืบข่าวกลับมาแล้ว
หิมะยังคงอยู่บนร่างของสาวใช้ที่เกล้ามวยสอง
ข้าง ใบหน้านางเย็นจนแดงเรื่อ “นายหญิงสาม
บ่าวไปสืบความมาอย่างละเอียดแล้วเจ้าค่ะ สาว
ใช้ชราสองคนนั้นแทบไม่เคยย่างเท้าออกจาก
เรือน ตั้งใจปรนนิบัติคุณหนูหกเป็นอย่างดี แต่ไร
มาไม่เคยซักถามถึงเรื่องอื่น ยามปกติปริปากไม่
มากนัก”
เดิมทีหลัวอี๋หนิงคิดว่าสองคนนี้เป็นคนที่ลู่เจียเส
วียส่งมาสืบข่าว แต่เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกว่าไม่น่า
เป็นไปได้ คนที่ส่งมาอย่างโจ่งแจ้ง ผู้อื่นย่อมต้อง
ระวัง เขาไม่มีทางใช้สองคนนี้เพื่อการนี้เป็นแน่
อี๋หนิงให้ถุงเงินเป็นรางวัลกับสาวใช้ถุงหนึ่ง ก่อน
ให้นางไปพักผ่อนไม่ต้องอยู่ปรนนิบัติแล้ว
ขณะที่หลัวเซิ่นหย่วนกลับมา หิมะยังคงไม่หยุด
ตก
ลมเหนือพัดโชยนอกหน้าต่าง หิมะที่สะสมอยู่บน
กิ่งไม้ร่วงหล่นโปรยปราย บ่าวรับใช้เปลี่ยนเบาะ
รองบุฝั้ายในห้องเป็นเบาะรองขนจิ้งจอกงดงาม
หรูหรา หลัวเซิ่นหย่วนเคยไปมาหาสู่กับเจิงหาง
นานแรมปี เขาไม่ขาดแคลนเงินทอง เพียงแต่เขา
เป็นคนของฝังชิงหลิวจึงมีบางครั้งที่ไม่สะดวกจะ
นำออกมาใช้
“ท่านกลับมาแล้วหรือ” อี๋หนิงคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะ
เล็ก กำลังพินิจมองแบบร่างลวดลายอย่าง
ระมัดระวัง นางเตรียมทำสนับเข่าไว้ให้หลัวเซิ่น
หย่วนใช้ในช่วงเหมันต์
นางจรดพู่กันลงในชาดสีแดงพลางกล่าว “พี่ชาย
สาม ท่านมาช่วยข้าวาดดอกกล้วยไม้ทีเถิด ข้ามัก
วาดออกมาได้ไม่ดีนัก” ภายในห้องมีการจุดตี้หลง
ทว่านางยังคงสวมเสื้อคลุมที่บุขอบด้วยขน
กระต่าย เปลี่ยนต่างหูเป็นต่างหูหยกขาวคู่หนึ่ง
ถุงเท้าข้างหนึ่งพาดอยู่ข้างเตียงอย่างไม่ใส่ใจ ให้
ความรู้สึกเป็นการใช้ชีวิตที่ผ่อนคลายไร้ความ
กังวล
หลัวเซิ่นหย่วนเดินเข้าไปหานางจากด้านหลัง
หยิบพู่กันในมือนางขึ้นมา “วาดตรงที่ใด”
แม้จะเป็นสามีภรรยากันแล้ว ทว่ายามปกติก็ไม่
ค่อยได้ใกล้ชิดเช่นนี้บ่อยครั้ง
อี๋หนิงกลั้นลมหายใจ ชี้จุดที่ต้องการวาดให้เขา
ร่างของเขาโน้มลงเล็กน้อย บนร่างยังมีไอเย็นจาก
ด้านนอก เขายันขอบโต๊ะด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อน
จรดพู่กันลงร่างดอกกล้วยไม้ให้นาง
“เท่านี้พอหรือไม่” หลัวเซิ่นหย่วนถามนาง
“พอแล้ว” อี๋หนิงพลันรู้สึกว่าน้ำเสียงต่ำพร่าของ
เขาช่างน่าฟังนัก นางตกอยู่ในภวังค์ไปครู่หนึ่ง
เขากักนางไว้ในอ้อมแขน ร่างอี๋หนิงพลันเกร็ง
เขม็ง ไม่กล้าเคลื่อนไหว
มือของเขาน่ามองยิ่งนัก ทั้งเรียวยาวและมีกำลัง
แขนเสื้อม้วนขึ้นจนถึงขอบสีขาว ทำให้เห็นเส้น
ลมปราณหลังมือที่ปูดโปนขึ้น
เหตุใดจึงยังไม่ปล่อยนางอีก มิใช่บอกว่าพอแล้ว
หรือ…
อี๋หนิงรู้สึกบรรยากาศภายในห้องดูคลุมเครือ
ขึ้นมาเล็กน้อย
เขาพลันกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ข้าได้ยินว่าวันนี้ลู่เจียเส
วียมาที่นี่ เจ้าได้พบเขาหรือไม่”
“ท่านแม่ให้หลัวอี๋เหลียนไปคารวะเขา ด้วยเกรง
ว่านางจะตื่นเต้นจึงให้พวกเราบรรดาพี่สะใภ้ไป
ด้วย” อี๋หนิงอธิบาย
“อืม” หลัวเซิ่นหย่วนฟังแล้วก็ไม่แสดงอารมณ์
อะไร เขามองริมฝีปากบางนุ่มแดงของนางอยู่ชั่ว
ครู่ ก่อนก้มศีรษะเอ่ยถาม “เหมยเหมย เจ้าวาด
ลายเสร็จหรือยัง”
“ขาดนกกระยางอีกสองสามตัว” หลัวอี๋หนิงเอ่ย
ถามเขาอย่างสงสัย “มีอันใดหรือ”
“ข้าจะช่วยเจ้าวาด” มือซ้ายของเขาหยิบพู่กันขึ้น
จุ่มน้ำหมึก เพียงสะบัดลงไม่กี่ครั้ง ไม่นานก็
ปรากฏฝูงนกกระยางทะยานขึ้นสู่ฟากฟั้า
มีเสน่ห์ชวนให้หลงใหล
อี๋หนิงรู้สึกว่าหากจะให้ตนเรียนรู้สิ่งนี้คงเป็นเรื่อง
ยาก
หลัวเซิ่นหย่วนวางพู่กันลง ก่อนจะหยิบหนังสือ
เล่มหนึ่งมานั่งอ่านด้านข้าง เขาเอ่ยถามนาง “เจ้า
รู้เรื่องโจรในกุ้ยโจวที่เกิดเมื่อไม่นานมานี้หรือไม่”
อี๋หนิงย่อมรู้ ระยะนี้เรื่องนี้สร้างความเดือดร้อน
จนขยายเป็นวงกว้าง
ครั้นเห็นนางกล่าวว่ารู้ หลัวเซิ่นหย่วนก็พูดต่อ
“ฝั่าบาททรงมีพระบัญชาปลดผู้ว่าการมณฑล วั่ง
หย่วนจึงเสนอให้ข้าไปรับตำแหน่งที่นั่น”
ทันทีที่อี๋หนิงได้ยินก็ตกตะลึง นางวางพู่กันลงบน
แท่นวาง “เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!”
ตำแหน่งของผู้ว่าการมณฑลเป็นขุนนางขั้นสอง
ทว่าสำหรับหลัวเซิ่นหย่วนแล้ว การเลื่อน
ตำแหน่งนี้เท่ากับเป็นการลดขั้น โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งขุนนางใหญ่น้อยที่กุ้ยโจวล้วนเป็นคนของวั่งหย่
วน โจวซูฉวินถูกพวกเขากลั่นแกล้งจนตาย หาก
เขาไป แม้จะจัดการได้ แต่ก็ต้องใช้แรงกายแรงใจ
มหาศาล ต้องไปจากเมืองหลวงแรมปี นี่ไม่ใช่
ตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลหูกว่างเหลี่ยงกว่าง
[1]เหล่านั้น เห็นทีเส้นทางขุนนางในกาลข้างหน้า
ของเขาคงต้องสะดุดแล้ว
ด้วยอารามเคร่งเครียด นางจึงเกือบชนเข้ากับ
กาน้ำชาของเขา
เขายกกาน้ำชาออกไป นี่เป็นชาร้อน เขากล่าวว่า
“ยังไม่แน่ว่าต้องไป เจ้าไม่ต้องกังวล”
อี๋หนิงจะไม่กังวลแทนเขาได้อย่างไร เมื่อมอง
ท่าทางจิบน้ำชาที่ไม่ทุกข์ไม่ร้อนของเขา นางก็
กล่าว “ในเมื่อท่านไม่ตื่นตระหนก เช่นนั้นเหตุใด
ข้าจึงต้องตื่นตระหนกด้วย ข้าเพียงอยากถามท่าน
ว่า ท่านมีแผนการแล้วหรือไม่ หากฝั่าบาททรงส่ง
ท่านไปท่านก็ต้องไปจริงหรือ”
พี่ชายสามกล่าวโดยไม่เงยศีรษะ “ยามนี้
สถานการณ์ที่กุ้ยโจววุ่นวายประหนึ่งโจ๊ก ต้องการ
คนเข้าไปจัดการจริงๆ—หากฝั่าบาททรงให้ข้าไป
ข้าก็จะไป”
อี๋หนิงมองเขา หลัวเซิ่นหย่วนวางหนังสือลง กล่าว
ด้วยรอยยิ้ม “มิใช่เรื่องง่ายที่จะย้ายขุนนางใน
เมืองหลวงไปต่างถิ่น เมื่อกรมคลังหารือแล้วก็ยัง
ต้องส่งให้เน่ยเก๋อทำการตัดสินใจอีกขั้น” เขา
กล่าวต่อ “ที่สำคัญกรมโยธายามนี้ยังมีสภาพ
เละเทะ นอกจากข้าแล้วก็มีไม่กี่คนเท่านั้นที่
สามารถจัดการได้ เพียงข้าไม่ยินยอม ฝั่าบาท
ย่อมไม่มีทางส่งข้าไป”
หลัวอี๋หนิงรู้สึกไม่ค่อยถูกต้องนัก เขาทำงานได้
เป็นอย่างดีในกรมโยธา เหตุใดจึงเอ่ยถึงเรื่อง
โยกย้ายเขาไปยังต่างถิ่นโดยไร้มูลเหตุ ที่กุ้ยโจว
ล้วนเป็นคนของวั่งหย่วน นางนึกถึงถ้อยคำที่ลู่เจีย
เสวียเคยพูดอีกครั้ง ทันใดนั้นในใจก็เกิดการคาด
เดา “ท่านถูกเสนอให้โยกย้ายไปยังต่างถิ่นโดยไร้
สาเหตุ ทั้งยังเป็นพื้นที่เช่นนั้น…เป็นเพราะการ
เสนอของผู้บัญชาการลู่ใช่หรือไม่”
ยามนี้ที่นั่นกลุ่มโจรชั่วกำลังอาละวาด หากยัง
กวาดล้างรังของพวกเขาไม่สะอาดแล้วเขาต้องไป
จริงก็เป็นเรื่องที่อันตรายมาก
ทันใดนั้นหลัวเซิ่นหย่วนก็กุมข้อมือของนางไว้
กล่าวด้วยน้ำเสียงอดกลั้น “ข้ามีเพียงคำสั่งเดียว
ไม่อนุญาตให้ไปพบเขา”
นางไม่มีทางไปพบลู่เจียเสวีย การไปพบเขาจะ
ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด
หลัวเซิ่นหย่วนเห็นนางไม่พูดจาก็สำทับเสียงต่ำ
“ได้ยินหรือไม่”
หลัวอี๋หนิงผงกศีรษะ เขาถึงได้ผ่อนแรงที่มือ
เล็กน้อย นางรู้ว่าเขาไม่ชอบให้ตนไปพบลู่เจียเส
วีย แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจะใส่ใจถึงเพียงนี้ อี๋หนิง
เอ่ยถามเขา “แม้จะรู้ว่าท่านไม่ไป แต่ข้าก็ยัง
อยากถาม หากท่านต้องไปกุ้ยโจว ข้าสามารถ
ติดตามท่านไปได้หรือไม่ ข้าได้ยินว่าเมื่อผู้อื่นถูก
โยกย้ายไปยังต่างถิ่น พวกเขามักพาครอบครัวไป
ด้วย”
มีเสียงปะทุเกิดขึ้นในกระถางไฟ หลัวเซิ่นหย่วน
กล่าว “ย่อมพาเจ้าไปด้วย”
อี๋หนิงคล้องแขนของเขาไว้พลางนั่งลง กล่าวด้วย
รอยยิ้มกว้าง “เช่นนั้นก็มิเป็นไรแล้ว ท่านไปที่ใด
ข้าก็จะติดตามท่านไปที่นั่น”
ความกังวลของหลัวอี๋หนิงทำให้เขาหวั่นไหว มีคน
ระลึกถึงเขาห่วงใยเขา ด้วยเหตุนี้เขาก็จะไม่โดด
เดี่ยวอีกต่อไป สำหรับเขาแล้วมันยังมีความหมาย
ยิ่งกว่าสิ่งนี้ เขายื่นมือออกไป หมายจะรั้งนางเข้า
มากอดในอ้อมอก ทว่าสุดท้ายก็สะกดกลั้นไว้
ไม่ได้ทำ ยามนี้ฮ่องเต้กำลังกังวลเรื่องที่กุ้ยโจว ไม่
แน่หากไม่ไตร่ตรองดีๆ อาจส่งเขาไปจริงๆ เขา
จำต้องบอกกล่าวอี๋หนิงไว้ล่วงหน้า
สองวันมานี้อี๋หนิงวุ่นอยู่กับเรื่องงานแต่งของหลัว
อี๋เหลียน เมื่อได้ยินข่าวนี้ นางจึงต้องใช้เวลาตั้งสติ
อยู่นาน หากหลัวเซิ่นหย่วนต้องไปจริงก็เป็นเรื่อง
ที่ไม่อาจทำอะไรได้ เมื่อเวลาผ่านไปห้าปี ทันทีที่
เขากลับมานั่นย่อมหมายถึงการเลื่อนตำแหน่ง
ทว่าเงื่อนไขคือเขาต้องมีชีวิตรอดกลับมา ที่สำคัญ
ยังมีความดีความชอบทางการเมือง หากเขาไม่ไป
โดยรั้งตัวอยู่ในเมืองหลวง ได้ใกล้ชิดกับโอรส
สวรรค์ ช้าเร็วย่อมได้ขึ้นเป็นท่านเจ้ากรมโยธา
นางยังกล่าวอีกประโยค “แน่นอนว่าจะเป็นการดี
ที่สุดหากไม่ต้องไป!”
หลัวเซิ่นหย่วนหันหน้ากลับมา ใบหน้าของนาง
ซ่อนอยู่ภายใต้ขนกระต่ายขาวหิมะ ดูประหนึ่ง
ก้อนกลมหิมะอันวิจิตรงดงาม นางยังมีกลิ่นอาย
ของเด็กน้อย ทว่านี่คือภรรยาตัวน้อยของเขา นาง
จำเป็นต้องได้รับการดูแลเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม
ไม่แน่ว่านางอาจสูงเติบโตได้มากกว่านี้ ถึงยามนั้น
เขาก็จะสามารถใกล้ชิดนางมากขึ้น ต่างจากยาม
นี้ที่ต้องอดกลั้นอยู่เป็นนิจ
บางทีกาลข้างหน้านางอาจให้กำเนิดลูกของเขา
ลูกของพวกเขาสองคน
เมื่อมองไปยังหน้าท้องแบนราบและช่วงเอวที่เล็ก
บาง หลัวเซิ่นหย่วนก็คล้ายไม่กล้าจินตนาการ เขา
ไม่ชอบเด็กเป็นอย่างยิ่ง เสียงดังวุ่นวายเกินไป ที่
สำคัญยังดึงดูดความสนใจจากผู้เป็นแม่ไป
เรื่องลูกให้ผ่านไปอีกสักนิดแล้วค่อยว่ากันเถิด
ยามนี้เจ้าเด็กคนนี้ยังแยกผ้านวมกับเขาอยู่เลย
——————–
1. เหลี่ยงกว่างหมายถึงพื้นที่กว่างตงและ
กว่างซี