พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 169
น้ำชาใสกระจ่างรินไหลออกมาจากกาน้ำชา ถ้วย
ชาเนื้อบางเบา เพราะน้ำชาสีเขียวอ่อน ถ้วยชาจึง
ดูใสดุจโปร่งแสง เฉิงหลางเลื่อนถ้วยน้ำชาไปเบื้อง
หน้าหลัวอี๋หนิง ก่อนจะผายมือข้างหนึ่งทำท่าเชื้อ
เชิญ “ดื่มชาเถิด”
กลิ่นหอมพวยพุ่งขึ้นจากถ้วยชา ดูคล้ายสาย
หมอกที่เคลื่อนคล้อยบนขุนเขา
หลัวอี๋หนิงกุมถ้วยชาแน่น มองเขาหยิบถ้วยชาอีก
ใบหนึ่งขึ้นมารินน้ำชาให้หลัวเซิ่นหย่วน
ด้านนอกเป็นคณะเชิดสิงโต พวกเขากำลังไต่ขึ้นที่
สูง บรรยากาศครึกครื้นอย่างยิ่ง
เซี่ยอวิ้นมองใบหน้าด้านข้างอันหล่อเหลาไร้ที่ติ
ของเฉิงหลาง ขนตาหนายาว ใต้สันจมูกโด่งตรง
เป็นริมฝีปากนุ่ม แสงไฟจากด้านนอกส่องสะท้อน
ใบหน้าด้านข้างของเขา ถนนที่ยังคงเปียกแฉะ
สะท้อนแสงของโคมไฟ เขาเองก็คล้ายถูกแสงของ
โคมไฟส่องกระทบเช่นกัน เขาอยู่ใกล้ประชิดกับ
นางมาก แต่กลับดูเหมือนห่างไกลอย่างยิ่งยวด
นางคิดถึงกลีบปากคู่นั้น คิดถึงว่ามันเทียวไล้บน
เรือนร่างนางอย่างไร คิดถึงความอ่อนโยนของเขา
เมื่อวิธีการดึงดูดให้ผู้คนลุ่มหลงเหล่านั้น
ผสมผสานเข้ากับความเย็นชาของเขา นั่นทำให้
เซี่ยอวิ้นอ่านเขาไม่ทะลุ แท้จริงแล้วเขาชอบนาง
หรือต้องการห่างเหินกับนางกันแน่
น่ากลัวว่าทักษะในการเย้าหยอกอันยอดเยี่ยมนี้
คงไม่มีผู้ใดบังอาจหาญเทียบเขา
เซี่ยอวิ้นไม่รู้ว่าตนบังเกิดความคิดอะไรขึ้นจึง
คล้องแขนของเฉิงหลางไว้ กล่าวด้วยรอยยิ้ม “อา
หลาง อีกครู่ข้าอยากไปเผาผ้ายันต์ขอพรในพิธี
ปลดปล่อยน้ำและดินตรงด้านข้าง ท่านไปเป็น
เพื่อนข้าได้หรือไม่”
หัวคิ้วของเฉิงหลางขมวดมุ่นเล็กน้อย เขาเงยหน้า
ขึ้นโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็พบว่าอี๋หนิงไร้ปฏิกิริยาใด
“ย่อมได้ เจ้าอยากไปก็ไปเถิด” เฉิงหลางกล่าว
เซี่ยอวิ้นเอนตัวซบข้างกายเขา นางกระทั่งไม่รู้ว่า
ตนกำลังแสร้งแสดงอยู่หรือไม่ อารมณ์นางจมลึก
ทันทีที่ได้กลิ่นหอมจากร่างของคนผู้นี้ หัวใจก็
พลันเต้นรัว
หลัวอี๋หนิงเหลือบมองพวกเขาเงียบๆ พวกเขามี
ใจต่อกันแล้วหรือ
หลัวเซิ่นหย่วนนั่งอยู่ข้างกายอี๋หนิง มัวแต่สนใจ
ดื่มชา เขาไม่ได้สนใจบรรยากาศครึกครื้น และยิ่ง
ไม่สนใจสองสามีภรรยาตระกูลเฉิง ไม่ว่าพวกเขา
จะรักกันด้วยใจจริงหรือเสแสร้งเล่นละครก็ไร้
ความเกี่ยวข้องกับเขา เขามีเวลาว่างมากนักหรือ
ไร
“เจ้าออกไปก่อน” เฉิงหลางเอ่ยกับเซี่ยอวิ้น “ข้า
มีเรื่องอยากจะสนทนากับใต้เท้าหลัว”
เฉิงหลางอยากจะพูดสิ่งใดกับหลัวเซิ่นหย่วน
เซี่ยอวิ้นฉงนสงสัย นางกุมเตาอุ่นไว้ในมือพลาง
มองพวกเขาสองคน ระหว่างพวกเขาสองคน หาก
จะกล่าวให้ฟังดูร้ายแรงสักหน่อยก็อาจถือได้ว่า
เป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง
แต่นางกลับไม่ได้เอ่ยถามให้มากความ ในฐานะ
ภรรยา หากถามมากไปก็รังแต่ทำให้เป็นที่รำคาญ
นางลุกขึ้นให้สาวใช้ช่วยประคองตนลงไปด้านล่าง
หลัวเซิ่นหย่วนพิงตัวกับพนักเก้าอี้ มองเฉิงหลาง
พลางเอ่ยถาม “ใต้เท้าเฉิงมีสิ่งใดอยากจะชี้แนะ
หรือ”
เฉิงหลางเพียงยิ้ม เขามองหลัวอี๋หนิงแล้วกล่าว
“เจ้าก็รู้ว่าที่เขาไม่สังหารเจ้าเพราะมีสิ่งอื่นที่
ต้องการ เจ้าต้องระวังเขาไว้ อย่าได้ชะล่าใจ”
หลังจากเฉิงหลางพูดจบก็ลุกขึ้น จัดเสื้อผ้าของตน
ประสานมือแล้วเดินลงไปชั้นล่าง
“ประโยคนี้ของญาติผู้พี่เฉิงของเจ้าฟังดูพิลึกนัก”
หลัวเซิ่นหย่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มพลาง
กล่าว “เหตุใดลู่เจียเสวียจึงคิดสังหารเจ้า”
หลัวอี๋หนิงจิบชาร้อนคำหนึ่ง “ขณะที่เขากำลัง
หารือกับท่านพ่ออย่างลับๆ ข้าลอบได้ยิน
ความลับบางอย่างของเขา หยุดพูดถึงเรื่องนี้เถิด
พี่ชายสาม ข้าไม่ได้พกเตาอุ่นมาด้วย คาดไม่ถึงว่า
อากาศด้านนอกจะหนาวถึงเพียงนี้ มิสู้พวกเรา
กลับกันเถิด พิธีกรรมอะไรไม่ต้องไปดูแล้ว”
แม้นางจะล่วงรู้มานานแล้วว่าลู่เจียเสวียมี
จุดประสงค์ แต่ก็คาดไม่ถึงว่าเฉิงหลางจะกล่าว
เตือน หรือว่าเขารู้อะไรบางอย่าง
หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ย “รออีกชั่วครู่”
อี๋หนิงลอบครุ่นคิด ไม่รู้ว่าเขายังต้องการทำสิ่งใด
อีก ทว่าไม่นานหลังจากนั้นนางก็เห็นบ่าวรับใช้ถือ
ถุงกระดาษขนาดใหญ่เล็กเข้ามา บ่าวผู้นั้นโค้งตัว
ลง รายงานด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ใต้เท้า บ่าวทำ
ตามที่ท่านสั่งการไว้ สิ่งของที่ขายเรียงรายตาม
ทางล้วนถูกซื้อมาครบแล้วขอรับ!”
อี๋หนิงมองเขาอย่างสงสัย เขาไปสั่งการตั้งแต่
เมื่อไร หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้นยืน ก่อนลูบศีรษะ
ของนางเบาๆ “ให้เจ้านำกลับไป”
ในถุงกระดาษเคลือบน้ำมันมีทั้งลูกชิ้นทอดกรอบ
ไก่ข้าวเหนียว ถังหูลู่[1] ซานเย่าเคลือบน้ำตาล
เมล็ดแตงคั่ว ขนมแปั้งนึ่งซานจา สาลี่เคลือบ
น้ำตาล…เขากว้านซื้อของที่ขายเรียงรายตามทาง
มาจนครบถ้วนจริงๆ
หัวใจอี๋หนิงพลันอ่อนยวบ นางไม่สามารถถือได้
หมด ดังนั้นเขาจึงช่วยนางถือถุงผลไม้แห้งหลาย
ถุง ร่างสูงใหญ่เดินนำอยู่เบื้องหน้าไม่เอื้อนเอ่ย
วาจา อันที่จริงเขามากด้วยกลอุบาย สามารถ
หลอกล่อให้ผู้อื่นหลงใหลได้อย่างง่ายดาย
มิน่าเล่าจึงมีหญิงสาวมากมายชมชอบเขา เขาได้
ใช้วิธีการเหล่านี้กับผู้อื่นบ้างหรือไม่
อี๋หนิงลอบครุ่นคิดกับตัวเอง
เส้นทางระหว่างกลับจวน บรรยากาศบนถนน
ไม่ได้ครึกครื้นเช่นเมื่อครู่แล้ว ทว่าโคมไฟที่
ประดับประดายังคงสว่างไสว ภายในรถม้ามืด
สลัว เสียงแผ่วเบาของนางดังขึ้น “ท่านอยากได้
รางวัลหรือไม่” หลัวเซิ่นหย่วนยังไม่ทันตอบสนอง
นางก็รั้งคอเสื้อของเขา บังคับให้เขาโน้มศีรษะลง
ก่อนจะจุมพิตปลายคางของเขาอย่างรวดเร็ว ทว่า
เขาพลันยึดตัวนางไว้โดยไม่ทันให้คาดคิด ก่อนจะ
ดันนางเข้าไปในมุมเล็กแคบของรถม้าแล้วประทับ
จูบ ภายใต้แสงอันมืดมิด พวกเขาต่างมองไม่เห็น
อีกฝั่าย ทว่านั่นกลับก่อให้เกิดความรู้สึกเร้าใจอัน
น่าพิศวง
ทั้งร่างของอี๋หนิงอ่อนยวบ ความรู้สึกชาวาบเข้าจู่
โจมเป็นระลอก ไร้กระทั่งเรี่ยวแรงจะปฏิเสธ นาง
ถูกเขาจูบจนหอบตัวโยน ร่างเขาสูงใหญ่ประหนึ่ง
ขุนเขา สัมผัสใต้ฝั่ามือล้วนเป็นกล้ามเนื้อ ทั่ว
สรรพางค์กายเสียวซ่าน อากาศภายในรถม้าร้อน
ระอุ ทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดพัวพัน หลัวเซิ่นหย่วนถูก
นางยั่วยวนจนแทบไม่อาจสะกดกลั้น ผ่านไปครู่
หนึ่งเขาจึงจูบที่มุมกลีบปากของนางแล้วกล่าว
น้ำเสียงแหบพร่า “ผู้ใดกล่าวว่าอยากจะนอนแยก
ผ้าห่ม ยามนี้เจ้ากลับกระทำเยี่ยงนี้ หืม”
เมื่อกลับถึงจวน หลัวเซิ่นหย่วนก็อุ้มอี๋หนิงลงจาก
รถ นางประหนึ่งก้อนกลมเล็กๆ สีชมพูที่ขดตัวอยู่
ในอ้อมกอดของเขา มือที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อ
คลุมกันลมละเอียดบอบบางไร้รอยตำหนิ
หลัวเซิ่นหย่วนวางนางลงบนเตียง ก่อนจะยกมือ
ปลดผ้าม่านลง เขากล่าว “ข้าจะไปล้างหน้าล้าง
ตา”
เขาออกไปแล้ว อี๋หนิงถูกเขาห่อพันธนาการไว้
แน่นหนาจนแทบหายใจไม่ออก นางหอบหายใจ
อยู่นาน ก่อนจะปลดผ้านวมออก นางเพิ่งปลดได้
สำเร็จ เขาก็กลับมาแล้ว
เขาขึ้นมาบนเตียง อี๋หนิงเขยิบพื้นที่ให้เขานอน
ผู้ใดจะรู้ว่าเขากลับดันตัวขึ้นแล้วพลิกตัวคร่อม
นางไว้ใต้ร่าง น้ำเสียงแหบพร่า “เหมยเหมย…”
เมื่อครู่ถูกนางยั่วยวนจนสติไม่สมประดี จะทำ
อย่างไรก็ไม่อาจสงบ ในหัวเต็มไปด้วยภาพของ
นางที่ทอดกายอยู่ใต้ร่างเขา ผิวขาวราวหิมะลื่น
เนียนดุจแพรไหม ร่างเพรียวบางที่สามารถกอบ
กุมได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว อันที่จริงสำหรับบุรุษ
แล้ว เมื่อได้ลิ้มรสครั้งหนึ่งนั่นก็คือการเสพติด
หลายวันมานี้เขาต้องร่วมหลับนอนกับนางด้วย
อารมณ์ที่ข่มกลั้น
อี๋หนิงจะไม่รู้ถึงความปรารถนาของเขาได้อย่างไร
ใบหน้านางแดงเรื่อ ขบคิดว่าควรปฏิเสธหรือไม่
เพราะสุดท้ายก็ต้องเป็นนางที่เจ็บปวดระทม ยาม
นั้นเขายกข้อมือของนางขึ้นแล้วประทับจูบลงมา
เนิบช้า ทุกจุดที่ริมฝีปากประทับผ่านราวกับลูกไฟ
แตกปะทุ ลวกร้อนอย่างยิ่งยวด ท้ายที่สุดชลธาร
และมัจฉาก็ผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะ
ช่องทางที่คับแคบเกินไปทำให้เคลื่อนไหวได้ทีละ
น้อย เขาสะกดกลั้นอารมณ์ยับยั้ง สุดท้ายก็เป็น
อี๋หนิงที่พร่ำเรียกหลัวเซิ่นหย่วนให้กอดนางไว้ใน
อ้อมแขน ความรู้สึกเสียวซ่านรุนแรงขึ้นทุกขณะ
คลื่นอารมณ์ยิ่งพัดพาก็ยิ่งโหมกระหน่ำ นางถูก
เขาผลักดันสู่ยอดคลื่น ทว่าก่อนที่นางจะตกลงมา
ช่องทางคับแน่นที่ยังไม่ทันได้คลายแรงบีบรัดก็ได้
เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ในที่สุดนางก็ได้สัมผัสถึงความสุขเปรมปรีดิ์ของ
สตรีเพศ เพียงแต่สุดท้ายสิ่งที่หลงเหลืออยู่ยังคง
เป็นความเจ็บปวดและเสียวซ่าน นางระบาย
อารมณ์ด้วยการข่วนแผ่นหลังของเขา แต่ต่อให้
นางจะข่วนอย่างไร ผิวที่อยู่ใต้ฝั่ามือนั้นก็ไม่ไหว
ติง ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้เขายิ่งเปล่งเสียง
ครางต่ำ เขาเพิ่มแรงกดกระชับเรียวขาของนาง
นางจึงทำได้เพียงปล่อยให้บุรุษผู้นี้สูบเค้นตามแรง
ปรารถนา ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าสู่กระแสคลื่นอัน
เร่าร้อนอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้นนางตื่นขึ้นในอ้อมกอดของเขา เสื้อผ้า
ของเขายังคงคลายอยู่ บนแผงอกแน่นขนัดเต็มไป
ด้วยรอยขีดข่วน สองขาของอี๋หนิงปวดร้าว นาง
ข่วนเขาอีกรอยเล็บ เกลียดแค้นจนขบฟันแน่น
หลัวเซิ่นหย่วนลืมตาขึ้น เขาจับมือของนางแล้ว
วางบนริมฝีปาก ก่อนเริ่มขบเม้มเบาๆ “ทันทีที่
ตื่นก็ข่วนข้า เมื่อวานยังร้องขอให้ข้าช่วยซื้อก้อน
น้ำตาลให้อยู่เลย เจ้าลืมแล้วหรือ”
“เมื่อคืนท่าน…” อี๋หนิงถูกเขาจูบจนรู้สึกคัน
ยุบยิบ “ไม่รู้จักสะกดกลั้นสักนิด!”
เขาหัวเราะเสียงต่ำ พลิกตัวกดทับร่างนางเอาไว้
แล้วกระซิบอีกครั้ง “ข้าไม่สะกดกลั้นหรือ หาก
วันนี้เจ้าลงจากเตียงไม่ได้ เจ้าถึงจะรู้ว่าข้าสะกด
กลั้นหรือไม่”
อี๋หนิงถูกเจ้าสิ่งนั้นกดทับ ใบหน้านางก็พลัน
เปลี่ยนเป็นแดงก่ำ เขา…เอาเถิด นางไร้วาจาจะ
กล่าวแล้ว
เขาลุกขึ้นสวมชุดราชสำนัก อี๋หนิงเองก็ลุกขึ้นไป
อาบน้ำแต่งกาย วันนี้นางขอลาไม่ไปคารวะหลิน
ไห่หรู อี๋หนิงเอนกายอยู่ข้างกระถางไฟ อ่าน
หนังสือเกี่ยวกับพิธีชงชา หลัวเซิ่นหย่วนเดินมา
หยุดข้างกายนาง มองนางที่ถูกห่อหุ้มอยู่ภายใต้
เสื้อกันหนาวบุขนฟูฟั่องประหนึ่งก้อนกลมหิมะ
เล็กๆ ดวงหน้ารูปไข่นุ่มเนียนยังคงมีไขมันแก้ม
ของเด็กน้อย เขาโน้มศีรษะลงกล่าว “ข้าจะ
กลับมาช่วงพลบค่ำ รอข้ากินข้าวด้วย”
อี๋หนิงพลิกหน้าหนังสือไม่สนใจเขา รอจนเขาจาก
ไป นางจึงวางหนังสือลงแล้วเรียกฟั่านมามาเข้า
มานวดเอวและหลังให้ มิเช่นนั้นนางคงฝืนทนถึง
ช่วงเย็นไม่ไหวแน่
วันมะรืนจะถึงพิธีแต่งงาน บรรยากาศภายในจวน
เริ่มครึกครื้น ช่วงกลางวันอี๋หนิงฝืนเดินทางไปที่
เรือนของหลินไห่หรู หลัวอี๋ซิ่วก็รีบรุดเดินทางจาก
ตระกูลจูเพื่อมาร่วมพิธีแต่งงานเช่นกัน อี๋หนิงเห็น
ใบหน้านางแดงเปล่งปลั่ง ครั้นถามก็พบว่าหลัวอี๋
ซิ่วตั้งครรภ์แล้ว ครานี้ที่กลับมาแม่สามียัง
จัดเตรียมเกี้ยวให้นางเป็นพิเศษ ผู้ใดให้นางตั้งไข่
ทองคำหลังเวลาล่วงเลยมานานหลายปีเล่า ทั้งยัง
เป็นบุตรคนแรก พวกอี๋เหนียงห้องข้างเหล่านั้นยัง
ไร้ทายาท นอกจากนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจูยังส่งคนมา
ดูแลเรื่องอาหารการกินสามมื้อของนางเป็นพิเศษ
ทั้งยังสั่งกำชับให้นางรีบกลับไปหลังเสร็จสิ้นพิธี
การ กระทำการอย่างระมัดระวังยิ่งยวด
นางเฉินเองก็มีสีหน้าเปียมไปด้วยรอยยิ้ม “…ให้
ท่านแม่เฒ่าหวังทำนายดวงชะตาดูแล้ว กล่าวว่า
ครรภ์นี้ต้องเป็นชายแน่นอน ครั้นแม่สามีของนาง
ได้ยินก็ยิ่งตื่นเต้นจนแทบรบเร้าลูกเขยให้กลับมา
เป็นเพื่อนนาง!”
หัวคิ้วของนางเฉินผ่อนคลาย ในที่สุดอารมณ์ก็ดี
ขึ้นแล้ว
อี๋หนิงแสดงความยินดีพลางลูบท้องที่ยังไม่นูนโปั่ง
ของนาง “ในที่สุดก็ตั้งครรภ์แล้ว พี่เขยดีต่อท่าน
แล้วหรือยัง”
หลัวอี๋ซิ่วนอนอย่างเกียจคร้านประหนึ่งตนตั้งท้อง
ได้หกเดือน “หากในยามนี้เขายังกล้าทำไม่ดีต่อ
ข้าก็ระวังจะโดนท่านแม่เขาเล่นงานเอา!” นาง
กระเด้งตัวลุกขึ้นดุจปลาตะเพียน ก่อนหยิก
ใบหน้าของอี๋หนิงแล้วกล่าว “ดูจากรูปร่างสีหน้า
เย้ายวนเปล่งปลั่งของเจ้า ข้าก็รู้ว่าพี่ชายสามของ
เจ้าต้อง…เมื่อไรเจ้าจะมีสักคนเล่า ไม่แน่พวกเรา
อาจให้ลูกน้อยหมั้นหมายกันตั้งแต่วัยเยาว์”
หมั้นหมายตั้งแต่วัยเยาว์อะไรกัน นางในเวลานี้จะ
ให้กำเนิดบุตรได้อย่างไร อายุนางเพิ่งเท่าไรเอง!
อี๋หนิงคร้านจะสนใจนาง
บรรยากาศภายในห้องของหลินไห่หรูยิ่งครึกครื้น
มากขึ้น อี๋หนิงอุ้มหนานเกอร์ไปเด็ดดอกล่าเหมย
ที่ห้องโถงด้านหน้า เขายืนกรานจะไปเล่นให้ได้
แต่เมื่อไปถึงเรือนด้านหน้าก็พบหลัวเฉิงจางและ
หลัวเฉิงเหวินกำลังนั่งหลังตรงในชุดสุภาพ อี๋หนิง
หันไปถามผู้ดูแลที่อยู่ด้านข้างจึงรู้ว่าวันนี้ลู่เจียเส
วียจะมาเยือน ทว่าไม่ได้มาด้วยเรื่องงานแต่ง แต่
เป็นเพราะหลัวเฉิงจางตั้งใจเชิญเขามาเป็นพิเศษ
ยามนี้กำลังรอเขาอยู่
อี๋หนิงครุ่นคิดจนเหม่อลอยไปเล็กน้อย หนาน
เกอร์โผล่ศีรษะออกจากอ้อมแขนของนางมาเด็ด
ดอกล่าเหมย ทันทีที่เขาเด็ดดอกล่าเหมยลงมาก็
เอาใส่ปากตัวเอง อี๋หนิงเห็นเช่นนั้นก็รีบหยิบมัน
ออกมา
ทว่าหนานเกอร์กลับดื้อรั้น ร้องไห้งอแงจะกินให้
ได้
อี๋หนิงส่งเขาให้แม่นม ก่อนจะเดินไปที่ห้องโถง
หน้า ลู่เจียเสวียที่รายล้อมด้วยผู้คนเดินเข้า
มาแล้ว อี๋หนิงมองเห็นไม่ชัด รู้เพียงเขาสวมเสื้อ
คลุมหนังจิ้งจอกดำ คนทั้งกลุ่มเดินเข้าไปสนทนา
ในห้องโถงหน้า
อี๋หนิงเฝั้ารออยู่นาน ก่อนจะเห็นเขาเดินออกมา
นางสังเกตมองรอบด้านเห็นว่าไร้ผู้คนในจวน จึง
ได้เดินตามเขาไป
“ลู่เจียเสวีย” หลัวอี๋หนิงขานเรียกเสียงหนึ่ง
ลู่เจียเสวียหันกลับมาใต้ต้นล่าเหมย เขายังดูหล่อ
เหลาคมกร้าวดุจประติมากรรมสลัก ลู่เจียเสวีย
ปรายตามองนาง ยิ้มพลางกล่าว “เจ้าควรเรียก
ข้าว่าพ่อบุญธรรมมิใช่หรือ”
“แท้จริงแล้วท่านต้องการทำอะไรกันแน่” หลัว
อี๋หนิงถามเขา จับจ้องดวงตาของเขาด้วยหวังว่า
จะมองออกว่าเขากำลังคิดอะไร ทว่านัยน์ตานั้น
ดำลึกดุจท้องทะเล ลอยล่องดำดิ่งนานแรมปี นาง
มองไม่ออกแม้เพียงสักนิด
ลู่เจียเสวียก้าวเข้าประชิดนาง มองท่าทีของนาง
ก่อนกล่าวด้วยเสียงต่ำ “แน่นอนว่าต้องการแต่ง
รับอนุ”
พูดจบก็หมุนตัวพาคนจากไป เห็นทีเขาคงมา
หารือเรื่องภารกิจจริงๆ อี๋หนิงมองตามแผ่นหลัง
ของเขา
อี๋หนิงครุ่นคิดอย่างละเอียด เมื่อครู่นางมองลู่เจีย
เสวียไม่ออก เขาไร้พิรุธใดๆ แต่นางกลับรู้สึกว่า
ทุกสิ่งดูไม่ถูกต้อง
คืนก่อนวันแต่งงาน ในจวนหนาแน่นไปด้วยเหล่า
องครักษ์ อี๋หนิงไม่รู้ว่าหลัวเซิ่นหย่วนหาคน
จำนวนมากมาจากที่ใด เขากำลังตั้งใจอ่าน
หนังสือ ก่อนจะตบข้างกายแล้วเรียกนางมานั่ง
ข้างตนแล้วเอ่ยถาม “พรุ่งนี้เจ้าต้องไปร่วมสุยหลี่
[2]ใช่หรือไม่” อี๋หนิงผงกศีรษะ นั่งลงข้างกายเขา
ก่อนเอนกายพิงไหล่เขา “ท่านไม่ต้องไปที่กุ้ยโจว
ใช่หรือไม่”
“อาจจะไม่ต้อง” หลัวเซิ่นหย่วนให้นางเอนกาย
ซบในอ้อมกอด นางจะได้รู้สึกสบายมากขึ้น
“วันนี้เจ้าก็เข้านอนให้เร็วเสียหน่อย” พรุ่งนี้นาง
ต้องตื่นแต่เช้า
อี๋หนิงรับคำเสียงหนึ่ง ก่อนจะหลับตาในอ้อมกอด
ของเขา แสงเทียนวูบไหว เสียงเขาพลิกหน้า
หนังสือดังขึ้นเหนือศีรษะนางพร้อมเสียงลูกไฟที่
ปะทุในเตาเผา ก่อให้เกิดความรู้สึกสงบสุขเป็น
พิเศษ
วันรุ่งขึ้นเมื่ออี๋หนิงแต่งตัวเสร็จก็ไปที่เรือนของ
หลัวอี๋เหลียน บรรยากาศคึกคักอย่างยิ่งยวด นาง
โจวใหญ่ที่ต้องติดตามขบวนเจ้าสาวสวมเสื้อกัน
หนาวเลื่อมทอง กลัดกระดุมไหมทอง เกล้ามวย
เรียบ อี๋หนิงนั่งพูดคุยกับหลัวอี๋ซิ่วอยู่ภายในห้อง
นางมองไปทางสาวใช้ชราสองคนนั้นซึ่งเรือนร่าง
สูงใหญ่เป็นระยะ พวกนางยังคงนิ่งเงียบ
“มิทราบว่าเป็นพี่สะใภ้ท่านใดที่ไปส่งเจ้าสาวหรือ
เจ้าคะ” สาวใช้ชราแซ่หวังผู้นั้นปริปากเอ่ยถาม
นางโจวใหญ่ผงกศีรษะด้วยรอยยิ้ม “เป็นข้าที่ไป
ส่งเจ้าสาว ได้จัดเตรียมเกี้ยวหลังเล็กไว้เรียบร้อย
แล้ว”
สาวใช้ชราแซ่หวังผู้นั้นเหลือบมองอี๋หนิง “ตาม
หลักการแล้วนายหญิงสามถือเป็นญาติตระกูล
เดียวกัน จะเหมาะสมมากกว่าหากให้นายหญิง
สามไปส่ง”
“ข้ารู้สึกไม่สบายจึงไม่ได้ไป” อี๋หนิงลุกขึ้นพลาง
คลี่ยิ้ม
“ยังมิต้องกล่าวถึงสิ่งอื่น ต่อไปเมื่อเหลียนเจี่ยร์
แต่งไปยังจวนหนิงหย่วนโหวแล้วอย่าได้ลืมพวก
เราก็พอ!” นางโจวเล็กกล่าวกลั้วรอยยิ้ม ผู้คน
ภายในห้องจึงเริ่มสนทนาปราศรัยเรื่องชีวิตหลัง
แต่งงานของหลัวอี๋เหลียนกันอย่างกระตือรือร้น
รอจนขบวนรับเจ้าสาวมาถึง สาวใช้ชราที่อยู่ด้าน
นอกก็ยกน้ำแกงเม็ดบัวเข้ามา ทุกคนภายในห้อง
ต้องดื่มกันคนละถ้วยเพื่อสื่อถึงความหมายเชิง
มงคล ในเวลานี้บรรดาสตรีต้องออกไปกินมื้อ
เที่ยงแล้ว แต่หลัวอี๋เหลียนและเฉียวอี๋เหนียงยัง
ต้องรออยู่ที่นี่ อี๋หนิงลุกขึ้นเดินออกไป เมื่อเดิน
ออกมาไกลจากห้องนั้นถึงได้พรูลมหายใจ เจินจู
เข้ามาประคองนาง ก่อนจะเห็นสาวใช้ชราแซ่หวัง
เดินเข้ามาด้วยท่าทีรีบร้อน “นายหญิงสาม นาย
หญิงสามช้าก่อนเจ้าค่ะ! แม่นางหกของพวกเรายัง
มีเรื่องอยากจะสนทนากับนายหญิงสามเจ้าค่ะ!”
อี๋หนิงปรายตามองนาง “นางยังมีธุระอะไรอีก”
“กำไลหยกคู่หนึ่งของแม่นางหกหายไปเจ้าค่ะ
นางต้องสวมยามออกเรือน ท่านตามข้าไปดูเถิด
เจ้าค่ะ!” น้ำเสียงของสาวใช้ชราแซ่หวังฟังดูร้อน
รน
เหตุใดจึงมีเรื่องมากมายเช่นนี้! อี๋หนิงบังเกิดความ
ตื่นตัว นางกล่าวกับเจินจู “เจ้าไปกับข้า” นางให้
สาวใช้ชราแซ่หวังนำทางไป ทั้งสองคนเดินไปถึง
ด้านนอกของห้องปีกข้าง ทว่าทันใดนั้นสาวใช้ชรา
แซ่หวังก็หันหน้ากลับมายิ้มให้เจินจู “แม่นาง
เกรงว่าเจ้าคงไม่ต้องเข้าไปแล้ว”
เจินจูยังไม่ทันตอบสนองก็ถูกสาวใช้ชราแซ่หวัง
กระแทกเข้าที่ท้ายทอยอย่างรุนแรง อี๋หนิงเห็น
เช่นนั้นก็ก้าวถอยไปก้าวหนึ่ง เปิดปากเตรียมร้อง
เรียกคน บริเวณด้านนอกห้องปีกยังมีผู้คน
มากมาย ทว่าสาวใช้ผู้นั้นเข้าประชิดอย่างรวดเร็ว
ปิดปากของอี๋หนิงไว้ อี๋หนิงดิ้นรนเตะนาง เดิมที
นางไม่ควรถูกสาวใช้ชราผู้นี้ตรึงร่างไว้ได้อย่างราบ
คาบ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดอี๋หนิงจึงเริ่มมีอาการ
วิงเวียน ไร้เรี่ยวแรง กระทั่งแรงจะเปล่งเสียง
ตะโกนก็ยังไม่มี จากนั้นนางก็หมดสติไป
สาวใช้ชราแซ่หวังอุ้มนางขึ้น เปิดประตูห้องปีก
ด้านข้างและหลบเข้าไปซ่อนตัว ด้านในเป็นกล่อง
สินเจ้าสาวที่จะให้หลัวอี๋เหลียนนำติดตัวไป สาว
ใช้ชราซ่อนหลัวอี๋หนิงไว้ในนั้น
หัวใจของสาวใช้ชราแซ่หวังเต้นเร็วดุจรัวกลอง
นางถูกฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน ครั้นออกมาจาก
ห้องปีกข้างก็พบกับสาวใช้กลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินยิ้ม
ร่าผ่านมา สาวใช้ชราแซ่หวังมั่นใจว่าตน
ดำเนินการได้ดุจภูษาฟั้าไร้ตะเข็บ เมื่อคิดว่าในไม่
ช้านางก็จะให้คนหาบหีบสินเจ้าสาวใบนี้ออกไป
แล้วก็รู้สึกโล่งใจ นายท่านหนิงหย่วนโหวผู้นี้ก็ช่าง
เลอะเลือนยิ่งนัก กล่าวว่าต้องการแต่งรับแม่นาง
หก แต่กลับย้ำกำชับว่าแท้จริงคนที่เขาต้องการ
คือนายหญิงสามหลัว!
นางปรับอารมณ์ให้สงบนิ่ง ก่อนเดินไปยังห้องของ
หลัวอี๋เหลียนเพื่อกล่าวอำลา
หีบสินเจ้าสาวใบนี้ต้องถูกส่งออกจากจวน
ล่วงหน้า สาวใช้ชราแซ่หวังอำลาหลัวอี๋เหลียน
ก่อนมองไปยังสินเจ้าสาว นางพาบ่าวรับใช้
ตระกูลหลัวที่หามหีบกล่องเดินไปยังประตูฉุยฮวา
เหมิน ทว่า ณ ที่นั้นนางก็ถูกองครักษ์สกัดกั้นไว้
“เจ้าหยุดก่อน นี่ต้องการหามไปที่ใด” องครักษ์ผู้
นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เกรงใจ
สาวใช้ชราแซ่หวังตอบด้วยน้ำเสียงหยิ่งทะนง
เรียบเฉย “นี่คือสินเจ้าสาวของแม่นางหก กระไร
กัน จะเอาสินเจ้าสาวออกจากจวน พวกเจ้าก็ไม่
ยินยอมรึ”
“หากเป็นเพียงสินเจ้าสาวย่อมนำออกไปได้”
น้ำเสียงไม่รีบไม่ร้อนดังขึ้น
สีหน้าของสาวใช้ชราแซ่หวังแปรเปลี่ยนไป
เล็กน้อย จากระยะไม่ไกล นางเห็นคนสองคนเดิน
ตามติดกันมา นางไม่รู้จักคุณชายที่เดินอยู่
ด้านหลัง ทว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าคือรองเสนาบดีกรม
โยธาใต้เท้าหลัวหลัวเซิ่นหย่วน! นางจะไม่รู้จักได้
อย่างไร! หัวใจนางเต้นแรงรัว เกรงว่าสิ่งที่ตนทำ
จะถูกค้นพบแล้ว ทว่านางยังคงแสร้งทำเป็นสงบ
นิ่ง สีหน้าอารมณ์ไร้พิรุธใดๆ “นี่ใต้เท้าหลัว
หมายความว่าเช่นไรกัน”
หลัวเซิ่นหย่วนค่อยๆ คลี่ยิ้ม “ที่นี่คือจวนตระกูล
หลัว ทุกหนแห่งในจวนล้วนเต็มไปด้วยหน่วย
รักษาการณ์ลับ เจ้าคิดว่าทุกการกระทำการ
เคลื่อนไหวของเจ้าสามารถรอดพ้นดวงตาของ
หน่วยรักษาการณ์ลับไปได้หรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนโบกมือ “เปิดหีบ มัดตัวสาวใช้ชรา
ผู้นี้ไว้ ส่วนอีกคนหนึ่งจงไปตามจับมาให้ข้า”
หีบจำนวนเจ็ดแปดหีบถูกเปิดออก หลัวเซิ่นหย่วน
อุ้มอี๋หนิงออกมาจากหีบด้วยตนเอง นางถูกซ่อน
ในกองผ้าไหมนุ่มสบาย ตัวหีบมีการเจาะช่อง
อากาศ นางยังคงสลบไสลไม่ได้สติ ศีรษะเอนซบ
เข้ากับแขนของเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง ต้องนับว่า
สาวใช้ชราผู้นี้ถือว่ามีความสามารถอยู่หลายส่วน
หลัวเซิ่นหย่วนเดินไปเบื้องหน้าสาวใช้ผู้นั้น เอ่ย
ถามว่า “หากยามนี้เจ้าบอกกับข้าว่านายหญิง
สลบไปได้อย่างไร ข้าจะให้เจ้าได้รับความทุกข์
ทรมานน้อยลง”
สาวใช้ชราแซ่หวังกัดฟันไม่ยอมปริปาก ร่างกาย
ของนางถูกองครักษ์ใช้ไม้คุมตัวไว้อย่างแน่นหนา
คนผู้หนึ่งง้างมือขึ้นตบนางไปสองทีอย่าง
โหดเหี้ยม สาวใช้ชราแซ่หวังมึนงงตาพร่าลาย
นางเพิ่งจะเงยหน้าขึ้น หลัวเซิ่นหย่วนก็เอ่ยถาม
อีกครั้ง “สลบไปได้อย่างไร”
สาวใช้ชราแซ่หวังยังคงไม่ตอบ หลัวเซิ่นหย่วนจึง
กล่าว “พานางไปที่ห้องทรมานฝังประจิม” ที่นี่
ทำการลงโทษไม่สะดวก หลังจากพาตัวคนไป ไม่
นานก็มีคนวิ่งก้าวสั้นๆ เข้ามา “ใต้เท้า สาวใช้ผู้
นั้นยอมปริปากแล้วขอรับ นางใส่ยาสลบลงไปใน
น้ำแกงเม็ดบัว ขณะที่นางยกน้ำแกง เพียงสะบัด
ผ้าเช็ดหน้าเบาๆ ยาก็ตกลงไป”
เฉิงหลางมองจากด้านหลังเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง
ก็กล่าวขึ้น “จวนของใต้เท้าหลัวมีทุกสิ่งครบครัน
นัก!” เขากระทั่งเตรียมห้องทรมานไว้
วันนี้เขาตั้งใจมาเตือนหลัวเซิ่นหย่วนให้ระวังสิน
เจ้าสาวเป็นพิเศษ ทว่าดูจากท่าทางนี้ของ
หลัวเซิ่นหย่วน ต่อให้เขาไม่มาเตือน หลัวเซิ่นหย่
วนย่อมคาดเดาได้เอง
มุมปากของหลัวเซิ่นหย่วนยกหยัก “กล่าวชม
เกินไปแล้ว ครานี้ต้องขอบคุณใต้เท้าเฉิง” สาวใช้
ชราสองคนนั้นมีปัญหาจริง แม้จะเป็นเรื่องที่เขา
จะคาดการณ์ไว้แล้วก็ตาม
หลัวเซิ่นหย่วนอุ้มอี๋หนิงไปยังเรือนเจียซู่ ในเมื่อรู้
แล้วว่าเป็นยาสลบ เขาจึงปั้อนน้ำแกงบางชนิดให้
นาง ไม่นานนางก็ฟืนขึ้นมา อี๋หนิงลืมตาด้วย
ความสับสนมึนงง สิ่งที่นางเห็นคือหลัวเซิ่นหย่วน
“พี่ชายสาม” จากนั้นนางก็ตระหนักได้โดยพลัน
“เป็นสาวใช้ชราผู้นั้นที่ตีเจินจูจนสลบไป…”
ลู่เจียเสวียคิดจะลักพาตัวนางจริงๆ
“ข้ารู้แล้ว เจินจูถูกพบตัวแล้ว สาวใช้ชราสองคน
นั้นก็ถูกจับได้แล้ว” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว “เจ้า
พักผ่อนให้ดี ในน้ำแกงเม็ดบัวมียาสลบ เกรงว่า
เจ้าอาจรู้สึกเวียนศีรษะไปอีกสักพัก”
ยาสลบยังคงส่งผลกระทบ อี๋หนิงนวดขมับพลาง
พิงกายลงบนหมอนอิง “พี่ชายสาม ท่านจับตา
มองสาวใช้ชราสองคนนั้นนานแล้วหรือ”
“อืม แต่วันนี้ญาติผู้พี่เฉิงของเจ้าก็มาด้วย เขา
กล่าวว่าสินเจ้าสาวของหลัวอี๋เหลียนมีปัญหา”
หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้ายัง
ไม่ได้กินมื้อเที่ยง หรือจะให้ข้าสั่งให้คนยกเข้ามา”
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ยานั่นคงใช้ในปริมาณไม่
มาก ข้าไม่ค่อยรู้สึกอะไร” อี๋หนิงกล่าว “วันนี้ใน
จวนมีงานมงคล มีญาติสนิทไปมาหาสู่เป็นจำนวน
มาก หากข้าหายตัวไปนานแล้วผู้อื่นไถ่ถามขึ้นมา
เกรงว่าคงยากจะอธิบาย”
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนนึกได้ว่าสาวใช้ชราสองคนนั้น
ถูกจับตัวไว้แล้วก็พยักหน้ารับ เขาเดินออกไปยัง
ห้องโถงหน้าเพื่อร่วมกินอาหารกับนาง
หลินไห่หรูเข้ามาจับมือของนางไว้ ร้องครวญว่า
เหตุใดจึงมาช้า ทั้งยังเอ่ยถึงเรื่องที่หลัวอี๋เหลียน
ทำกำไลหยกเขียวคู่นั้นหายไป ยามนี้กำลัง
อารมณ์ไม่ดี อี๋หนิงผุดรอยยิ้ม ที่แท้กำไลหยกก็
หายไปจริงๆ นางก้มหน้าดื่มน้ำแกงนกพิราบ
ครั้นเงยหน้าขึ้นก็พบว่าหลัวเซิ่นหย่วนไปสนทนา
กับหลัวเฉิงจางแล้ว มีคนกำลังยกจอกสุรากล่าว
อวยพรบางอย่างให้กับเขา
ในเวลานี้เอง หลินหย่งก็เดินเข้ามาจากด้านนอก
สีหน้าของเขาย่ำแย่อย่างยิ่งยวด กระซิบบางสิ่ง
ข้างหูหลัวเซิ่นหย่วน
สีหน้าของหลัวเซิ่นหย่วนพลันเปลี่ยนเป็นนิ่งค้าง
เขาสั่งการหลินหย่งสองสามประโยค หลินหย่ง
ประสานมือคารวะ ก่อนจะล่าถอยออกไปอย่าง
รวดเร็ว บรรยากาศบนโต๊ะของหลัวเฉิงจาง
ผิดปกติไปโดยพลัน กระทั่งไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยสิ่ง
ใด จากนั้นหลัวเซิ่นหย่วนจึงวางจอกสุราลงแล้ว
เดินตรงมาหาอี๋หนิง ที่งานเลี้ยงด้านนี้ของอี๋หนิง
ล้วนเป็นแขกสตรี ครั้นทุกคนเห็นเขา ใบหน้าก็
พลันแดงเรื่อ เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นไม่ขาด
สาย
อี๋หนิงลุกขึ้นเดินไปหาเขา “พี่ชายสาม เกิดอะไร
ขึ้นหรือ เหตุใดสีหน้าของท่านจึงย่ำแย่เพียงนี้”
“เกิดเรื่องกับอาจารย์ บัดนี้เขาถูกฝั่าบาททรงลง
พระอาญาส่งตัวเข้าคุก ข้าต้องรีบไป” หลัวเซิ่น
หย่วนกล่าว “เจ้าอยู่ในจวน อย่าได้อยู่ห่างจาก
พวกองครักษ์ ข้าไปแล้วก็จะรีบกลับ”
เกิดเรื่องกับสวีเว่ยแล้ว! ที่สำคัญยังถูกสั่งจองจำ
แล้ว! อี๋หนิงตื่นตะลึง จะเป็นไปได้อย่างไร สวีเว่
ยต้องถูกจองจำในรัชศกจือเต๋อปีที่สาม ยามนี้เพิ่ง
เป็นปีรัชศกจือเต๋อปีที่สอง
ในปีนั้นเพราะสวีเว่ยผลักดันสนับสนุนแม่ทัพจิง
โจว เมื่อจิงโจวถูกพวกชนเผ่าต๋าต๋าโจมตีจนแตก
พ่าย สวีเว่ยจึงพลอยได้รับผลกระทบ ถูกลากเข้า
คุกไปด้วย ส่งผลให้สุดท้ายถึงแก่กรรม ทว่ายามนี้
พวกชนเผ่าต๋าต๋ายังไม่ได้บุกโจมตีจิงโจว เช่นนั้น
แท้จริงแล้วเป็นเพราะเหตุใด หากสวีเว่ยต้อง
เผชิญกับวิบากกรรมถูกจำคุกเร็วเช่นนี้ โชคชะตา
ของพี่ชายสามจะไม่ถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
หรือ!
อี๋หนิงกล่าว “ท่านไปเถิด ไม่ต้องกังวลเรื่องข้า ข้า
รู้ว่าควรทำเช่นไร”
นางเป็นห่วงเขามาก สวีเว่ยเป็นอาจารย์ของ
หลัวเซิ่นหย่วน หากเกิดเรื่องกับสวีเว่ย เขาย่อม
ได้รับผลกระทบ
หลัวเซิ่นหย่วนรับคำ เขาเรียกหัวหน้าองครักษ์
เข้ามาอย่างลับๆ โดยไม่ทันให้ที่อี๋หนิงสังเกตเห็น
“อีกครู่เมื่อเกี้ยวเจ้าสาวออกจากประตู พวกเจ้า
จงติดตามไปจนถึงจวนหนิงหย่วนโหว”
เมื่อเขาสั่งกำชับเรื่องเหล่านี้เรียบร้อยถึงได้จากไป
หลัวอี๋หนิงไม่รู้สึกเพลิดเพลินกับงานเลี้ยงอีก นาง
ให้ชิงชวี่ตามนางไปเยี่ยมเจินจูดูว่าเป็นอย่างไร
บ้าง เจินจูถูกสาวใช้ชราแซ่หวังตีจนสลบ ยังคงมี
อาการวิงเวียนศีรษะ ลุกไม่ขึ้น
หลัวอี๋หนิงให้สาวใช้ตัวน้อยเอาผ้าขนหนูร้อนมา
ประคบบนหน้าผากของเจินจูเพื่อทำให้นางรู้สึกดี
ขึ้น จากนั้นจึงเอ่ยถามสาวใช้ตัวน้อยที่อยู่ด้านข้าง
“ยามนี้สถานการณ์ที่เรือนของแม่นางหกยัง
ราบรื่นดีหรือไม่”
“กำลังวุ่นวายเลยเจ้าค่ะ ยังหากำไลไม่พบ ส่วน
สาวใช้ชราสองคนนั้นยังไม่มา หายตัวไปเลยเจ้า
ค่ะ” สาวใช้ตอบ
อี๋หนิงนวดระหว่างคิ้วก่อนลุกขึ้น ปล่อยให้หลินไห่
หรูจัดการไปก็แล้วกัน นางออกไปรับรองแขกที่
ห้องโถงหน้า สตรีที่อยู่รับรองแขกบริเวณห้องโถง
หน้ามีไม่เพียงพอ
นางเดินไปตามระเบียงทางเดินพร้อมสาวใช้สาว
ใช้ชราที่รายล้อม แสงบนผืนฟั้าค่อยๆ
แปรเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ใกล้ถึงเวลาที่หวัวอี๋
เหลียนต้องออกจากจวนแล้ว
ทันใดนั้นนางก็เห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เขาไพล่
มือไว้ด้านหลัง มองตรงมาที่นาง ยิ้มเล็กน้อย
พลางกล่าว “อี๋หนิง”
เป็นเฉิงหลา
เมื่อครู่หลัวเซิ่นหย่วนได้บอกนางว่าเฉิงหลางตั้งใจ
มาที่นี่
เฉิงหลางเดินมาหยุดเบื้องหน้านาง มอง
ทัศนียภาพรอบข้าง “ทิวทัศน์ของจวนตระกูล
หลัวไม่เลว บรรยากาศประหนึ่งแสงแรกหลังหิมะ
โปรย งดงามยิ่งนัก”
“เป็นอะไรไป เจ้าไม่ได้ร่วมดื่มสุรากับพวกเขา
หรือ” อี๋หนิงเอ่ยถาม เหตุใดเฉิงหลางจึงมาชม
หิมะที่นี่เพียงลำพัง “คราก่อนได้พบเจ้ากับแม่
นางรองเซี่ย ดูท่าทางพวกเจ้าไม่เลว เหมาะสมกัน
ดี”
“อืม” เขาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม จากนั้นก็นิ่งเงียบ
ไป
ครั้นอี๋หนิงพบว่าไร้เรื่องสนทนาแล้วก็หุบรอยยิ้ม
ลง กล่าวว่า “หากไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ข้าต้องขอตัว
ไปยังห้องโถงหน้าก่อน”
“ที่ข้ามาพบท่านก็เพราะมีธุระ” เฉิงหลางเอ่ย
“ดื่มชากับข้าสักถ้วยเถิด”
อี๋หนิงให้คนจัดชุดชงชาในศาลา ไฟในเตาเล็กลุก
โชติช่วง อบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง เสียงน้ำในกาเดือด
ปุดๆ ชาชนิดนี้ต้องผ่านน้ำสามถึงสี่ครั้งจึงจะให้สี
นางนำใบชาผ่านน้ำ บรรยากาศด้านนอกเริ่ม
ครึกครื้นขึ้นทุกขณะ หลัวเฉิงจางจัดขบวนให้หลัว
อี๋เหลียนได้ยิ่งใหญ่อลังการยิ่งนัก ท้องฟั้าเริ่มมืด
ครึ้ม แสงตะวันสะท้อนบนผิวน้ำปรากฏเป็นแสงสี
ม่วงจางๆ
บรรดาสาวใช้สาวใช้ชราต่างออกมาชมความ
สนุกสนาน ด้านนอกมีองครักษ์หลายคนเฝั้า
รักษาการณ์ อี๋หนิงกล่าว “แท้จริงเกิดเรื่องอะไร
กันแน่” เหตุใดเขาจึงเอาแต่มองน้ำชา นิ่งเงียบไม่
เอื้อนเอ่ยวาจา
“ความรู้สึกที่ท่านมีต่อหลัวเซิ่นหย่วนเป็น
ความรู้สึกที่แท้จริงใช่หรือไม่” เฉิงหลางเอ่ยถาม
เขาดื่มชาประหนึ่งยกจอกสุรา อี๋หนิงรู้สึกเหมือน
เขาแทบไม่รู้ตัวว่าชาที่ตนดื่มมีรสชาติอย่างไร
หลัวอี๋หนิงไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา
นางนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนกล่าว “อาหลาง สำหรับ
ข้าแล้ว เขาเป็นคนสำคัญมาก”
เฉิงหลางยิ้มออกมา “ข้ารู้สึกว่าชาตินี้ท่านคงไม่มี
ทางคิดถึงผู้อื่นแล้ว”
หลัวอี๋หนิงเองก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร นางวาง
กาน้ำชาลงอีกครั้ง น้ำเริ่มส่งเสียงเดือดขึ้นอีกครา
“เรื่องราวบนโลกใบนี้ไร้หนทางกล่าวให้กระจ่าง”
หลัวอี๋หนิงพูดเนิบช้า “บางทีเรื่องที่เจ้าคิดไม่ถึง
อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ แต่สำหรับข้าแล้ว ข้าชอบ
ชีวิตสงบสุข ไร้การวางกับดักใดๆ อันที่จริงเจ้าพูด
ได้ถูกต้อง บางทีชาติภพนี้ข้าอาจจะ…”
“อย่างไรท่านก็ควรให้โอกาสผู้อื่น” เฉิงหลางพลัน
กล่าวขึ้นข้างหูนาง “ขอโทษ อี๋หนิง ไม่มีอะไรจะ
สงบหรือไม่สงบสุข”
อี๋หนิงยังไม่ทันเอ่ยถามถึงความหมายของเขา สัน
มือของเขาก็สับลงบนท้ายทอยนาง นางเบิกตา
กว้าง ไม่ทันตอบสนองว่าเพราะเหตุใด เฉิงหลาง
มิได้ต้องการช่วยนางหรอกหรือ
บรรดาองครักษ์ที่อยู่ด้านนอกเหล่านั้นยืนนิ่งไม่
ไหวติงราวกับไม่รับรู้เหตุการณ์ ชิงชวี่ที่อยู่ไม่ไกล
ถูกสาวใช้ตัวน้อยคนหนึ่งลากออกไปสนทนา อี๋ห
นิงสลบไสลในอ้อมกอดของเฉิงหลาง
เฉิงหลางลูบผมของนางแผ่วเบา กระซิบเสียงต่ำ
“ไปเตรียมรถม้า”
ส่งเสียงบูรพาฝั่าตีประจิม เขาต่างหากจึงจะเป็น
ตัวหมากที่แท้จริง ไม่ใช่สาวใช้ชราสองคนนั้น
ขออภัยด้วย อี๋หนิง
——————–
1. ถังหูลู่ เป็นขนมที่ใช้น้ำตาลเคลือบแข็งบน
ผลไม้สดที่เสียบด้วยก้านไม้ยาว โดยแบบ
ดั้งเดิมจะใช้น้ำตาลกรวด เคลือบผลซานจา
สด
2. สุยหลี่เป็นธรรมเนียมการให้ของขวัญใน
วันแต่งงาน ก่อนการแต่งงานของชายหญิง
ญาติๆและเพื่อนฝูงจะจ่ายเงินตามจำนวนที่
ตกลงไว้ก่อนมอบให้กับชายหญิงที่กำลังจะ
แต่งงาน