Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 170

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 170
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

หลัวอี๋เหลียนถูกนางโจวใหญ่ประคองขึ้นเกี้ยวนุ่ม

บรรยากาศภายในตระกูลหลัวครึกครื้นอย่างยิ่ง

นางได้ยินเสียงเฉียวอี๋เหนียงร่ำไห้ด้วยความอาลัย

อาวรณ์ ท่านพ่อกำลังโบกมือให้นางด้วยรอยยิ้ม

ก่อนที่นางจะขึ้นเกี้ยว นางคิดถึงเรื่องราวต่างๆ

มากมาย

กาลข้างหน้านางสามารถใช้ชีวิตอย่างหยิ่งทะนง

ได้แล้ว ไม่ต้องคอยดูสีหน้าของผู้อื่น แต่เป็นผู้อื่น

ที่ต้องดูสีหน้านาง พวกคนที่เคยปฏิบัติต่อนางไม่ดี

เหล่านั้น นางจะจดจำไม่มีวันลืม

ในขณะเดียวกัน ในหัวของนางก็ปรากฏเงาของ

ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่ง เขามีรอยยิ้มที่แฝงไปด้วย

ความอ่อนน้อมถ่อมตน นางเติบใหญ่จนถึงบัดนี้

เขาเป็นผู้ที่สร้างความรู้สึกประหลาดและรุนแรง

ให้กับนางมากที่สุด บางทีอาจเป็นเพราะเขาดูน่า

เวทนา นางจึงบังเกิดความรู้สึกสงสาร และอาจ

เป็นเพราะความอ่อนโยนของเขา เขาเป็นผู้ที่มี

ความอ่อนโยนฝังลึกอยู่ในแกนกระดูกโดยแท้จริง

หรือบางทีอาจเป็นเพราะนางรู้สึกว่าเขาโง่เขลา

เกินไป หากเป็นนาง นางย่อมไม่มีทางยอมให้

ผู้อื่นมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตนถึงเพียงนี้

หลัวอี๋เหลียนกอดโถล้ำค่าไว้ในอ้อมอก เมื่อเกี้ยว

ถูกยกขึ้น นางก็พรูลมหายใจอย่างโล่งอก มุมปาก

ยกหยักปรากฏเป็นรอยยิ้มจาง

ในที่สุดหลัวเฉิงจางก็ส่งคนออกไปได้สำเร็จ เขา

พรูลมหายใจยาว ถึงจะกล่าวว่าเป็นอนุ แต่

อย่างไรก็เป็นอนุของลู่เจียเสวีย หากเทียบกับห้อง

หลักของผู้อื่นแล้วยังถือว่ามีเกียรติกว่ามาก

เขาหันกลับมามองถึงได้พบว่าไร้เงาของหลัวอี๋ห

นิง หัวคิ้วจึงอดขมวดมุ่นไม่ได้ “มาส่งเหลียนเจี่ยร์

ออกจากจวน เหตุใดพี่สะใภ้สามของนางจึงไม่อยู่

นางไปที่ใดแล้ว”

“เมื่อครู่นายหญิงสามรู้สึกไม่สบาย นางน่าจะ

กลับไปพักผ่อนแล้วเจ้าค่ะ” บ่าวรับใช้คนหนึ่ง

ตอบขึ้น

เมื่อหลัวเฉิงจางได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งไม่สบอารมณ์

จะให้นางไปส่งเจ้าสาว นางก็ไม่ยินยอม ถึงยามนี้

ให้มาส่งเหลียนเจี่ยร์ออกจากจวน นางก็ยังไม่ยอม

มาส่ง ช่างไม่รู้จักกฎเกณฑ์เอาเสียเลย!

บางทีเขาควรอาศัยสถานะพ่อสามีจัดการนาง

อย่างจริงจังเสียที! จะปล่อยให้นางไม่รู้จัก

กฎระเบียบเช่นนี้ไม่ได้ หลัวเฉิงจางพรูลมหายใจ

ขบวนส่งเจ้าสาวออกจากเรือนไปเช่นนี้โดยมีคน

ของหลัวเซิ่นหย่วนคอยติดตามจากระยะไกลทาง

ด้านหลัง

พระราชวังต้องห้ามถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ

เรืองรองด้วยแสงสีเงิน

บรรยากาศภายในพระราชวังดูต่างไปจากยาม

ปกติ หลัวเซิ่นหย่วนในชุดราชสำนักกำลังคุกเข่า

อยู่ในพระตำหนักเฉียนชิง ในสถานที่แห่งนี้ยังมี

บรรดาเก๋อเหล่าด้วย เสียงพิโรธของฮ่องเต้ดัง

กร้าว “เขาไม่ยินยอม เจิ้นก็จะให้เขายอมรับก่อน

แล้วค่อยว่ากัน! โทษฐานลบหลู่เบื้องสูงนี้ หาก

ผู้ใดมาขอร้องแทนเขา เจิ้นจะสั่งลงโทษไปพร้อม

กัน!

หลัวเซิ่นหย่วนหลับตาลง เจียงชุนเหยียนคิดจะ

ลุกขึ้นพูดบางสิ่ง แต่หลัวเซิ่นหย่วนดึงแขนเขา

เอาไว้ไม่ยอมให้เขาลุกขึ้น

เมื่อคืนฮ่องเต้มีราชโองการให้กวาดล้างตระกูล

ของโจวซูฉวิน ครั้นสวีเว่ยได้ยินก็โมโหอยู่นาน

เวลานั้นหลัวเซิ่นหย่วนยังหลงนึกว่าเขาคงไม่

กระทำการวู่วาม ผู้ใดจะรู้ว่าเขากลับถวายฎีกา

โต้แย้งตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งยังไม่รู้ว่าไปยั่วให้ฝั่าบาท

กริ้วอย่างรุนแรงได้อย่างไร ได้ยินผู้ที่ถวายงาน

ปรนนิบัติกล่าวว่าสวีเว่ยรีบคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว

เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ทว่าฝั่าบาทไม่สน

พระทัยแล้ว มีคำสั่งให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง

ณ ตรงนั้นแล้วให้จับเขาเข้าคุกทันที

แม้สวีเว่ยจะเป็นท่านรองราชเลขาธิการ ทว่าแต่

ไรมาก็เป็นผู้ที่มักใช้อารมณ์ความรู้สึกอยู่เป็นนิจ

เพียงแต่หลัวเซิ่นหย่วนคาดไม่ถึงว่าเขาจะใช้

อารมณ์ถึงเพียงนี้ ความตายของโจวซูฉวินถูก

กำหนดไว้แล้ว ต่อให้พูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์!

น้ำเสียงของฮ่องเต้ทั้งเย็นชาและถมึงทึง “ครานี้

เจิ้นจะไม่มีวันปล่อยเขาไปโดยง่าย! ตำแหน่งรอง

ราชเลขาธิการนี้เขาก็อย่าหวังจะได้เป็นอีกเลย

แก่แล้วแต่กลับไม่รู้จักขอบเขต ต่อหน้าเจิ้นยัง

กล้ากล่าววาจาเช่นนี้ออกมา ตำแหน่งท่าน

เจ้ากรมคลังให้ว่างไว้ชั่วคราว ให้เจิ้นได้ตรึกตรอง

ให้ถี่ถ้วนเสียก่อน!” หลังจากฮ่องเต้ผรุสวาทเพื่อ

ระบายโทสะอยู่ครู่ใหญ่ก็สั่งให้ขันทีเตรียมเกี้ยวไป

ยังตำหนักของสนมต่ง

ครั้นฝั่าบาทออกไปแล้ว พวกหลัวเซิ่นหย่วนจึงได้

เดินออกมาจากพระตำหนัก

หลัวเซิ่นหย่วนหยุดอยู่บนขั้นบันไดหินอ่อนสีขาว

มีขันทีคนหนึ่งเดินมาหยุดข้างกายเขา ก่อนจะ

สะบัดแส้ขนแสดงการคารวะ เขากระซิบเสียงต่ำ

เบา “…ข้าน้อยได้ยินมาว่า ใต้เท้าสวีถวายฎีกา

ฟั้องร้องใต้เท้าวั่งฉบับหนึ่ง กล่าวว่าเขาหลอกลวง

เบื้องสูง ใส่ร้ายขุนนางจงรักภักดี เขาต้องการล้าง

มลทินให้ใต้เท้าโจว ครั้นฝั่าบาททรงได้ยินเช่นนั้น

ก็ยิ่งกริ้ว ตรัสเขา ‘มิใช่ว่าเจ้ากำลังกล่าวหาว่าเจิ้น

ไม่รู้จักแยกแยะขุนนางชั่วดี เป็นทรราชผู้เลอะ

เลือนหรอกรึ!’ ใต้เท้าสวีเว่ยตระหนักได้ในบัดดล

ว่าสถานการณ์มิสู้ดีแล้วจึงรีบคุกเข่า ทว่าไม่ทัน

กาลเสียแล้ว…”

หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบ แต่ไรมาสวีเว่ยก็คอยเกลี้ย

กล่อมฮ่องเต้ไม่ให้ฝักใฝั่ในลัทธิเต๋ามากเกินไป ทั้ง

ยังเกลี้ยกล่อมให้อย่าได้หมกมุ่นในเรื่องของวัง

หลัง ปีที่แล้วฝั่าบาทต้องการแต่งตั้งสนมต่งขึ้น

เป็นกุ้ยเฟย แต่สวีเว่ยกลับคัดค้าน ฝั่าบาทไม่พอ

พระทัยเขามานานแล้ว พระเมตตาของฮ่องเต้ดุจ

อสนีพิรุณ ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าจะถูกยึดคืนไปเมื่อไร

สิ่งที่ฝั่าบาทไม่พอพระทัยมากที่สุดก็คือการ

แทรกแซงจากผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวั่งหย่วน

ยังเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางพระทัยจากฝั่าบาทมา

โดยตลอด ผู้อื่นไม่อาจละเมิดกล่าวหา

เมื่อขันทีกล่าวจบก็ถอยไปด้านข้าง หลัวเซิ่นหย่

วนจึงเอ่ยกับเจียงชุนเหยียน “ใต้เท้าเจียง เมื่อครู่

ท่านไม่อาจขอพระเมตตาได้ อีกสักครู่ข้าจะไป

เยี่ยมอาจารย์ที่คุก เกลี้ยกล่อมให้เขายอมรับผิด

กับฝั่าบาทเสียก่อน”

หัวคิ้วของเจียงชุนเหยียนขมวดมุ่น “เมื่อครู่ข้าทน

ฟังต่อไปไม่ได้จริงๆ จึงได้เกิดความวู่วามขึ้น

เพียงแต่แต่ไรมาใต้เท้าสวีก็มีอุปนิสัยดื้อรั้น…”

“ทำได้เพียงเท่านี้ ฝั่าบาททรงไม่ยอมถอนรับสั่ง

เป็นแน่” ยิ่งร้องขอพระเมตตา สถานการณ์ก็จะ

ยิ่งย่ำแย่ หากสามารถเกลี้ยกล่อมให้สวีเว่

ยยอมรับผิดได้ บางทีฮ่องเต้อาจพอมีเมตตา

เพียงแต่เกรงว่าตำแหน่งรองราชเลขาธิการคง

รักษาไว้ไม่ได้แล้ว เขาโบกมือเป็นเชิงให้เจียงชุน

เหยียนไม่ต้องกล่าวสิ่งใดอีก หลัวเซิ่นหย่วน

หลับตาลงครุ่นคิดแล้วกล่าว “ให้คนนำรูปวาด

ของท่านเสวี่ยจวีสักสองสามรูปไปถวายฝั่าบาท

เถิด”

ทันทีที่รองเสนาบดีกรมคลังขบคิดก็เข้าใจใน

เจตนาของหลัวเซิ่นหย่วน ท่านเสวี่ยจวีเป็นจิตร

กรคนหนึ่งของราชวงศ์ก่อน จงรักภักดีต่อฮ่องเต้

เป็นอย่างยิ่ง ทว่าเพราะพลั้งปากกล่าววาจา

ผิดพลาดจึงถูกบั่นทอนตำแหน่ง ต้องใช้ชีวิตใน

พื้นที่ชนบท เลี้ยงดูตนในวัยชราด้วยความ

ยากลำบาก เขาทิ้งบทความพรรณนาถึงความ

สำนึกในพระเดชพระคุณให้กับฮ่องเต้ฉบับหนึ่ง

ครั้นฮ่องเต้ได้เห็นก็ร่ำไห้ด้วยความขมขื่น คืน

ตำแหน่งให้เขา อันที่จริงแล้วนี่จึงหมายถึงการ

ร้องขอพระเมตตาแทนสวีเว่ย

ทั้งสองคนเดินออกมาจากพระตำหนักเฉียนชิง

ประจวบเหมาะกับที่คนกลุ่มหนึ่งกำลังหามเกี้ยว

ของลู่เจียเสวียออกมาจากวังหลวง ลู่เจียเสวีย

ได้รับข่าวด่วนจากชายแดนจึงต้องเดินทางเข้าวัง

หลวง

เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนนึกถึงสาวใช้ชราสองคนนั้น

ใบหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ รอจนขบวน

ของลู่เจียเสวียเคลื่อนเข้ามาใกล้จึงได้สงบสติ

อารมณ์ ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใต้เท้าผู้บัญชาการ

เหตุใดในวันมหามงคลนี้ใต้เท้าจึงมาอยู่ในวัง

หลวง”

ม่านถูกแหวกออก ลู่เจียเสวียเปลี่ยนท่านั่ง

สายตาจ้องมองเขา “ที่ชายแดนเกิดเรื่องด่วน ข้า

ได้ยินว่าเกิดเรื่องกับใต้เท้าสวีท่านอาจารย์ของใต้

เท้าหลัว”

“ใต้เท้าผู้บัญชาการเป็นกังวลแล้ว” สีหน้าของ

หลัวเซิ่นหย่วนไร้การเปลี่ยนแปลงใดๆ “อาจารย์

ทำให้ฝั่าบาททรงกริ้ว หากฝั่าบาทจะทรงลงพระ

อาญาเขาก็ถือเป็นเรื่องที่สมควร เพียงแต่สาวใช้

ชราสองคนนั้นที่ใต้เท้าผู้บัญชาการส่งไปยัง

ตระกูลหลัวได้ลักลอบขโมยสิ่งของของเจ้านาย

ข้าจึงจับมัดพวกนางส่งกลับไปยังจวนของใต้เท้า

แล้ว”

ประโยคนี้แฝงด้วยสองนัย

ทันทีที่ลู่เจียเสวียได้ยินก็หัวเราะ “แค่สาวใช้ชรา

สองคน แล้วแต่ใต้เท้าหลัวจะจัดการเถิด! ข้าต้อง

กลับไปแต่งรับภรรยาแล้ว ต้องขอตัวก่อน” กล่าว

จบม่านก็ถูกปล่อยลง

ครั้นหลัวเซิ่นหย่วนได้ยิน หัวคิ้วก็ขมวดมุ่น

แต่งรับภรรยา…

คล้ายมีบางสิ่งไม่ถูกต้อง!

ลู่เจียเสวียแต่งรับอนุ ย่อมไม่ใช่การแต่งรับ

ภรรยา! เมื่อครู่เขาไร้อารมณ์ประหลาดใจ…

หัวใจของหลัวเซิ่นหย่วนวูบดิ่งโดยพลัน ตัวเขาไม่

อยู่ในจวน ไม่อาจตรวจสอบการเคลื่อนไหว

ภายในจวนได้อย่างใกล้ชิดเข้มงวด เกรงว่าอาจมี

คนอาศัยโอกาสนี้แฝงตัวเข้ามา!

หลัวเซิ่นหย่วนกระทั่งไม่ได้กล่าวลากับเจียงชุนเห

ยียน รีบออกไปจากประตูจงจือเหมินทันที มี

บรรดาผู้ติดตามและองครักษ์รอเขาอยู่ด้านนอก

ทันทีที่เขาขึ้นรถม้าก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “กลับ

จวน!”

รถม้าวิ่งไปบนถนนอย่างรวดเร็ว เพิ่งวิ่งออกมา

นอกเส้นทางหลวงก็มีคนวิ่งเข้ามา คุกเข่าลงกล่าว

รายงาน “ใต้เท้า…มีคนของหน่วยรักษาการณ์ลับ

ในจวนถูกสังหารไปสี่คน ล้วนถูกตัดคอด้วยไหม

เงินเส้นบางโดยไร้สุ้มเสียง มีไส้ศึกแฝงตัวเข้ามา

ปะปนกับองครักษ์ในจวน ข้าน้อยนับดูแล้วขาด

ไปสี่คน นายหญิงสาม…นายหญิงสามก็หายตัวไป

ด้วยขอรับ!”

ในที่สุดก็สายเกินไป!

น้ำเสียงเย็นเยียบของหลัวเซิ่นหย่วนดังขึ้น “ข้า

บอกแล้วว่าไม่อนุญาตให้รถม้าออกจากจวนโดย

เด็ดขาด มีรถม้าออกจากจวนบ้างหรือไม่”

“มีขอรับ…เป็นรถม้าของใต้เท้าเฉิง คราแรก

ข้าน้อยก็เข้าสกัดกั้น ไม่อนุญาตให้ออกจากจวน

แต่นายท่านกล่าวว่า…ใต้เท้าเฉิงมีเรื่องด่วนต้อง

รีบไป ไฉนจึงปล่อยเขาไปไม่ได้ ก่อนจะตำหนิ

พวกผู้น้อยไปยกหนึ่ง…ข้าน้อยไม่อาจคัดค้าน เมื่อ

ตรวจค้นภายในรถม้าก็ไร้สิ่งผิดปกติ จึง

จำเป็นต้องปล่อยใต้เท้าเฉิงออกจากจวน”

เพิ่งสิ้นเสียง หลัวเซิ่นหย่วนก็สูดลมหายใจลึก

ทันใดนั้นเขาก็กระแทกหมัดลงบนโต๊ะเล็กที่ตั้งอยู่

ภายในรถม้า

คนผู้นั้นตกใจจนฟุบตัวลงกับพื้น ไม่กล้า

แม้กระทั่งหายใจ

หลัวเซิ่นหย่วนรีบสั่งการสารถี “ไม่ต้องกลับไป

แล้ว ไปที่ตระกูลลู่!” รถม้าเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว

เขาหลับตาลงพิงตัวกับผนังรถ ฝั่ามือปวดแสบ

ปวดร้อน

เฉิงหลาง! เป็นเขา

วันนี้นอกจากแขกเหรื่อ คนอื่นไม่สามารถเข้ามา

ได้ คนของตระกูลเฉิงเองก็ได้รับเชื้อเชิญมา

ร่วมงาน

ที่เฉิงหลางมาเตือนเรื่องสินเจ้าสาวเพราะต้องการ

ให้ผู้อื่นคลายความระแวดระวัง สำหรับหลัวอี๋ห

นิง แต่ไรมานางก็ไม่เคยตั้งปั้อมปราการใส่เฉิง

หลาง ไม่เพียงแต่ไม่ระมัดระวัง กระทั่งเชื่อใจเฉิง

หลางอย่างยิ่งยวด ความเชื่อใจนี้ไม่น้อยไปกว่า

เขา ยิ่งไปกว่านั้นคนของเฉิงหลางยังสามารถ

กำจัดหน่วยรักษาการณ์ลับได้อย่างไม่ยากเย็น

เป็นเขาที่ประมาทเกินไป วางแผนปั้องกันไว้

มากมาย แต่กลับถูกเรื่องของสวีเว่ยดึงรั้ง ทำให้

เฉิงหลางสบช่องโอกาส

เสียงตีฆ้องลั่นกลองของขบวนรถม้าเจ้าสาวดัง

อึกทึกครึกโครมไปตลอดทั้งเส้นทาง ดึงดูดให้

บรรดาเด็กน้อยวิ่งเข้ามาดูชม สาวใช้ชราที่ติดตาม

มาเริ่มแจกจ่ายก้อนน้ำตาลและผลไม้แห้ง

ขบวนเจ้าสาวเคลื่อนตัวไปยังตระกูลลู่ที่อยู่ตรอก

ไม่ไกลด้วยบรรยากาศครื้นเครงสนุกสนาน ขบวน

ยาวไม่ขาดสาย ทว่าในยามนี้เอง ภายในตรอกก็มี

ขบวนเจ้าสาวอีกขบวนหนึ่งเคลื่อนตัวเข้ามาร่วม

ผสานกับขบวนนี้ เป็นขบวนต้อนรับเจ้าสาวที่

ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน เห็นทีคงจะเป็นเจ้าสาวจาก

ตระกูลใหญ่ เสื้อผ้าอาภรณ์แทบไม่แตกต่าง

ขบวนเดิมถูกคนของจวนหนิงหย่วนโหวค่อยๆ ชัก

นำให้เบี่ยงเส้นทาง ส่วนขบวนที่แฝงตัวเข้ามา

กลับมุ่งหน้าไปทางจวนหนิงหย่วนโหวโดยไม่มี

ผู้ใดสังเกตเห็น พวกเขายังคงตีฆ้องลั่นกลอง

เคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปทางจวนหนิงหย่วนโหว

ขบวนต้อนรับเจ้าสาวทั้งสองขบวนยิ่งเคลื่อนตัวก็

ยิ่งไกลห่างจากกัน

องครักษ์ที่ลอบติดตามมาสบสายตากัน เหตุใดจึง

แยกเป็นสองขบวนแล้ว เช่นนั้นควรติดตามขบวน

ใดเล่า

ผู้ที่เป็นผู้นำมองเส้นทางก่อนกล่าว “แยก

องครักษ์เป็นสองเส้นทาง พวกเจ้าพาคนไป

ติดตามคุณหนูหก ข้าจะติดตามเกี้ยวที่มุ่งหน้าไป

ยังจวนหนิงหย่วนโหว เฮ้อ! ใต้เท้าช่างคาดการณ์

ได้แม่นยำยิ่งนัก ขบวนเจ้าสาวแปรเปลี่ยนเป็น

สองขบวน ชาตินี้ข้ายังไม่เคยพบเจอเรื่องราว

เช่นนี้มาก่อน!”

คนกลุ่มหนึ่งหารือเสียงต่ำเบา ก่อนจะแบ่งคนเป็น

สองกลุ่ม ผู้ที่ติดตามเกี้ยวเจ้าสาวไปยังจวนหนิง

หย่วนโหวรีบส่งคนไปรายงานใต้เท้าหลัว

อันที่จริงก็ใช่ว่าหลัวเซิ่นหย่วนจะไม่มีแผนสำรอง

เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าลู่เจียเสวียอาจเล่นเล่ห์กล

อีกครั้ง บัดนี้อี๋หนิงหายตัวไป ขบวนส่งเจ้าสาวยัง

ปรากฏเป็นสองขบวน ไม่ว่าอย่างไรเขาต้องเห็น

คนด้านในขบวนเจ้าสาวที่เพิ่งสมทบเข้ามาให้จง

ได้

เขาเรียกรวมตัวองครักษ์ รีบรุดเดินทางไปยัง

จวนหนิงหย่วนโหว

เกี้ยวเจ้าสาวเคลื่อนตัวผ่านประตู ผลไม้แห้งและ

เหรียญทองแดงถูกโปรยแจกจ่าย ผู้ที่มาร่วมชม

พิธีต่างรุมล้อมอยู่ตรงประตู บรรยากาศของ

จวนหนิงหย่วนโหวครึกครื้นเป็นอย่างมาก

ชาวบ้านที่อยู่ละแวกใกล้เคียงกรูกันเข้ามาขอ

เหรียญทองแดง มีแขกจำนวนหนึ่งยืนอยู่บริเวณ

รอบนอก เฝั้ามองอย่างใคร่รู้ เกี้ยวเจ้าสาวเคลื่อน

เข้าสู่ตระกูลลู่ ขาข้างหนึ่งของผู้ที่แบกเกี้ยวก้าว

ผ่านประตูเข้าไปแล้ว ทว่าทันใดนั้นกลับมี

องครักษ์สวมเสื้อกันหนาวบุฝั้ายหนาพร้อมดาบ

ติดกายกลุ่มหนึ่งพุ่งออกมาสกัดกั้นเกี้ยวเจ้าสาว

เอาไว้

ฝูงชนบังเกิดความโกลาหล มีคนผู้หนึ่งลักษณะ

คล้ายเป็นผู้ดูแลของจวนหนิงหย่วนโหวเดิน

ออกมา เขากล่าว “พวกเจ้าเป็นผู้ใด กล้ามา

หยามเกียรติจวนหนิงหย่วนโหว!” ครั้นบรรดา

องครักษ์ในจวนที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดีได้ยิน

เสียงความเคลื่อนไหวก็พุ่งตัวออกมา ทว่าเหล่า

คนมาเยือนพวกนี้ที่มีที่มาไม่แน่ชัดมีวรยุทธเลิศล้ำ

นี่เป็นองครักษ์ที่หลัวเซิ่นหย่วนสั่งการฝึกฝนด้วย

ตัวเอง เป็นประดุจไพ่ตายของเขาแล้ว พวกเขา

สามารถจัดการองครักษ์ของจวนได้อย่างรวดเร็ว

ไม่นานหลังจากนั้นรถม้าของหลัวเซิ่นหย่วนก็

มาถึง เขาลงจากรถม้า ก้าวสองสามก้าวไปหยุด

เบื้องหน้าเกี้ยวเจ้าสาว ฝูงชนที่อยู่รอบข้างส่ง

เสียงซุบซิบอื้ออึง นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น!

เป็นการชิงตัวเจ้าสาวหรือ กล้ามาแย่งชิงถึง

ตระกูลลู่!

มีคนวิ่งเข้าไปเชิญลู่เจียเสวียอย่างรวดเร็ว ทว่า

หลัวเซิ่นหย่วนไม่สนใจอะไรแล้ว ไพ่ตายอะไรกัน

ลู่เจียเสวียอะไรกัน หากหลัวอี๋หนิงถูกพรากไป

จากมือเขา เกรงว่าเขาคงต้องบ้าคลั่ง ยับยั้งตัวเอง

ไม่อยู่!

เกี้ยวเจ้าสาวสองหลัง หลังนี้ถูกส่งเข้าสู่ตระกูลลู่

เห็นได้ชัดว่าควรสกัดกั้นหลังใด จะให้หลัวอี๋หนิง

ถูกส่งเข้าสู่ตระกูลลู่ เข้าพิธีกับผู้อื่นไม่ได้เด็ดขาด!

หลัวเซิ่นหย่วนแหวกม่านเกี้ยวเจ้าสาวขึ้นทันที

เขาดึงผ้าคลุมศีรษะของคนผู้นั้นออก

ผ้าคลุมศีรษะสีแดงร่วงหล่นอย่างแช่มช้า ทว่าสิ่ง

ที่เขาพบกลับเป็นดวงหน้างามสะคราญเป็นหนึ่ง

ไม่มีสองใบหน้าหนึ่ง

เหลียนซีคลี่ยิ้มบาง กล่าวเสียงกระซิบ “เดิม

ข้าน้อยก็มีใจต่อใต้เท้าหลัว แต่ใต้เท้ากลับแน่นิ่ง

ไม่หวั่นไหว เหตุใดวันนี้จึงมาแย่งชิงตัวเจ้าสาว

ด้วยตัวเองเล่า แน่นอนว่าหากท่านต้องการชิงตัว

เจ้าสาว ข้าน้อยก็ยินดีถูกท่านชิงตัว ท่านใต้เท้าผู้

บัญชาการได้กล่าวแล้วว่า หากท่านมีความ

ประสงค์เช่นนั้นก็สามารถพาข้าไปได้ทันที”

มือของเขาที่จับม่านเกี้ยวเจ้าสาวกำแน่นจนข้อนิ้ว

ซีดขาว หลัวเซิ่นหย่วนแค่นเสียงหัวเราะเย็น “แม่

นางเหลียนซีหมายมั่นแต่งให้กับใต้เท้าผู้

บัญชาการ ข้าย่อมไม่ขัดขวางเส้นทางชีวิตในกาล

ข้างหน้าของแม่นาง”

ม่านถูกปล่อยลงอย่างแรง ลู่เจียเสวียยังคงไม่

ปรากฏตัว ก็ถูก คนที่อยู่ด้านในไม่ใช่หลัวอี๋หนิง

ลู่เจียเสวียย่อมไม่ใส่ใจ!

เหลียนซีหยิบผ้าคลุมศีรษะขึ้นมาคลุมอีกครั้ง “ใน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอตัวเข้าไปข้างในก่อน ใต้เท้า

หลัว”

หลัวเซิ่นหย่วนยืนนิ่งอยู่กับที่ แผ่นหลังสูง

ตระหง่านดุจต้นสน เขาโบกมือให้องครักษ์หลีก

ทาง คนไม่อยู่ด้านใน

คนไม่อยู่ด้านใน ทว่าเขากลับไม่รู้ว่านางอยู่ที่ใด

ยามนี้เขาไม่รู้จริงๆ ว่านางอยู่แห่งหนใด

“ใต้เท้า” ผู้ที่คอยสะกดรอยเมื่อครู่วิ่งก้าวเล็กๆ

เข้ามา น้ำเสียงหอบโยน “คุณหนูหก…คุณหนูหก

ถูกส่งไปที่สะพานชิงหูขอรับ คุณหนูหกตกใจจน

ร้องไห้ การส่งตัวเจ้าสาวนี้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น

ขอรับ! ยามนี้ข้าน้อยได้รีบส่งตัวคุณหนูหกมายัง

จวนหนิงหย่วนโหวแล้ว เพียงแต่เกี้ยวเจ้าสาวถูก

หามเข้าไปด้านในแล้ว แล้วคุณหนูหกของพวกเรา

จะทำเช่นไร…”

“หากพามาก็รังแต่จะถูกผู้อื่นทำให้อับอาย ส่ง

นางกลับไปเสีย” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวด้วย

น้ำเสียงราบเรียบ “ตั้งแต่คราแรก ลู่เจียเสวียก็ไม่

เคยอยากจะแต่งรับนางเป็นอนุ”

ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ในเวลานี้ลู่เจียเสวียก็ได้แต่ง

รับคุณหนูตระกูลหลัวเข้าตระกูลแล้ว สำหรับเขา

นี่ถือว่าเพียงพอแล้ว

เขาเดินนำไปด้านหน้า ฝีเท้าไม่ถือว่าเร็วนักราว

กับไม่มีสิ่งใดผิดวิสัย ทว่ามือกลับกำแน่น ออกแรง

ประหนึ่งต้องการรีดเค้นโลหิตออกมา

หลัวเซิ่นหย่วนเดินไปไม่กี่ก้าวก็คล้ายสะดุดเข้ากับ

บางสิ่ง ร่างกายซวนเซ องครักษ์ไม่รู้ว่าควรเข้าไป

ประคองเขาหรือไม่ เขาไม่เคยพบเห็นใต้เท้าหลัว

ผู้สุขุมเจนจัดในการวางกลยุทธ์ในกระโจมค่าย

เป็นเช่นนี้มาก่อน ทั้งร่างสั่นสะท้านประหนึ่งใบไม้

ร่วงในสายลมยามสารทฤดู เกรงว่าว่าการสูญเสีย

นางคงทำให้เขาไม่อาจควบคุมตัว

ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“กลับจวน”

ไม่ว่าอย่างไร เขาต้องหานางให้พบ

ลู่เจียเสวียนั่งจิบชาอยู่ในจวน ทั่วทั้งจวนถูก

ประดับประดาด้วยผ้าต่วนสีแดง เขาเอ่ยถาม

“หลัวเซิ่นหย่วนไปแล้วหรือ”

“ขอรับ นายท่านโหว คนเข้ามาภายในจวนแล้ว

ท่านต้องการไปเข้าพิธีหรือไม่ขอรับ”

ลู่เจียเสวียแค่นเสียงหัวเราะหยัน เขากล่าว “ข้า

จะเข้าพิธีอะไรกับตัวแสดง ไปบอกแขกเหรื่อว่า

วันนี้ข้าแต่งรับหลัวอี๋หนิงคุณหนูเจ็ดแห่งตระกูล

หลัวเป็นจี้ซื่อ คุณหนูหกหลัวถูกส่งมาผิด ไร้ซึ่ง

ความเกี่ยวข้องอันใดกับข้า” เขาลุกขึ้นจัดการ

ความเรียบร้อยของอาภรณ์ “จารึกนามของหลัว

อี๋หนิงไว้ในรายชื่อของวงศ์ตระกูล ต่อไปนางก็คือ

โหวฮูหยินแห่งจวนหนิงหย่วนโหว”

ในปีนั้น เพื่อปกปิดเรื่องของหลัวอี๋หนิง หลัวเฉิง

จางจึงอ้างว่าคุณหนูเจ็ดปั่วยหนัก ต้องรักษา

อาการปั่วยในเมืองเปั่าติ้ง ไม่ได้ประกาศว่านาง

เสียชีวิตแล้ว ลู่เจียเสวียจึงใช้วิธีการนี้มอบสถานะ

ให้นาง ทำให้ให้นางได้อยู่ข้างกายตนในฐานะนาย

หญิงแห่งจวนหนิงหย่วนโหว เป็นโหวฮูหยินที่

ถูกต้องตามกฎธรรมเนียมประเพณี กาลข้างหน้า

นางยังคงเป็นภรรยาของเขา ไม่มีผู้ใดสามารถ

เปลี่ยนแปลงได้ ต่อให้นางตายไปแล้วก็ยังต้องรับ

สถานะโหวฮูหยินนี้

แม้นางจะบอกว่านางไม่ชอบเขา แต่ไม่ว่าอย่างไร

นางก็ต้องอยู่ข้างกายเขาอย่างเชื่อฟัง!

อี๋หนิงสลบไสล เฉิงหลางอุ้มนางไว้ในอ้อมกอด รถ

ม้าเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงแล้ว ทิวทัศน์

ด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นพื้นที่กันดาร หิมะที่ปก

คลุมหญ้ารกร้างยังไม่ละลาย ไอควันพวยพุ่ง

ออกมาจากหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไป แสงตะวัน

ในช่วงอาทิตย์ลาลับขอบฟั้าสาดสะท้อนบนทุ่ง

หิมะ เพราะมีนางอยู่ในอ้อมกอด ภาพทิวทัศน์จึง

ดูเงียบสงบเป็นพิเศษ

วันนั้นที่ลู่เจียเสวียมาหาเขาเพื่อเจรจา ในแง่ของ

การวางกลอุบาย เฉิงหลางยังยากจะต่อกรกับ

หลัวเซิ่นหย่วน ลู่เจียเสวียตระหนักถึงจุดนี้อย่าง

ถ่องแท้

‘ระหว่างตำแหน่งเก๋อเหล่ากับการล่มสลายของ

ตระกูลเฉิง เจ้าเลือกมาสิ่งหนึ่ง’ ลู่เจียเสวียมอง

เขาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบช้า

‘เฉิงหลาง เจ้าเป็นคนฉลาด ควรเลือกอะไรเจ้ารู้

ดี’ เขาไม่คิดจะปกปิดความทะเยอทะยานอยาก

แก่งแย่งช่วงชิงเหล่านั้น เขาคาดเดาความนึกคิด

ของคนได้อย่างแม่นยำเสมอ

เฉิงหลางในเวลานั้นสับสนเล็กน้อย เขาย่อมรู้ว่า

ควรเลือกอะไร! หากไม่ช่วยลู่เจียเสวีย หลัวอี๋หนิง

กับหลัวเซิ่นหย่วนย่อมได้ครองรักสมปรารถนา

แต่เรื่องนี่เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร เวลาล่วงมา

นานแรมปี ไม่ง่ายเลยที่คนที่เขารักจะฟืนชีวิต

กลับมา เหตุใดเขาถึงต้องยอมแพ้ง่ายๆ เล่า เขา

หลงรักคนผู้นี้มานานสิบกว่าปีแล้ว

หากเขาช่วยลู่เจียเสวีย อาศัยอำนาจบารมีของ

ลู่เจียเสวียขึ้นเป็นเก๋อเหล่า อาจมีสักวันที่เขาได้จู่

โจมกลับ เขาก็จะ…ได้ครอบครองนาง เหตุใดจะ

เป็นไปไม่ได้เล่า! ความปรารถนาความ

ทะเยอทะยานนี้แทบจะกลืนกินเขา กระทั่ง

ทำลายความรู้สึกต้องการปกปั้องนาง

แต่ไรมาเฉิงหลางไม่เคยคิดว่าตนเป็นคนดี

เพียงแต่ในยามปกติต่อหน้าหลัวอี๋หนิง เขามักเส

แสร้งปันตนเป็นหลานชายที่ไร้พิษสง ทว่าอันที่

จริงเขามากด้วยแผนการ ฉลาดหลักแหลมเป็น

ที่สุด ที่สำคัญในบางเรื่องเขายังสามารถลงมือได้

โดยไม่สนใจวิธีการ เฉิงหลางมากด้วยวิธีการใน

การจัดการหญิงสาว เพียงแต่เขาไม่เคยเอามาใช้

กับนาง เพราะเขาคิดว่านั่นถือเป็นการไม่ให้

เกียรตินาง

เฉิงหลางก้มหน้าลงเล็กน้อย มองดวงหน้าที่

หลับใหลของนางอยู่เนิ่นนาน ก่อนก้มศีรษะลง

แตะสัมผัสกับหน้าผากของนาง

เมื่อครู่เขาบังเกิดความคิดต้องห้ามนี้แล้ว ยามที่

กอดนาง แรงกระตุ้นจากส่วนลึกในจิตใจก็พลุ่ง

พล่านโดยพลัน จะเป็นอย่างไรหากยามนี้เขาเข้า

ครอบครองนางเพียงลำพัง

ลู่เจียเสวียจะค้นพบหรือไม่

เฉิงหลางให้นางพิงลงบนไหล่ของตน เขาแหวก

ม่านขึ้น กล่าวกับสารถี “เปลี่ยนไปวิ่งตามทาง

หลวง เพิ่มความเร็วขึ้น”

สารถีรับคำ เปลี่ยนเส้นทางตามที่เขาสั่ง

เฉิงหลางหลับตาลง คิดคำนวณในใจด้วยหัวใจที่

เต้นระส่ำ ผ่านไปไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้า

จำนวนนับไม่ถ้วนวิ่งไล่มาจากทางด้านหลัง ผู้เป็น

ผู้นำส่งเสียงสั่งให้หยุด ก่อนรถม้าจะถูกสกัดกั้น

คนที่เฉิงหลางพามาถูกล้อมไว้ตรงกลาง

เฉิงหลางแหวกผ้าม่านขึ้นก็พบกับผู้ที่นั่งอยู่บน

หลังม้าด้านนอก เป็นใต้เท้าเซียว เซียวเฉียวรองผู้

บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพร เขายื่นมือ

ออกมา กล่าวด้วยเสียงราบเรียบ “ตามคำสั่งของ

ใต้เท้าผู้บัญชาการ ข้าน้อยต้องคุ้มครองใต้เท้าเฉิง

ไปส่งฮูหยินที่ต้าถง ดูเหมือนเส้นทางนี้ของใต้เท้า

เฉิงจะเบี่ยงเบนไป โปรดตามข้ามาทางนี้เถิด

ขอรับ”

เฉิงหลางนิ่งเงียบ จากนั้นจึงกล่าว “เข้าใจแล้ว ไป

เถิด” เขาปล่อยม่านลง

ลู่เจียเสวียส่งคนมาติดตามเขาจริงๆ ทั้งยังเป็น

องครักษ์เสื้อแพร! มิน่าเล่าเขาจึงไม่พบร่องรอย

อันใดตลอดทั้งเส้นทาง

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 170"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

633e76f8SBWScIIi
เก้าพี่น้องเลี้ยงซาลาเปาสุดแสบ [九个哥哥团宠小甜包]
28/06/2024
602647deIKbDtqwp
สาวงามตัวร้าย : ท่านจอมมารได้โปรดโดนตกซะทีเถอะ!
17/02/2023
4ee (1)
หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก
12/06/2026
book-1623087047
ผมได้สืบทอดมรดกร้อยพันล้าน
21/08/2022

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.