Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 171

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 171
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

แขกเหรื่อในตระกูลหลัวยังไม่ได้แยกย้ายจากไป

ยามนี้ย่างเข้าช่วงโพล้เพล้ สาวใช้ห้อยโคมแดงไว้

กับราวไม้ไผ่แล้วยกขึ้นแขวนใต้ชายคา โคมไฟถูก

จุดขึ้นทีละดวง

หลัวเฉิงจางกำลังร่ำสุรากับซ่าวชิงแห่งไท่ฉางซื่อ

ทั้งสองคนกำลังสรวลเสเฮฮา บนโต๊ะมีอาหาร

จำพวกหูหมูตุ๋น ถั่วลิสงคั่วเกลือไว้กินแกล้มสุรา

บรรยากาศบริเวณเรือนหน้าครึกครื้น ผู้คนส่ง

เสียงอึกทึก มีบ่าวรับใช้ท่าทางคล่องแคล่วว่องไว

คนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน น้ำเสียงดังกังวาน “นาย

ท่านรอง นายท่านรอง มีข่าวส่งมาจากจวนท่านผู้

บัญชาการขอรับ กล่าวว่าท่านผู้บัญชาการได้

ประกาศแต่งรับคุณหนูของพวกเราเป็นจี้ซื่อ เป็น

ฮูหยินของจวนหนิงหย่วนโหวขอรับ!”

หลัวเฉิงจางไม่ทันระวัง เกือบทำจอกสุราร่วงหล่น

จากมือ เขาลุกพรวดขึ้นโดยพลัน ดวงตาฉาย

ประกายวาวโรจน์ เขาเดินไปตรงหน้าบ่าวรับใช้ผู้

นั้น “อย่าพูดจาเหลวไหล! ยามสู่ขอได้กล่าว

ชัดเจนว่าแต่งรับเป็นอนุ เหตุใดจึงเปลี่ยนเป็นจี้

ซื่อได้ ได้ยินมาชัดเจนแล้วหรือ อย่าได้กล่าววาจา

เลื่อนลอย!”

บ่าวรับใช้คลี่ยิ้มอีกครั้ง “นายท่านรอง แขกที่อยู่

ณ ที่แห่งนั้นต่างได้ยินด้วยหูของตัวเอง เป็น

คุณหนูของพวกเรา กำลังมีม้าเร็ววิ่งมาส่งสาร นี่

ยังจะเป็นเรื่องเท็จได้อีกหรือขอรับ!”

ใบหน้าของหลัวเฉิงจางปรากฏรอยยิ้มอย่างไม่อา

จอดกลั้น “เป็นจี้ซื่อจริงหรือ บุตรสาวของข้าเป็น

โหวฮูหยินแล้ว”

“ถูกต้องขอรับ แขกเหรื่อได้ยินกันถ้วนหน้า!”

หลัวเฉิงจางรีบให้สาวใช้ชราหยิบซองแดงมาให้

บ่าวรับใช้ผู้นั้นเพื่อเป็นการตกรางวัล บ่าวรับใช้

คุกเข่าลงแล้วรับมา ที่เขารีบวิ่งเข้ามาอย่างว่องไว

ก็เพราะเงินรางวัลนี้ ครั้นซ่าวชิงแห่งไท่ฉางซื่อได้

ยินก็รีบยกจอกสุราพร้อมลุกขึ้นด้วยรอยยิ้มเต็ม

ใบหน้า “น่ายินดีนัก น่ายินดีเหลือเกิน! ต่อไปใต้

เท้าหลัวก็คือท่านพ่อตาของใต้เท้าผู้บัญชาการ

แล้ว ยินดีด้วย ข้าต้องคารวะใต้เท้าหลัวจึงจะ

ถูก!”

แขกในห้องต่างพากันลุกขึ้น

ริมฝีปากของหลัวเฉิงจางแทบหุบไม่ลงราวกับ

ล่องลอยอยู่ในอากาศ เขาสั่งการสาวใช้ชรา “รีบ

ไปแจ้งข่าวแก่ฮูหยิน ยังมีเฉียวอี๋เหนียงด้วย!”

เพราะอารามดีใจเกินไป กระทั่งจุดที่น่าสงสัยก็ไม่

พินิจให้ถี่ถ้วน

เขาเพิ่งชนจอกสุรา ด้านนอกก็มีเสียงรายงานว่า

คุณชายสามกลับมาแล้ว หลัวเฉิงจางรีบวางจอก

สุราลงแล้วปรี่ออกไปต้อนรับ

หลัวเซิ่นหย่วนยังคงอยู่ในชุดราชสำนัก หมวกขุน

นางยังไม่ทันได้ถอด สีหน้าดำคล้ำเย็นชา กระทั่ง

ไม่แยแส เขาส่งหมวกขุนนางให้ผู้ติดตาม พวก

หลินหย่งอยู่รอบกายเขา พวกเขาเดินไปยัง

เรือนเจียซู่ด้วยฝีเท้าเร่งรีบ เมื่อพินิจมองจะพบว่า

ด้านหลังยังมีคนแปลกหน้าติดตามมาอีกหลายคน

ท่าทางไม่เหมือนปุถุชนทั่วไป ไม่รู้ว่าคนเหล่านี้

เป็นผู้ใด หลัวเฉิงจางเรียกเขาไว้ ก่อนเดินเข้าไป

ถาม “เซิ่นหย่วน เหตุใดเจ้าจึงเพิ่งกลับมา ใต้

เท้าสวีเป็นเช่นไรบ้าง”

ครั้นหลัวเซิ่นหย่วนได้ยินเสียงก็หมุนตัวกลับไป

ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด สายตาเย็นชาอย่างยิ่งยวด

หลัวเฉิงจางไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาไม่ได้เอ่ย

ถามถึงเรื่องของสวีเว่ยอีก แต่กลับกล่าวด้วย

รอยยิ้ม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าใต้เท้าผู้บัญชาการได้

ประกาศรับน้องสาวของเจ้าเป็นจี้ซื่อ ต่อไปนาง

จะขึ้นเป็นโหวฮูหยินแล้ว! พวกเราควรรีบเดินทาง

ไปยังตระกูลลู่ เรื่องใหญ่เช่นนี้ นายท่านโหวกลับ

ไม่บอกกล่าวสักคำ มิน่าเล่าทางด้านนั้นจึงได้จัด

งานเลี้ยงเชื้อเชิญแขกเหรื่อ…”

ครั้นหลัวเซิ่นหย่วนได้ยิน มุมปากก็ผุดเป็นรอยยิ้ม

เย็น ค่อยๆ ย่างเท้าก้าวเข้าบีบประชิด “เขา

ประกาศแต่งรับน้องสาวของข้าเป็นจี้ซื่อ ท่านรู้

หรือไม่ว่าเขาหมายถึงน้องสาวคนใด”

หลัวเฉิงจางไม่เข้าใจว่าหลัวเซิ่นหย่วนหมายถึง

อะไร ช่างแปลกพิลึกนัก เขานิ่งไปชั่วครู่ “ที่แต่ง

ออกไปย่อมเป็น…”

“คนที่เขาแต่งก็คือน้องสาวเจ็ด ท่านพ่อยังพอจำ

ได้หรือไม่” น้ำเสียงของหลัวเซิ่นหย่วนสงบนิ่ง

อย่างยิ่งยวด “คุณหนูเจ็ดแห่งตระกูลหลัวที่กำลัง

รักษาตัวอยู่ในเมืองเปั่าติ้ง หลัวอี๋หนิง”

หลัวเฉิงจางประหนึ่งถูกสายอสนีบาตฟาด ไม่ได้

สติอยู่เนิ่นนาน จากนั้นใบหน้าจึงพลันเปลี่ยนเป็น

ซีดขาว “เจ้าหมายความว่าอย่างไร…เหลียนเจี่ยร์

เล่า มิใช่ว่านาง…”

ในปีนั้นอิงกั๋วกงให้เขาประกาศว่าหลัวอี๋หนิง

เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน แต่การประกาศนี้ฟังดู

ไม่เป็นมงคล ทั้งยังต้องจัดพิธีศพ ประจวบเหมาะ

กับในเวลานั้นหลัวเซิ่นหย่วนเองก็กำลังเข้าร่วม

สอบคัดเลือก หลัวเฉิงจางจึงประกาศว่าหลัวอี๋ห

นิงล้มปั่วยต้องพักรักษาตัว ไม่อาจพบคน

ภายนอก

แต่เหตุใดลู่เจียเสวียจึงแต่งรับหลัวอี๋หนิงเป็น

ภรรยาได้! เหตุใดเขาจึงต้องตาหลัวอี๋หนิง นาง

แต่งงานกับหลัวเซิ่นหย่วนแล้ว ที่สำคัญเขายังได้

ยินมานานแล้วว่าหลัวอี๋หนิงเป็นบุตรสาวบุญ

ธรรมของลู่เจียเสวีย…

ในใจของหลัวเฉิงจางตื่นตระหนกอย่างรุนแรง นี่

มิใช่ว่า…ลู่เจียเสวียผู้นี้เห็นบ้านเมืองไร้ขื่อแปหรือ

ไร ตกหลุมรักบุตรสาวบุญธรรมของตน ทว่า

เพราะหลักจารีตประเพณีจึงไม่สามารถแต่งรับ

นางเป็นภรรยาได้ ดังนั้นจึงคิดใช้วิธีปิดผืนฟั้าข้าม

ทะเลเช่นนี้ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของตระกูล

หลัว ตระกูลหลัวย่อมไม่กล้าโวยวายทำเรื่องราว

ให้ใหญ่โต ดังนั้นเขาจึงสามารถแต่งรับบุตรสาว

บุญธรรมของตนเป็นภรรยาได้สำเร็จ!

“เรื่องนี้เหลวไหลเกินไป แท้จริงแล้วเรื่องเป็นมา

อย่างไรกัน…น้องสาวหกของเจ้าเล่า เว่ยอี๋หนิง

เล่า” หลัวเฉิงจางคิดอยากซักถามให้กระจ่าง ทว่า

หลัวเซิ่นหย่วนกลับไม่สนใจเขา หมุนตัวเดินไปยัง

เรือนเจียซู่แล้ว

หลัวเฉิงจางยังยืนนิ่งอยู่กับที่ มีคนวิ่งเข้ามาอย่าง

ร้อนรน กล่าวว่าคุณหนูหกกลับมาแล้ว

งานเลี้ยงมงคลยังไม่ทันสิ้นสุด ทว่าคนของตระกูล

หลัวกลับไร้อารมณ์เฉลิมฉลองแล้ว

ณ ห้องโถงหลักในยามวิกาล หลัวอี๋เหลียนร้องไห้

จนเครื่องประทินโฉมเลอะเปรอะเปือน ร่ำไห้

สะอึกสะอื้นเงียบๆ นางเปลี่ยนจากชุดวิวาห์เป็น

เปั้ยจึที่สวมในยามปกติแล้ว นางไร้กะจิตกะใจ

กระทั่งอาบน้ำแต่งตัว เฉียวอี๋เหนียงยืนด้วยแข้ง

ขาที่อ่อนแรง นี่ยังไม่ต้องกล่าวถึงภรรยาห้องหลัก

เพียงอนุเขาก็ไม่คิดรับนางไว้ ทั้งยังส่งนางเข้าไป

ในสะพานชิงหู! สองแม่ลูกไร้วาจาจะกล่าวอยู่เนิ่น

นาน

ทว่าในยามนี้หลินไห่หรูกลับไม่สามารถรู้สึกเห็น

อกเห็นใจสองแม่ลูกเฉียวอี๋เหนียงได้

“เห็นหรือไม่ กระทำการเอิกเกริกเกินไปย่อมมิใช่

เรื่องดี บัดนี้ทุกตรอกซอกซอยชาวบ้านใกล้เคียงมี

ผู้ใดบ้างที่ไม่รู้ว่าเจ้ากำลังแต่งให้กับท่านผู้

บัญชาการลู่ มายามนี้จะจัดการอย่างไร” หลินไห่

หรูคิดถึงเรื่องที่เฉียวอี๋เหนียงร้องขออย่างเอาแต่

ใจนานัปการเพราะคิดว่าบุตรสาวตนกำลังได้โลด

แล่นสู่จุดสูงสุด หลัวอี๋เหลียนยังเคยกระทั่งใช้หลัว

อี๋หนิงยกน้ำชาให้นาง ในใจนางก็รู้สึกไม่สบ

อารมณ์ “เจ้าเพียงแต่งไปเป็นอนุ แต่งออกไป

อย่างไร้สุ้มเสียงก็สิ้นเรื่องแล้ว ถึงยามนี้จะแต่งผิด

ไปก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ทว่าเจ้ากลับต้องการขบวนมี

หน้ามีตา…”

หลัวเฉิงจางรู้สึกว่าแต่ละประโยคที่หลินไห่หรู

กำลังกล่าวมีเจตนาส่อเสียดเขา ขมับจึงเต้นตุบๆ

อย่างเจ็บปวด “หุบปาก! เรื่องก็เกิดขึ้นแล้ว ยังจะ

มากล่าววาจาเช่นนี้เพื่ออะไร!”

เอาเถิด นางไม่พูดแล้ว ให้ครอบครัวพวกเขา

จัดการกันเองเถิด หลินไห่หรูไม่ปริปากอีก นางให้

แม่นมเข้ามาอุ้มหนานเกอร์ที่นอนหลับอยู่ในอ้อม

อกไปนอน

“ข้าว่าหญิงแพศยาผู้นั้นกับลู่เจียเสวียต้องสมคบ

คิดกัน นางต้องการไปอยู่กับเขา!” หลัวเฉิงจางยิ่ง

ใคร่ครวญก็ยิ่งคิดว่าต้องเป็นเช่นนี้ มิเช่นนั้นเหตุ

ใดนางจึงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย “ยามนี้ควร

ให้หลัวเซิ่นหย่วนร่างหนังสือหย่าให้นาง! จะได้ไม่

ทำให้ตระกูลหลัวต้องอับอายขายขี้หน้า!”

ครั้นหลัวเซวียนหย่วนที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างมาโดย

ตลอดได้ยินก็ทอดถอนใจเสียงเบา เขาเดินไปหา

พี่สาวแล้วตบไหล่ของนางเบาๆ พลางกล่าวปลอบ

ประโลม “ที่พี่ชายสามไม่ได้ปรากฏตัวที่นี่ในเวลา

นี้ เห็นทีคงไปตามหาพี่สะใภ้สามอยู่ หากพี่สะใภ้

สามมีใจให้กับท่านผู้บัญชาการจริงคงไปอยู่กับ

เขานานแล้ว เหตุใดจึงแต่งงานกับพี่ชายสาม จุดนี้

ย่อมเป็นท่านพ่อที่คิดมากไป เวลานี้ท่านอย่าได้

ไปรบกวนพี่ชายสามจะเป็นการดีที่สุด เขายังต้อง

จัดการเรื่องของใต้เท้าสวี ยามนี้เขาคงไม่อาจแยก

ร่าง”

หลัวเซวียนหย่วนกล่าวต่อ “สิ่งที่สำคัญในยามนี้

คือควรอธิบายอย่างไร จะปล่อยให้ชื่อเสียงของ

พี่สาวหกเสียหายไม่ได้ พี่น้องร่วมวิวาห์[1] หากถูก

แพร่งพรายออกไปย่อมไม่น่าฟัง มิสู้ท่านกล่าวว่า

ที่ผ่านมาเป็นการเตรียมงานแต่งของพี่สาวเจ็ด

เพียงแต่ร่างกายนางอ่อนแอเคลื่อนไหวไม่สะดวก

จึงให้พี่สาวหกเป็นตัวแทนดำเนินพิธีจนเสร็จสิ้น

เรื่องที่สะพานชิงหูก็ให้ปิดบังไปพร้อมกันนี้”

ยามนี้หลัวเฉิงจางจึงได้แสดงสีหน้าผ่อนคลายลง

เล็กน้อย ความคิดนี้ของหลัวเซวียนหย่วนไม่เลว

ไม่ว่าผู้อื่นจะคิดอย่างไรก็ต้องมีคำอธิบาย

เพียงแต่เมื่อเขาคิดถึงเด็กสาวจ้ำม่ำดุจตุ๊กตาสี

ชมพูในวัยเยาว์ผู้นั้น เด็กน้อยที่เรียกขานเขาว่า

ท่านพ่อมานานนับสิบปี ทว่าสุดท้ายกลับ

กลายเป็นเด็กที่เขาช่วยฟูมฟักแทนผู้อื่น เขาก็ไม่

อาจกล้ำกลืนความรู้สึกนั้นลงไปได้ ทุกการคาด

เดาที่เกี่ยวกับนางจึงมุ่งไปในด้านเลวร้ายอย่าง

ยิ่งยวด

หลัวอี๋เหลียนร่ำไห้ โผเข้าไปในอ้อมกอดของ

น้องชาย นางสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนและการ

ปลอบประโลมจากเขา มายามนี้นางจึงตระหนัก

ได้ถึงความหมายของประโยคที่ท่านแม่เคยกล่าว

กับนางในวัยเยาว์ การมีบุตรชายก็เสมือนกับมีเสา

หลักในครอบครัว

แสงเทียนในเรือนเจียซู่ยังคงสว่างไสว

“ข้าน้อยสืบได้ชัดเจนแล้วขอรับ ช่วงพลบค่ำมีรถ

ม้าคันหนึ่งวิ่งออกจากเมืองหลวง ทั้งยังมีองครักษ์

ของตระกูลเฉิงตามไปคุ้มกันด้วย เพียงแต่บัดนี้

น่าจะวิ่งไปไกลแล้ว เกรงว่าคงไม่อาจไล่ตามทันใน

ระยะเวลาอันสั้น ข้าน้อยสั่งให้คนติดตามไปตาม

เส้นทางที่มุ่งสู่ต้าถงแล้ว…ส่วนทางจวนหนิงหย่วน

โหวยังไร้การเคลื่อนไหวใดๆ ระยะนี้ใต้เท้าผู้

บัญชาการไม่ได้เดินทางออกจากเมืองหลวง”

บุรุษในชุดเสื้อกันหนาวสั้น สวมหมวกทรงเปลือก

แตงผู้หนึ่งโค้งตัวกล่าวรายงาน

พวกหลินหย่งยืนนิ่งทิ้งมืออยู่ข้างกายหลัวเซิ่นหย่

วน

ในมือหลัวเซิ่นหย่วนกำลังเล่นตราประทับอันหนึ่ง

เขาคล้ายไม่ได้ตั้งใจฟัง เพียงผงกศีรษะเป็นเชิงให้

คนผู้นั้นถอยออกไป

จากนั้นไม่นานก็มีอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาประสาน

มือคารวะ “…สายลับตอบกลับมาแล้วขอรับ

กล่าวว่าเกิดเรื่องทุจริตร้ายแรงที่ซานซีต้าถง

ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการลับให้ใต้เท้าเฉิงผู้ช่วย

หัวหน้าฝั่ายตรวจการเดินทางไปลอบสืบข่าว จาก

พระราชโองการ เกรงว่าเขาคงต้องไปจากเมือง

หลวงสักสองเดือน ส่วนภาพที่ท่านสั่งให้ส่งเข้าไป

ในวังหลวง บัดนี้ถูกส่งเรียบร้อยแล้ว ครั้นฮ่องเต้

ได้ทอดพระเนตรก็เพียงรับไว้ ไม่ได้ตรัสสิ่งใดอีก”

ตราประทับค่อยๆ ถูกบีบแน่น หลัวเซิ่นหย่วน

หลับตาลง

ไม่เสียทีที่ลู่เจียเสวียเคยวางแผนสังหารพี่ชาย

ช่วงชิงบรรดาศักดิ์โหว ทั้งยังร่วมเดินทางเคียง

ข้างฮ่องเต้จนฮ่องเต้ได้ขึ้นครองบัลลังก์ เปั้าหมาย

ของแผนการสลับซับซ้อนนี้ก็คือภรรยาของเขา

เขาควรซาบซึ้งหรือไม่ ในที่สุดลู่เจียเสวียก็มองเขา

เป็นคู่ต่อสู้ที่ทัดเทียมแล้ว คราก่อนอีกฝั่ายแย่งคน

ซึ่งหน้าเป็นเพราะไม่เห็นตนเป็นคู่ต่อกร

ไร้ประโยชน์ แม้จะไล่ตามไปถึงต้าถงก็ไร้

ประโยชน์ ลู่เจียเสวียเปลี่ยนต้าถงเป็นดินแดน

ของตัวเองแล้ว มีกองทัพใหญ่ประจำการ มีเฉิง

หลางคอยคุ้มกัน แม้เขาจะชาญฉลาดเพียงใดก็ไร้

ความสามารถพลิกผืนฟั้า หลัวเซิ่นหย่วนตระหนัก

อยู่แก่ใจ เขาครุ่นคิดวางแผนไม่หยุด นอกเสียจาก

ตนจะขุดรากถอนโคนโค่นฐานอำนาจของลู่เจียเส

วีย เปลี่ยนตัวเองให้แข็งแกร่งมากกว่าอีกฝั่าย

มิฉะนั้นก็ไม่มีสิ่งใดที่เขาสามารถทำได้เลย

“ออกไปให้หมด ข้าจะพักผ่อน” หลัวเซิ่นหย่วน

กล่าว

องครักษ์สบตากัน ยกมือขึ้นประสานก่อนจะถอย

ออกไป หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้นเดินไปยังห้อง

ด้านข้างฝังประจิม สาวใช้ของนางจุดเทียนไว้แล้ว

ทว่าภายในห้องกลับไร้เสียงพูดคุยสนทนา

กระถางไฟถูกปล่อยว่าง ถุงเท้าที่อี๋หนิงทำไว้ให้

เขาก่อนหน้านี้เพิ่งปักลายได้เพียงครึ่งหนึ่ง เสื้อ

คลุมที่บุขอบด้วยขนกระต่ายของนางถูกม้วนเป็น

ก้อนกลมวางอยู่บนตั่งไม้ เขาเอาขึ้นมาสูดดม

อย่างทะนุถนอม บนนั้นยังมีกลิ่นหอมจางๆ จาก

เรือนร่างนาง

ทุกสิ่งยังคงอยู่ เครื่องประดับที่นางชื่นชอบ ดอก

ล่าเหมยที่นางตัดแต่งด้วยตนเอง เพียงแต่ในห้อง

กลับไร้ร่างของนาง ไร้เสียงพูดคุยมีชีวิตชีวาของ

นาง ช่างเป็นคืนราตรีอันหนาวเหน็บอ้างว้าง

ภรรยาของเขาถูกผู้อื่นลักพาตัวไปแล้ว

หลัวเซิ่นหย่วนนั่งนิ่งอยู่นาน สิ่งที่อบอุ่นมากที่สุด

ถูกผู้อื่นช่วงชิงไปแล้ว ยามนี้เขากระทั่งไม่รู้ว่าตน

กำลังคิดอะไรหรือควรวางแผนอย่างไร แรง

กระตุ้นพลุ่งพล่านทำให้เขาอยากล้างแค้นทำลาย

ล้างทุกอย่างให้สิ้นซาก นางหายตัวไปเพียงวัน

เดียวก็ราวกับพลังมืดดำทั้งปวงพุ่งเข้าครอบงำจน

เขาแทบไร้หนทางสกัดกั้น

เขาลูบไล้ขนกระต่ายบนเสื้อคลุมอย่างเบามือจึง

รู้สึกเหมือนว่านางยังอยู่ข้างกายเขา ยังคงผิงไฟ

นอนอิงแอบแนบกายเขาเช่นวันวาน ความรู้สึกที่

คล้ายจมน้ำหายใจไม่ออกนี้ถึงได้เบาบางลง

ที่ด้านนอกหิมะเริ่มตกอีกครั้ง

ในที่สุดอี๋หนิงก็ฟืนคืนสติ บริเวณท้ายทอยของ

นางมีอาการปวดร้าวยิ่งกว่าคราก่อน ศีรษะวิง

เวียงหนักอึ้ง

ปกติแล้วนางจะตื่นขึ้นข้างกายเขา บางครั้งเขา

กำลังอ่านหนังสือ บางคราก็กำลังเขียนตัวอักษร

แต่ไรมาเขาไม่เคยปฏิเสธเมื่ออี๋หนิงขอชิดใกล้

ปล่อยให้นางนอนในอ้อมกอดด้วยความเต็มใจ

ทว่ายามนี้นางกลับเห็นเพียงเพดานห้องอันไม่คุ้น

ตา ภายในห้องมีตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่ง แสงไฟ

อ่อนจางริบหรี่ นางเห็นชัดว่านี่คือห้องห้องหนึ่ง

ภายในมีเตียงหลังหนึ่ง โต๊ะแปดเซียน ฉากกั้น

นอกจากนี้ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดแล้ว น่าจะเป็นสถานที่ที่

ไม่มีผู้ใดใช้พำนักเป็นเวลานาน

อี๋หนิงยื่นมือไปนวดบีบลำคอด้านหลัง ก่อนจะ

พบว่ารองเท้าของตนหายไปแล้ว นางที่สวมเพียง

ถุงเท้าผ้าไหมเดินไปตรงหน้าต่างแล้วเปิดออก

ด้านนอกกำลังมีพายุหิมะ ลมเหนือพัดพาหิมะให้

ปลิวลอยละล่องโปรยปราย มีต้นเถายืนแห้งตาย

อยู่ด้านนอก กระทั่งกิ่งก้านก็ถูกพายุพัดจนหัก ไม่

ไกลนักมีคอกม้า รางหญ้าถูกปกคลุมด้วยหิมะที่

ตกหนัก ภายในมีม้าซึ่งกำลังยืนกันอย่าง

เบียดเสียด เห็นทีอากาศด้านนอกคงหนาวมาก มี

องครักษ์จำนวนมากยืนหันหลังให้นาง ที่นี่มีการ

คุ้มกันแน่นหนา

นางยืนได้เพียงครู่เดียว มือเท้าก็เย็นจนแข็งราว

กับไม่ได้สวมใส่อาภรณ์ ลมพัดแทรกเข้ามาใน

สาบเสื้อของนางตลอดเวลา หนาวจนเสียดแทง

กระดูก หลัวอี๋หนิงครุ่นคิดด้วยท่าทีสงบ อากาศ

เช่นนี้ หากหนีออกไปคงหนาวตายระหว่างทาง

หากพี่ชายสามพบว่านางหายไปจะทำอย่างไร

เขาต้องร้อนรนเป็นแน่ เฉิงหลางลงมือโดยไม่

คาดคิด หลัวเซิ่นหย่วนย่อมไม่ได้คาดการณ์

ล่วงหน้า ไม่มีทางที่เขาจะไล่ตามทัน

ทันใดนั้นก็มีเสียงสุนัขเห่าดังขึ้นและมีเสียงฝีเท้า

ใกล้เข้ามา หลัวอี๋หนิงหันหน้ากลับไปก็พบว่าบาน

ประตูกำลังเปิดออก

เฉิงหลางซึ่งสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกดำเดินเข้ามา

บนบ่ายังมีหิมะเกาะ ในมือถือกล่องอาหาร

เมื่อเขาเห็นอี๋หนิงยืนอยู่หน้าหน้าต่างที่มีหิมะพัด

ปลิวเข้ามา เขาก็รีบสาวเท้ายาวๆ มาปิดหน้าต่าง

ทันที ลมหนาวถูกสกัดกั้นไว้ด้านนอก เขาลูบไหล่

ของอี๋หนิง จากนั้นหัวคิ้วก็ขมวดมุ่น เฉิงหลางถอด

เสื้อคลุมของตนออกแล้วเอามาห่อหุ้มร่างของนาง

ไว้ “ท่านก็รู้ว่าด้านนอกมีแต่องครักษ์ เหตุใดจึง

ต้องดูอีก แม้ท่านจะออกไปได้ แต่ด้านนอก

อากาศหนาวจนน้ำจับตัวเป็นน้ำแข็ง ท่านต้อง

แข็งตายระหว่างทางเป็นแน่ ท่านเชื่อหรือไม่”

บนเสื้อคลุมยังมีไออุ่นจากร่างเขา ขณะที่เขากำลัง

จะผูกเชือกให้ หลัวอี๋หนิงก็ยั้งมือของเขาไว้แล้ว

ถอดเสื้อคลุมส่งคืนเขา

“ข้าไม่ต้องการ” น้ำเสียงของนางราบเรียบราว

กับไม่มีสิ่งใดต่างไปจากยามปกติ ทว่ากลับเผย

ความเหินห่างอย่างยิ่งยวด

ลมหนาวบุกเข้าจู่โจมอีกครั้ง เฉิงหลางรับเสื้อคลุม

ที่นางคืนกลับมา มือชะงักไปเล็กน้อย

อี๋หนิงเดินไปที่โต๊ะ ไม่ได้ปฏิเสธการกินอาหาร

เดิมร่างกายนางก็ผ่ายผอม ไม่ได้กินอะไรเป็น

เวลานานแล้ว อากาศยังเหน็บหนาวถึงเพียงนี้

หากนางไม่กินอีก เกรงว่าคงยืนหยัดได้อีกไม่นาน

เฉิงหลางเปิดกล่องอาหารที่นำมา ด้านในมีน้ำ

แกงไก่ตุ๋นหัวไชเท้า เนื้อหมักแห้งผัดเต้าหู้ ไข่ตุ๋น

ยังมีแตงกวาปรุงรสวาวฉ่ำอีกจานหนึ่ง นางไม่รู้ว่า

ในสภาพอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ เฉิงหลางไปหา

อาหารเหล่านี้มาจากที่ใด ที่นี่ต้องไม่ใช่ในเมือง

หลวงเป็นแน่ เพราะอากาศหนาวเย็นกว่าในเมือง

อยู่บ้าง

ชามข้าวพูนยังมีไอร้อนลอยกรุ่น อี๋หนิงหยิบ

ตะเกียบขึ้นมาเริ่มลงมือกินอาหาร “ที่นี่คือที่ใด”

นางพลันเอ่ยถาม “เจ้าคงพาข้าออกมาจากเมือง

หลวงแล้วใช่หรือไม่”

เฉิงหลางเดินมาเบื้องหลังนาง ไม่ได้ยืนกรานจะ

คลุมเสื้อบนร่างนางอีก เพราะจากอุปนิสัยของ

นาง นางย่อมปฏิเสธ บางทีหากนางถูกบีบคั้นจน

จนตรอกก็อาจเปลี่ยนเป็นต่อต้านอย่างรุนแรง

หรือกระทั่งมองเขาด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์

เฉิงหลางรู้สึกเจ็บปวด เขาพลันค้นพบว่าตนไม่

อาจทนต่อความเย็นชาของนางได้แม้เพียงเศษ

เสี้ยว เขายังหวังว่านางจะเป็นคนผู้นั้น คนที่

ปฏิบัติต่อเขาอย่างอ่อนโยน อี๋หนิงที่อุ้มเขาไว้บน

ตัก สอนเขาอ่านหนังสือ ทุกการเมินเฉย ความ

รังเกียจ ดูถูก ล้วนทำให้เขาเจ็บปวดราวกับถูกมีด

เชือดเฉือน

“ผ่านด่านเยี่ยนเหมินแล้ว กำลังมุ่งหน้าสู่อำเภอ

อิ้ง” เฉิงหลางนั่งลงข้างกายนาง “รถม้าเดินทาง

ติดต่อกันทั้งวันคืน เดิมตามแผนการต้องถึงต้าถง

ในวันรุ่งขึ้น ทว่าเกิดพายุหิมะหนัก ดังนั้นจึงได้หา

สถานที่พักแรมก่อน ทั้งยังต้องเปลี่ยนม้าด้วย อีก

สักพักเมื่อหิมะหยุดตกก็ต้องออกเดินทางแล้ว

จากนั้นก็น่าจะถึงต้าถง”

ยิ่งหลัวอี๋หนิงได้ยินหัวใจก็ยิ่งสั่นสะท้าน ผ่านด่าน

เยี่ยนเหมินแล้ว! เห็นทีคงเร่งเดินทางตลอดเวลา

ตลอดเส้นทางยังมีการสำรองม้าเพื่อสลับ

ผลัดเปลี่ยน คงมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว

ทันใดนั้นนางก็รู้สึกอึดอัดบริเวณทรวงอก เดิม

นางคิดว่าตนสามารถสงบเยือกเย็น สะกดกลั้นให้

อารมณ์ไม่พลุกพล่าน ทว่าเฉิงหลาง…สุดท้ายเฉิง

หลางกลับทรยศนาง แปรพักตร์ไปอยู่กับลู่เจียเส

วีย! นางสั่งสอนชี้แนะเขาด้วยหัวใจ โอนอ่อน

เอ็นดูเขาสารพัด แต่สุดท้ายกลับมีบทสรุปเช่นนี้!

เฉิงหลางต้องการวางตัวเป็นสุนัขนำทาง ไม่สนใจ

บุญคุณหลักศีลธรรมใดๆ ที่แท้ทุกสิ่งที่เขา

ช่วยเหลือนางก็เป็นเพียงกลอุบายที่ใช้ปิดหูปิดตา

นาง!

นางสะกดกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่านไม่ได้อีก ตบ

ตะเกียบลงบนโต๊ะ ก่อนเงื้อมือขึ้นอย่างรวดเร็ว

นางเกือบจะฟาดมือลงไปบนใบหน้าหล่อเหลาดุจ

หยกของเขาแล้ว!

เขาเป็นบุรุษที่หล่อเหลาที่สุดที่นางเคยได้พานพบ

ทว่าสุดท้ายนางกลับไม่ได้ตบลงไป ตบไปแล้วจะมี

ความหมายอะไร ระบายความโกรธแค้นรึ

เฉิงหลางเห็นเช่นนั้นก็ยิ้ม “ท่านอยากตบข้าหรือ

ก็ถูก ในเมื่อคราแรกข้ายังกล่าวว่าจะช่วยท่านล้าง

แค้น ทว่าเพียงพริบตาก็แปรเปลี่ยนเป็นกองกำลัง

สนับสนุนลู่เจียเสวีย ท่านควรจะโมโห”

เขาคว้ามือของนางไว้ “หากท่านอยากจะตบก็ตบ

ลงมา เช่นนี้มิเป็นการดีกว่าหรอกหรือ” เขาดึงมือ

ของนางมาตบตน

หลัวอี๋หนิงชักมือกลับ นางกินข้าวไม่ลงแล้ว ทรวง

อกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด “เฉิงหลาง หลายปีที่

ผ่านมาข้าปฏิบัติต่อเจ้าเฉกเช่นบุตรชาย เหตุใด

เจ้าจึงทำเยี่ยงนี้ ข้าไม่ร้องขอให้เจ้าตอบแทน

บุญคุณ เจ้าเคยเห็นข้าใกล้ตาย แต่ไม่ยื่นมือ

ช่วยเหลือ เจ้าลักพาตัวข้า ข้าเคยต่อว่าเจ้าสักครึ่ง

คำหรือไม่ เหตุใดเจ้าจึงกระทำเรื่องเหล่านี้ สนุก

นักหรือ!”

เฉิงหลางออกแรงบีบมือนางพลางกล่าวด้วย

น้ำเสียงเย็นเยียบ เน้นย้ำทีละคำ “ท่านลืมแล้ว

หรือว่าข้าเป็นขุนนาง เป็นมนุษย์ที่เย็นชามาก

ที่สุด เพื่ออำนาจแล้ว ไม่ว่าอะไรข้าล้วนทำได้

ทั้งสิ้น แล้วท่านถือเป็นสิ่งใด”

เขารู้ว่าถ้อยคำเหล่านี้ทำร้ายจิตใจนางเพียงใด แต่

ก็จำเป็นต้องกล่าวออกมา ในเมื่อเขาเป็นคนที่

สามารถทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุถึงเปั้าหมาย

ต่อให้ต้องช่วยเหลือลู่เจียเสวียแล้วอย่างไร จุดนี้

เขาไม่ได้หลอกลวงนาง

หลัวอี๋หนิงสะบัดมือเขาออก ไม่คิดจะมองหน้าเขา

น้ำตาเอ่อล้นออกมาด้วยอารมณ์ที่แตกสลาย แต่

นางไม่ได้ร้องไห้ นางหลับตาลง “เจ้าออกไป…ไส

หัวออกไป!”

ร่างทั้งร่างสั่นเทา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความหนาว

หรือความโกรธ สภาพอากาศหนาวเหน็บ แม้จะ

หนีออกไปได้ก็กลับไปไม่ได้ ยิ่งคิดอี๋นหิงก็ยิ่งรู้สึก

สิ้นหวัง

“ท่านกินข้าวให้เรียบร้อยเถิด อีกครู่หิมะก็น่าจะ

หยุดตกแล้ว” เฉิงหลางเก็บเสื้อคลุมขึ้นมาจากบน

พื้น อันที่จริงถึงเวลาออกเดินทางแล้ว แต่ให้นาง

ได้มีเวลาผ่อนคลายอารมณ์สักพักเถิด

เมื่อได้ยินเสียงประตูปิดลง หลัวอี๋หนิงจึงกลับไป

นั่งที่โต๊ะแล้วลงมือกินอาหารช้าๆ อาหารเย็น

หมดแล้ว เมื่อครู่ตอนที่เขายกมายังอุ่นร้อน หลัว

อี๋หนิงดื่มน้ำแกงไก่จนหมดถ้วย นางรู้สึกมึนงง

ศีรษะขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นใจนางก็ยิ่งบังเกิดความ

เกลียดแค้น ถึงนางคิดหนีก็หนีไม่ได้แล้ว เขา

วางยาในอาหาร…

ผ่านไปสักพักเฉิงหลางจึงเปิดประตูเข้ามา หิมะ

ด้านนอกเริ่มหยุดแล้ว หลัวอี๋หนิงสะลึมสะลือ ให้

เป็นเช่นนี้คงจะดีกว่า แม้เขาจะไม่ได้กลัวที่นางคิด

หลบหนี เพราะต่อให้นางเฉลียวฉลาดปานใดก็

เป็นเพียงสตรี แม้แต่เรี่ยวแรงมัดไก่ยังไม่มี

เพียงแต่หากนางคิดหนีจริง อากาศที่หนาวเหน็บ

ด้านนอกอาจทำร้ายนางได้ เฉิงหลางอุ้มนางขึ้น

ฟั้ายังไม่ทันสว่าง เขาก็อุ้มหลัวอี๋หนิงขึ้นไปบนรถ

ม้า

แม้จะยังไม่ถึงเวลารุ่งสาง แต่เพียงปราดตามองก็

สามารถเห็นทุ่งหิมะอันกว้างใหญ่ไพศาล สองข้าง

ทางล้วนเต็มไปด้วยหิมะ เมื่อพายุหิมะสงบลงก็ถึง

เวลาออกเดินทาง ต้องไปถึงต้าถงโดยเร็ว มิ

เช่นนั้นเขากลัวว่านางจะยืนหยัดไม่ไหว

ลู่เจียเสวียยังมีธุระต้องสะสางจึงต้องอยู่ที่เมือง

หลวง เรื่องชนเผ่าหว่าล่าร่วมมือกับชนเผ่าต๋าต๋า

นอกจากเขาแล้วไม่มีผู้ใดรับมือได้ แต่นั่นก็ใช้เวลา

มากสุดเพียงหนึ่งถึงสองเดือน ลู่เจียเสวียต้อง

อาศัยตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแห่งเซวียนต้า

เดินทางกลับมายังต้าถงเป็นแน่ ในเวลานี้หลัวอี๋ห

นิงยังต่อต้านเขาถึงเพียงนี้ หากลู่เจียเสวียกลับมา

นางควรจะทำอย่างไร

ลู่เจียเสวียไม่ใช่ผู้ที่เจรจาด้วยได้ง่ายนัก

——————–

1. พี่น้องร่วมวิวาห์ (姐妹易嫁) บอก

เล่าเรื่องราวของลูกสาวคนโตของตระกูลจาง

ที่หมั้นหมายกับเด็กเลี้ยงแกะเหมาจีตั้งแต่นาง

ยังเด็ก แต่เมื่อนางโตเป็นผู้ใหญ่กลับไม่เต็มใจ

ที่จะแต่งงานด้วยเพราะเหมาจียากจน ต่อมา

เนื่องจากหมดหนทางพ่อแม่จึงให้น้องสาว

แต่งงานแทนพี่สาว ทว่าโดยไม่คาดฝัน

หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน เหมาจีกลับได้รับ

ตำแหน่ง มีอนาคตที่สดใส ลูกสาวคนโตของ

ตระกูลจางจึงรู้สึกเสียใจ ประพันธ์โดยผู่ซ่าว

ชิง ในสมัยราชวงศ์ชิง

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 171"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

novelpds955
คุณหนูใหญ่ผู้นี้กลับมาเพื่อแก้แค้น
18/06/2026
8cea-00ec
ย้อนกลับปี 1978 เริ่มต้นจากการล่าขุมทรัพย์
16/06/2026
61d5850drMG2fe58
ศิษย์พี่ของข้าจะมั่นคงเกินไปแล้ว
10/10/2024
novelpdf001
สตรีแกร่งตระกูลไป๋
18/11/2024

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.