พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 172
หลัวเฉิงจางเรียกหลัวเซิ่นหย่วนมาพบด้วยเรื่องที่
สะใภ้สามหลัวหายตัวไป ต้องมีการแจ้งภายใน
จวนให้ชัดเจน การตั้งตนเป็นศัตรูกับลู่เจียเสวีย
เสมือนกับการดิ้นรนหาความตาย เขาเห็นด้วยกับ
ความคิดที่ให้ปั่าวประกาศไปว่า หลัวอี๋หนิง
เสียชีวิตด้วยอาการปั่วยกะทันหัน จากนั้นค่อยให้
หลัวเซิ่นหย่วนแต่งรับจี้ซื่อ สำหรับหลัวอี๋หนิง
นางไร้ซึ่งส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลหลัวอีกต่อไป
ครั้นหลัวเซิ่นหย่วนได้ยิน เขาก็จิบชาอย่างแช่มช้า
“เรื่องนี้ท่านพ่อไม่ต้องเป็นกังวลไป”
ยามแรกที่เขาต้องการแต่งรับหลัวอี๋หนิงเป็น
ภรรยาก็มีท่าทีดื้อรั้นเช่นนี้ ไม่ยอมให้ผู้อื่นพูดสิ่ง
ใดแม้เพียงครึ่งคำ
หลัวเฉิงจางเกลี้ยกล่อม “เหตุใดเจ้าจึงต้องยึดติด
กับนาง นางถูกลักพาตัวไปเช่นนี้ แม้กลับมาก็ควร
แขวนคอเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์! สามหลักห้า
คุณธรรม[1]จะให้ถูกทำลายลงเยี่ยงนี้ไม่ได้!”
หลัวเซิ่นหย่วนกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะ น้ำชา
ร้อนสาดกระเซ็นไปทั่ว!
หลัวเฉิงจางตกตะลึง ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับนิ่ง
เงียบ
บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัด หลัวเซิ่นหย่วน
พูดขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงยังคงราบเรียบ “ท่านพ่อ
ทราบหรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงยืนกรานจะแต่งงาน
กับน้องสาวเจ็ดในตอนนั้นให้จงได้”
แต่ไรมาหลัวเฉิงจางก็ไม่เคยขบคิดคำถามนี้
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวต่อ “ในยามที่ท่านประสบ
ความยากลำบาก ทุกคนปฏิบัติต่อท่านด้วยความ
เย็นชา ดูแคลนเหยียดหยาม ทว่าในเวลานั้นกลับ
ปรากฏคนผู้หนึ่ง นางทำดีต่อท่าน ท่านจะยึดถือ
นางเสมือนสิ่งใด” เขาอดไม่ได้ที่จะยกนางเป็นดุจ
ความอบอุ่นในชีวิต เป็นส่วนที่ทำให้เขายังคง
ความเป็นมนุษย์ได้อยู่
เส้นทางชีวิตอันสวยงามที่เขาจินตนาการไว้ใน
กาลข้างหน้าล้วนเกี่ยวข้องกับนาง หากไร้ซึ่งนาง
แล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าชีวิตในภายหน้าจะมีอะไรเป็นสิ่ง
สวยงามอีก ดังนั้นไม่ว่าอี๋หนิงจะประสบพบอะไร
มา เขาก็ต้องตามนางกลับมาให้จงได้
“ดังนั้นท่านพ่อไม่ต้องเอ่ยเรื่องนี้กับข้าแล้ว…อันที่
จริงสำหรับข้าแล้ว ตระกูลหลัวนับเป็นสิ่งใด” มุม
ปากของเขาปรากฏรอยยิ้มหยัน ก่อนจะเดิน
ออกไปจากห้องโถงหลัก
ฝั่ามือของหลัวเฉิงจางเย็นเยียบ
แสงจันทร์ด้านนอกขาวสว่างดุจผ่านการชะล้าง
เขาลอบคิดถึงสาวใช้ผู้นั้นในปีนั้น มารดาของ
หลัวเซิ่นหย่วน นางมักยืนอยู่ด้านหลังผู้อื่นไม่ใคร่
เอ่ยวาจา หลัวเฉิงจางไม่ค่อยชอบนางนัก ไม่โปรด
ปรานเท่ากับอีกคนหนึ่ง นางวางยาพิษสาวใช้อีก
คน สาวใช้คนนั้นถูกพิษจนถึงแก่ความตาย หนึ่ง
ร่างสองชีวิต ไม่พบพิรุธแม้เพียงเศษเสี้ยวบนร่าง
นาง หากในเวลานั้นไม่ใช่เพราะฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็
คงไม่มีผู้ใดรู้ว่าเป็นนาง
ถูกต้อง ในปีนั้นเขาจะคาดคิดได้อย่างไรว่า
บุตรชายของสาวใช้ผู้นั้นจะมาเป็นหลัวเซิ่นหย่วน
ในยามนี้ เป็นเสาหลักของตระกูลหลัวเช่นทุกวันนี้
สาวใช้ห้องข้างของเขายกเตาอุ่นพกเข้ามา “…
นายท่านรอง อากาศหนาวเย็นยิ่งนัก ท่านอุ่นมือ
สักประเดี๋ยวเถิดเจ้าค่ะ”
หลัวเฉิงจางโบกมือ “ไปตามคุณชายสี่มาพบข้า
ข้าจะสอบถามเรื่องการเรียน”
ไม่กี่วันต่อมา หลัวเซิ่นหย่วนก็ได้รับข่าวจาก
สายลับ บรรดาสายลับไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วหลัวอี๋ห
นิงอยู่ที่ใด ทั้งเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่กันซาน ซานซี
ไล่ไปยังเหอเปั่ย หูก่วง ซื่อชวน ล้วนมีรถม้า
จำนวนนับไม่ถ้วนออกเดินทางพร้อมกัน ยิ่งตาม
หาร่องรอยก็ยิ่งเลือนราง หลังอ่านจบเขาก็ขยำ
กระดาษเป็นก้อน กล่าวกับผู้ใต้บัญชา “หาต่อไป
อย่าได้ทำให้เป็นที่ตื่นตระหนก ไล่ไปตามทางซาน
ซีและส่านซี รังอำนาจเก่าของลู่เจียเสวียล้วนอยู่
ในพื้นที่เหล่านี้”
หลังจากใคร่ครวญอยู่หลายวัน อารมณ์ที่ใกล้จะ
แตกสลายของหลัวเซิ่นหย่วนก็สงบลง เขาเริ่ม
ครุ่นคิดอย่างละเอียดว่าควรออกตามหาด้วย
ตนเองหรือไม่ ทว่านั่นจะทำให้เขาตกอยู่ในความ
เสี่ยงโดยไม่ต้องสงสัย แต่เขาก็กลัวว่ายิ่งนานไป
เขาก็จะยิ่งร้อนรนจนกระทั่งอดทำเช่นนั้นไม่ได้
แต่ท่ามกลางคลื่นมนุษย์มหาศาล เขาตระหนักดี
ว่ายากจะหาพบ
ความคิดที่สอง บางทีเขาควรร้องขอตำแหน่งนั้น
ตำแหน่งที่เขาใฝั่ฝันมาโดยตลอด แม้จะไม่ใช่เพื่อ
อี๋หนิง แต่เขาก็เป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยาน ทว่า
ต่อให้เขาชาญฉลาดมากแผนการเพียงใด ตาม
ระเบียบปกติเขาก็จำต้องมีอายุถึงสามสิบจึงจะ
สามารถเข้าสู่เน่ยเก๋อได้ อันที่จริงมีหลายสิ่งที่เขา
สามารถลงมือทำเพื่อเร่งกระบวนการนี้ เพียงแต่
นั่นอาจไม่ค่อยถูกต้องตามหลักคุณธรรม
แน่นอนว่าหลักการคุณธรรมไม่ใช่ปัจจัยแรกที่เขา
คำนึงถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นกับ
นาง
เพียงเขาได้ครอบครองตำแหน่งนี้ เขายังต้องกลัว
ที่จะเป็นปฏิปักษ์กับลู่เจียเสวียอีกหรือ
เมื่อวานโทสะของฮ่องเต้บรรเทาลงแล้ว วันนี้
น่าจะมีคำสั่งให้ปล่อยตัวอาจารย์แล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนผูกรัดชุดขุนนางด้วยตัวเอง คิดถึง
ยามที่นางอยู่ นางคุกเข่าลงเบื้องหน้าเขา ช่วยเขา
สวมใส่อาภรณ์ บางครานางจะกล่าวด้วยน้ำเสียง
โอดครวญ ‘ชุดขุนนางของท่านมีสายรัดเยอะ
เหลือเกิน’ หรือบางที ‘ซาลาเปาไส้น้ำตาลของมื้อ
เช้าไม่อร่อยเอาเสียเลย’ เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ใน
อากาศมีเพียงฝุั่นผงที่ล่องลอย หลัวเซิ่นหย่วนเดิน
ออกไปขึ้นรถม้า มุ่งหน้าไปยังวังหลวง
ฮ่องเต้เพิ่งเปลี่ยนฉลองพระองค์จากเต้าผาวเป็น
อาภรณ์มังกร ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใด ดูเลื่อน
ลอยใจลอย
ครั้นเสร็จสิ้นการถวายรายงานตามพิธีการ ขันทีก็
เตรียมขานร้องจบการประชุม พวกฝั่ายชิงหลิวได้
เตรียมการไว้ล่วงหน้า เขาขอให้ท่าน
มหาบัณฑิตเซี่ยช่วยร้องขอพระเมตตาแทนสวีเว่ย
วันนี้น่าจะมีการปล่อยคนออกมา
ผู้ใดจะรู้ว่าทันใดนั้นกลับมีขันทีคนหนึ่งเดินถือ
ฎีกาเข้ามา กล่าวว่าต้องการเข้าเฝั้าฝั่าบาท
หลัวเซิ่นหย่วนปรายตามองลายมือบนฎีกานั้น
จากนั้นสีหน้าเขาก็พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย ลาง
สังหรณ์ไม่ดีผุดขึ้นมาโดยพลัน
ฮ่องเต้รับฎีกามาเปิดอ่าน ไม่รู้ว่าบนนั้นมี
เนื้อความว่าอย่างไร สีหน้าฮ่องเต้จึงเปลี่ยนเป็น
ย่ำแย่อย่างยิ่งยวด กระทั่งมืดคล้ำแทบเค้นน้ำ
ออกมาได้
“คุมตัวสวีเว่ยเข้ามา”
คำกล่าวหกคำนี้ฟังดูผ่อนคลายกว่าเมื่อครู่มาก
ทว่ากลับกดทับบรรยากาศภายในท้องพระโรงให้
หนักอึ้ง หลัวเซิ่นหย่วนลอบคิดในใจว่าแย่แล้ว
ถึงฮ่องเต้จะมัวเมาลุ่มหลงในสตรีเพศและลัทธิเต๋า
แต่ก็ไม่ใช่ทรราช ในทางกลับกัน ฮ่องเต้ยังชาญ
ฉลาดเป็นอย่างยิ่ง ยามนี้ไม่ด่าสวีเว่ยแล้ว แต่กลับ
ทำให้สถานการณ์ยิ่งดูเลวร้าย
อันที่จริงสถานการณ์ภายในคุกของสวีเว่ยไม่ถือว่า
ย่ำแย่ เพราะอย่างไรต่างก็คิดกันว่าฝั่าบาทกริ้ว
เขาเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจ
ล่วงรู้ว่าเขาจะถูกเรียกใช้ในงานสำคัญอีกหรือไม่
กอปรกับตัวเขาเองก็เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในหมู่
ราษฎร ผู้คุมจึงไม่ได้สร้างความลำบากให้เขานัก
การให้คุมตัวออกมาในยามนี้จึงถือเป็นเรื่อง
ประจวบเหมาะยิ่ง ทว่าฮ่องเต้กลับมองเขาอย่าง
เย็นชา ก่อนจะโยนฎีกาไปตรงหน้าเขา “รอง
ผู้ตรวจการเหลียวตงเหวยอิ้งฉือถูกค้นพบว่ามีเงิน
กว่าสองแสนตำลึงในจวน เขากล่าวว่าต้องการบุก
โจมตีเหอเถ้า แต่กลับให้คนปั่วยคนแก่คนพิการ
สวมชื่อรับเบี้ยหวัดทหารกว่าสองแสนตำลึง บัดนี้
กองทัพถูกกวาดล้างไร้ผู้รอดชีวิต ปีนั้นเป็นเจ้าที่
ผลักดันเหวยอิ้งฉือใช่หรือไม่ หลายปีมานี้เจ้ากับ
เขามีการผูกไมตรี ส่งจดหมายหากันโดยตลอด
เรื่องเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ เจ้ารับตำแหน่ง
เป็นเจ้ากรมคลัง การแจกจ่ายเบี้ยหวัดทหารล้วน
ต้องผ่านกรมคลัง เจ้ามีส่วนร่วมในนั้นหรือไม่”
ริมฝีปากของสวีเว่ยขยับเบาๆ กองทัพถูกกวาด
ล้าง…เหวยอิ้งฉือตายแล้ว ปีนั้นเขาเป็นผู้ผลักดัน
เหวยอิ้งฉือ ทว่าเขารู้จักอุปนิสัยของสหายรักผู้นี้ดี
ไม่มีทางทุจริตยักยอกเบี้ยหวัดทหาร! แต่ไรมา
เหวยอิ้งฉือเป็นคนสมถะมัธยัสถ์ บ้านในเมือง
หลวงยังเป็นเพียงเรือนทางเข้าสองชั้นเล็กๆ มี
เพียงภรรยาที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาอย่างยาวนานคน
หนึ่ง เขาคิดจะซื้อปินทองให้ภรรยาอันหนึ่งยัง
ต้องชั่งใจอยู่นาน
“ฝั่าบาท ใต้เท้าเหวยไม่มีทางยักยอกเบี้ยหวัด
ทหารพ่ะย่ะค่ะ!” สวีเว่ยโขกศีรษะไม่หยุด “ฝั่า
บาททรงทราบดีว่าที่เขาต้องการโจมตีเหอเถ้าก็
เพื่อยึดคืนดินแดนที่สูญเสียไป ยามนี้เขาพลีชีพใน
สนามรบ ถือเป็นการสละชีพเพื่อแว่นแคว้น เขา
ไม่สมควรถูกใส่ร้ายเยี่ยงนี้พ่ะย่ะค่ะ ฝั่าบาท!
กระหม่อมเองย่อมไม่มีทางมีส่วนเกี่ยวข้องกับการ
ทุจริตเบี้ยหวัดทหาร!” น้ำเสียงเขาแตกพร่า
“เจิ้นไม่ได้เลอะเลือน เขามีความผิดฐานทุจริต
หลักฐานชัดเจนแน่นหนา เจ้ามีการเขียนจดหมาย
ติดต่อกับเขา เจิ้นพอได้ยินมานานแล้ว เจิ้น
รังเกียจคนเช่นพวกเจ้ามากที่สุด!” เมื่อฮ่องเต้
กล่าวจบก็ลุกขึ้น น้ำเสียงเกรี้ยวกราดอย่างไม่อาจ
ปกปิด “เจ้ายังคิดจะหวนสู่ตำแหน่งเดิมอีกหรือ
ลากมันออกไปขังไว้ในคุกเพื่อรอประหาร! ขันที
เอาพู่กันมาร่างพระราชโองการ!”
การลักลอบติดต่อกันระหว่างขุนนางฝั่ายบุ๋นและ
ขุนนางฝั่ายบู๊ที่อยู่ชายแดนถือเป็นเรื่องต้องห้าม
ยิ่งไปกว่านั้นยังพัวพันถึงเรื่องการทุจริตเบี้ยหวัด
ทหาร
ฮ่องเต้พิโรธ คนหลายคนคุกเข่าลงร้องขอพระ
เมตตาให้กับสวีเว่ย คนเช่นสวีเว่ยจะสมรู้ร่วมคิด
ยักยอกทุจริตเบี้ยหวัดทหารได้อย่างไร!
ฮ่องเต้กริ้วโกรธมากขึ้น สั่งลงพระอาญาให้โบย
คนเหล่านั้นหรือไม่ก็ให้ตัดเบี้ยหวัด
วั่งหย่วนยืนนิ่งเงียบ
การที่สวีเว่ยไม่ยอมหยุดเล่นลูกไม้เล็กๆ น้อยๆ ไม่
ถือเป็นเรื่องใหญ่อันใด ทว่าคราก่อนสวีเว่ยกลับ
กล้าทัดทานตำหนิตน ครานี้เขาต้องกำจัดสวีเว่ย
ให้สิ้นฤทธิ์ เพียงหลัวเซิ่นหย่วนปราดตามองก็รู้ว่า
นั่นเป็นลายมือของผู้ตรวจการเหลียวตง เป็นหนึ่ง
ในคนสนิทของวั่งหย่วน การจัดฉากใส่ร้ายผู้อื่น
เป็นวิธีที่วั่งหย่วนถนัดที่สุด หลัวเซิ่นหย่วนรู้ว่า
ครานี้สวีเว่ยได้กระตุ้นต่อมโมโหของวั่งหย่วนเข้า
แล้วจริงๆ การทุจริตนี้ต้องเป็นฝีมือของวั่งหย่วน
แน่นอน คนจำนวนมากของฝังชิงหลิวที่อยู่ในท้อง
พระโรงมองไปยังวั่งหย่วนด้วยสายตาเย็นชาแข็ง
กร้าว
แม้ทุกคนที่ร้องขอพระเมตตาจะถูกฮ่องเต้สั่งลง
พระอาญาให้คุกเข่าถูกโบย แต่เมื่อคิดถึงการตาย
ของโจวซูฉวิน การถูกใส่ร้ายของสวีเว่ย ผู้ที่ยังอยู่
ในท้องพระโรงและยังมีจิตใจของความเป็นมนุษย์
ก็พากันโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง พวกเขาคุกเข่าลงร้อง
ขอพระเมตตาคนแล้วคนเล่า ขุนนางให้คำปรึกษา
ของทั้งหกกรมต่างทยอยคุกเข่าลงโดยมีหยางหลิง
เป็นผู้นำ
เสียงร้องขอพระเมตตาดังขึ้นทั่วทุกสารทิศ คน
ของฝังชิงหลิวที่ไม่คุกเข่ามีจำนวนบางตา หนึ่งใน
นั้นคือหลัวเซิ่นหย่วนซึ่งยืนอยู่ในแถวที่สอง
เด่นชัดอย่างยิ่งยวด
หลัวเซิ่นหย่วนหลับตาลง เขารู้ว่ามีคนจำนวนมาก
กำลังจับจ้องมาที่เขา
สายตาเหล่านั้นฉายแววประหลาดใจ ตื่น
ตระหนกเคลือบแคลง เพราะเขาเป็นศิษย์รัก
ของสวีเว่ย เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำที่มีความสามารถ
ที่สุดของฝั่ายชิงหลิว
เรื่องนี้ย่อมสะกิดต่อมโทสะของฮ่องเต้ เขาไม่มี
ทางคุกเข่า เขานึกถึงยามปกติที่สวีเว่ยหลอกใช้
หาผลประโยชน์จากเขา เมื่อนึกถึงน้ำเสียงแตก
พร่าของสวีเว่ยเมื่อครู่ เขาจึงไม่รู้สึกอะไร
ฮ่องเต้หัวเราะขึ้น “ดี ดีมาก ทุกคนที่คุกเข่าใน
วันนี้ให้ไปรับโทษโบยสิบไม้ที่ประตูอู่เหมินให้หมด
หากมีผู้ใดร้องขออีกก็ให้รับเพิ่มอีกสิบไม้! ชั่วชีวิต
ไม่มีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่ง!”
หลังกล่าวจบก็โยนฎีกาทิ้งแล้วเดินออกไป
จากนั้นขันทีก็ร้องขานให้เลิกประชุม
หลัวเซิ่นหย่วนค่อยๆ ก้าวลงบันไดจากพระ
ตำหนัก คนจำนวนมากถูกลากไปโบยตรงประตูอู่
เหมิน ลมเหนือเย็นสะท้านหนาวเสียดแทงกระดูก
วั่งหย่วนเดินอยู่เบื้องหน้า หยุดรอเขาเป็น
เวลานาน
“ใต้เท้าหลัว” วั่งหย่วนหันกลับมามองเขา ยิ้ม
พลางกล่าว “อย่างไรกัน ท่านไม่ร้องขอพระ
เมตตาแทนอาจารย์ของท่านหรือ”
“เรื่องราวไม่ชัดเจน ข้าน้อยมิกล้ากล่าวคำเท็จ”
หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ย
“ใต้เท้าหลัวเป็นคนเฉลียวฉลาด” วั่งหย่วนหรี่ตา
ลงเล็กน้อย คนที่เชิดชูประจบประแจงเขามี
จำนวนไม่น้อย “สนทนากับคนฉลาดย่อมไม่
เปลืองแรง ข้าชื่นชมในความระมัดระวังรอบคอบ
นี้ของใต้เท้าหลัวยิ่งนัก”
“ขอบคุณใต้เท้าวั่งที่ชื่นชม”
หลัวเซิ่นหย่วนรู้ว่าวั่งหย่วนกำลังแสดงไมตรีต่อ
เขา ผู้ที่ได้ยินควรตอบรับความปรารถนาดีนี้หรือ
กระทั่งทำบางสิ่งตอบแทน หากหลัวเซิ่นหย่วน
สวามิภักดิ์ต่ออีกฝั่ายในยามนี้ วั่งหย่วนย่อมแสดง
ความเป็นมิตรและความจริงใจออกมาสุดกำลัง นี่
ถือเป็นสัญญาณหนึ่งที่ส่งให้ฝั่ายชิงหลิว
เมื่อวั่งหย่วนกล่าวจบก็จากไป ทว่าบรรดาขุนนาง
ของฝังชิงหลิวที่เดินผ่านหลัวเซิ่นหย่วนต่างจ้อง
มองเขาด้วยสายตาซับซ้อน กระทั่งเย็นชา ทุกคน
รู้ว่าเขาเป็นศิษย์รักของสวีเว่ย ได้รับการผลักดัน
สนับสนุนเป็นพิเศษ ภายในระยะเวลาอันสั้นไม่กี่
ปีก็สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองเสนาบดีกรม
โยธา บัดนี้ถือเป็นศิลาหลักกลางกระแสชลของ
ฝั่ายชิงหลิว
สวีเว่ยกำลังเผชิญหน้ากับความตาย เขาในฐานะ
กำลังหลักของฝั่ายชิงหลิวกลับไม่ร้องขอพระ
เมตตาแทนอาจารย์ วางท่าทีเฉยเมยราวกับไม่มี
สิ่งใดเกิดขึ้น ทั้งยังสนทนาปราศรัยกับวั่งหย่วน
คนผู้นี้ช่างมีจิตใจอำมหิต!
หลัวเซิ่นหย่วนไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เดินทาง
กลับไปที่จวน
พายุหิมะเริ่มโหมกระหน่ำอีกครั้ง หิมะดุจขนห่าน
ตกหนักจนทำให้กิ่งไม้หักโค่น เขาเพิ่งลงจากรถ
ม้า หยางหลิงก็ไล่ตามมาจากด้านหลัง
“หลัวเซิ่นหย่วน”
หลัวเซิ่นหย่วนหันกลับไป หยางหลิงเพิ่งกลับมา
จากประตูอู่เหมิน สีหน้าเขียวคล้ำ ก้าวอาดๆ มา
หยุดเบื้องหน้าเขา
“อาจารย์เกิดเรื่องถูกส่งเข้าคุกประหาร ทุกคน
ต่างคุกเข่าร้องขอพระเมตตา แต่เจ้ากลับทำนิ่ง
เฉย ยามปกติอาจารย์ดีต่อเจ้าเพียงใด ในใจเจ้า
ย่อมตระหนักดี!” เมื่อหยางหลิงคิดถึงรอยยิ้ม
กว้างและท่าทีที่ดูมีเมตตาของสวีเว่ยในยามปกติก็
อดไม่ได้ “เจ้ากลัวถูกช่วงชิงอำนาจถึงเพียงนี้เลย
หรือ สิ่งเหล่านั้นที่อาจารย์ทำให้เจ้าล้วนถูกสุนัข
กินลงท้องไปแล้วหรือไร! เจ้ายังสนทนากับเจ้า
สุนัขชั่ววั่งหย่วนตัวนั้นอีก!”
ดูคล้ายหลัวเซิ่นหย่วนจะไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง
ใดๆ เขาสวมเสื้อคลุมกันลม ก้าวเดินเข้าไปใน
จวน
ครั้นหยางหลิงเห็นท่าทางของเขาก็ดึงรั้งเขาไว้
“ข้าใจเหี้ยมไม่เท่าใต้เท้าหลัว แม้อาจารย์ดีต่อข้า
เพียงน้อยนิด ข้าย่อมรู้จักตอบแทนคุณ วันนี้ที่มา
ก็เพราะต้องการกล่าวกับใต้เท้าหลัวสักประโยค
หากใต้เท้าหลัวเลือกใต้เท้าวั่ง คิดจะปีนสู่กิ่งก้าน
ไม้สูง พวกข้าย่อมไม่คู่ควรไปมาหาสู่กับใต้เท้า
หลัว”
หลัวเซิ่นหย่วนถูกเขาดึงรั้งไว้ไม่สามารถเดินจาก
ไป เขาเฝั้ามองหิมะที่ตกหนักโปรยปรายจาก
ท้องฟั้าสีหม่นด้วยท่าทีนิ่งเงียบ หยางหลิงกำลัง
เดือดดาล ทว่าเขามีสิ่งใดควรโกรธแค้นกัน ทุกคน
ล้วนมีสิทธิ์โกรธแค้น แต่นั่นยังไม่ถึงคราของเขา
“เจ้ามันจิตใจโฉดชั่วเช่นหมาปั่าลมหายใจเยี่ยง
สุนัข พวกเนรคุณไม่รู้จักบุญคุณ อันที่จริงก็
เหมาะสมกับพวกสุนัขชั่วเหล่านั้นดี!”
หลัวเซิ่นหย่วนฟังถึงตรงนี้ก็หันกลับมาโดยพลัน
แค่นเสียงหัวเราะหยัน “ระหว่างพวกเราสองคนก็
ยังเป็นเจ้าที่โง่เขลา!”
“เจ้ารู้สึกว่าสวีเว่ยดีต่อข้ารึ ดีต่อข้าเพียงใด”
หลัวเซิ่นหย่วนก้าวบีบคั้นเขาทีละก้าว “หากเขาดี
ต่อข้า เขาจะปล่อยให้ข้ายืนอยู่บนปากกระแสลม
ยอดคลื่น ปล่อยให้ผู้อื่นใส่ร้ายข่มเหงข้าเช่นนั้นรึ
หากดีต่อข้าด้วยใจจริง จะตั้งปั้อมปราการระวัง
ข้ารึ หยางหลิง เจ้าลองทบทวนตรึกตรองดูว่าเขา
ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร”
หยางหลิงถูกเขาถามจนนิ่งอึ้ง
“ทั้งที่ความสามารถของเจ้าถึงเกณฑ์จ้วงหยวน
แต่เขากลับวางเจ้าอยู่ในระดับชั้นรองแล้วรับเจ้า
เป็นศิษย์ของตน นั่นเพราะไม่อยากให้ผู้อื่นพุ่ง
ความสนใจมาที่เจ้า เขาวางแผนให้เจ้าอยู่ใน
ตำแหน่งขุนนางที่ปรึกษากรมคลังเพื่อให้เจ้าอยู่ใต้
ปีกของเขา มีเขาคอยปกปั้องคุ้มครอง สุดท้ายยัง
วางแผนให้เจ้ารับตำแหน่งซื่อเย่กั๋วจื่อเจียนก็เพื่อ
คาดหวังให้กาลข้างหน้าเจ้ามีลูกศิษย์ทั่วใต้หล้า มี
เส้นสายกว้างขวาง เจ้าว่าเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่”
หยางหลิงตะลึงงันไปเล็กน้อย “เจ้ากล่าวว่า
อาจารย์หมายให้ข้า…ไม่ เหตุใด…เหตุใดเจ้าจึงพูด
เช่นนี้!”
หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มหยัน “เขาทำเรื่องเหล่านี้โดยไม่
มีผู้ใดทันสังเกต เพราะในสายตาของผู้อื่น ข้าจึง
จะเป็นศิษย์รักของเขา ดังนั้นพวกคนของวั่งหย่
วนจึงได้พุ่งเปั้ามาที่ข้า ข้าจะบอกให้เจ้าได้รู้ไว้
หากเจ้าต้องอยู่ในตำแหน่งนี้แทนข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้า
ต้องตายไปกี่ร้อยหนแล้ว! ที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ได้ถึง
ทุกวันนี้ เจ้าควรจะขอบคุณข้า”
หยางหลิงยังไม่ทันมีปฏิกิริยาตอบสนอง หลัวเซิ่น
หย่วนก็สะบัดมือเขาออก
“ใต้เท้าหยาง อุดมการณ์แตกต่างมิอาจเดินร่วม
ทาง เจ้าเป็นคนซื่อสัตย์เถรตรง เรียบง่ายดื้อรั้น
ไม่ควรต้องมาแปดเปือนไปกับข้า เช่นนั้นก็ลากัน
ตรงนี้เถิด เรื่องของสวีเว่ย ข้าไม่มีทางไปร้องขอ
พระเมตตา ถึงแม้ข้าจะแนะนำว่าเจ้าเองก็ไม่ควร
ทำเช่นนั้น แต่เจ้าย่อมไม่ฟัง” หลัวเซิ่นหย่วนหัน
หน้ากลับไป ก้าวเข้าไปในจวน ประตูใหญ่ปิดลง
ช้าๆ มีคนเดินเข้ามากางร่มให้เขา
หลัวเซิ่นหย่วนยืนอยู่ใต้ร่ม โคมไฟใต้ชายคาส่อง
แสงนวลอ่อน โคมไฟสีแดงทำให้เขาคิดถึงนาง
ตอนที่นางจุมพิตปลายคางเขาในวันนั้น ด้านนอก
เป็นบรรยากาศครึกครื้นของงานวัด โคมไฟสีแดง
ร้อยเรียงยาวเป็นสาย ความถวิลหาดุจความ
กระหาย ทว่าน้ำที่สามารถดับความกระหายนี้
กลับอยู่ไกลสุดขอบฟั้า ทำให้ความกระหายนี้มีแต่
จะเพิ่มพูนขึ้นทุกคืนวัน
ไม่รู้บัดนี้นางอยู่แห่งหนใด จะหนาวหรือไม่ เขา
อยากไปตามหาและพานางกลับมาโดยเร็ว นี่เป็น
ความคิดที่ไร้ตรรกะอย่างยิ่งยวด มีความเป็นไปได้
ที่นางอาจจากไปโดยไม่มีวันหวนกลับ ที่สำคัญ
ยามนี้สถานการณ์ในราชสำนักยังอยู่ในช่วงไม่
ปกติ หากก้าวพลาดพลั้งเพียงก้าวเดียวก็อาจทำ
ให้พ่ายแพ้ทั้งกระดาน จะกระทำการบุ่มบ่ามมิได้
เขาจับจ้องอยู่นาน ก่อนกล่าวเสียงต่ำเบา “ไป
เถิด” จากนั้นจึงเดินเข้าสู่ม่านหิมะอันโปรยปราย
พรุ่งนี้เขาควรไปพบวั่งหย่วน สำหรับเรื่องที่ผู้อื่น
จะกล่าวอย่างไร เขาไม่แยแส สำหรับเขามีเพียงมี
อำนาจเท่านั้นถึงจะได้ครอบครองทุกสิ่งตาม
ปรารถนา
เมืองต้าถงในซานซี จวนผู้สำเร็จราชการ
หลัวอี๋หนิงมาถึงที่นี่เกือบหนึ่งเดือนแล้ว หรือก็
เป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วที่นางออกมาจากเมือง
หลวง ช่วงเหมันตฤดูของที่นี่หนาวเหน็บกว่าที่
เมืองหลวงเล็กน้อย เพราะไม่คุ้นเคยกับ
สิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศที่หนาวเย็น นางจึง
ต้องพักรักษาตัวราวครึ่งเดือนกว่าจะเคลื่อนไหว
ได้ เฉิงหลางพำนักอยู่ในจวนผู้สำเร็จราชการ เขา
น่าจะมาปฏิบัติภารกิจที่ต้าถง นางมักเห็นเขายุ่ง
อยู่เป็นนิจ หลัวอี๋หนิงพักอยู่ในเรือนในซึ่งถัดเข้า
มาจากเรือนของเขาอีกชั้นหนึ่ง หากนางคิดจะ
หลบหนีจำต้องผ่านเรือนด้านหน้าเสียก่อน ทว่าที่
เรืยนด้านหน้าล้วนเต็มไปด้วยองครักษ์ของเฉิง
หลาง ท่าทีที่เฉิงหลางมีต่อนางยิ่งแปลกพิลึก เขา
ไม่ค่อยมาหานาง หรือหากนางอยากจะออกไป
ข้างนอก เขาก็ยิ่งไม่อนุญาต
หลัวอี๋หนิงเอนกายลงบนหมอนอิง หลับตา
ครุ่นคิด
ภายในห้องมีการเผาตี้หลง ทำให้อากาศอบอุ่นดุจ
วสันต์ มีสาวใช้ตัวน้อยที่ไม่คุ้นหน้าสองสามคน
กำลังเดินไปมา พวกนางถูกซื้อตัวมาจากพ่อค้า
ไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนมาก่อน พวกนางถูก
นำมารับใช้ปรนนิบัตินางในชีวิตประจำวัน ไม่มี
การแบ่งสาวใช้ใหญ่สาวใช้รอง นางเองก็คร้านจะ
แบ่ง นางรู้จักเพียงสาวใช้ที่ปรนนิบัติอยู่ข้างกาย
สองคน คนหนึ่งมีอายุเท่ากับนางนามว่าหวั่นชุน
อีกคนมีอายุมากกว่านางสองปีมีนามว่าหวั่นเหริน
ยังมีสาวใช้ชราที่ทำหน้าที่ปัดกวาดหุงหาอาหาร
อี๋หนิงล้วนไม่ได้จดจำแล้ว
จวนนี้มีขนาดโอ่อ่ากว้างขวาง ทั้งยังได้รับการ
ซ่อมแซมตกแต่งมาบ้าง แม้จะเป็นเพียงเรือนสี่
ประสาน[2]รูปแบบเรียบง่าย ปลูกเพียงต้นเขียว
เหมันต์และไผ่นางสนม ปูพื้นด้วยแผ่นศิลา ทว่า
ด้านในประดับตกแต่งอย่างวิจิตรหรูหรา ยังมี
สถานที่ที่จัดเตรียมไว้สำหรับทำอาหารให้นางเป็น
พิเศษ อาจเพราะอยากจะทำให้นางรู้สึกดีขึ้น เฉิง
หลางจึงได้เชิญคนมาทำอาหารให้นางเป็นการ
เฉพาะ ทว่านางยังคงกินได้ในปริมาณที่น้อยมาก
สองสามวันก่อน ในที่สุดนางก็มีโอกาสได้ออกไป
ด้านนอกครั้งหนึ่ง หลัวอี๋หนิงมองสำรวจรอบทิศ
พบว่าจวนของท่านผู้สำเร็จราชการนี้ช่างน่ากลัว
ยิ่งนัก ด้านในนอกจากมีองครักษ์แล้ว เกรงว่ายังมี
หน่วยลอบสังเกตการณ์ซุ่มตัวอยู่ ทหารเวรสวม
เสื้อกันหนาวตัวใหญ่เดินตรวจตราพร้อมอาวุธ
หนัก หลังจากเฉิงหลางพานางออกมา นางก็
พบว่าด้านนอกเป็นแม่น้ำสายหนึ่ง ฝังตรงข้าม
เป็นวัดหลังหนึ่ง ด้านข้างเป็นบ้านเรือนสร้างติด
เรียงราย ถนนตรอกซอกซอยสลับตัดผ่าน หาก
สามารถหลบเข้าไปในตรอกเล็กๆ เหล่านั้นก็อาจ
หลบหนีไปได้ เนื่องจากยามนี้เป็นช่วงปลายเดือน
สิบสอง ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ทั่วทุก
หนทางจึงเริ่มติดคำกลอนคู่ แขวนประทัดเรียง
ราย
วันนั้นเฉิงหลางเห็นนางมองทิวทัศน์รอบข้างอย่าง
ไร้กะจิตกะใจจึงเอ่ยถามนาง “ท่านอยากซื้ออะไร
หรือไม่ เนื้อวัวของที่นี่รสชาติไม่เลว”
นางเพียงชำเลืองมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย
เฉิงหลางเดินไปที่ร้านขายเนื้อ ให้เจ้าของร้านหั่น
เนื้อให้ครึ่งจิน จากนั้นจึงเดินกลับมาหานางแล้ว
กล่าวว่า “เมื่อก่อนช่วงปีใหม่ของทุกปีข้าจะไป
เยี่ยมท่าน…ศพของท่านถูกฝังอยู่ในสุสานบรรพ
บุรุษของตระกูลลู่ ทุกคราที่ข้าไป อันที่จริงลู่เจีย
เสวียก็อยู่ที่นั่น”
อี๋หนิงนิ่งเงียบ
“…เขาจะให้ทุกคนถอยออกไปแล้วอยู่เพียงลำพัง
ที่นั่น มีคราหนึ่งข้าเข้าไปโดยไม่ตั้งใจจึงได้พบเขา
กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ที่นั่น…ข้าไม่เคยเห็นเขามี
ท่าทางเช่นนั้นมาก่อน” เฉิงหลางพูดต่อ
“นอกจากเรื่องนี้ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก เขายังคงเป็น
ลู่เจียเสวียผู้นั้น หากไม่ใช่เพราะข้าเคย
ตรวจสอบเซี่ยหมิ่น ข้าคงไม่คิดว่าเขาจะเป็นผู้ที่
สังหารท่าน”
“ที่นั่นเน่าหรางหรางมีขาย” นิ้วมือเรียวยาวของ
เฉิงหลางชี้ออกไป ด้านหน้าเป็นแผงขาย
เครื่องประดับศีรษะ มีเน่าหรางหรางปักอยู่เป็น
จำนวนมาก “ครั้นข้ายังเด็ก ท่านมักทำให้ข้าเล่น
ท่านจำได้หรือไม่”
เขาเดินไปซื้อมาจำนวนหนึ่ง ยิ้มพลางเดินผ่านฝูง
ชนขวักไขว่ตรงมาหานาง
อี๋หนิงรู้สึกเหมือนตนเห็นเด็กน้อยที่นอนซบอยู่บน
ไหล่ของนางคนนั้น
นางทนมองต่อไปไม่ได้จึงผินหน้าหนี ทันใดนั้น
นางก็สังเกตเห็นโรงเก็บหญ้าที่ใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์
ที่อยู่ด้านข้างหลังหนึ่ง
ต้าถงเป็นเมืองสำคัญของชายแดน มีรถม้าสัญจร
ไปมาเป็นจำนวนมาก ปริมาณความต้องการหญ้า
สูง มีรถบรรทุกเศษอาหารสัตว์วิ่งออกมาจากจวน
ผู้สำเร็จราชการ ก่อนวิ่งเข้าไปในยุ้งฉาง ลม
หายใจของอี๋หนิงสะดุดโดยพลัน นางจำได้ว่า
ทิศทางของคอกม้าอยู่ไม่ไกลจากเรือนที่นางพัก
สักเท่าไร…
นางต้องรีบกลับไปโดยเร็วที่สุด! ยิ่งนางกลับไปช้า
ชื่อเสียงของนางก็จะยิ่งย่ำแย่ ที่สำคัญนางยัง
คิดถึงหลัวเซิ่นหย่วนเป็นที่สุด กระทั่งมากกว่า
ทุกๆ คน
ครั้นคิดถึงตรงนี้ หลัวอี๋หนิงก็วางหนังสือในมือลง
สองวันมานี้นางพยายามทำตัวสงบเสงี่ยม วางท่า
ประหนึ่งปรับตัวเข้ากับสถานที่แห่งนี้ได้แล้ว ทำ
ให้ผู้คนเหล่านี้คลายความระแวดระวัง
นางยังรู้ถึงการกระจายตัวของเวรยามอย่างแจ่ม
แจ้ง เนื่องจากนางเป็นสตรี บริเวณเรือนด้านหลัง
จึงแทบไร้องครักษ์ แต่อย่างไรย่อมมีหน่วยลอบ
สังเกตการณ์คอยเฝั้าจับตามอง ยังมีเรื่องที่รถ
ขนส่งหญ้าจะเข้ามาเมื่อใด ออกไปเวลาใด นาง
ล้วนรู้โดยสังเขปแล้ว นางคิดถึงวิธีการมากมายที่
สามารถทดลองได้ ในมือของนางยังมี
เครื่องประดับที่สวมใส่ยามที่ออกจากจวน ทั้ง
กำไลทองคำบริสุทธิ์ ต่างหูทองคำเนื้องาม
สามารถนำมาเป็นทุนสำรองได้
เพียงนางสามารถออกจากจวนผู้สำเร็จราชการก็
จะมีความหวังหลบหนีออกจากเมืองต้าถง หาก
ออกจากเมืองตาถงได้ เฉิงหลางก็ไร้ซึ่งหนทาง
แล้ว!
“ข้าอยากไปเดินดูที่ลานด้านหลังสักหน่อย” หลัว
อี๋หนิงกล่าวกับหวั่นชุน
หวั่นชุนไม่ได้รู้สึกสงสัย นายหญิงท่านนี้ ไม่ว่าจะมี
เรื่องอะไรหรือไม่มีอะไรก็ชอบออกไปเดินเล่น ตัว
คนเองไม่ได้รักการเจรจาสักเท่าไร อันที่จริง
ปรนนิบัติง่ายมาก นางสวมเสื้อคลุมที่มีหมวก
ด้านหลังให้อี๋หนิงพร้อมหยิบเตาอุ่นพกให้แล้วเดิน
ติดตามออกไป
แท้จริงบริเวณด้านหลังเรือนไม่มีสิ่งใดน่าชม ห้อง
แต่ละหลังสร้างเชื่อมติดกันตามเส้นทางคดเคี้ยว
บานประตูตรงหัวมุมเชื่อมต่อติดกัน บริเวณกลาง
ลานกว้างมีอ่างเก็บน้ำสำหรับเพาะเลี้ยงพืชพันธุ์
ทว่าในฤดูกาลนี้ผิวด้านหน้ามีสภาพเป็นน้ำแข็ง
จนหมดสิ้น ทันทีที่อี๋หนิงเดินเข้าไปในสวน
ด้านหลังก็ปลีกตัวหนีจากสาวใช้ทันที ก่อนมุ่ง
หน้าไปยังที่ที่รถขนส่งหญ้าจอดอยู่ จนกระทั่งอี๋ห
นิงหลบเข้าไปอยู่ในกองหญ้าแล้ว หัวใจของนางก็
ยังเต้นเร็วรัว
เศษหญ้าที่เคยผ่านการใช้งานเหล่านี้อวลไปด้วย
กลิ่นเหม็นของฉี่ม้า อันที่จริงเหม็นรุนแรงมาก
นางพยายามปรับลมหายใจ เคราะห์ดีที่นางตัวไม่
หนัก ได้แต่หวังว่าสารถีผู้นั้นจะไม่ค้นพบว่ากอง
หญ้าด้านหลังมีคนเพิ่มขึ้นมา
หลังจากนั้นไม่นานนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของ
สารถี ความตื่นเต้นยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ…
ไม่นานรถก็เริ่มเคลื่อนตัว หลัวอี๋หนิงจึงพอจะโล่ง
ใจขึ้นบ้าง มือกระชับขอบเสื้อคลุมสีสารทฤดูแน่น
พยายามหดตัวเล็ก นางตั้งใจเลือกสีนี้มาเป็น
พิเศษ
เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อ ภายในจวนผู้สำเร็จราชการ
ก็เกิดความวุ่นวาย หวั่นชุนหวั่นเหรินสาวใช้สอง
คนถูกสั่งให้คุกเข่าบนพื้นน้ำแข็งที่เย็นจัด เป็นการ
ลงโทษที่ละเลยต่อหน้าที่ ทั้งสองคนเสียใจจน
ร้องไห้คร่ำครวญ รู้สึกคล้ายหัวเข่าจวนเจียนจะ
แตกหักอยู่รอมร่อ เฉิงหลางไม่สนใจพวกนาง เดิน
นำองครักษ์ออกไปด้านนอกด้วยสีหน้าถมึงทึง
“สกัดกั้นรถทุกคันแล้วตรวจสอบอย่างละเอียด
สั่งให้ปิดประตูเมือง หากหาคนไม่พบ ไม่อนุญาต
ให้เปิดประตู!”
หากคนหายไปในมือเขาก็คงเป็นเรื่องเหลวไหล
สิ้นดี! ยิ่งไปกว่านั้นนางเพิ่งมีอายุเท่าไร ทั้งยังมีรูป
โฉมเช่นนั้น…หากเกิดเรื่องขึ้น คงยากจะกล่าวว่า
ต้องประสบกับสิ่งใดบ้าง!
สีหน้าเฉิงหลางเย็นชา ไม่แม้แต่จะยิ้ม หลังจากแม่
ทัพต้าถงเจิงอิ้งคุนถูกจับ ที่นี่ก็เปลี่ยนเป็นอาณา
เขตของลู่เจียเสวีย เขาสามารถสั่งปิดประตูเมือง
ได้!
หลัวอี๋หนิงย่อมคาดไม่ถึงว่าเฉิงหลางจะสั่งการปิด
ประตูเมืองได้ มิเช่นนั้นนางคงไม่มีความคิดเช่นนี้
ขณะที่นางหลบอยู่บนรถม้าคันหนึ่งก็ถูกเขาหิ้วตัว
ออกมา นางโกรธจนร่างสั่นสะท้าน เกือบจะฟาด
ฝั่ามือลงบนใบหน้าเขา!
“ดีมาก หลบหนีได้ดีทีเดียว เกือบได้ออกจาก
เมืองแล้ว” เฉิงหลางจับนางเข้าไปในรถม้า ให้
นางนั่งให้ดี เขาบีบข้อมือของนาง “ที่นี่คือ
ชายแดน มีการเฝั้าระวังรักษาการณ์ประหนึ่งน้ำ
แกงทองคำ แม้ท่านจะหลบหนีออกมาจากจวน
ผู้สำเร็จราชการได้ก็ไม่มีทางหลบหนีออกจาก
เมืองต้าถงได้!”
หลัวอี๋หนิงนั่งอยู่ในกองหญ้าเหม็นมานานกว่า
ค่อนวัน นางไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว ระหว่างทาง
รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าแทบหมดแรง ไร้
เรี่ยวแรงโต้เถียงกับเขา นางรู้สึกปวดศีรษะจน
แทบแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ศีรษะเต้นตุบๆ
ครั้นเขาเห็นสีหน้านางไม่ปกติก็ยื่นมือออกไปกด
บริเวณขมับ “เป็นกระไรไป อาการปวดหัวกำเริบ
อีกแล้วหรือ” เขากล่าว “อย่าได้ตื่นตระหนกไป
ข้าจัดเตรียมหมอไว้แล้ว รออยู่ในจวนผู้สำเร็จ
ราชการ” กล่าวจบก็สั่งให้รถม้าเร่งความเร็ว ต้อง
ทรมาทรกรรมในช่วงเหมันต์เช่นนี้จะไม่ปวดได้
หรือ ทั้งกลิ่นยังย่ำแย่เหลือคณา
รถม้ายังคงวิ่งต่อไป หลัวอี๋หนิงที่นิ่งเงียบพลันเอ่ย
ขึ้น “อาหลาง…เจ้าปล่อยข้าไปได้หรือไม่ หากข้า
ขอร้องเจ้า”
หลังจากผ่านมานานหลายวัน นี่เป็นครั้งแรกที่
นางเรียกเขาว่าอาหลาง เฉิงหลางคล้ายจะตะลึง
ไป ก่อนทอดถอนใจพลางกล่าว “ขอโทษ อี๋หนิง
…ขอโทษจริงๆ …”
หากปล่อยนางกลับไป ยังไม่ต้องเอ่ยถึงจุดจบของ
เขาว่าจะเป็นอย่างไร เกรงว่าในกาลข้างหน้าเขา
คงสิ้นโอกาสแล้ว หลายวันมานี้แม้หลัวอี๋หนิงจะ
ไม่สนใจเขา แต่การที่เฉิงหลางได้ใช้ชีวิตร่วมกับ
นางก็ก่อให้เกิดความสุขอันน่าประหลาด จะกลัว
ก็เพียงหากใกล้ชิดกับนางเกินไป เขาจะไม่อาจข่ม
กลั้น…ดังนั้นจึงไม่กล้าใกล้ชิดกับนางเกินควร
นางหลับตาลง
“ทั้งที่ตระหนักดีแก่ใจ แต่ยังเอ่ยถาม…” หลัวอี๋ห
นิงคล้ายกำลังหัวเราะเย้ยหยันตัวเอง
เมื่อเดินทางมาถึงนอกประตูจวนผู้สำเร็จราชการ
เฉิงหลางก็ประคองนางลงมา หมอผู้นั้นกำลังรอ
อยู่ในห้องโถงกลาง เฉิงหลางคาดการณ์ไว้แล้วว่า
ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ของหลัวอี๋หนิง นางคง
หลบหนีออกจากเมืองต้าถงไม่พ้น
ทั้งร่างของหลัวอี๋หนิงมีแต่กลิ่นเหม็น นางที่เพิ่ง
ชำระล้างร่างกายเปลี่ยนเสื้อผ้านั่งลงบนตั่งไม้
ปล่อยให้ท่านหมอตรวจวินิจฉัย ตั้งแต่คราแรก
ท่านหมอผู้นี้ก็เป็นคนที่รักษาอาการปั่วยให้นาง
เขามีวิชาแพทย์เลิศล้ำ ทว่าการจับชีพจรนี้กลับใช้
เวลาอยู่นาน หลัวอี๋หนิงที่ล้มเหลวในการหลบหนี
ไร้ซึ่งชีวิตชีวาใดๆ นางมึนงงง่วงนอน นั่งนิ่งปล่อย
ให้ท่านหมอจับชีพจร
ครั้นหมอผู้นั้นตรวจชีพจรเสร็จก็เดินออกมาด้วยสี
หน้าสับสนงุนงง เมื่อเขาเห็นเฉิงหลางที่ยืนอยู่
นอกประตูก็ประสานมือคารวะ กล่าวกับเฉิงหลาง
“ต้องยินดีกับใต้เท้าเฉิงด้วย ดูเหมือนฮูหยินของ
ท่านจะมีชีพจรมงคลแล้ว เพียงแต่อายุครรภ์ยัง
น้อย สัญญาณยังไม่ชัดเจน ทว่าจากประสบการณ์
คงไม่ผิดไปจากนี้ขอรับ”
พอเฉิงหลางได้ยินก็ตกตะลึง ความรู้สึกที่ไม่อาจ
พรรณนาพุ่งจู่โจมทันใด เป็นความรู้สึกเช่นใด เขา
เองก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ย แต่ย่อมไม่ใช่ความยินดี เขา
ย้อนถาม “ชีพจรมงคลหรือ”
“น่าจะใช่ขอรับ ข้าน้อยชายชราผู้นี้ทำงานด้าน
การแพทย์มาสามสิบกว่าปีแล้ว เรื่องนี้สามารถ
มั่นใจได้ขอรับ”
หลัวอี๋หนิง…นางร่วมหอกับพี่ชายสามของนางผู้
นั้นแล้วจริงๆ ทั้งยังตั้งครรภ์ลูกของหลัวเซิ่นหย่
วน!
ในท้องของนางให้มีลูกของหลัวเซิ่นหย่วนแล้ว
——————–
1. สามหลัก คือ กษัตริย์เป็นหลักของขุนนาง
พ่อเป็นหลักของลูก สามีเป็นหลักของภรรยา
ส่วน ห้าคุณธรรม คือเมตตา ซื่อสัตย์ ปัญญา
จารีตและสัจจะ
2. เรือนสี่ประสานคือหนึ่งในสถาปัตยกรรม
ที่อยู่อาศัยในสมัยโบราณของจีน เป็นการ
สร้างบ้านที่มีลานกว้างตรงกลางแล้วล้อมรอบ
ด้วยอาคารทั้งสี่ด้าน