พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 173
เฉิงหลางตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนาน เขามองนางที่
เอนกายอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าด้านข้างดูอิดโรย
เล็กน้อย เขานึกถึงเสียงวิงวอนอันแผ่วเบาของ
นางเมื่อครู่
ผู้ใต้บัญชาซึ่งติดตามเขาถามขึ้นจากด้านข้าง “ใต้
เท้าเฉิง…เรื่องนี้ควรรายงานให้ท่านผู้บัญชาการ
ทราบหรือไม่ขอรับ…”
“หุบปาก!” น้ำเสียงของเฉิงหลางเย็นสะท้าน
“ห้ามพูดออกไป แม้เพียงคำเดียวก็ห้ามเอ่ยถึง!”
หากลู่เจียเสวียรู้ เขาต้องไม่ปล่อยเด็กคนนี้ไว้แน่
ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาเมื่อใด หากปิดบังได้ก็ปิดบัง
ไปก่อน รอจนพ้นสามเดือนครรภ์มั่นคงแล้ว แม้
เขาไม่คิดจะเก็บไว้ก็ต้องปล่อยไป ด้วยอุปนิสัย
ของอี๋หนิง หากลูกของนางถูกทำร้าย เขาไม่กล้า
จะจินตนาการเลยว่านางจะมีสภาพเช่นไร
เขาไม่อาจทนเห็นนางเศร้าเสียใจได้จริงๆ
ผู้ใต้บัญชาไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่เขาพลันโมโห ทว่า
ก็ได้แต่ปิดปากไม่กล้าเอ่ยคำ เฉิงหลางสูดลม
หายใจลึก ก่อนจะเอ่ยถามท่านหมอ “ร่างกาย
ของนางเป็นอย่างไรบ้าง” ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา
นางได้รับความลำบากไม่น้อย เกรงว่าครรภ์จะ
ได้รับความกระทบกระเทือน
ท่านหมอเห็นท่าทีของเฉิงหลางคล้ายไม่ยินดีก็
รู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้ถามให้มากความ
“ครรภ์ของฮูหยินปลอดภัยดีขอรับ ชีพจรมีกำลัง
ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล”
“เช่นนั้นก็ดี รบกวนท่านช่วยสั่งยาบำรุงครรภ์ให้
ด้วย เรื่องในวันนี้จงอย่าได้แพร่งพรายออกไปแม้
เพียงคำเดียว” เฉิงหลางหันไปมองเขา
ท่านหมอรับคำ เฉิงหลางแหวกม่านบุฝั้ายเดินเข้า
ไปด้านใน สองสาวใช้รีบจุดกระถางไฟเป็นพัลวัน
เฉิงหลางนั่งลงข้างกายนาง เขาไม่ได้บอกนาง
เรื่องที่นางตั้งครรภ์ หากอี๋หนิงรู้ ไม่แน่ว่าอาจกลับ
กลายเป็นการเผยพิรุธ เขาจึงตัดสินใจปิดบังไว้
ชั่วคราว ชาติภพก่อนนางไร้บุตรจึงรู้สึกเสียใจมา
โดยตลอด ดังนั้นจึงได้รักดูแลเขาประหนึ่งลูกแท้ๆ
ยามนี้นางกำลังจะมีลูกของตนเองแล้ว จะเป็นแม่
คนแล้ว
เฉิงหลางจับมือนางขึ้นมา มีเพียงยามที่ลู่เจียเสวีย
ไม่อยู่ เขาถึงกล้าทำเช่นนี้ เขาเอนศีรษะพิงเข้ากับ
เสื้อคลุมของนางเงียบๆ
คาดไม่ถึงว่าการกระทำนี้จะทำให้อี๋หนิงตกใจ
ครั้นนางเห็นหัวมนุษย์สีดำอยู่ตรงหน้าก็สะดุ้งและ
ลุกขึ้นโดยพลัน
เฉิงหลางปล่อยมือของนางลง ก่อนจะเอ่ยถาม
“ท่านหิวหรือไม่ ข้าจะให้สาวใช้ไปตุ๋นน้ำแกงไก่
กับโสมและจะให้นึ่งข้าวเหนียวไว้ให้ท่านด้วย”
หลัวอี๋หนิงหยุดเขาไว้
นางอยากพูดกับเขาให้ชัดเจน จะให้นางตกอยู่ใน
สถานการณ์เช่นนี้ต่อไปไม่ได้ อี๋หนิงเอ่ยด้วย
น้ำเสียงแผ่วเบา “เฉิงหลาง แม้เจ้าจะไม่ปล่อยข้า
ไป แต่ข้าก็ต้องหาทางหลบหนีอีกนับครั้งไม่ถ้วน
เรื่องนี้เจ้าเองย่อมตระหนักดี ครานี้ถูกเจ้าจับได้
แต่จะรับประกันได้หรือไม่ว่าเจ้าจะหาข้าเจอทุก
ครั้ง ถึงเจ้าจะวางแผนปั้องกันกี่ร้อยกี่พันครั้งก็
ต้องมีสักครั้งที่ข้าทำสำเร็จ”
“ท่านพักผ่อนเถิด” เฉิงหลางนิ่งเงียบก่อนกล่าว
ออกมา เขากวักมือเรียกสาวใช้ชรา “ดูแลฮูหยิน
ให้ดี หากผู้ใดกล้าละเลยหน้าที่อีกก็จงไปรับโทษ
คุกเข่าบนน้ำแข็งเสีย”
สองสาวใช้ที่ปรนนิบัติข้างกายอี๋หนิงถูกลงโทษจน
หัวเข่าทั้งสองข้างมีเลือดไหลเป็นทาง พวกนาง
อาจไม่สามารถลุกขึ้นมาเดินเหินได้อีก ทุกคน
ภายในห้องต่างทราบเรื่องนี้ดีจึงต่างพากัน
หวาดกลัวจนไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยสิ่งใด
หลัวอี๋หนิงเอนกายพิงพนักเก้าอี้อีกครั้ง นางกล่าว
ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าหิวแล้ว ยกอาหารเข้า
มาเถิด” หากท้องไม่อิ่มย่อมไร้เรี่ยวแรงหลบหนี
คนบ้าสองคน คนหนึ่งบ้าคลั่ง ส่วนอีกคนบ้าระห่ำ
ยิ่งกว่า หากจะสู้กัน อย่างไรก็ต้องกินให้อิ่มท้อง
เสียก่อน!
ไกลออกไปจากเมืองหลวง นางสวียกน้ำร้อนเข้า
มาให้เว่ยหลิงแช่เท้า
เว่ยหลิงได้ยินเรื่องที่ลู่เจียเสวียแต่งรับคุณหนูเจ็ด
หลัวเป็นภรรยาแล้ว ครั้นเขาตระหนักถึงความ
เป็นจริงนี้ ทั่วทั้งร่างก็หนาวสะท้าน ทั้งยังเดือด
ดาลถึงขีดสุด หลายวันมานี้ลู่เจียเสวียหารือ
ภารกิจอยู่ในวังหลวง เขาจึงยังหาโอกาสพบหน้า
ลู่เจียเสวียไม่ได้ ในที่สุดวันนี้เกี้ยวของลู่เจียเสวียก็
เคลื่อนตัวออกมาจากประตูจงจือเหมิน เขาจะไป
ที่ตระกูลลู่เพื่อสอบถามเรื่องราวให้กระจ่าง “ยัง
ไม่ต้องแช่เท้า เจ้าไปนอนก่อน ไม่ต้องรอข้า”
เว่ยหลิงสวมเสื้อคลุมพลางกล่าวกับนางสวี
ในจวนมีเรื่องจิปาถะมากมาย นางสวีเพิ่งเข้ามา
รับช่วงต่อ เคราะห์ดีที่นางกับแม่สามีสนิทสนม
ปรองดอง อีกทั้งเว่ยหลิงก็ไม่มีห้องอนุ ชีวิตความ
เป็นอยู่ของนางสวีจึงถือว่าราบรื่นสุขสงบ นางเอ่ย
ถาม “นายท่านกั๋วกง ยามนี้ด้านนอกเป็นยาม
วิกาล ห้ามออกจากเคหสถานแล้ว ท่านช้าก่อน…
สวมเสื้อคลุมหนังจิ้งจอกตัวนั้นเสียก่อน!”
ทว่าเว่ยหลิงออกจากประตูไปแล้ว
รถม้าหยุดลงหน้าประตูจวนตระกูลลู่ ประจวบ
เหมาะกับที่รถม้าของลู่เจียเสวียเพิ่งมาถึงพอดี
ครั้นเว่ยหลิงเห็นเขาลงจากรถม้า ข้อมือก็เริ่มหมุน
ควง
ลู่เจียเสวียเองก็เห็นเขาแล้วเช่นกัน
เว่ยหลิงเดินไปเบื้องหน้าลู่เจียเสวีย ก่อนจะปล่อย
หมัดใส่เขาทันที หมัดพุ่งตรงเข้าที่ใบหน้า ลู่เจียเส
วียไม่ทันตั้งรับ หมัดจึงกระทบเข้ากับใบหน้า
บางส่วน เคราะห์ดีที่เขาเคลื่อนตัวถอยหลังครึ่ง
ก้าวจึงไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง ทันใดนั้นสายตา
ลู่เจียเสวียก็แปรเปลี่ยนเป็นอำมหิต
เว่ยหลิงโกรธจนมือสั่น “บุตรสาวของข้าเล่า นาง
อยู่ที่ใด เจ้าปล่อยตัวนางออกมาเดี๋ยวนี้!”
“บุตรสาวของเจ้าย่อมแต่งงานกับหลัวเซิ่นหย่วน
แล้ว ไฉนจึงมาหาข้า” ลู่เจียเสวียเช็ดมุมปาก
พลางกล่าวเสียงเนิบ
เว่ยหลิงเอ่ย “มิน่าเล่า…เมื่อก่อนข้าจึงรู้สึกว่า
สายตาที่เจ้ามองนางไม่ถูกต้อง เจ้ามันคนชั่วช้า
นางเป็นบุตรสาวบุญธรรมที่อยู่ในรายชื่อวงศ์
ตระกูลของเจ้าแล้ว! นางแต่งงานกับผู้อื่นมานาน
แล้ว แต่เจ้าก็ยังกล้าทำเรื่องพรรค์นี้ หากข้าไม่สั่ง
สอนเจ้า ข้าจะวางตนเป็นบิดาของนางได้
อย่างไร!”
ลู่เจียเสวียหัวเราะออกมา เขารับหลัวอี๋หนิงเป็น
บุตรสาวบุญธรรม ทั้งยังประคองส่งนางไปถึงมือ
ของผู้อื่นด้วยตนเอง นี่จะไม่น่าขันได้อย่างไร
เขาไม่สนใจเว่ยหลิง ก้าวผ่านร่างของเว่ยหลิงไป
ก่อนจะกล่าวขึ้น “ที่เจ้าล่วงเกินข้าในครานี้ ข้าจะ
ไม่ถือสา เจ้าจงระวังตัวไว้ให้ดี คราหน้าข้าจะไม่
ปรานีเจ้าแล้ว”
เว่ยหลิงกำหมัดแน่น ลมหนาวพัดปะทะใบหน้า
เสียงปิดประตูจวนหนิงหย่วนโหวดังขึ้น
ภายในจวนมีคนเดินเข้ามาต้อนรับ “ใต้เท้าผู้
บัญชาการ จะให้ออกเดินทางไปยังต้าถงเลย
หรือไม่ขอรับ”
“ออกเดินทางทันที” ลู่เจียเสวียพูดจบก็เดินเข้า
ไปในห้องโถงหลัก คนที่ติดตามเขาอยู่เบื้องหลัง
กล่าวขึ้นอย่างลังเล “ใต้เท้า คนผู้นั้นต้องการพบ
ท่าน…ดูรีบร้อนไม่น้อย ท่านอยากจะไปพบ
หรือไม่ขอรับ”
ฝีเท้าของลู่เจียเสวียพลันชะงัก ผ่านไปครู่ใหญ่จึง
เอ่ยถาม “บัดนี้นางอยู่ที่ใด”
ราตรีดึกสงัด ในหอสุรามีคนไม่มาก เหลือเพียง
ไม่กี่คนที่กำลังอุ่นสุราดื่ม เจ้าของร้านยังไม่มีท่าที
จะปิดประตู ไอร้อนพวยพุ่งออกมาจากกาที่สุรา
เดือดพล่าน แสงเทียนสีเหลืองนวลสลัวเล็ดลอด
มาจากด้านใน เชิงเทียนที่อยู่บนโต๊ะสะท้อนเงา
วูบเอียงของเด็กรับใช้ในร้านที่กำลังนั่งสัปหงก
เสียงกระทบเสียดสีของอาวุธโลหะดังขึ้น ทหาร
สองแถววิ่งเข้ามาปิดล้อมบริเวณนี้ไว้อย่างรวดเร็ว
เด็กรับใช้ผู้นั้นสะดุ้งตื่นโดยพลัน ครั้นเห็นภาพ
เหตุการณ์ตรงหน้าก็ตื่นตระหนก ยามนี้มีรถม้า
คันหนึ่งเคลื่อนตัวเข้ามา มีคนก้าวลงจากรถ ผู้ที่
ติดตามมาส่ายศีรษะเป็นสัญญาณไม่ให้เด็กรับใช้ผู้
นั้นปริปาก ครั้นเด็กรับใช้มองเห็นร่างสูงใหญ่เดิน
เข้าไปในหอสุรา ดวงตาก็เบิกกว้างอย่างตื่นตะลึง
นั่นมิใช่…หนิงหย่วนโหวหรือ
ภายในหอสุราเหลือเพียงไม่กี่คนที่กำลังร่ำสุรา
เมื่อเดินผ่านเข้าไปในห้องเล็กด้านข้างก็จะพบคน
ผู้หนึ่งซึ่งกำลังนั่งคุกเข่าอยู่หลังโต๊ะ ด้านหลังมีคน
ยืนก้มศีรษะสองสามคน สุราร้อนที่อยู่บนโต๊ะส่ง
กลิ่นหอมอวล ยังมีเนื้อวัวปรุงรสสีน้ำตาลแดงที่
แล่มาเป็นแผ่นอย่างดี
คนผู้นั้นสวมเสื้อคลุมที่มีหมวกด้านหลัง มองเห็น
ใบหน้าไม่ชัดเจน กระทั่งผู้ติดตามปิดประตูลง
นางถึงได้ถอดเสื้อคลุมออก เอ่ยเสียงเนิบช้าดังขึ้น
“ใต้เท้าผู้บัญชาการ”
ดวงหน้านั้นงามสะคราญเปล่งประกายสูงศักดิ์
หากมิใช่ฮองเฮาแล้วจะเป็นผู้ใด
“ทุกคราที่ใต้เท้ามาพบข้าต้องพากองกำลังมา
ด้วยเสมอ กลัวว่าข้าจะวางกับดักท่านหรือ”
ฮองเฮาหัวเราะ
“ด้วยลักษณะการเคลื่อนไหวเช่นนี้ของฮองเฮา
กระหม่อมไม่อาจละเลยไม่วางมาตรการปั้องกัน
ได้” ลู่เจียเสวียนั่งลงบนเก้าอี้ เขามีกลิ่นอายของ
มังกรพยัคฆ์อันน่าเกรงขาม เขาต่างจากลู่เจียหรัน
พี่ชายของเขาโดยสิ้นเชิง อันที่จริงลู่เจียหรันเป็นผู้
ที่มีอุปนิสัยอบอุ่น ต่อให้วางแผนคิดร้ายผู้อื่นก็จะ
กระทำอย่างอ่อนโยน
“ที่ต้องพบยามวิกาลก็ด้วยความจนใจ ข้าเพียง
อยากจะถามใต้เท้าลู่ว่า ท่านไม่ชอบองค์ชายสาม
ของข้าผู้นั้นจริงๆ หรือ” ฮองเฮาเอ่ยต่อ “หากไร้
แรงสนับสนุนจากใต้เท้าลู่ เกรงว่าเส้นทางในกาล
ข้างหน้าของเขาย่อมยากจะคาดเดา”
ไม่เพียงยากจะคาดเดา องค์ชายสามยังมิใช่โอรส
ที่ถือกำเนิดโดยฮองเฮา สนมผู้ซึ่งเป็นพระมารดา
มียศศักดิ์ไม่สูงนัก ที่สำคัญยังไม่ได้รับความโปรด
ปรานจากฮ่องเต้ หากไม่ใช่เพราะขุนนางเก่าบาง
คนยืนกรานว่าการสืบราชสันตติวงศ์ต้องสืบทอด
ด้วยพระโอรสสายตรงเท่านั้น ฮองเฮาคงไร้ซึ่งฐาน
อำนาจใดๆ โดยสิ้นเชิง นอกจากนี้หากจะกล่าวไป
การอาศัยยศของพระโอรสสายตรงก็ใช่ว่าจะ
มั่นคงนัก หากพวกสนมต่งคนชั่วเหล่านั้นเกิดคิด
ต่อต้านขึ้นมา กองกำลังที่นางมีย่อมไม่เพียงพอ
ตั้งแต่สนมต่งผู้นั้นเข้ามาในวังก็วางตนกำเริบเสิบ
สาน ฮองเฮาอดกลั้นมาเป็นเวลาช้านานแล้ว จะ
ทนปล่อยให้นางเหยียบย่ำมาถึงศีรษะได้อย่างไร!
หากในกาลข้างหน้าองค์ชายใหญ่ที่นางให้กำเนิด
ได้สถาปนาขึ้นเป็นองค์รัชทายาท ฮองเฮาจะยัง
หลงเหลือพื้นที่ให้พลิกฟืนอีกหรือ
“เรื่องนี้ย่อมมีขุนนางใหญ่แห่งเน่ยเก๋อกับฝั่าบาท
เป็นผู้ร่วมตัดสิน ข้าเป็นเพียงแม่ทัพฝั่ายบู๊คนหนึ่ง
กล่าวอะไรไม่ได้มาก” ลู่เจียเสวียเอนกายไป
ด้านหลัง ประโยคนี้ของเขาย่อมหมายถึงการ
ปฏิเสธทางอ้อม คงเห็นว่าระยะนี้สถานการณ์ของ
ฮองเฮาและองค์ชายสามใกล้ถึงคราวดับสูญแล้ว
จึงไม่อยากแทรกมือเข้าร่วม ที่สำคัญหลังจากเกิด
เรื่องกับสวีเว่ย แกนหลักที่สนับสนุนองค์ชายสาม
ก็ยิ่งลดน้อยลง แต่ไรมาวั่งหย่วนตาเฒ่าเจ้าเล่ห์
นั่นก็ไม่เคยแสดงจุดยืนในเรื่องที่อ่อนไหวพรรค์นี้
เขาจึงคร้านจะกล่าวอะไร
ฮองเฮาบีบมือแน่น ลู่เจียเสวีย เจ้าจิ้งจอกเฒ่าเจ้า
เล่ห์! ทั้งที่เดิมได้เจรจากันไว้เสียเป็นมั่นเป็น
เหมาะ พวกคนที่อยู่ในราชสำนักจัดการไม่ง่าย
เลยสักคน! หากไม่เอาสิ่งที่สามารถดึงดูดเขาได้
ออกมา เกรงว่าลู่เจียเสวียจะไม่ยอมตกลงยื่นมือ
เข้าช่วย แต่อำนาจ ความมั่งคั่ง และสตรี เขาล้วน
มีไม่ขาด นางคิดไม่ออกว่าจะมีสิ่งใดที่สามารถทำ
ให้เขาสั่นคลอนได้
นางมองไปยังลู่เจียเสวีย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียง
ละมุนเนิบช้า “หากใต้เท้าลู่ยินยอมช่วยข้า ข้า
ย่อมยินดีจะตอบแทนใต้เท้า”
ลู่เจียเสวียยิ้มหยัน “รับสั่งนี้ของฮองเฮา
กระหม่อมไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับเช่นไร”
ความหมายนี้ของฮองเฮาช่างคลุมเครือ นางคิด
จะตอบแทนเขาอย่างไร
ครั้นฮองเฮาเห็นเขาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มก็รู้ว่าคน
ผู้นี้คงกำลังลอบยิ้มหยันตน นางหันหน้าไปมอง
ก้านล่าเหมยสองสามก้านที่ปักอยู่ภายในห้อง
ก่อนจะกล่าวขึ้น “ข้ารู้ว่าหลายปีมานี้ใต้เท้าลู่
กำลังตามหาตัวฆาตกรที่แท้จริงที่สังหารภรรยา
ของท่านในปีนั้น”
รอยยิ้มของลู่เจียเสวียค่อยๆ จางลง
“หากใต้เท้าลู่ยินยอมช่วยข้า ข้าย่อมยินดีบอก
ท่านว่าแท้จริงแล้วฆาตกรเป็นผู้ใด ทั้งยังมีความ
จริงที่อยู่เบื้องหลังนั้นด้วย” ฮองเฮาหันหน้า
กลับไป ในที่สุดลู่เจียเสวียก็ปราศจากท่าทีสงบนิ่ง
ไม่แยแสอีก นางจึงได้ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ครา
นี้นับว่านางได้กุมจุดตายของลู่เจียเสวียไว้แล้ว
“ผู้อื่นไม่รู้ว่าใต้เท้าลู่เคยมีภรรยาคนหนึ่ง ต่าง
เข้าใจว่าท่านเป็นคนไร้ความรู้สึก มีเพียงไม่กี่คน
เท่านั้นที่รู้ว่านั่นเป็นเพราะท่านรักนางมากจึงไม่
กล้ากระทั่งจะเอ่ยถึง ท่านเฝั้าสืบเสาะมานาน
หลายปีแต่ก็ไร้ผล บัดนี้ข้าสามารถบอกให้ท่าน
รับรู้ ทว่าข้ามีเงื่อนไข ใต้เท้าลู่ต้องมอบของสิ่ง
หนึ่งเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นใจให้กับข้า ข้า
ถึงจะยินยอมเล่าให้ใต้เท้าลู่ฟัง ข้าเองก็
จำเป็นต้องปกปั้องตนเอง นี่ต้องดูว่าใต้เท้า
ตัดสินใจอย่างไรแล้ว”
ด้านหลังมีคนคล้ายต้องการเอ่ยเตือนบางสิ่ง แต่
ฮองเฮากลับเอาแต่จับจ้องไปที่ลู่เจียเสวีย
“ฮองเฮาทรงทราบเรื่องในจวนโหวในปีนั้นได้
อย่างไร” ลู่เจียเสวียเอ่ย “กระหม่อมจะเชื่อ
พระองค์ได้อย่างไร”
“ใต้เท้าลู่จะไม่เชื่อก็ได้ เพียงแต่หากข้าไม่รู้ความ
จริงแม้เพียงเศษเสี้ยว ข้าคงไม่กล้าเสนอเงื่อนไขนี้
กับท่าน” ฮองเฮาพูดต่อไป
ลู่เจียเสวียนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็ปลด
ปั้ายหยกออกจากเอวแล้วโยนไปบนโต๊ะเบื้องหน้า
ฮองเฮา ก่อให้เกิดเสียงกระทบกันเบาๆ
“ตรัสเถิด” เป็นสองคำที่ทั้งแผ่วเบาและราบเรียบ
สถานการณ์ที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายมาพร้อมกับ
ปั้ายหยกที่เหนือการคาดหมายถูกโยนมาตรงหน้า
ฮองเฮา
ฮองเฮาสั่งให้ทุกคนที่อยู่รอบข้างถอยออกไป
ราตรีด้านนอกมืดสงัด นางรู้ว่าตนต้องกล่าวสิ่งที่มี
คุณค่าอย่างยิ่งยวดออกมา มันต้องมีมูลค่าคู่ควร
กับปั้ายหยกแผ่นนี้ของลู่เจียเสวีย เมื่อนางมีปั้ายนี้
ในมือก็เท่ากับได้รับการรับประกันจากลู่เจียเสวีย
หากนางไม่สามารถพูดออกมาได้ ลู่เจียเสวียอาจ
เล่นงานนางจนถึงแก่ชีวิต
เขาไม่มีทางเกรงใจ
ฮองเฮากำปั้ายหยกเย็นยะเยือกไว้ในกำมือ นาง
เริ่มสาธยาย “ปีนั้น…อันที่จริงข้ามีการติดต่อกับลู่
เจียหรัน ในยามที่ข้ารู้จักกับเขา ข้าได้เป็นพระ
ชายาเอกขององค์รัชทายาทแล้ว ปีนั้นเขาเป็น
ท่านซื่อจื่อแห่งจวนหนิงหย่วนโหว หล่อเหลาสง่า
งามพาให้ผู้คนตกตะลึง ในมือกุมอำนาจ ท่วงท่า
กิริยาและความหล่อเหลาสง่างามขั้นนั้น คงมีสตรี
เพียงไม่กี่คนที่สามารถต้านทานได้”
อันที่จริงเรื่องลับซ่อนเร้นในวังหลวงและเรื่อง
โลกีย์มั่วสุมมีมากมาย ลู่เจียเสวียได้ยินมานาน
แล้วถึงการวางตัวอันไม่สำรวมของฮองเฮาในปีนั้น
เพียงแต่คนที่พูดมีไม่มาก กระนั้นเขาก็พอคาดเดา
ได้ เกรงว่าในปีนั้นนางคงมีการไปมาหาสู่กับลู่
เจียหรัน ที่สำคัญการไปมาหาสู่นี้ยังไม่ธรรมดา
ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงย่อมมีเพียงเรื่องต่ำ
ทรามพรรค์นั้น
“เป็นดั่งที่ใต้เท้าลู่คาดเดา เรื่องรายละเอียดข้าคง
ไม่กล่าวให้มากความแล้ว” ฮองเฮาทอดเสียงเนิบ
ช้า “มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าถูกฮูหยินของท่านชนเข้าโดย
บังเอิญ เพียงแต่ในยามนั้นนางไม่รู้จักข้า”
ลู่เจียเสวียจับจ้องนาง
“ลู่เจียหรันเป็นบุคคลที่ประหลาดนัก เขามีแรง
ดึงดูดต่อสตรีอย่างแรงกล้า ยากจะมีผู้ใดต้านทาน
ได้ เพียงแต่ตรงจุดนี้ตรงข้ามกับรูปลักษณ์และ
สถานะของเขาโดยสิ้นเชิง เขามีเซี่ยหมิ่น
รูปลักษณ์ภายนอกเขาดูละซึ่งกิเลสชั่วร้าย ทว่า
แท้จริงเขากลับลอบทำสิ่งต่างๆ อย่างไร้ความ
ละอายใจ เจ้าว่านี่เป็นจุดที่ดึงดูดผู้คนให้ต้อง
หลงใหลหรือไม่ ข้าในยามนั้นชอบเขามาก
ภายหลังข้าจึงค้นพบว่า…อันที่จริงเขายังลักลอบ
ไปมาหาสู่กับคนอีกผู้หนึ่ง” นางพลันหัวเราะขึ้น
“ท่านลองเดาดูสิว่าคนผู้นี้คือผู้ใด เป็นน้องสะใภ้
รองของเขา หรือก็คือภรรยาของพี่รองท่าน”
“น่าขันใช่หรือไม่ เรื่องเหล่านี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เขา
ยังคงวางตนเป็นลู่เจียหรัน ท่านซื่อจื่อผู้ถ่อมตัว
สำรวมตน”
สายตาของฮองเฮาคล้ายเลื่อนลอยออกไป “แม้
จะค้นพบเรื่องนี้ แต่ข้ายังอาลัยอาวรณ์ตัด
ความสัมพันธ์กับเขาไม่ขาด คนผู้นี้ช่างเหลือทน…
ทำให้คนยากทำใจไปจากเขา ในกมลสันดานของ
เขามีส่วนที่เป็นเช่นนั้นอยู่ ชอบลักลอบมี
ความสัมพันธ์กับภรรยาของผู้อื่น อันที่จริงฮูหยิ
นของท่านก็นับเป็นคนแปลกพิกลคนหนึ่ง นาง
แตกต่างไปจากพวกเรา ปฏิบัติดีต่อผู้อื่นด้วย
เหตุผลที่เรียบง่ายเกินไป ทำสิ่งใดก็มักกระทำด้วย
ความอ่อนโยนอยู่เป็นนิจ ท่านรู้หรือไม่ว่าถ้อยคำ
เหล่านี้ข้าฟังมาจากปากของผู้ใด”
“เป็นลู่เจียหรันที่กล่าวไว้” รอยยิ้มของฮองเฮากด
ลึกขึ้น “เขากล่าวถ้อยคำเหล่านี้ด้วยปากของเขา
เอง อันที่จริงความรู้สึกของเขาที่มีต่อน้องสะใภ้สี่
นับว่าสับสนซับซ้อน นางแตกต่างจากสตรีที่เขา
เคยไปมาหาสู่ในยามปกติ แม้เซี่ยหมิ่นจะสง่างาม
น้องสะใภ้รองเย้ายวนมีเสน่ห์ ทว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่
เพียงพอ ถึงฮูหยินของท่านจะแต่งงานกับท่าน
แล้ว แต่ยังมีอากัปกิริยาเช่นสาวน้อยบริสุทธิ์ไร้
เดียงสา ข้ารู้ว่าในใจเขากำลังคิดเช่นไร”
แววตาของนางแปรเปลี่ยนไป ทว่าน้ำเสียงยังคง
สงบนิ่ง “ท่านเป็นบุตรอนุที่ถูกรังแกกลั่นแกล้ง
เขาไม่เคยวางท่านไว้ในสายตา ฮูหยินของท่านดู
ประหนึ่งกระต่ายขาวตัวหนึ่ง บอบบางไร้เดียงสา
นางถูกวางไว้ในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเขา
เกี่ยวกระหวัดทำให้หัวใจเขาคันยุบยิบ เขาอยาก
ครอบครองนาง คิดอยากกดนางไว้ใต้ร่าง ฉีกทึ้ง
เสื้อผ้าของนางทีละชิ้น อยากฟังเสียงกรีดร้องของ
นาง…กระทั่ง…อาจคิดถึงการใช้กำลังเข้า
ครอบครองภรรยาของท่าน ในเวลานั้นความ
สนใจที่ลู่เจียหรันมีต่อภรรยาของท่านรุนแรงขึ้น
เรื่อยๆ จนแทบไร้หนทางข่มกลั้น ข้าไม่เคยเห็น
เขาปรารถนาในตัวสตรีคนใดมากมายเช่นนี้มา
ก่อน ดังนั้นเขาจึงเริ่มวางแผนหลอกลวงภรรยา
ท่าน หลอกล่อให้นางค่อยๆ ก้าวเข้าสู่หลุมพราง
ของเขาทีละก้าว…ทว่าพี่สะใภ้รองของท่านผู้นั้น
บังเกิดความริษยาขึ้นมา”
“นางเป็นผู้ที่ลงมือฆ่า”
ฮองเฮากล่าวในตอนท้าย “ข้ารู้ว่าเป็นนาง สาวใช้
ผู้นั้นถูกสะใภ้รองซื้อตัวไว้นานแล้ว สะใภ้รองของ
ตระกูลเจ้าผู้นั้นเองก็ไม่ใช่คนธรรมดา มีสัมพันธ์
กับลู่เจียหรันมานานแรมปี แต่กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้
นับได้ว่าเก่งกาจ เมื่อภรรยาท่านพลัดตกจากหน้า
ผาย่อมไร้หนทางมีชีวิตรอด ต่อมาสาวใช้ผู้นั้นก็
ถูกโบยจนตายโดยไม่กล้าปริปากสักคำ”
ลู่เจียเสวียหลับตาลง โมโหจนนิ้วมือเริ่มสั่นเทา
เขาเคยคาดเดาว่าอาจเป็นเซี่ยหมิ่นหรืออาจเป็นลู่
เจียหรัน ดังนั้นจึงไม่ได้ปล่อยพวกเขาไปแม้แต่คน
เดียว หลังจากได้รับอำนาจ เขาก็สังหารลู่เจียห
รัน! กักขังเซี่ยหมิ่น แต่ผู้หญิงเช่นพี่สะใภ้รองเป็น
ผู้ที่สามารถถูกละเลยได้โดยง่าย หากมิใช่เพราะผู้
ที่รู้ความลับนี้ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงไม่มีทางคิดว่า
เป็นพี่สะใภ้รอง ที่แท้ก็เป็นนาง!
ทว่าในขณะเดียวกันเขาก็ค่อยๆ สงบลง นี่เป็น
คำพูดเพียงฝั่ายเดียวของฮองเฮา หลังจากลู่เจียห
รันตายไปไม่นาน พี่สะใภ้รองก็จากโลกนี้ไป ยาม
นี้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นและยังมีชีวิตอยู่จึงเหลือ
เพียงฮองเฮา ไม่ว่าอย่างไรนี่ก็เป็นคำพูดเพียงฝั่าย
เดียวของนาง