พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 174
ดวงตาของฮองเฮาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ดูงดงาม
สูงศักดิ์ นางอายุสามสิบกว่าแล้ว ทว่าเพราะการ
ปรนนิบัติและบำรุงที่ทำมาอย่างยาวนานจึงทำให้
ไร้ริ้วรอยของความชราแม้เพียงเศษเสี้ยว
ลู่เจียเสวียมองไปที่ฮองเฮาแล้วกล่าว “ฮองเฮา
กระหม่อมมีข้อแคลงใจ ในเมื่อเซี่ยหมิ่นยังไม่รู้ว่า
สาวใช้ข้างกายเป็นคนของพี่สะใภ้รอง แล้ว
พระองค์ทรงทราบได้อย่างไร”
ฮองเฮากล่าวโดยปราศจากท่าทีลังเล “แน่นอนว่า
เป็นลู่เจียหรันที่บอกข้า คราแรกสาวใช้คนนั้น
ไม่ใช่คนของพี่สะใภ้รอง เพียงแต่ต่อมาถูกพี่สะใภ้
รองซื้อตัวไปโดยใช้ชีวิตของพี่น้องในครอบครัว
นางมาข่มขู่ ทำให้นางจำเป็นต้องเชื่อฟัง…ภรรยา
ท่านตายด้วยฝีมือสาวใช้ของเซี่ยหมิ่นจึงประจวบ
เหมาะสามารถโยนความผิดให้เซี่ยหมิ่นได้พอดี นี่
คือแผนการเขวี้ยงหินก้อนเดียวได้นกสองตัว”
ในความทรงจำของลู่เจียเสวีย พี่สะใภ้รองมิใช่ผู้ที่
มีแผนการอะไร แม้ชาติตระกูลของนางจะ
แข็งแกร่ง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอดีตโหวฮูหยินก็ดูไร้
ซึ่งความโดดเด่นใดๆ ไม่อาจหาญเทียบเซี่ยหมิ่น
ได้ ทำให้ในปีนั้นที่นางเสียชีวิตจึงไร้แรงกระเพื่อม
ไหวใดล นอกจากพี่รองที่ไว้ทุกข์ให้นางปีหนึ่งก็ไม่
มีผู้อื่นสนใจ
“พี่สะใภ้รองตายไปสิบสามปีแล้ว” ลู่เจียเสวียพิง
กายลงบนพนัก ประสานนิ้วมือเข้าด้วยกัน
“กระหม่อมเองก็คงไม่สามารถขุดร่างของนาง
ขึ้นมาสอบถามได้ พยานในปีนั้นเหลือเพียง
พระองค์ ต่อให้แท้จริงแล้วสาวใช้ผู้นั้นเป็นคนของ
พระองค์ การที่พระองค์จะทรงเกิดความริษยาจน
สังหารผู้อื่นก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”
ครั้นฮองเฮาฟังถึงตรงนี้อารมณ์ก็คุกรุ่น นาง
พยายามระงับอารมณ์ก่อนกล่าว “ข้าชอบลู่เจียห
รัน แต่ข้าไม่มีทางสังหารผู้อื่นเพราะเขา…เพราะ
อย่างไรข้าก็เป็นถึงพระชายาขององค์รัชทายาท!
ข้าไม่มีทางกระทำเรื่องพรรค์นี้เพียงเพราะเขา
หากข้ารักเขาขนาดนั้นจริง ใต้เท้าผู้บัญชาการ
ท่านสังหารเขาด้วยมือของตนเอง เหตุใดหลายปี
มานี้ข้าจึงยังพะเน้าพะนอเอาใจท่าน ข้าควรจะ
เกลียดแค้นท่านเข้ากระดูกเสียมากกว่า”
ลู่เจียเสวียนิ่งเงียบ
ฮองเฮารู้สึกเศร้าสลดเล็กน้อย นางทอดถอนใจ
“เอาเถิด…หากท่านอยากทราบเรื่องราวทั้งหมด
โดยละเอียด ข้ายังมีผู้ต้องสงสัยอีกสองสามคน
แต่ข้าไม่มั่นใจนัก คนที่ข้าค่อนข้างมั่นใจมีเพียง
คนเดียว นั่นก็คือพี่สะใภ้รองของท่าน แต่อย่างไร
ก็เป็นความจริงที่ลู่เจียหรันกล่าวถ้อยคำเหล่านั้น
ที่ท่านสังหารเขาถือว่าสังหารไม่ผิด…”
“ยังมีผู้ใดอีก” ลู่เจียเสวียพลันถามขึ้น
ฮองเฮานิ่งไปเล็กน้อย “ฮูหยินแห่งจวนหนิงหย่วน
โหวในปีนั้น หรือก็คือแม่ใหญ่ของท่าน ลู่เจียหรัน
เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของนาง นางรู้ทุกเรื่อง
ที่ลู่เจียหรันได้กระทำลงไป บางทีนางอาจไม่
อยากให้ลู่เจียหรันทำเช่นนั้นอีก แต่ก็ไม่สามารถ
ทำลายชื่อเสียงของบุตรชายจึงคิดแผนการถอน
รากถอนโคน…กระทั่งอาจจะ…”
ลู่เจียเสวียโบกมือ
“ไม่ต้องตรัสแล้ว” เขากล่าวด้วยน้ำเสียง
ราบเรียบ “พระองค์เสด็จกลับก่อนไปเถิด ข้าจะ
พาคนไปเข้าเฝั้า พระองค์ต้องทรงเล่าเรื่องราว
เหมือนในวันนี้ให้นางฟัง”
คำบอกเล่าของฮองเฮายังฟังดูคลุมเครือไม่ชัดเจน
เดิมทีลู่เจียเสวียอยากจะรู้ความจริงเพื่อแก้แค้น
ทว่ายามนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาเพียงต้องการ
คำอธิบายให้คนผู้นั้น สำหรับช่องโหว่ที่ยากจะ
อธิบายในคำบอกเล่านี้ของฮองเฮา เขาไม่คิดจะ
สืบสาวให้ลึกซึ้งแล้ว เพราะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังมีชีวิตรอด ผู้ที่รอดชีวิต
เพียงคนเดียวคือฮองเฮาโจวที่อยู่เบื้องหน้าเขา
นางยังถือว่ามีประโยชน์
ฮองเฮาตกตะลึง นางไม่เคยคาดเดาได้ว่าลู่เจียเส
วียกำลังคิดสิ่งใด เมื่อเห็นลู่เจียเสวียกำลังจากไปก็
รีบรั้งเขาไว้ “ใต้เท้าผู้บัญชาการ เรื่องพรรค์นี้จะ
ให้ข้าบอกกล่าวกับผู้อื่นได้อย่างไร ถึงอย่างไรข้าก็
เป็นฮองเฮา ข้าบอกท่านได้เพียงผู้เดียวเท่านั้น
เรื่องนี้ข้าไม่มีทางบอกเล่าให้ผู้อื่นล่วงรู้!” หาก
เรื่องพรรค์นี้แพร่งพรายออกไป ชีวิตนี้ของนางคง
สิ้นสุดแล้ว!
“ฮองเฮาทรงเป็นคนชาญฉลาด คงไม่ต้องให้
กระหม่อมกล่าวให้มากความ” ลู่เจียเสวียทิ้งเพียง
ประโยคนี้ไว้ก่อนจะจากไป
เขาต้องรีบเดินทางไปยังต้าถง พวกเขาเพิ่ง
แต่งงานกันก็ทิ้งให้นางอยู่ในห้องว่างเพียงลำพัง
พายุหิมะโหมกระหน่ำ ฮองเฮาทรุดตัวลงพลางยก
มือขึ้นปิดใบหน้า ทั่วสรรพางค์กายสั่นเทา ต่อให้
จะมีสถานะสูงศักดิ์เพียงใด ทว่าเรื่องที่ไม่อาจ
จัดการก็ยังมีมากมาย ไร้โอรสซึ่งถือกำเนิดโดย
สายโลหิต ถึงแม้นางจะเป็นมารดาของแผ่นดิน
แล้วจะอย่างไรเล่า ฮองเฮายกสุราอุ่นร้อนขึ้นดื่ม
ก่อนเรียกนางกำนัลเข้ามาแล้วสั่งการให้กลับวัง
หลวงในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น
เช้าวันต่อมา จ้าวหมิงจูต้องไปถวายบังคมฮองเฮา
ในพระตำหนัก
บัดนี้นางถือว่าได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้
แล้ว ในบรรดานางสนมทั้งสามคนที่เพิ่งเข้าวังมา
นางนับเป็นผู้ที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุด
ยามนี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นเหม่ยเหริน[1]และย้าย
เข้ามาพำนักในตำหนักฉู่ซิ่วแล้ว วันนี้นางตั้งใจเข้า
มาถวายบังคมฮองเฮา แต่กลับถูกนางกำนัลข้าง
กายฮองเฮากล่าวว่าฮองเฮารู้สึกไม่สบาย ให้พวก
นางกลับไปก่อน
หลานสาวจากแดนไกลผู้นั้นของฮองเฮาถึงยามนี้
ยังเป็นเพียงไฉเหริน ทันทีที่นางเห็นจ้าวหมิงจูก็
ปันสีหน้าบึ้งตึง เมื่อจ้าวหมิงจูเดินจากไปไกลจึง
กระซิบกับนางกำนัล “เจ้าคนชั้นต่ำนั่นคิดว่าตน
เป็นบุคคลสำคัญไปเสียแล้ว…เป็นเพียงผู้ที่ถือ
กำเนิดจากตระกูลเล็กๆ แต่กลับปันตัวเป็นหงส์!
อาศัยบารมีของจวนอิงกั๋วกง…”
นางกำนัลที่ปรนนิบัติข้างกายจ้าวหมิงจูได้ยินก็
โอดครวญ “เหม่ยเหริน ไฉเหรินกล่าววาจาได้ไม่
น่าฟังยิ่งนัก! ตำแหน่งพระองค์สูงกว่านางขั้นหนึ่ง
หม่อมฉันว่าพระองค์ทรงควรอาศัยโอกาสนี้ฉีก
ปากของนางเสีย!”
จ้าวหมิงจูไม่นำพามาใส่ใจ “ผู้อื่นเห็นข้าได้ดีจึงคิด
อิจฉาริษยา ข้ายังกลัวว่านางจะไม่ด่าข้า ด่าได้
ประจวบเหมาะนัก คืนนี้เมื่อข้าไปถวายน้ำแกงให้
ฝั่าบาทจะได้กราบทูลให้ฝั่าบาทฟัง”
นางเอ่ยถามอีกครั้ง “ข้าให้เจ้าส่งจานฝนหมึกไป
ให้ท่านพ่อ เจ้าส่งไปหรือยัง”
นางกำนัลผู้นั้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เหม่ยเหริน
โปรดวางพระทัย สิ่งที่ทรงกำชับ หม่อมฉันย่อม
ปฏิบัติตาม”
จ้าวหมิงจูผงกศีรษะ “เมื่อกลับไปแล้ว เจ้าอย่าลืม
สั่งให้ห้องครัวเล็กตุ๋นน้ำแกงนกพิราบกับเนื้อหมัก
เกลือตากแห้งไว้ จงเติมผลพุทราแห้งลงไปด้วย
ฝั่าบาทโปรดรสหวาน”
อันที่จริงจานฝนหมึกนั้นเป็นการส่งสาสน์ให้กับ
หลัวเซิ่นหย่วน นางอยู่ข้างหมอนฝั่าบาท เมื่อเกิด
เหตุการณ์ผิดปกติใด นางย่อมรู้ก่อน ยามนี้
สถานการณ์ในราชสำนักกำลังอยู่ในสภาวะตึง
เครียด หากนางล่วงรู้อะไรก็จะเล่าสู่ให้หลัวเซิ่น
หย่วนฟัง
หลังจากสวีเว่ยถูกจองจำ ผ่านไปไม่กี่วันก็ถูก
ระวางโทษประหารชีวิต วันที่ยี่สิบห้าเป็นวันชำระ
โทษ ในช่วงสองสามวันนี้มีขุนนางเรียงรายเข้ามา
ร้องขอพระเมตตาไม่ขาดสาย จำนวนคนที่ถูกฝั่า
บาทลากเข้าไปตัดสินโทษด้วยมีมากมาย มีเพียง
หลัวเซิ่นหย่วนเท่านั้นที่ได้รับความคุ้มครอง
ปกปั้อง หลายวันมานี้ฮ่องเต้เอาแต่สนทนาหารือ
เรื่องการเล่นแร่แปรธาตุกับนักพรตเต๋าที่มาจาก
ชิงเฉิงซาน ไม่ใส่ใจเรื่องในราชสำนักสักเท่าไร ถึง
จะพูดไปก็ไร้ประโยชน์
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างหลัวเซิ่นหย่วนกับวั่งหย่
วนก็แปรเปลี่ยนเป็นคลุมเครือแล้ว เขาเริ่มสนิท
สนมใกล้ชิดกับวั่งหย่วน อีกทั้งยามอยู่ในท้องพระ
โรง วั่งหย่วนก็ยังไม่ค่อยพุ่งเปั้าไปที่หลัวเซิ่นหย่
วนแล้ว กระทั่งเสนอให้เขารับตำแหน่งเจ้ากรม
โยธาหลังจากเจ้ากรมโยธาเกษียณตำแหน่ง ตั้งแต่
สมัยอดีตกาลเจ้ากรมโยธาก็มักทำงานควบ
ตำแหน่งมหาบัณฑิตแห่งอู่อิงเตี้ยน[2]ซึ่งถือเป็น
เก๋อเหล่าแห่งเน่ยเก๋อ…หลัวเซิ่นหย่วนจึงมีโอกาส
ได้ขึ้นเป็นเก๋อเหล่าคนต่อไป!
ครั้นจ้าวหมิงจูคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกหวั่นใจ ไม่รู้ว่าเขา
จะทำสำเร็จหรือไม่!
จ้าวหมิงจูทอดถอนใจ เรื่องเหล่านี้นางไม่เข้าใจ
นางเหมาะกับการไปตุ๋นน้ำแกงเสียมากกว่า
ช่วยเหลือเท่าที่จะสามารถทำได้ ถือเป็นการตอบ
แทนอี๋หนิง
กว่าหลัวเซิ่นหย่วนจะได้รับจดหมายของนางก็
เป็นยามบ่ายแล้ว เขากำลังเข้าวังหลวงไปถวาย
บังคมหน้าพระพักตร์ อันที่จริงจ้าวหมิงจูไม่ได้
เขียนอะไรมากนัก นางเขียนเพียงประโยคเดียว
‘เมื่อคืนฮองเฮาไม่ได้เสด็จกลับวังหลวง’ หลัวเซิ่น
หย่วนเอากระดาษแผ่นนั้นไปเผาไฟ ในเวลานี้เอง
ก็มีผู้ใต้บัญชาเข้ามารายงาน “ใต้เท้า เตรียมเกี้ยว
เรียบร้อยแล้วขอรับ”
เกี้ยวหยุดลงนอกคุกใหญ่กรมอาญา ก่อนถึงเวลา
ประหารโทษของสวีเว่ย หลัวเซิ่นหย่วนจึงมาพบ
เขาสักครั้ง
ภายในคุกมืดสลัว เมื่อเดินไปตามทางเดินเล็ก
แคบจะพบกับห้องขัง ภายในห้องไม่มีหน้าต่าง มี
เพียงตะเกียงน้ำมันสนที่ถูกจุดอยู่ สวีเว่ยนั่งขัดตะ
หมาดบนเตียงเตาที่รองด้วยหญ้าแห้ง เสียงร้อง
ของงูและหนูดังบางเบาในแสงมืดสลัว
บรรยากาศเงียบสงัด ทำให้เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามา
ของเขาดังก้องขึ้นเรื่อยๆ สวีเว่ยลืมตาขึ้น
เขาจดจำเสียงฝีเท้าศิษย์ของตนได้ ไม่ต้องมองก็รู้
ว่าเป็นหลัวเซิ่นหย่วน ในยามนี้ผู้ที่สามารถเข้ามา
เยี่ยมเขาได้ นอกจากหลัวเซิ่นหย่วนก็คงไม่มีผู้ใด
แล้ว
สวีเว่ยกล่าว “เจ้ามาแล้ว”
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบ เขาแต่งกายด้วยชุดขุน
นางขั้นสาม เคร่งขรึมสง่างาม ท่ามกลางคุกอันชื้น
แฉะมืดสลัว เขาดูไม่ค่อยเข้าพวกเท่าไรนัก แต่
ท่านรองราชเลขาธิการผู้นั้นกลับนั่งอยู่ในห้องขัง
ในชุดนักโทษ ปอยผมตกปรกหน้า ดูมีท่วงท่า
ผ่อนคลายแม้กำลังเผชิญหน้ากับความตาย “ข้า
ได้ยินว่าเจ้าไปเข้าร่วมกับวั่งหย่วนแล้ว”
“อาจารย์ได้ยินมาผิดแล้ว แม้ข้าจะไม่เคยวิ่งวุ่น
ด้วยเรื่องของอาจารย์ แต่ก็มิใช่ผู้ที่หลงใหลใน
ผลประโยชน์จนลืมบุญคุณ” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว
ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
สวีเว่ยราวกับตกอยู่ในภวังค์ “คงมีขุนนาง
อาลักษณ์ฝั่ายชิงหลิวก่นด่าเจ้าเป็นจำนวนมาก
อันที่จริงขุนนางอาลักษณ์เหล่านั้นไม่ควรด่าทอ
เจ้า ผู้ที่พวกเขาต้องด่าทอควรเป็นข้า ในเมื่อแต่ไร
มาข้าก็ไม่เคยปฏิบัติต่อเจ้าด้วยความจริงใจ เกรง
ว่าเจ้าเองก็คงคาดเดาได้นานแล้ว ผู้ที่ข้าหมายจะ
บ่มเพาะให้เป็นราชเลขาธิการคนต่อไปก็คือห
ยางหลิง การที่ข้าพยายามสนับสนุนเจ้าเต็มกำลัง
เป็นเพราะไม่อยากให้เขาถูกวั่งหย่วนเพ่งเล็ง อันที่
จริงความสามารถของพวกเจ้าถือว่าทัดเทียม ทว่า
ในด้านอื่นๆ เขายังห่างชั้นกับเจ้านัก…วิธีการของ
เจ้าโหดเหี้ยมไร้ความปรานี หากเจ้าได้ขึ้นเป็นราช
เลขาธิการ ช้าเร็วก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นวั่งหย่วน
คนที่สอง”
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบ เขายืนเอามือไพล่หลัง ใน
โลกแห่งความมืดมีเพียงลำแสงน้อยๆ ที่เล็ดลอด
ผ่านช่องว่างเข้ามาตกกระทบลงบนแผ่นหลังของ
เขา ทำให้มองเห็นใบหน้าเขาไม่ชัดเจน
“อาจารย์ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะคุ้มครองคนใน
ครอบครัวของท่านเอง แม้ต่อไปอาจารย์จะไม่อยู่
แล้ว ข้าก็จะพึงระลึกคำสั่งสอนของท่านไว้ในใจ ที่
ข้ามาเยี่ยมท่านในวาระสุดท้ายก็เพราะเห็นแก่
ความเป็นศิษย์อาจารย์ ข้าขอลาท่าน ณ ตรงนี้”
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวจบก็หมุนตัวเตรียมจากไป
สวีเว่ยพลันกล่าวขึ้นจากด้านหลัง “ข้าได้ยินว่า
ภรรยาของเจ้าปั่วยหนัก อาการดีขึ้นบ้างหรือไม่”
หลัวเซิ่นหย่วนหันหลังให้เขา สีหน้ายากจะ
พรรณนา เขากล่าวว่า “ดีขึ้นบ้างแล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี” สวีเว่ยคล้ายจะโล่งใจ “เจ้าให้
ความสำคัญกับนางถึงเพียงนี้ หากนางมีเหตุให้
เป็นอะไรไป ข้าคงไม่อาจคาดเดาถึงความ
เปลี่ยนแปลงของเจ้า…” เขาพิงตัวกับกำแพง
น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างยิ่งยวด บางทีหัวใจเขาอาจ
เคยสั่นคลอนนับครั้งไม่ถ้วน แต่สุดท้ายเขาก็ยัง
เลือกหยางหลิง ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ไม่ใช่เรื่อง
สลักสำคัญอีกต่อไปแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนก้าวออกไปจากคุก ยิ่งเดินฝีเท้าก็
ยิ่งเร็ว เมื่อเขาขึ้นไปบนเกี้ยวก็หลับตาลง เขาลบ
ความอ่อนโยนสุดท้ายที่อาจารย์มีต่อเขาไปจน
หมดสิ้น
เขาไม่ใช่คนพรรค์เดียวกับสวีเว่ย บางทีอาจเขา
คล้ายคลึงกับวั่งหย่วนมากกว่า
ภาพของพระตำหนักเฉียนชิงค่อยๆ ปรากฏใกล้
เข้ามา หลัวเซิ่นหย่วนได้กลิ่นหอมของธูปนั้นอีก
ครั้ง
ขันทีนำเขาเข้าไปยังที่ประทับด้านข้าง ฮ่องเต้แต่ง
กายด้วยชุดเต้าผาว ครั้นล้างมือเรียบร้อยก็เริ่มจุด
ธูป ฮ่องเต้นั่งลงเบื้องหน้าเขา จิบชาคำหนึ่งก่อน
พูดขึ้น “เจิ้นได้ยินว่าขุนนางรักไปเยี่ยมสวีเว่ย
ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งรองราชเลขาธิการ เขา
มักดูแลเจ้าอยู่เป็นนิจ หลายวันมานี้มีผู้มาขอร้อง
อ้อนวอนแทนเขาไม่ขาดสาย แต่เจิ้นกลับไม่เคย
เห็นเจ้าออกตัวขอร้องแทนเขา”
“ฝั่าบาททรงตัดสินพระทัยเรียบร้อยแล้ว แน่นอน
ว่าย่อมมีเหตุผลของพระองค์เอง กระหม่อม
เคารพอาจารย์ แต่ที่มากกว่านั้นคือความ
จงรักภักดีต่อฝั่าบาท” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว เขา
ยิ้มพลางเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ฝั่าบาททรงโปรดปราน
การเล่นแร่แปรธาตุ กระหม่อมมีผู้วิเศษคนหนึ่ง
อยากแนะนำให้ฝั่าบาทได้ทรงรู้จักพ่ะย่ะค่ะ ใน
พื้นที่แห่งนั้นทุกคนขนานนามผู้วิเศษท่านนี้ว่าเป็น
ดุจเทพเจ้าที่ยังมีชีวิต เขาสามารถติดต่อกับหงจ
วินเหล่าจู่[3]ได้ ทั้งยังเปียมด้วยมนต์ขลัง
กระหม่อมได้เชิญเขามาแล้ว อีกสองสามวันฝั่า
บาทก็จะทรงได้พบกับเขาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ครั้นฮ่องเต้ได้ยินก็ตื่นเต้นอย่างยิ่งยวด ทั้งยังปีติ
ยินดียิ่ง “สามารถติดต่อกับหงจวินเหล่าจู่ได้จริง
หรือ”
“ย่อมเป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เอ่ยถามเรื่องราวหลายอย่างเกี่ยวกับ
ผู้วิเศษท่านนี้ ระหว่างนี้ก็ปรารภถึงความน่า
อัศจรรย์ไม่ขาดสาย ทว่าผ่านไปเพียงครู่หนึ่งก็
เงียบขรึมลง จากนั้นจึงกล่าวกับหลัวเซิ่นหย่วนว่า
“นอกจากวั่งหย่วนก็เป็นขุนนางรักที่เข้าใจเจิ้น
มากที่สุด เจิ้นมีเรื่องหนึ่งต้องการมอบหมายให้ขุน
นางรักไปทำ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของ
ราชวงศ์ หวังว่าขุนนางรักจะดำเนินการอย่าง
ระมัดระวัง”
หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้นยืน “ฝั่าบาทโปรดมีรับสั่ง”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่า…เหตุใดหลายปีมานี้ฮองเฮาจึงไม่
ตั้งครรภ์เสียที” ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
หลัวเซิ่นหย่วนพลันคิดถึงประโยคนั้นของจ้าวหมิง
จู ทันใดนั้นก็บังเกิดการคาดเดาในใจ บรรยากาศ
ภายในห้องเงียบสงัด เขากล่าว “กระหม่อม
พอจะคาดเดาได้พ่ะย่ะค่ะ”
“เจิ้นได้สั่งการลงไปแล้ว นี่เป็นเพียงความสงสัย
ของเจิ้น แท้จริงเป็นอย่างไร เจิ้นยังไม่รู้” ฮ่องเต้
กล่าวต่อ “วันนี้เจิ้นจะมอบสิ่งหนึ่งให้เจ้า เมื่อเจ้า
มีพวกเขา ต่อไปจะทำการใดในราชสำนักก็จะ
สะดวกมากขึ้น ใต้เท้าวั่งต้องยุ่งวุ่นวายกับเรื่องใน
ราชสำนักทุกวัน สวีเว่ยเองก็ถูกจองจำไปแล้ว
เจิ้นจึงอยากเรียกใช้เจ้า”
ความหมายนี้ของฮ่องเต้คืออยากบ่มเพาะเขาเป็น
คนสนิท บางทีการแสดงออกของเขาในช่วงเวลา
ที่ผ่านมาคงเพียงพอทำให้ฮ่องเต้ไว้วางใจเขาแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนคุกเข่าลงขอบพระทัยด้วยท่าทีสงบ
นิ่ง ครั้นสิ่งนั้นถูกส่งมายังมือเขา หัวคิ้วของ
หลัวเซิ่นหย่วนก็ขมวดมุ่นเล็กน้อย
เป็นปั้ายคำสั่งขององครักษ์เสื้อแพร!
องครักษ์เสื้อแพรขึ้นตรงกับฮ่องเต้ ทว่าบางครา
ฮ่องเต้ก็จะมอบหมายให้คนสนิทมาควบคุมดูแล
ในอดีตมอบให้ลู่เจียเสวีย แต่เกรงว่าฮ่องเต้จะ
หวาดกลัวในอำนาจทางทหารมหาศาลที่ลู่เจียเส
วียกุมไว้ในมือ เพราะบัดนี้อำนาจทางทหารในมือ
ของอีกฝั่ายถือว่ายิ่งใหญ่มากเกินไปแล้วจริงๆ
ดังนั้นฮ่องเต้จึงเรียกเก็บกลับมา และยามนี้ก็มา
ตกอยู่ในมือของเขาแล้ว!
องครักษ์เสื้อแพรเป็นกองกำลังที่น่าสะพรึงอย่าง
ยิ่ง เพราะได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้จึง
สามารถกระทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัว
“เจิ้นจะให้รองผู้บัญชาการทั้งสองคนไปพบเจ้า
ต่อไปก็จะให้รับคำสั่งจากเจ้าโดยตรง หากมีการ
เคลื่อนไหวใด เจ้าก็จงจัดการเสีย จากนั้นค่อยมา
รายงานเจิ้น” ฮ่องเต้รับสั่ง
ปั้ายคำสั่งในมือสำคัญอย่างยิ่ง นี่เป็นสิ่งที่แสดงถึง
ความไว้วางใจของฮ่องเต้ที่มีต่อเขา ทั้งยังแสดงว่า
จากนี้ไปเขาสามารถกระทำการต่างๆ ได้โดยไร้
กังวล
หลัวเซิ่นหย่วนกำปั้ายคำสั่งในมือแน่นพลางเม้ม
ริมฝีปากบาง
เกี้ยวเคลื่อนตัวไปตามถนน ยามนี้ย่างเข้าสู่ช่วงปี
ใหม่แล้ว ทุกทั่วหนแห่งล้วนประดับประดาด้วย
โคมไฟ เด็กน้อยสวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บใหม่วิ่งเล่นไป
ทั่วท้องถนน บางคนในมือยังถือประทัดและ
หน้ากาก วันนี้เป็นวันที่ยี่สิบสามเดือนล่า[4]แล้ว
มิน่าทั่วทุกพื้นที่จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศครึกครื้น
มีสตรีกำลังโอบกอดลูกน้อยพลางเอ่ยปากพร่ำ
สอน ทว่าเด็กน้อยนั่นกลับปันหน้าผีใส่
บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวา ตลาดครื้นเครงกว่า
ยามปกติเป็นสองเท่า
ทว่านางอยู่หนใด ตราบใดที่นางไม่อยู่ ความร้อน
รุ่มในใจก็ไม่อาจสงบลงได้แม้เพียงสักวัน
บางทีเมื่อนางกลับมา เขาอาจแปรเปลี่ยนเป็นคน
ที่น่าสะพรึงกลัวเพราะความทุรนทุรายไปแล้ว
นางจะหวาดกลัวเขาหรือไม่
หากเขายังตามหานางไม่พบอีก เขาอาจสูญเสีย
การควบคุมตนเองแล้วจริงๆ
ตั้งแต่คราก่อน ข้างกายของหลัวอี๋หนิงก็มีสาวใช้
ร่างท้วมเพิ่มขึ้นมาอีกสองคน แต่ละคนมี
พละกำลังเทียบเท่าชิงชวี่
นางไม่สามารถออกจากจวนได้อีก ทุกวันถูกคุมขัง
อยู่ในจวนผู้สำเร็จราชการ เฉิงหลางมาเยี่ยมนาง
ทุกวัน อ่านหนังสือและเดินหมากเป็นเพื่อนนาง
อันที่จริงเพียงเขามาอ่านหนังสือหรือเดินหมาก
หลัวอี๋หนิงก็จะเอาแต่ทอดสายตามองออกไปนอก
หน้าต่าง เมืองต้าถงแห้งแล้งกว่าเมืองหลวง ทั้งยัง
เกิดพายุทรายเป็นครั้งคราว บริเวณประตูทางเข้า
เรือนเริ่มมีการติดกลอนคู่แล้ว บริเวณลานกว้าง
ถูกประดับประดาด้วยโคมไฟจำนวนมาก คล้าย
กับเทศกาลปีใหม่จะใกล้เข้ามาแล้ว
“เจ้าไม่ต้องกลับไปหรือ” หลัวอี๋หนิงถามเขา
เฉิงหลางพลิกหน้าหนังสือ “ข้าเดินทางมาปฏิบัติ
ภารกิจที่ต้าถง ยังไม่ต้องกลับไปชั่วคราว” ที่
สำคัญการอยู่ร่วมกับนางทำให้เขามีความสุข ดู
เหมือนเขาจะเริ่มดื่มด่ำกับวิถีชีวิตเช่นนี้แล้ว หาก
ไม่ใช่เพราะปีนั้นหลัวเซิ่นหย่วนยื่นมือเข้ามา
แทรกแซง บางทีนางอาจแต่งงานกับเขา และวิถี
ชีวิตของทั้งสองก็จะดำเนินไปในรูปแบบนี้ แม้นาง
จะเพิกเฉยต่อเขา แต่เขาก็สามารถทำเป็นไม่เห็น
ได้
มุมปากของหลัวอี๋หนิงยกหยักขึ้น ไม่คิดจะ
สนทนากับเขาอีก
ผ่านไปสักพักก็มีสาวใช้ยกน้ำแกงบำรุงของมื้อเย็น
เข้ามา เป็นน้ำแกงท้องนกพิราบกับขาหมูที่ตุ๋นกับ
ถั่วขาวจนเปือยนุ่ม ด้านบนโรยด้วยต้นหอมซอย
ยังมีเนื้อหมักเกลือชิ้นบางซึ่งตุ๋นลงไปพร้อมกัน
น้ำแกงสีขาวขุ่นส่งกลิ่นหอมอบอวล เพียงมองก็
กระตุ้นให้น้ำลายสอ ทว่าหลัวอี๋หนิงที่ต้องดื่มน้ำ
แกงบำรุงชนิดต่างๆ สองถ้วยต่อวัน เพียงเห็นน้ำ
แกงสีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นดำคล้ำ
ถ้วยน้ำแกงถูกวางอยู่บนโต๊ะเป็นเวลานานโดยไร้
การแตะต้อง เฉิงหลางมองนาง หลัวอี๋หนิงจึง
กล่าว “มีอะไรหรือ ข้าดื่มไม่ลงแล้ว”
“ท่านต้องดื่ม ท่านผอมเกินไปแล้ว” น้ำเสียงของ
เฉิงหลางอ่อนโยน เขายกช้อนตักน้ำแกง ก่อนจะ
ยื่นไปเบื้องหน้านาง “ดื่มเถิด”
ในเวลาเพียงครึ่งเดือน อี๋หนิงถูกบังคับให้กินจน
คางเริ่มกลมมนแล้ว ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา
ความอยากอาหารเริ่มฟืนฟูขึ้นบ้าง นางจึง
สามารถกินได้มากขึ้น คราก่อนนางยังกินเนื้อสัน
ในตุ๋นไปถ้วยใหญ่
บัดนี้หลัวอี๋หนิงแสดงท่าทีเป็นศัตรูกับเฉิงหลางอ
ย่างชัดเจน นางหันไปกล่าวกับสาวใช้ที่อยู่
ด้านข้าง “กุ้ยเซียง ข้าอยากนอนกลางวันแล้ว”
“นายหญิง ท่านยังไม่ได้กินข้าว…” สาวใช้ที่ถูก
เรียกชื่อมีท่าทีคล้ายไม่รู้ควรทำอย่างไร
“ข้าอยากนอนแล้ว เก็บไว้กินตอนตื่นเถิด” อี๋หนิง
กระชับเสื้อคลุมเดินเข้าไปในห้องด้านใน ทิ้งให้
เฉิงหลางอยู่ในห้องเพียงลำพัง
เฉิงหลางมีท่าทีจนปัญญา เขาทอดถอนใจแผ่วเบา
“ท่านจำเป็นต้องดื่ม…” ในเมื่อเด็กในท้องยังต้อง
เติบโต นางตัวเล็กเพียงเท่านั้น จะไม่ดื่มของบำรุง
ได้อย่างไร เขาส่งน้ำแกงให้สาวใช้เอาไปอุ่นไว้ใน
หม้อนึ่ง หลัวอี๋หนิงตื่นเมื่อไหร่ค่อยให้นางดื่ม
หลัวอี๋หนิงที่อยู่ภายในห้องลืมตาขึ้น นางค้น
พบว่ายามที่เฉิงหลางอยู่ที่นี่ การรักษาเวรยามจะ
หละหลวมมากที่สุด
สาวใช้ชราพิงกรอบประตูผล็อยหลับไป
บรรยากาศภายในห้องอบอุ่นพาให้ผู้คนรู้สึก
ง่วงงุน
นางต้องกลับไป
นางบังเอิญเห็นเอกสารทางราชการของเฉิงหลาง
จึงได้รู้ว่าเกิดเรื่องกับสวีเว่ยแล้ว ชาติภพนี้สวีเว่ย
ประสบกับหายนะเร็วกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อสวี
เว่ยเกิดเรื่อง พี่ชายสามย่อมไม่ยื่นมือเข้า
ช่วยเหลือ หลังจากนี้ราชสำนักก็จะเกิดเหตุการณ์
นองเลือด…ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร ตอนนี้นางก็
ต้องกลับไป นางสามารถช่วยเขาแสดงความ
คิดเห็นได้ เพราะอย่างไรนางก็เคยผ่าน
ประสบการณ์เหล่านั้นมาก่อน
หลัวอี๋หนิงลุกขึ้นเปิดฉากกั้น นางใช้เสื้อคลุมและ
เสื้อผ้ามาม้วนเป็นร่างคนใต้ผ้าห่ม สองวันก่อน
นางพบว่าแม้บานหน้าต่างจะถูกลงกลอนไว้ แต่ก็
ถูกขัดกลอนไว้อย่างหละหลวม นางสามารถใช้ปิน
คลายสลักได้ เมื่อเดินตามทางเดินด้านหลังไปยัง
ห้องครัว ประตูด้านหลังของห้องครัวมักมีรถขน
วัตถุดิบวิ่งเข้าออกอยู่เป็นนิจ ทางเดินขนาดใหญ่
เท่าประตูนี้จะเปิดทิ้งไว้ประมาณครึ่งเค่อ ไม่มี
ทหารยามลาดตระเวนตลอดเวลา นางสามารถ
อาศัยช่องว่างช่วงนี้หลบหนีออกไปได้
นางคิดคำนวณเส้นทางหลบหนีใหม่ไว้แล้ว
ขณะเดียวกันรอบนี้นางยังเตรียมตัวได้พรั่งพร้อม
มากขึ้น นางเก็บห่อขนมไว้ในเสื้อ ยังมีปินเงินอีก
จำนวนหนึ่ง สำหรับเครื่องประดับที่นางมักใช้อยู่
เป็นนิจเหล่านั้น หากไม่ใช่ทองคำแท้ก็ฝัง
ประดับอัญมณี หากเอาออกไปจะยิ่งกลายเป็นที่
ดึงดูดความสนใจ นางจึงไม่ได้เอาติดตัวไปแม้
เพียงชิ้นเดียว
ผ่านพ้นยามเว่ยแล้ว แต่หลัวอี๋หนิงก็ยังไม่ตื่น เมื่อ
สาวใช้เดินมาหานางจึงพบว่านางหายตัวไปอีก
แล้ว อันที่จริงอี๋หนิงหายตัวไปนานแล้ว นางน่าจะ
หนีออกจากเมืองไปแล้ว สาวใช้ตื่นตระหนก
ตกใจจนใบหน้าซีดขาว วิ่งล้มลุกคลุกคลานไปหา
เฉิงหลาง
เฉิงหลางมีสีหน้าไม่ดีนัก เขาพาองครักษ์กลุ่มใหญ่
ออกตามหา แต่กลับไร้ร่องรอยใดๆ ทำให้ทั้งจวน
ผู้สำเร็จราชการเต็มไปด้วยความอลหม่านวุ่นวาย
บรรดาบ่าวรับใช้พากันตื่นตระหนก ใต้เท้าเฉิงผู้นี้
มีจิตใจโหดเหี้ยม หากฮูหยินท่านนี้หายตัวไป ทุก
คนย่อมเดือดร้อนกันถ้วนหน้า จุดจบของหวั่นเห
รินหวั่นชุนสาวใช้สองคนนั้น พวกนางยังจดจำได้
อย่างชัดเจน ยามนี้ทั้งสองยังนอนอยู่บนเตียงลุก
ไม่ขึ้น ทั้งยังถูกสั่งให้หามออกจากจวนไปแล้ว
เฉิงหลางพาคนออกตามหาไปทั่วเมืองต้าถง
ขณะที่กำลังจะปิดประตูเมืองเพื่อตรวจสอบทีละ
จุดก็มีคนขี่ม้าทะยานเข้ามา
ครั้นคนผู้นี้เห็นเฉิงหลางก็ลงจากม้า กล่าว
รายงานพลางหอบหายใจเฮือกใหญ่ “ใต้เท้าเฉิง
ใต้เท้าผู้บัญชาการมาถึงนอกเมืองต้าถงแล้วขอรับ
เกรงว่าอีกหนึ่งเค่อก็น่าจะถึงแล้ว!”
ครั้นเฉิงหลางได้ยิน หัวคิ้วก็ขมวดคิ้วมุ่น หัว
ใจเต้นระรัว
เขาไม่สนใจเรื่องทางนี้อีกต่อไป สั่งให้คนปิดประตู
เมืองแล้วพาคนไปต้อนรับลู่เจียเสวียที่ประตูหลัก
ของเมือง
ตอนที่เฉิงหลางมาถึง ประตูหลักของเมืองกำลัง
เปิดออกพอดี ชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศต่างมุง
ล้อมแน่นขนัด พวกเขาได้ข่าวว่าท่านผู้สำเร็จ
ราชการผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรกลับมายังเมือง
ต้าถงแล้ว จึงพากันวิ่งมาชมบรรยากาศและความ
ยิ่งใหญ่ของขบวน เหล่าทหารกันชาวบ้านออกไป
รถม้าของลู่เจียเสวียเคลื่อนเข้าไปในกลุ่มคน
ท่ามกลางการคุ้มกันขององครักษ์คนสนิท บรรดา
ชาวบ้านที่มามุงดูต่างส่งเสียงพูดคุยกันอย่าง
คึกคัก ลู่เจียเสวียเพิ่งออกจากรถม้า ครั้นได้เห็น
การรักษาการณ์ที่เข้มงวด สีหน้าก็พลัน
เปลี่ยนเป็นขมึงทึง ยามนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะ
สงคราม เมืองต้าถงไม่มีทางตั้งมาตรการปั้องกัน
เข้มงวดโดยไร้สาเหตุ
เฉิงหลางก้าวไปด้านหน้าเพื่อรายงาน ลู่เจียเสวี
ยมองเขาจากบนรถม้า “ท่านน้า นางหายตัวไปใน
จวนผู้สำเร็จราชการ ข้ากำลังนำกำลังคนปิดเมือง
ตรวจค้น…นางหายตัวไปสองชั่วยามแล้วขอรับ!”
เกิดเรื่องขึ้นแล้วจริงๆ เขาเพิ่งมาถึง นางก็หายตัว
ไป
ลู่เจียเสวียเพียงกล่าว “พาข้าไปดูที่จวนผู้สำเร็จ
ราชการ”
เมื่อมาถึงจวนผู้สำเร็จราชการ ลู่เจียเสวียก็รีบเข้า
ไปในห้องชั้นในที่หลัวอี๋หนิงพำนักอย่างรวดเร็ว
เขากวาดตามองรอบทิศ ห้องนี้ถูกประดับตกแต่ง
ตามคำสั่งของเขา นางอาศัยห่อผ้าที่ถูกม้วนเป็น
ร่างคนใต้ผ้านวมปิดบังสาวใช้ชราที่คอยเฝั้าเวร
ตั่งไม้ที่นางนอนยังมีกรุ่นกลิ่นหอมจางๆ จากร่าง
นาง นางเคยพำนักอยู่ที่นี่
ลู่เจียเสวียเดินไปยังหน้าต่างที่มีเพียงบานเดียว
ภายในห้อง จากนั้นก็มองบานหน้าต่าง พอเห็น
ร่องรอยสลักที่ถูกงัดออกก็เข้าใจเรื่องราวในบัดดล
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผู้อื่นถอยออกไป
ให้หมด เฉิงหลาง เจ้ามาตรงนี้”
ลู่เจียเสวียหันกลับไป ก่อนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
หยัน “เจ้าปล่อยนางไปรึ”
“ท่านน้า ข้าไม่รู้จริงๆ ว่านางจะหนีไป…” เฉิง
หลางก้มศีรษะแล้วกล่าว “ข้าคาดไม่ถึง เป็น
ความบกพร่องของข้า”
“เจ้าเป็นถึงผู้ช่วยหัวหน้าฝั่ายตรวจการ เป็นทั่นฮ
วาที่ผ่านการสอบหน้าพระที่นั่ง นางเพียงคนเดียว
เจ้ายังหาทางปั้องกันไว้ไม่ได้รึ เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ
ไร!” ลู่เจียเสวียเดินมาหยุดเบื้องหน้าเขา “เฉิง
หลาง เจ้าทำให้ข้าต้องเปิดตามองเจ้าใหม่แล้ว
เพื่อนาง กระทั่งชีวิตเจ้าก็ไม่ต้องการแล้วรึ ข้า
ประเมินเจ้าผิดไปจริงๆ ” สีหน้าของเขา
เปลี่ยนเป็นเย็นชา น้ำเสียงเย็นเยียบ “หากไม่ใช่
เพราะในเวลานี้ข้าต้องไปตามจับนาง ข้าคง
สังหารเจ้าไปแล้ว เจ้าเชื่อหรือไม่”
เฉิงหลางคุกเข่าลงเบื้องหน้าเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“ท่านน้า ข้าไม่ได้มีเจตนาจะปล่อยนางไป”
ลู่เจียเสวียไม่สนใจอีกฝั่ายอีกต่อไป เขาตรวจสอบ
เส้นทางการหลบหนีของหลัวอี๋หนิงอยู่ชั่วครู่ก็
มั่นใจถึงทิศทางที่นางหลบหนี จากนั้นจึงนำทหาร
ขึ้นหลังม้า ก่อนจากไปยังปรายตามองเฉิงหลาง
ด้วยสายตาเหยียดหยันเป็นครั้งสุดท้ายแล้วไล่
ตามทางหลวงที่มุ่งหน้าออกจากเมืองต้าถง เม็ด
ทรายสีเหลืองฟุั้งตลบ เขาชำนาญการขี่ม้าทำ
สงครามมากที่สุด ความเร็วของการขี่ม้ามากกว่า
รถม้าถึงห้าเท่า หลัวอี๋หนิงขี่ม้าไม่เป็น นางต้อง
หนีไปได้ไม่ไกลนัก!
เมื่อเฉิงหลางเห็นเขาจากไปแล้วจึงกระซิบสั่งการ
ผู้ใต้บัญชา “เก็บข้าวของ กลับเมืองหลวง”
——————–
1. ตำแหน่งนางสนมของจีนถูกจัดแบ่ง
ออกเป็น 8 ขั้น ฟูเหริน จิ่วผินเจี๋ยหยู๋ เม่ยเห
ริน ไฉเหริน เปั่าหลิน ยู้นวู่ และไฉนวู่
2. อู่อิงเตี้ยน หรือที่เรียกว่าตำหนักชาญชัย
ในการยุทธ เป็นกลุ่มพระตำหนักฝั่ายหน้า
ตั้งอยู่ซีกตะวันตกของพระราชวังต้องห้าม คู่
กับพระตำหนักเหวินหัวเตี้ยนทางซีก
ตะวันออก
3. หงจวินเหล่าจู่เป็นเทพเจ้าสูงสุดของ
ศาสนาเต๋า เป็นตัวแทนของความสว่าง
4. เดือนล่าหมายถึงเดือน 12 ตามปฏิทิน
จันทรคติ