พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 175
หลัวอี๋หนิงตื่นเพราะความเหน็บหนาว
หลัวอี๋หนิงนั่งพิงเก้าอี้ยาวผล็อยหลับ แต่กลับ
สะดุ้งตื่นกลางคัน อี๋หนิงโดยสารรถม้าคันนี้มา
พร้อมสตรีแซ่กัวที่กำลังอุ้มลูกคนหนึ่ง นาง
แต่งงานย้ายมายังต้าถง ทว่าต่อมาสามีเสียชีวิตลง
ในสนามรบ ครอบครัวของแม่สามีมีบุตรชายสี่ห้า
คน พวกเขาต่างวางตนข่มเหง ทั้งยังหวังช่วงชิง
ทรัพย์สินของนาง นางจึงพาลูกน้อยหนีกลับไปยัง
ครอบครัวเดิม บิดาของนางเป็นขุนนางตำแหน่ง
เล็กๆ ในหน่วยซุนเทียน
เด็กน้อยขลาดกลัวคนแปลกหน้าจึงไม่ค่อยพูดจา
เขานั่งเล่นสร้อยหยกอยู่ในอ้อมกอดของมารดา
แต่นางกัวปฏิบัติต่อหลัวอี๋หนิงอย่างกระตือรือร้น
ไถ่ถามถึงภูมิหลังของนางไม่ขาดปาก
“ดูเหมือนน้องสาวจะยังแต่งงานได้ไม่นาน
ร่างกายยังดูบอบบาง เหตุใดครอบครัวสามีของ
เจ้าจึงกล้าปล่อยให้เจ้าออกมาเพียงลำพังเล่า”
นางกัวกล่าวพลางมองพินิจ อาภรณ์เนื้อผ้าดูมี
ราคา ทว่าบนร่างกลับไร้ซึ่งเครื่องประดับใดๆ
เห็นทีตระกูลสามีคงเป็นตระกูลตกอับ เมื่อครู่เพื่อ
จะขอโดยสารรถม้ากับนาง อีกฝั่ายได้นำปินเงิน
ออกมาสองเล่มเพื่อเป็นค่าโดยสาร สุดท้ายนาง
กัวจึงยอมให้อีกฝั่ายขึ้นรถมาด้วย
“ใช่ว่าพี่สาวจะไม่รู้เรื่องพรรค์นั้นของบุรุษ” หลัว
อี๋หนิงรู้ว่าควรทำอย่างไรจึงจะสามารถร้องขอ
ความเห็นใจจากนางกัวได้ “ก่อนแต่งกับเขา ทั้ง
วาทศิลปทั้งการปฏิบัติต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วน
เลอเลิศ แต่เมื่อแต่งเข้าไป คนในตระกูลเขากลับ
ลวงหลอกช่วงชิงสินเจ้าสาวของข้า ตัวเขาเองยัง
เอาแต่ร่ำสุราเคล้านารีอยู่ด้านนอก สถานที่เน่า
เฟะเช่นนั้น ข้าทนอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว มิสู้กลับไป
หาท่านพ่อของข้า ไม่ต้องมาทนแบกรับอารมณ์…
ข้ายังกลัวว่าเขาจะไม่หย่ากับข้า!”
ครั้นนางกัวนึกถึงอำนาจของแม่สามีในตระกูลก็
บังเกิดความเห็นใจอี๋หนิงขึ้นมาหลายส่วน “หาก
ตอนหมั้นหมายไม่ดูให้ดี การแต่งงานให้คนผิด
ย่อมนับเป็นเรื่องที่น่าโกรธแค้นที่สุด น้องสาวต้อง
ลำบากแล้ว!”
หลัวอี๋หนิงเดินทางออกจากเมืองต้าถงพร้อมกับ
นางกัว เมื่อใกล้ถึงอำเภอหยางหยวน ท้องฟั้าก็
เปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว นางกัวเตรียมหยุดพักผ่อนที่
จุดแวะพัก หลัวอี๋หนิงกล่าวกับนาง “พี่สาว ข้ากับ
ท่านต่างเป็นสตรี เดินทางรอนแรมอยู่ด้านนอก
ย่อมไม่สะดวก มิสู้พวกเราพักห้องเดียวกันจะได้
เป็นการปั้องกันเรื่องยุ่งยาก”
นางกัวเข้าใจว่านางเขินอายที่ไม่มีเงินหลงเหลือจึง
ยอมให้นางพักกับตน หลัวอี๋หนิงนอนอยู่บนตั่ง
ยาวที่ไร้เตาอุ่นด้านล่าง
มีเพียงผ้าห่มผืนบางที่สามารถใช้ได้ หลัวอี๋หนิงจึง
ห่อตนเองในเสื้อคลุม นางหลับไปจนถึงกลางดึก
เมื่อลมอุดรพัดแทรกเข้ามาจากด้านนอก นางก็
สะดุ้งตื่นเพราะความหนาวเย็น
นางลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้ยาว นางกัวสองแม่ลูกหลับ
สนิทอยู่บนเตียงเตา เด็กน้อยนอนอยู่ในอ้อมกอด
ของมารดา เผยเพียงใบหน้าเล็กแดงเรื่อออกมา
ทัศนียภาพโดยรอบแปลกตายิ่ง ทำให้นางคิดถึง
ทุกสิ่งที่อยู่ในเมืองหลวงแดนไกล เพียงแต่ยามนี้
ยังเดินทางไม่ถึงหนึ่งในสามส่วนของเส้นทาง รถ
ม้าของนางกัวไม่อาจเทียบกับม้าศึกที่ไม่อาจ
ประเมินค่าของเฉิงหลาง แต่หลัวอี๋หนิงก็ไม่ได้รู้สึก
ร้อนรนนัก อันที่จริงนางรู้ว่าหากไม่ใช่เพราะเฉิง
หลางยอมปล่อยนาง นางคงไม่มีวันหนีออกมา
จากต้าถงได้ ดังนั้นเขาย่อมถ่วงเวลา จงใจทำเป็น
หานางไม่พบ
ทว่าอากาศยามนี้หนาวเกินไปแล้ว…นางจะไม่
ต้องไอเย็นได้อย่างไร
หลัวอี๋หนิงลงจากตั่งยาว ภายในห้องไม่มีน้ำร้อน
นางไม่กล้าเดินออกไปเพียงลำพัง ทำได้เพียงก้าว
เท้าเดินไปมาในห้องเพื่อสร้างความอบอุ่น นางกัว
ตื่นเพราะเสียงรบกวน “น้องสาว เหตุใดเจ้าจึงยัง
ไม่นอน…”
หลัวอี๋หนิงไม่อาจปริปากบอกว่าหนาว เพราะ
อย่างไรเตียงเตาก็สามารถบรรจุคนได้เพียงสอง
คน “ข้านอนไม่หลับ พี่สาว ท่านพักผ่อนเถิด ข้า
จะเบาเสียงลง”
นางกัวถอนหายใจ “เจ้าวิตกกังวลเรื่องใน
ครอบครัวจนนอนไม่หลับใช่หรือไม่ อย่าได้ร้อน
รนไป เมื่อเจ้ากลับไปถึงเมืองหลวงแล้ว หากยังไม่
มีที่ไปก็สามารถมาหาพี่สาวได้ พวกคนชั่วที่ทำ
ร้ายผู้อื่นเหล่านั้น เจ้าอย่าได้กลับไปหาอีก ข้าเอง
ก็ทนมาพอแล้วเช่นกัน…”
หลัวอี๋หนิงผงกศีรษะเบาๆ ในเวลานี้เองก็มีเสียง
อึกทึกวุ่นวายของคนและฝีเท้าม้าดังขึ้นจากด้าน
นอก
เสียงดังมาก ยังมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นบริเวณ
ด้านหน้า เงาของคบเพลิงวูบไหวไปมาบน
หน้าต่าง
นางกัวลุกขึ้นนั่ง “ด้านนอกเกิดอะไรขึ้น…”
จากนั้นก็คล้ายได้ยินเสียงของอาวุธจึงเริ่มตื่น
ตระหนก
หัวใจของหลัวอี๋หนิงพลันเต้นรัว นางพลันบังเกิด
ลางสังหรณ์ไม่ดี
นางเดินเข้าไปใกล้ประตู ดึงสลักออกแล้วแง้ม
ประตูเป็นช่องเล็กๆ ด้านนอกเต็มไปด้วยทหาร
แม้แต่เจ้าของจุดค้างแรมยังเดินออกมา มีร่างสูง
ใหญ่สวมเสื้อคลุมที่มีหมวกด้านหลังร่างหนึ่งยืน
หันหลังให้นาง ดูน่าเกรงขามดุจขุนเขา เจ้าของ
จุดค้างแรมตอบรับคำสนทนาอย่างนอบน้อม
ทันทีที่หลัวอี๋หนิงเห็นเขา ลมหายใจก็พลันสะดุด
เป็นลู่เจียเสวีย!
เขามาได้อย่างไร!
หากเขาเร่งเดินทางมาจากเมืองหลวงก็น่าจะยังไม่
รู้ว่านางหนีออกมาแล้ว แต่หากมาจากต้าถง เขา
ย่อมรู้แน่นอน บางทีอาจจะกำลังตามหาตัวนาง
ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร ยามนี้นางควรหาที่ซ่อนตัว
ก่อน เขาจะมาจากต้าถงหรือไม่ บัดนี้มิใช่ประเด็น
สำคัญ เพียงเขาหานางไม่พบก็พอ
นางกัวตะโกนเรียกนาง “น้องสาว ด้านนอกเกิด
เรื่องใดขึ้นหรือ” นางเป็นสตรีที่ร่อนเร่อยู่
ภายนอก ในมือมีเงินเพียงหยิบมือ นางกลัว
สถานการณ์วุ่นวายมากที่สุด สิ่งสำคัญคือเมื่อดู
จากท่าทีของคนกลุ่มนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ใช่
ชาวบ้านสามัญทั่วไป ไม่แน่อาจเป็นขุนนางจาก
ทางการ นางมองแววตาของหลัวอี๋หนิงที่ดูแปลก
พิกลไปเล็กน้อย จากนั้นก็รู้สึกคล้ายว่าคำพูดของ
หลัวอี๋หนิงมักแฝงด้วยความนัยบางอย่าง แม่นาง
น้อยที่มีรูปโฉมงดงามดุจบุปผา สามีจะทำใจแข็ง
ไม่ต้องการได้หรือ นางเริ่มกลัวว่าอี๋หนิงจะชักนำ
ความเดือดร้อนมาให้ ครั้นเห็นด้านนอกเต็มไป
ด้วยทหารจำนวนมาก ในใจก็ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่น
หลัวอี๋หนิงเห็นสีหน้าของนางกัวก็รู้สึกว่า
สถานการณ์ไม่สู้ดีแล้ว พวกนางคบหากันเพียงผิว
เผิน นางจะร้องขอความจริงใจจากอีกฝั่ายได้
เพียงใด แต่หากจะให้จ้างรถม้าเดินทางเพียง
ลำพัง นางจะมีความกล้าถึงขั้นนั้นได้อย่างไร การ
ได้พบกับนางกัวและได้ขออาศัยร่วมทางไปด้วย
ถือเป็นโชคดีอย่างไม่อาจเปรียบแล้ว นางคาดไม่
ถึงว่าจะต้องพบกับลู่เจียเสวียระหว่างทาง!
หลัวอี๋หนิงกัดฟัน เปลี่ยนสีหน้าเป็นเศร้าสลด “ข้า
ไม่ขอปิดบังพี่สาวแล้ว ผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางนั่นคือ
สามีของข้า คราแรกข้าหลอกลวงพี่สาว ที่ข้าหนี
ออกมาไม่ใช่เพราะเขาละโมบอยากได้สินเจ้าสาว
แต่เป็นเพราะเขามีอุปนิสัยชอบใช้ความรุนแรง
ทั้งยังชอบบีบบังคับข้าอยู่เป็นนิจ หากข้าไม่ฟัง
เขาก็จะลงไม้ลงมือเตะต่อยข้า…ไม่ง่ายเลยกว่าข้า
จะสบโอกาสขณะที่เขาไม่อยู่บ้านลอบหนีออกมา
พี่สาวอย่าให้เขาจับตัวข้ากลับไปอีกเลย!…ข้า
ขอร้องพี่สาว เพียงครานี้เท่านั้น ข้าถูกเขาปฏิบัติ
อย่างโหดร้ายจริงๆ !” กล่าวแล้วก็ม้วนแขนเสื้อ
ขึ้นให้นางกัวดูรอยฟกช้ำบนแขน นี่เป็นบาดแผล
ที่นางได้มาขณะปีนหน้าต่างแล้วไม่ทันระวัง
ครั้นนางกัวเห็นหลัวอี๋หนิงร้องไห้ก็รู้สึกสงสาร
นางทอดถอนใจ ภายในห้องนี้ไม่มีที่ให้หลบซ่อน
มีเพียงโต๊ะกับเก้าอี้ยาวตัวหนึ่ง แต่ก็ยังมีมุมเล็กๆ
ที่มีม่านปิดล้อมไว้สำหรับวางกระโถนขับถ่าย
“น้องสาว ข้าเองก็อยากช่วยเจ้า แต่เจ้าดูในห้องนี้
…”
หลัวอี๋หนิงกวาดตามองปราดหนึ่งก็ตัดสินใจ
“บุญคุณนี้ข้าย่อมตอบแทน ข้าไม่ขอปิดบัง
แท้จริงท่านพ่อของข้าเป็นขุนนางในราชสำนัก
เมื่อถึงเมืองหลวงแล้วข้าต้องตอบแทนพี่สาวอย่าง
มากล้น เพียงหวังว่าพี่สาวจะช่วยข้าสักครั้งเถิด”
นางกัวสูดลมหายใจลึก พวกนางสองกระซิบ
หารือเสียงเบา ลูกของนางกัวยังไม่ตื่น ก่อนนาง
จะผงกศีรษะเป็นเชิงตกลง “เช่นนั้นน้องสาวก็ไป
ซ่อนตัวก่อน”
เงาของคบเพลิงวูบไหวไปมาบนบานประตู แสง
ไฟเคลื่อนตัวเข้าใกล้ ไม่นานก็มีเสียงตบบาน
ประตูดังขึ้น
“เจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวน คนด้านในรีบเปิด
ประตูเร็ว!”
หลัวอี๋หนิงที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมระหว่างเก้าอี้ยาว
และเตียงเตาอดกลั้นลมหายใจไม่ได้ ในเมื่อมีการ
ค้นหาเช่นนั้น ลู่เจียเสวียย่อมเดินทางไปถึงต้าถง
แล้ว ทั้งยังรู้แล้วว่านางหายตัวไป เขากำลังมา
ตามจับตัวนาง
นางกัวแสร้งทำเป็นเพิ่งลุกจากเตียง นางไม่ได้
ถอดเสื้อนอน ท่าทางราวกับถูกรบกวนจนสะดุ้ง
ตื่น “นี่ใต้เท้ากำลังทำกระไร…ข้าเป็นเพียงสตรี
คนหนึ่ง ไม่สะดวกจะเปิดประตู นี่มันเรื่องอันใด
ข้าเพียงพาบุตรกลับไปเยี่ยมญาติที่เมืองหลวง
เท่านั้น”
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นตัดบท “เหตุใดวาจาเจ้าจึงมากนัก!
รีบลุกขึ้นมาเปิดประตู ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็น
ผู้ใด!” เสียงตบบานประตูดังก้อง นางกัวจำต้อง
ลุกจากเตียงเตาเพื่อไปเปิดประตู นางแง้มประตู
ออกเป็นช่องว่างเล็กน้อย ทว่าทันใดนั้นบรรดา
ทหารก็กรูเข้ามาทันที หลัวอี๋หนิงอาศัยร่างที่ผอม
บางของตนแอบอยู่ในมุมเล็กๆ แสงภายในห้อง
มืดสลัว ตราบใดที่ไม่ก้มตัวลงพินิจมองอย่าง
ละเอียดย่อมไม่มีทางพบ แต่ตัวนางเองก็ไม่
สามารถเห็นเหตุการณ์ด้านนอก มีเพียงเงาไฟที่
วูบไหวไปมา นางได้ยินเพียงเสียง ไม่เห็นการ
เคลื่อนไหวใด
“ใต้เท้า ที่นี่เหมือนจะไม่มี…” ผู้ที่เปิดประตูกล่าว
ขึ้น
นางกัวถามขึ้นอีกครั้ง “ใต้เท้า นี่ท่านกำลังหา
อะไร ไม่แน่ว่าข้าน้อยอาจพอช่วยท่านได้”
บรรยากาศภายในห้องพลันเงียบลง หลัวอี๋หนิงได้
ยินเสียงของลู่เจียเสวียดังขึ้น “ในเมื่อไม่มี เช่นนั้น
ก็ไปเถิด”
ดูเหมือนพวกเขาจะล่าถอยไปแล้ว เมื่อประตูปิด
ลง หลัวอี๋หนิงจึงเพิ่งรู้สึกว่าตนมีเหงื่อชโลมทั่วร่าง
นางโล่งใจขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่กล้าออกมา
ทันทีที่เห็นเงาของคบเพลิงที่วูบไหวอยู่ด้าน
นอกจากไปแล้ว ทั้งร่างก็พลันอ่อนยวบ อันที่จริง
สถานการณ์เช่นนี้อันตรายมาก หากพวกเขาเข้า
ค้นทุกซอกทุกมุมย่อมหานางเจอ นางคาดว่า
ลู่เจียเสวียคงกำลังรีบร้อนจึงไม่ได้ค้นหาให้
ละเอียด
นางกัวเดินมาเรียกนาง “น้องสาว เจ้าตกใจจน
หน้าซีดไปหมดแล้ว สามีของเจ้าดูร่ำรวยสูงศักดิ์
เห็นทีคงเป็นขุนนางใหญ่ มีเรื่องอันใดก็ควรเจรจา
กันให้เรียบร้อย…” พูดแล้วก็เข้ามาประคองนาง
ครั้นหลัวอี๋หนิงลุกขึ้นมาก็ต้องเบิกตากว้าง
ลู่เจียเสวียยังอยู่ในห้อง เขายืนเอาไพล่ไว้ด้านหลัง
มองตรงมาที่นาง สีหน้าไม่บ่งบอกถึงอารมณ์
ยามนี้หลัวอี๋หนิงจึงตระหนักได้ในบัดดลว่าถูกนาง
กัวหักหลังเสียแล้ว นางหมุนตัวเตรียม0tวิ่งหนี
ทว่าลู่เจียเสวียไล่ตามมาสองก้าวก็จับนางไว้อยู่
หมัด เขาอุ้มนางไว้ในอ้อมแขน หลัวอี๋หนิงดิ้นรน
ไม่หยุด “ลู่เจียเสวีย! ท่านมันบ้าไปแล้ว…ท่าน
ปล่อยข้า!” ลู่เจียเสวียรัดเอวนางไว้แน่น นางจึง
ไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้อีก เขาอุ้มนางเดิน
ออกไปจากห้องด้วยท่าทางสบายอารมณ์ เจ้าของ
จุดพักแรมเตรียมรถม้าไว้เรียบร้อยแล้ว เขารวบ
มือของหลัวอี๋หนิงไว้ ก่อนอุ้มนางขึ้นไปบนรถม้า
แล้วสั่งการสารถี “…ไปได้”
ผ้าม่านของรถม้าถูกปล่อยลง รถม้าเริ่มเคลื่อนตัว
หลัวอี๋หนิงสูดลมหายใจลึก นางรู้สึกเหมือนตน
พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง แต่ต่อให้เมื่อครู่จะไม่ไว้ใจนาง
กัวอย่างไรก็ไร้หนทางอื่น หากนางวิ่งหนีออกไป
จะยิ่งสะดุดตา นางทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่ในห้อง
“เจ้าหนีได้เก่งยิ่งนัก ถึงขั้นนี้แล้วเจ้ายังหนีออกมา
ได้” ลู่เจียเสวียจับตัวนางให้อยู่ในท่ากึ่งนั่ง เขาบีบ
คางของนาง “ยามนี้เจ้าแต่งงานกับข้าแล้ว เป็นฮู
หยินของจวนหนิงหย่วนโหวแล้ว เข้าใจหรือไม่
ที่นี่คือชายแดน เจ้ายังคิดจะหนีไปที่ใดอีก!” ยาม
เขาเอื้อนเอ่ยคำ กลิ่นกายอันร้อนแรงของบุรุษ
เพศก็แผ่กำจาย หลัวอี๋หนิงพยายามเบี่ยงตัวหนี
“ท่านทำให้นางบอกความจริงได้อย่างไร” หลัว
อี๋หนิงถามเขา
ลู่เจียเสวียกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน “หลัว
อี๋หนิง ข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง
ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าอยู่ในนั้น แต่ข้าอยากดูว่าเจ้าจะ
ซ่อนตัวไปถึงเมื่อใด สตรีผู้นั้นใจเสาะยิ่งนัก เพียง
ข้าชักดาบก็ตกใจกลัว ไม่ว่าจะให้นางทำอะไร
นางก็ให้ความร่วมมือ…”
หลัวอี๋หนิงสัมผัสได้ถึงแขนอันแข็งแกร่งดุจ
เหล็กกล้าของเขา นางพยายามดิ้นรน คิดจะไปนั่ง
ด้านข้าง
แต่ลู่เจียเสวียรั้งนางเข้ามาในอ้อมกอด ทั้งยังใช้
เสื้อคลุมของตนห่อหุ้มนางเอาไว้ ร่างกายของเขา
อุ่นร้อน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงคมกร้าว “ เจ้าจะ
หลบที่ใด ไม่ต้องการชีวิตแล้วหรือ อากาศเหน็บ
หนาวถึงเพียงนี้ เชื่อหรือไม่ว่าเจ้าสามารถแข็ง
ตายได้ทุกเมื่อ”
รัตติกาลอันเหน็บหนาวและยาวนาน อากาศ
หนาวเย็นกว่าช่วงกลางวันมาก หนาวเหน็บจน
เสียดกระดูก บนรถม้าคันนี้ไม่มีกระถางไฟ
กระทั่งยังเทียบไม่ได้กับห้องนั้น มีเพียงอ้อมกอด
อันอบอุ่นของเขาที่สามารถบรรเทาความเหน็บ
หนาวได้ ร่างเขาเป็นดุจกระถางไฟ หลัวอี๋หนิง
หลับตาลงแล้วกล่าว “ลู่เจียเสวีย…ข้าแต่งงานกับ
ผู้อื่นแล้ว บุญคุณความแค้นในปีนั้นให้สิ้นสุดตรง
นี้เถิด ปล่อยข้ากลับไปยังเมืองหลวง”
ลู่เจียเสวียบีบมือที่เย็นเฉียบและบอบบางของนาง
มือของนางขาวดุจหิมะประหนึ่งหยกงามสลักไร้
รอยตำหนิ นุ่มราวกับไร้กระดูก เขาช่วยนางเพิ่ม
ความอบอุ่นที่มือ “เกี้ยวที่หามเข้าไปในจวนโหว
ด้านในเป็นคุณหนูเจ็ดแห่งตระกูลหลัว หลัวอี๋หนิง
ยามนี้เจ้าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามครรลองของข้า
แล้ว เว่ยอี๋หนิงได้ถูกตระกูลหลัวประกาศว่าปั่วย
ตายกะทันหันแล้ว เจ้ากลับไปก็ไร้ประโยชน์ ยาม
นี้เจ้าไร้ทางเลือกอื่นแล้ว”
ปั่วยตายกะทันหัน…หลัวเซิ่นหย่วนจะประกาศว่า
นางปั่วยตายกะทันหันจริงหรือ หากกล่าวว่านาง
ปั่วยตายกะทันหัน แล้วนางจะกลับไปได้อย่างไร
หลัวอี๋หนิงจ้องมองเขาตรงๆ นางส่ายศีรษะ “ข้า
ไม่เชื่อท่าน”
ลู่เจียเสวียหัวเราะเสียงหนึ่ง เป็นเสียงหัวเราะเย้ย
หยันตนเอง “เจ้าไม่เชื่อข้า แต่กลับเชื่อใจเขายิ่ง
นัก ยามนี้เขาทำได้เพียงปกปั้องตนเองเท่านั้น
เรื่องอื่นเขาไม่มีเวลามาอนาทรร้อนใจ เจ้าเชื่อ
หรือไม่ มิใช่ว่าเจ้าอยากกลับไปยังเมืองหลวงรึ ข้า
จะพาเจ้ากลับไปดูด้วยตาตนเอง!”
เส้นทางนี้มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงจริงๆ ท้องฟั้า
เริ่มปรากฏแสงสว่างรำไร ไกลออกไปยังมีเสียงไก่
ขัน
หลัวอี๋หนิงถูกพันธนาการอยู่ในอ้อมกอดของเขา
นางรู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง อากาศภายในรถม้า
อบอุ่นขึ้นเล็กน้อย หลัวอี๋หนิงอยากจะไปนั่งอีกฝัง
แต่ลู่เจียเสวียไม่ยอมปล่อย นางถลึงตามองเขา
ด้วยสายตาเย็นชา เขาจึงพลิกร่างกดนางไว้
นัยน์ตาฉายแววยิ้มเยาะ “เมื่อครู่เจ้ากล่าวกับคน
ผู้นั้นว่าข้าเป็นสามีของเจ้าหรือ”
หลัวอี๋หนิงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าทำเพราะ
อยากให้นางเห็นใจจึงได้แต่งเรื่องเหลวไหล
หลอกลวง ไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน!”
นางแสดงท่าทีปฏิเสธอย่างชัดเจน ทว่าเขากลับ
คล้ายไม่สังเกตสักนิด ทิ้งน้ำหนักทั้งตัวกดทับบน
ร่างนาง ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าบอกว่าข้าเป็น
อะไร”
“บอกว่าท่านชอบใช้ความรุนแรง ท่านชอบ
หรือไม่”
ลู่เจียเสวียกล่าว “ชอบใช้ความรุนแรงรึ เจ้ายังไม่
เคยเห็นยามที่ข้าชอบใช้ความรุนแรงอย่างแท้จริง
ตอนที่เจ้าเพิ่งจากไป ข้าค้นหาทั่วทุกหนแห่งที่ใต้
หน้าผา แต่ก็หาเจ้าไม่พบ หลายปีหลังจากนั้นใน
จวนโหว ข้าก็สังหารลู่เจียหรันเพื่อล้างแค้นให้
เจ้า” แววตาของลู่เจียเสวียมืดมนลงเล็กน้อย
“ยามนั้นข้าสังหารจนเลือดขึ้นตาจริงๆ ”
“ข้าไม่มีทางสังหารเจ้า แม้ข้าจะกล่าวสักกี่พัน
ครั้ง เจ้าก็ยังจะไม่เชื่อก็ตาม…” น้ำเสียงของลู่เจีย
เสวียอ่อนลงเล็กน้อย “เมื่อไปถึงเมืองหลวงแล้ว
ข้าจะพาเจ้าไปพบคนผู้หนึ่ง”
อันที่จริงหลัวอี๋หนิงเคยได้เห็นเหตุการณ์นั้น นาง
ตระหนักดีว่าลู่เจียเสวียในยามนั้นน่าสะพรึงกลัว
เพียงใด เกราะโลหะของเขาชโลมไปด้วยหยาด
โลหิตของผู้อื่น กระบี่ที่ฟันจนโก่งงอ แววตาของ
เขาเย็นสะท้านอย่างยิ่งยวด ในเวลานั้นบางทีนาง
ก็เคยคิดว่าลู่เจียเสวียไม่ใช่ผู้ที่สังหารนาง หลัวอี๋ห
นิงตกอยู่ในภวังค์อันเลื่อนนลอย นางเอ่ยถาม
“ท่านจะพาข้าไปพบผู้ใด”
“ผู้ที่อยู่ในทุกเหตุการณ์ในปีนั้น นางจะบอกกล่าว
กับเจ้าทุกสิ่ง เจ้าจะรู้เองว่าข้าไม่เคยหลอกเจ้า”
ลู่เจียเสวียกล่าว “ข้าบอกกับเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับ
ไม่เชื่อ”
ทันทีที่เอ่ยถึงฮองเฮา เขาก็นึกถึงลู่เจียหรัน นึกถึง
ความคิดวิปลาสเหล่านั้นของลู่เจียหรัน เรื่องอัน
น่ารังเกียจเหล่านั้น หมกมุ่นหลงใหลในภรรยา
ของเขา กระทั่งลอบวางแผนชั่ว เขาก็เคียดแค้น
จนแทบอยากจะขุดศพของเขาออกมาเฆี่ยนร่าง
ให้แหลก
ลู่เจียเสวียจะพานางกลับไปยังเมืองหลวง เขา
กล่าวว่าตระกูลหลัวได้ยอมรับเรื่องที่นางปั่วยตาย
กะทันหันแล้ว ครั้นหลัวอี๋หนิงคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึก
ปวดใจ แต่อย่างไรนางก็ยังไม่เชื่อลู่เจียเสวีย
สำหรับความจริงในปีนั้น แม้นางจะกล่าวว่าไม่
สนใจแล้ว แต่มีผู้ใดบ้างที่ไม่อยากรู้ว่าตนเองตาย
ได้เช่นไร อย่างไรก็ต้องมีบทสรุป ในเมื่อนี่คืออดีต
ที่กักขังกดทับนางมานานแรมปี
ชั่วขณะนั้นหลัวอี๋หนิงก็รู้สึกเหมือนเส้นทาง
ข้างหน้าดูพร่ามัว ทว่าไม่นานหลังจากนั้นก็
กระจ่างขึ้น
ลู่เจียเสวียพลันยื่นมือมาบีบกระชับมือนาง “แต่
ระหว่างเส้นทางนี้ เจ้าอย่าริอ่านจะจากไปแม้
เพียงชั่วครู่เดียว”
หลัวอี๋หนิงไม่อาจขยับ ลู่เจียเสวียเขยิบเข้ามา
ประชิดนาง “มิเช่นนั้นข้าจะแสดงให้เจ้าได้เห็นว่า
สิ่งใดที่เรียกว่าความรุนแรงที่แท้จริง”