พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 177
ล่วงเข้าสู่ยามวิกาล
ลู่เจียเสวียกำลังสะสางภารกิจอยู่ในห้องหนังสือ
พวกเย่เหยียนยืนรออยู่เบื้องหน้าเขา
หลังจากท่านโหวแต่งงาน อารมณ์ก็ดีมาโดย
ตลอด ทว่าบัดนี้ไม่รู้เพราะเหตุใดอารมณ์จึงไม่
เป็นเช่นแต่ก่อนแล้ว พวกเขาทุกคนต้องคอยรับ
คำสั่งอย่างนอบน้อม ไม่กล้าส่งเสียงดัง
บรรยากาศภายในห้องหนังสือตึงเครียดอย่างยิ่ง
มีคนเดินมาด้วยท่าทางร้อนรน
กระทั่งหมวกที่อยู่ด้านหลังเสื้อคลุม นางก็ยังไม่
ทันสวม สาวใช้ร่างใหญ่สองคนที่ติดตามมา
ด้านหลังช่วยขับให้ร่างนางของนางดูผ่ายผอม แต่
นั่นก็ไม่ได้ลดทอนความสง่างามในปีนั้นของนาง
แม้เพียงเศษเสี้ยว นางเกล้าผมมวยย้อย ท่วงท่า
สูงศักดิ์บริสุทธิ์ องครักษ์ก้าวเข้ามาขวางนางไว้
เซี่ยหมิ่นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ให้เขา
ออกมาพบข้า!”
ลู่เจียเสวียที่ได้ยินเสียงดังจากด้านนอกจึงเริ่ม
หมดความอดทน เหล่าองครักษ์ไม่กล้าปล่อยเซี่ย
หมิ่นเข้าไป ในขณะที่เซี่ยหมิ่นเองก็ยืนกรานจะ
เข้าไปให้ได้ ดังนั้นจึงเกิดการโต้เถียงยื้อยุดกันไม่
หยุด เขาวางแผนที่ในมือลง
ในที่สุดเหล่าองครักษ์ก็เห็นลู่เจียเสวียเดินออกมา
พวกเขาพากันก้มหน้าไม่กล้าปริปาก
ลู่เจียเสวียไพล่มือไว้ด้านหลัง ก้าวมาหยุดเบื้อง
หน้าเซี่ยหมิ่น ก่อนจะคลี่ยิ้มพลางกล่าว “พี่สะใภ้
ใหญ่ ที่ข้าไว้หน้าท่านมิใช่เพื่อให้ท่านมาก่อความ
วุ่นวาย”
เซี่ยหมิ่นจ้องเขาตรงๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เจ้าจับนางกลับมาแล้วใช่หรือไม่”
ลู่เจียเสวียนิ่งเงียบ
เซี่ยหมิ่นพูดต่อ “คนที่เจ้าแต่งรับเป็นภรรยาครา
ก่อนใช่นางหรือไม่”
“เหตุใดท่านจึงต้องซักไซ้ให้มากความ” ลู่เจียเสวี
ยกวักมือเรียกคนที่อยู่ด้านข้าง “ส่งฮูหยินกลับ
ไป”
“ลู่เจียเสวีย!” เซี่ยหมิ่นชี้หน้าเขา “คนเช่นเจ้าไม่
เคยรู้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งใดคือความรัก! เจ้ารู้จัก
เพียงการแก่งแย่งช่วงชิง! ยามนี้นางยังชอบเจ้า
หรือ เหตุใดเจ้าจึงไม่ปล่อยให้นางได้มีชีวิตที่สงบ
สุข นางเคยใช้ทั้งชีวิตของตนร่วมเล่นกับพวกเจ้า
ครั้งหนึ่งแล้ว เท่านี้ยังไม่พออีกหรือ”
ในใจนางมีความปรารถนาอันอัดอั้นบีบคั้น อย่าง
น้อยนางก็หวังว่าในเรื่องนี้จะมีสักคนที่ได้พบกับ
ความสุขโดยแท้จริง
ลู่เจียเสวียนิ่งเงียบ บางทีถ้อยคำเหล่านี้อาจทิ่ม
แทงจุดที่สร้างความเจ็บปวดให้กับเขาแล้ว เขา
กล่าว “ส่งนางกลับไป”
จากนั้นจึงหมุนตัวเดินกลับเข้าไปด้านใน
เสียงเซี่ยหมิ่นยังคงดังขึ้นจากด้านหลัง “ลู่เจียเส
วีย! คนเช่นเจ้าไม่คู่ควรที่จะให้ผู้ใดมารัก ต่อให้
เจ้าครอบครองสิ่งต่างๆ มากกว่านี้แล้วจะอย่างไร
เล่า ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ…”
ร่างของลู่เจียเสวียพลันชะงักนิ่ง ทันใดนั้นเสียง
หัวเราะเหยียดหยันก็ดังขึ้น เขาหมุนตัวกลับมา
อย่างรวดเร็วแล้วย่างเข้าประชิดเซี่ยหมิ่นทีละก้าว
จับจ้องนางด้วยสายตาเย็นชา “เจ้ารู้สึกว่าเจ้า
คู่ควรกับการถูกผู้อื่นรักหรือ ช่างโง่งมนัก ความ
ตื่นรู้แม้เพียงเศษเสี้ยวก็ไม่มี เซี่ยหมิ่น เจ้าใช้ชีวิต
อย่างเวทนามาทั้งชีวิตแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่รู้ว่า
คนที่ร่วมเรียงเคียงหมอนกับเจ้าเป็นคนอย่างไร”
เซี่ยหมิ่นจ้องเขาด้วยสายตาดื้อรั้นเย็นชา นางเอ่ย
น้ำเสียงดูแคลน “ข้ากับเจียหรันมีความรักผูกพัน
ลึกซึ้ง…คนเช่นเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร!”
ลู่เจียเสวียรู้สึกว่านางน่าสมเพชอย่างยิ่ง “เขาเคย
ลักลอบมีความสัมพันธ์กับพี่สะใภ้รอง เรื่องนี้เจ้า
ไม่เคยล่วงรู้ใช่หรือไม่”
“มีปีหนึ่งในวันส่งท้ายปีเก่า เขาไม่ได้กลับมา บน
ร่างเขามีถุงหอมใบหนึ่งที่สตรีอื่นมอบให้ บนนั้น
ปักอักษร ‘หวั่น’ เจ้าจำได้หรือไม่” ลู่เจียเสวียยิ้ม
พลางกระซิบข้างหูนาง “นั่นคือพระนามส่วน
พระองค์ของพระชายาเอกแห่งองค์รัชทายาทในปี
นั้น พี่ชายใหญ่ช่วยองค์รัชทายาทวางแผนการกล
ยุทธ์ แต่ในขณะเดียวกันก็ลักลอบมีความสัมพันธ์
กับพระชายาเอกขององค์รัชทายาท…เรื่องเหล่านี้
เป็นสิ่งที่ฮองเฮาตรัสกับข้าเอง”
เซี่ยหมิ่นก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว ใช้สายตาพิกล
จับจ้องเขา
“เขามักลักลอบพบเจอกับพี่สะใภ้รองในปั่าไผ่เล็ก
มีปีหนึ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวว่าจะถางปั่าไผ่นั้น พี่
ใหญ่เป็นคนแรกที่ไม่เห็นด้วย เรื่องนี้พี่สะใภ้ใหญ่
คงจำได้ใช่หรือไม่”
“ท่านย่อมรู้ว่าข้าไม่มีความจำเป็นต้องหลอก
ท่าน” ลู่เจียเสวียจับสายรัดข้อมือของตน เขา
กล่าวต่อไป “พี่สะใภ้รองมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อพี่
ใหญ่ ยามนี้ท่านลองตรึกตรองดูว่าแท้จริงแล้ว
พี่สะใภ้รองตายอย่างไร นางตายหลังจากที่พี่ใหญ่
จากไป ท่านไม่รู้สึกว่าแปลกหรือ”
ความคิดของเซี่ยหมิ่นสับสน ถูกต้อง ลู่เจียเสวีย
ไม่จำเป็นต้องหลอกลวงนาง
นางเคยเห็นถุงหอมใบนั้น แต่เป็นเพราะนาง
เชื่อมั่นในตัวลู่เจียหรันจึงไม่ได้ซักไซ้ให้มากความ
ท่าทีของลู่เจียหรันที่มีต่อปั่าไผ่ผืนนั้นก็ดู
ประหลาดอย่างยิ่งยวด อันที่จริงเมื่อตรึกตรองให้
ละเอียดก็จะพบจุดน่าสงสัยมากมาย เพียงแต่ไม่มี
ผู้ใดคิดถึงเขาผู้มีรูปลักษณ์อ่อนโยนสง่างามไปใน
ทิศทางนั้น ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าเขาปฏิบัติต่อนาง
อย่างดีเลิศ อนุที่มีก็เป็นอดีตโหวฮูหยินที่พยายาม
ยัดเยียดให้เขา ทำให้เขาจำต้องยอมรับไว้
หลังจากลู่เจียหรันเสียชีวิต อดีตโหวฮูหยินก็ตาม
ติดจากไป น้องสะใภ้รองร่ำไห้เจียนขาดใจหน้า
ปั้ายวิญญาณ ต่อมาก็ล้มปั่วย แต่เพราะไม่ยอมดื่ม
ยาจึงได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา
“ข้าไม่เชื่อ…ข้าไม่มีทางถูกเจ้าปันหัวง่ายๆ ข้ากับ
ลู่เจียหรันเชื่อใจกันรักกัน” เซี่ยหมิ่นกล่าว
ลู่เจียเสวียไม่อยากสนทนากับนางอีกต่อไป เขา
เสียดายลมปาก เขายังมีงานจำนวนมากที่ต้อง
สะสาง
ครั้นเซี่ยหมิ่นเห็นว่าการเกลี้ยกล่อมเขาไร้ผลก็ให้
สาวใช้ช่วยประคองนางกลับไป เซี่ยหมิ่นเดิน
ออกไปจากเรือนของลู่เจียเสวียอย่างเนิบช้า แต่
ไม่รู้เพราะเหตุใดฝีเท้าจึงซวนเซเล็กน้อยราวกับ
เดินได้ไม่มั่นคง มือของนางก็คล้ายกำลังสั่นระริก
“ฮูหยิน ท่านระวังแผ่นหินเจ้าค่ะ” สาวใช้รีบ
ประคองนางไว้
เซี่ยหมิ่นหลับตาลง นางนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ใน
อดีต “ข้าไม่มีทางเชื่อเขา ข้าจะเชื่อเขาได้อย่างไร
…”
“ท่านเป็นกระไรไปหรือเจ้าคะ พวกเรารีบ
กลับกันเถิดเจ้าค่ะ อากาศด้านนอกหนาวเย็นนัก
…” สาวใช้คล้ายจะไม่เข้าใจ
เซี่ยหมิ่นผงกศีรษะ “ไปเถิด รีบกลับไป” นางไม่มี
ทางเชื่อ เรื่องที่นางได้ยินในวันนี้ นางจะไม่จดจำ
แม้เพียงคำเดียว เซี่ยหมิ่นยิ่งเดินฝีเท้าก็ยิ่งเร็ว ดู
คล้ายแผ่นหลังของนางจะงองุ้มลงเล็กน้อย
เฉิงหลางกลับมาถึงจวนในเวลากลางดึก
เขาเร่งเดินทางทั้งคืนเพื่อไปยังตระกูลหลัว แต่
เมื่อรออยู่หน้าประตูครู่ใหญ่กลับไม่พบหลัวเซิ่น
หย่วน วันนี้เกิดเรื่องสวีเว่ยกับหยางหลิง หลัวเซิ่น
หย่วนคงไม่มีเวลาว่าง
เฉิงหลางจึงปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป อันที่จริงเขาไม่
จำเป็นต้องบอกกล่าวเรื่องนี้กับผู้ใด
เขาพลันเปลี่ยนเป็นด้านชา ผู้ใดจะดีกันแล้วจะ
อย่างไร เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับเขา เขาคร้านจะ
สนใจแล้ว
ยากนักกว่าเซี่ยอวิ้นจะพบเขากลับจวนสักครั้ง
นางรู้ว่าเขาไปปฏิบัติภารกิจที่เมืองต้าถงเป็นเวลา
เดือนเศษ ตั้งแต่เขาจากไปนางก็เริ่มคิดถึงเขา
ครั้นได้ยินว่าคุณชายสี่เฉิงจะกลับมาวันนี้ เซี่ยอ
วิ้นจึงเริ่มเฝั้าคอย นางให้บ่าวรับใช้ปัดกวาดเรือน
ให้สะอาด ตัวนางยังเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ใหม่เอี่ยม
นางกระทั่งส่องกระจกตรวจตราการประทินโฉม
ของตนอยู่นานจนมั่นใจว่าไร้ที่ติ
รอจนเมื่อเขากลับมา เซี่ยอวิ้นก็เดินไปหา “ข้าได้
ยินว่าท่านควรจะมาถึงตั้งแต่ยามบ่ายแล้ว เหตุใด
จึงเพิ่งมาเอายามนี้”
เซี่ยอวิ้นกระทั่งไม่ทันตระหนักว่าน้ำเสียงของ
ตนเองแฝงไปด้วยการพะเน้าพะนอเอาใจ
เฉิงหลางปรายตามองนาง ความอ่อนโยนที่เคยมี
ในอดีตแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าเย็นชาอย่างยิ่งยวด
“มีอันใด” เขาปลดเข็มขัดแล้วส่งให้สาวใช้
เซี่ยอวิ้นเม้มริมฝีปากบาง “ท่านไม่ได้กลับมา ข้า
อยู่ในจวนรู้สึกเบื่อหน่ายนัก นอกจากปะทะคารม
กับพี่สะใภ้ใหญ่ก็ไม่มีเรื่องอื่นใดให้ทำแล้ว…”
“ใช่แล้ว ข้าได้ยินว่าเกิดเรื่องกับนายหญิงสาม
หลัว หลัวอี๋หนิง” เซี่ยอวิ้นยังคงกล่าวต่อไป
“กล่าวกันว่าปั่วยหนัก ทว่าวันนั้นท่านปั้าใหญ่พา
พวกเราหลายคนไปเยี่ยมเยือนที่จวน คนตระกูล
หลัวกลับขวางพวกเราไว้ไม่ให้พบคน ผู้ใดไปเยี่ยม
นางก็ถูกปฏิเสธกันถ้วนหน้า ทว่าจวนอิงกั๋วกง
กลับไม่เคยส่งคนไปเยี่ยมนาง…พวกเราต่างคาด
เดากันว่าต้องเกิดเรื่องไม่คาดฝันกับเว่ยอี๋หนิงเป็น
แน่ บางทีนางอาจเสียชีวิตแล้ว”
แวดวงสังคมในเมืองหลวงกว้างขวาง หลัวเซิ่นหย่
วนอาจยังคิดรักษาตำแหน่งภรรยาเอกไว้ให้หลัว
อี๋หนิง แต่ถึงกระนั้นกระดาษก็ไม่อาจห่อไฟได้
ครั้นเฉิงหลางฟังถึงตรงนี้ก็ผุดรอยยิ้มหยัน “หาก
เว่ยอี๋หนิงตาย เจ้าควรจะดีใจมิใช่หรือ”
แต่ไรมาเฉิงหลางก็ไม่เคยกล่าววาจาพรรค์นี้กับ
นาง ทำให้เซี่ยอวิ้นต้องมองสีหน้าของเขาอีกครั้ง
นางรู้สึกคล้ายถูกเขามองทะลุบางสิ่ง
ถูกต้อง นางชอบหลัวเซิ่นหย่วน ทว่าในระยะเวลา
หนึ่งเดือนมานี้ คนที่นางคิดถึงมากที่สุดคือเฉิง
หลาง นี่เป็นเรื่องน่าขบขันเพียงใด ในปีนั้นที่นาง
ต้องแต่งงานกับเฉิงหลาง นางยังรู้สึกไม่เต็มใจ
อย่างยิ่ง
“ท่านหมายความว่าอย่างไร” เซี่ยอวิ้นกัดริม
ฝีปาก นางกล่าว “ข้าเฝั้ารอให้ท่านกลับมา แต่
ท่านกลับ…”
เฉิงหลางแค่นเสียงหัวเราะเสียงเบา “เจ้าเฝั้ารอ
ข้ากลับมา”
นี่ดูเหมือนจะน่าสนุกขึ้นมาแล้ว
เขายื่นมือไปจับมือของเซี่ยอวิ้น ก่อนโน้มตัวลงไป
พลางกล่าวเสียงเนิบช้า “มา บอกข้าทีว่าเจ้าเฝั้า
รออย่างไร”
ผืนม่านสัตบรรณวิจิตร สาวใช้เดินย่องถือเชิง
เทียนออกไป เฉิงหลางจับมือของนางมาวางทาบ
บนแผงอกของตน เซี่ยอวิ้นเบี่ยงใบหน้าหนี พวง
แก้มแดงระเรื่อ นางยกมือโอบรอบลำคอเขา โยก
ไหวไปตามจังหวะ เมื่อถึงปลายทาง เฉิงหลางจึง
ได้หยุดการเคลื่อนไหว เขาฝังใบหน้าลงบนไหล่
ของเซี่ยอวิ้น สัมผัสผมที่ปล่อยยาวสยายของนาง
พลางเอ่ยถาม “เจ้าชอบข้าหรือ”
“ท่านเป็นสามีของข้า ข้าย่อมชอบท่าน” เซี่ยอวิ้
นกล่าว
“ผู้ที่ชอบข้ามีมากมายนัก” เฉิงหลางเอ่ยถาม
“เจ้าไม่กลัวหรือ”
เซี่ยอวิ้นขยับกาย “ข้ารู้ว่าท่านเคยมีอนุนอกเรือน
ที่สะพานชิงหู…ยังรู้ว่าท่านมีสตรีรู้ใจมากมาย แต่
ข้ารู้ว่าท่านไม่เคยจริงใจกับพวกนาง…” แม้เฉิง
หลางจะเป็นคนเสเพลเจ้าสำราญ ทว่าอย่างน้อย
นางก็รู้สึกว่าเฉิงหลางปฏิบัติต่อนางต่างจากผู้อื่น
“ดี” เฉิงหลางเพียงตอบกลับสั้นๆ ก่อนจะค่อยๆ
คลายมือออกจากนาง
สาวใช้ชรายกน้ำร้อนสำหรับชำระล้างร่างกายเข้า
มา เซี่ยอวิ้นลงจากเตียงไปอาบน้ำ ครั้นกลับมาก็
พบว่าเขาหลับไปแล้ว นางนั่งลงข้างกายเขา พินิจ
มองใบหน้ายามหลับใหลของเขาอยู่เนิ่นนาน
เมื่อหลัวอี๋หนิงตื่นขึ้นในวันรุ่งขึ้น หิมะก็หยุดโปรย
ปรายแล้ว ท้องฟั้าแจ่มใส สภาพอากาศดีมาก
อบอุ่นกว่าหลายวันก่อนเล็กน้อย
นางสวมเสื้อผ้าก้าวลงจากตั่งไม้มาเดินเคลื่อนไหว
ดูเหมือนเมื่อคืนลู่เจียเสวียจะไม่ได้กลับมา หลาย
วันมานี้นางไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวจึงควรลุกมา
เดินเหินบ้าง ตั้งแต่รู้ว่าตนตั้งครรภ์นางก็
ระมัดระวังมากขึ้น เพิ่งจะเดินอยู่ในห้องได้สอง
รอบก็มีสาวใช้ยกอาหารเช้าเข้ามา ในนั้นมีนม
แพะกาหนึ่ง นมตุ๋นถ้วยหนึ่ง เนื้อกวางแล่แผ่น
บางและขนมไข่ลูกฟูกอีกจานหนึ่ง
อี๋หนิงกินขนมไข่ลูกฟูกไปสองสามชิ้น ดื่มนมแพะ
ไปอีกสองถ้วย จากนั้นก็มีสาวใช้เดินเข้ามายอบ
กายคารวะ “ฮูหยิน นายท่านโหวกำลังรอท่านอยู่
ด้านนอกเจ้าค่ะ”
เขาคิดจะทำสิ่งใดอีก เหตุใดจึงอ้อมค้อมไม่เข้ามา
โดยตรง
หลัวอี๋หนิงดื่มนมแพะคำสุดท้าย ก่อนก้าวออก
จากห้อง ลู่เจียเสวียยืนอยู่บนทางเดินศิลาที่ปัด
กวาดหิมะเรียบร้อย เขาสวมชุดคลุมยาวโย่วเหริน
สีดำสนิท ช่วงเอวห้อยปั้ายหยกดำ ยืนไพล่มือไว้
ด้านหลังรอนางเดินมาหา
ครั้นลู่เจียเสวียได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวก็หมุน
ตัวกลับมากล่าวกับนาง “อี๋หนิง มาตรงนี้”
เขาจูงนางเดินไปตามทางเดินศิลาที่ปัดกวาดหิมะ
เรียบร้อย อี๋หนิงจ้องมองแผ่นหลังของเขา
หลายปีก่อนยามที่ทั้งสองยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว
นางไม่รู้จักเส้นทางในจวนโหว เขาจะจูงนางไป
คารวะโหวฮูหยิน แม้ลู่เจียเสวียจะชอบหยอกเย้า
กลั่นแกล้งนาง ทว่าในเวลาเช่นนี้เขากลับไม่เคย
ห่างจากนางแม้เพียงก้าวเดียวเพราะกลัวว่านาง
จะถูกคนในตระกูลลู่รังแก ดังนั้นทุกการหยอกล้อ
ของเขา อี๋หนิงจึงชมชอบทั้งสิ้น เพราะนางรู้ว่า
กำลังอยู่ภายใต้ปีกปราการของเขา
อันที่จริงในบ้านของตระกูลสามี นางมีเขาเป็นที่
พึ่งเพียงคนเดียว หากสามีไม่อาจเป็นที่พึ่งพิงได้
สำหรับสตรีแล้วนั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด
ลู่เจียเสวียหยุดการเคลื่อนไหว
เขาพานางมายังห้องหลักซึ่งเป็นที่พำนักของอดีต
โหวฮูหยิน!
หลัวอี๋หนิงก้าวอย่างเนิบช้าเข้าไปด้านใน ที่นี่มี
สภาพทรุดโทรมแล้ว ความเจริญรุ่งเรืองหรูหราใน
ปีนั้น ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นที่เคยเคลื่อนไหวมี
ชีวิต มาบัดนี้กลับเหลือเพียงบานประตูสีหลุดร่อน
ปั้ายอักษรสีซีดจาง รอยแตกระหว่างแผ่นหินที่
ด้านบนมีตะไคร่น้ำเติบโต กองหิมะปกคลุมทับถม
บนทางเดิน นางยังจำได้ถึงภาพเหตุการณ์ที่ทุก
คนเข้ามาคารวะโดยพร้อมเพรียง ยามที่เซี่ยหมิ่น
ยกถ้วยน้ำชา ปลายนิ้วจะกระดกขึ้นเล็กน้อย
พี่สะใภ้สามมักสนทนาด้วยหางตาที่ตวัดขึ้นคล้าย
แฝงนัยยั่วยุจางๆ โหวฮูหยินโปรดปรานไม้จันทน์
หอมแก่ชั้นเลิศ ทุกเช้าภายในห้องจะอวลกรุ่นไป
ด้วยกลิ่นหอมสดชื่นบางเบา ยามที่อีกฝั่ายมอง
นางมักมีสีหน้าเมินเฉย
“ยังจำครั้งแรกที่เจ้าเข้ามาทำการคารวะได้
หรือไม่ เจ้าตื่นเต้นมากจนเกือบชนกระถางธูป
ของฮูหยินล้ม…” ลู่เจียเสวียกล่าว “ข้าอยู่
ด้านหลังช่วยเจ้าประคองกระถางไว้จนถูกขี้เถ้า
ลวกเป็นแผลพุพองสองจุด เจ้ากลับไปทายาให้ข้า
ทาไปก็ละอายใจไป”
หลัวอี๋หนิงย่อมจำได้ หลังจากนั้นเขายังกล่าวด้วย
ท่าทีจริงจัง “ในเมื่อเจ้ารู้สึกปวดใจ เช่นนั้นก็จงจำ
ไว้ว่าเจ้าติดหนี้บุญคุณข้า กาลข้างหน้าต้องชดใช้
ให้ข้า”
นางในยามนั้นหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“บัดนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องชดใช้ให้ข้าแล้ว” ลู่เจียเสวี
ยกล่าว “อี๋หนิง อย่าได้แสดงอารมณ์ขุ่นเคืองข้า
อีกเลย เจ้าควรกลับมาได้แล้ว”
อย่าได้แสดงอารมณ์ขุ่นเคือง ควรกลับมาได้แล้ว
หลัวอี๋หนิงเดินไปหยุดข้างกายเขา นางมองกรอบ
ประตู หากจะกล่าวว่าหัวใจไม่สั่นคลอนแม้เพียง
เศษเสี้ยวคงเป็นไปไม่ได้ “ลู่เจียเสวีย เรื่อง
เหล่านั้นล้วนเป็นอดีตไปแล้ว…”
“เช่นนั้นข้าทำอะไรผิด!” เขายื่นมือไปกุมไหล่นาง
ไว้แน่น กล่าวด้วยน้ำเสียงคมกร้าว “ข้าทำอะไร
หรือ หลัวอี๋หนิง!” แต่ละคำของเขาราวกับต้องรีด
เค้นออกมา มือที่จับนางไว้บีบแน่นจนไหล่นาง
แทบแหลกละเอียด หลัวอี๋หนิงเห็นชัดถึงความ
เจ็บปวดที่ด่ำดิ่งจนไม่อาจเห็นถึงก้นบึ้งในดวงตา
ของเขา
ร่างของหลัวอี๋หนิงพลันสั่นสะท้าน นางกุมมือ
เบาๆ “ข้าขอโทษ ลู่เจียเสวีย เป็นข้าที่เข้าใจท่าน
ผิด…หากท่านยินยอม ข้าก็ยินดีจะทำทุกอย่าง
เพียงท่านปล่อยวางเรื่องเหล่านี้ ยามนี้ท่านคือ
ลู่เจียเสวีย! เป็นผู้บัญชาการ ท่านอย่าได้ทำเช่นนี้
ท่านคู่ควรกับสิ่งดีๆ ทุกสิ่ง”
ลู่เจียเสวียยิ่งออกแรงบีบมากขึ้น เขากล่าวเสียง
ต่ำเบา “อี๋หนิง ข้าไม่อยากฟังสิ่งนี้!”
หลัวอี๋หนิงพลันทรุดตัวลง ทั่วทั้งร่างสั่นสะท้าน
ราวกับหายใจไม่ออก ลู่เจียเสวียย่อตัวลงแล้ว
วางมือบนไหล่นาง “เจ้ากำลังร้องไห้หรือ”
ครั้นหลัวอี๋หนิงฟังถึงตรงนี้ก็ไม่อาจสะกดกลั้น
น้ำตาได้อีกต่อไป นางร้องไห้เสียงดัง ร่ำไห้สะอึก
สะอื้นราวกับอยากจะชะล้างความเจ็บปวดที่
เกิดขึ้นในปีเหล่านั้นให้หมดสิ้นไป
“อี๋หนิง เจ้ารีบกลับมาเถิด” ลู่เจียเสวียกล่าว
หลัวอี๋หนิงใช้หลังมือปาดน้ำตาอย่างรวดเร็ว นาง
ส่ายหน้าด้วยความอัดอั้น “ข้าชอบเขาจริงๆ
ลู่เจียเสวีย แต่ไรมาข้าไม่เคยพบคนที่ดีต่อข้าถึง
เพียงนี้มาก่อน แต่ไรมาข้าไม่เคยพบคนที่ทำให้ข้า
สามารถเชื่อใจพึ่งพาได้อย่างหมดใจ…เขาต่างจาก
ท่าน”
เพราะเรื่องในอดีตเหล่านี้ทำให้นางมองทุกสิ่งทุก
อย่างได้กระจ่างมากขึ้น แม้นางจะมีความละอาย
ใจต่อลู่เจียเสวีย แต่ความรู้สึกพึ่งพาที่นางมีต่อ
หลัวเซิ่นหย่วนนั้นมีมากกว่า ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ได้
“เขาต่างจากข้าอย่างไร” ลู่เจียเสวียถามเสียงเย็น
“มีจิตใจดีกว่าข้ารึ”
หลัวอี๋หนิงเงยหน้าคิดจะชี้แจง ทว่าทันทีที่นางลุก
ขึ้นก็รู้สึกเวียนศีรษะ นางเบิกตากว้าง “ท่านยัง
…”
นางรู้สึกโมโหจนแทบระเบิด! ใช้แต่วิธีการต่ำช้า!
ลู่เจียเสวียรับร่างอันอ่อนยวบของนางไว้พลาง
สบถเบาๆ ในเมื่อสิ่งนี้ไม่สามารถสร้างความ
สั่นคลอนให้นางได้ เช่นนั้นเขาก็ต้องสวมบทบาท
อันธพาลลักพาตัวนางต่อไป กาลข้างหน้ายังมี
โอกาสทำให้นางโอนอ่อน เพียงแต่เจ้ามารน้อยใน
ท้องนั่นดูขัดตายิ่งนัก แต่หากจะให้นางขับออกก็ดู
จะโหดร้ายเกินไป…เขาเกรงว่านางจะทนรับไม่
ไหว ช่างเถิด ให้คลอดออกมาก่อนแล้วค่อยว่ากัน
รถม้าที่ถูกเตรียมไว้ในตระกูลลู่ถูกจูงออกมา
ลู่เจียเสวียอุ้มคนขึ้นรถ ขณะที่รถกำลังจะเคลื่อน
ตัว เขาก็แหวกม่านสั่งการ “หากในเมืองหลวงมี
การเคลื่อนไหวใดจงส่งจดหมายมาหาข้า เฝั้าจับ
ตามองหลัวเซิ่นหย่วนไว้ให้ดี ยามนี้องครักษ์เสื้อ
แพรอยู่ในกำมือเขา อำนาจของเขาย่อมแข็งแกร่ง
กว่าเมื่อก่อน”
เย่เหยียนรับคำ ก่อนส่งใต้เท้าผู้บัญชาการจากไป
หลังจากรถม้าเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงก็
เปลี่ยนเป็นการสัญจรทางน้ำ มุ่งหน้าลงทางใต้
หลัวเซิ่นหย่วนยืนอยู่หน้าจวนผู้สำเร็จราชการ
เมืองต้าถง ผู้ที่เข้าไปตรวจค้นเดินออกมาคนแล้ว
คนเล่า
ไม่มี เมืองต้าถงไม่หลงเหลือสิ่งใดแล้ว
หลังได้รับรายงานจากหน่วยตรวจค้นคนสุดท้าย
หลัวเซิ่นหย่วนก็ปล่อยหมัดชกเข้าที่ต้นไม้ ต้นไม้สี
ดำที่เย็นจนแข็งสั่นคลอน หิมะโปรยปรายร่วง
หล่นสู่พื้นดิน เขาหอบหายใจอยู่นาน
หลัวเซิ่นหย่วนมองเมืองต้าถงเป็นครั้งสุดท้ายก่อน
จะขึ้นรถม้าจากไป นางไม่อยู่ที่นี่ เช่นนั้นนางอยู่ที่
ใด
นางอยู่แห่งหนใด
เหตุใดเขาจึงหานางไม่พบ
หลังจากเขาขึ้นรถม้าก็มองไปด้านนอกอย่าง
เหนื่อยล้า อาทิตย์อัสดงกำลังสาดแสงไปทั่วผืน
หิมะ เพราะความรู้สึกสูญเสียในใจ ภาพเบื้องหน้า
จึงคล้ายปรากฏจุดที่ทั้งดำมืดและว่างเปล่า แม้จะ
เติมอย่างไรก็ไม่เต็ม ยิ่งนานวันก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้น
เขาไม่สามารถจัดการงานศพให้หยางหลิง ไม่
สามารถให้ความใกล้ชิดสนิทสนมกับฝั่ายชิงหลิว
มากเกินไป เขาทำได้เพียงให้ผู้อื่นไปจัดการแทน
เขารู้ว่าฮูหยินหยางร้องไห้จนสลบต่อหน้าปั้าย
วิญญาณของหยางหลิง รู้เรื่องสถานการณ์รุนแรง
ในราชสำนัก เหล่าขุนนางกำลังโกรธแค้น การ
ตายของหยางหลิงกระตุ้นอารมณ์ของทุกคนให้
พลุ่งพล่าน แล้วจะเกรงกลัวไปไยกับความตาย!
อย่างมากก็เพียงสูญเสียตำแหน่งเพื่อแลกกับการ
กำจัดตาเฒ่าชั่วนั่น! พวกเขาล้วนเป็นผู้สืบทอด
ลัทธิขงจื๊อ ยินดีจะใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีมากกว่า
นั่งในตำแหน่ง ครั้นตายไปจะได้ไม่รู้สึกละอายใจ
เมื่อต้องพบบรรพบุรุษ ตั้งแต่อดีตกาล ไม่เคยมีวัน
ใดที่ฎีกาถูกยื่นถวายมากเท่าวันนี้ คนแล้วคนเล่า
ยืนกรานว่าแม้ต้องตายก็จะขอยื่นฟั้อง ฮ่องเต้อับ
จนหนทาง เขาสามารถสั่งโบยคนหนึ่งแต่ไม่
สามารถสั่งโบยสองคนได้ ราชสำนักจะขาด
คนทำงานได้หรือ!
ฎีกาที่เขียนด่าเขาก็มี คำด่าหยาบช้าเขาล้วนได้
ยินได้เห็น แน่นอนว่าผู้ที่ได้รับคำสาปส่งมากที่สุด
คือวั่งหย่วน แต่กระนั่นวั่งหย่วนก็สามารถสยบ
พวกคนเหล่านั้นไว้ได้ ในเรื่องนี้หลัวเซิ่นหย่วนยัง
ถือว่าช่วยเหลืออีกฝั่ายไปไม่น้อย เขาจัดการคน
ของฝั่ายชิงหลิวไปหลายคน ยามนี้วั่งหย่วนจึงยิ่ง
ไว้วางใจเขา
ไม่อาจเสียเวลาที่นี่นาน เขาจำเป็นต้องกลับไปที่
เมืองหลวง มิเช่นนั้นสถานการณ์อาจเปลี่ยนเป็น
เลวร้าย ในเวลาเพียงไม่กี่วันเรื่องราวอาจพลิก
กลับตาลปัตร ในเมื่อวิธีการยืนกรานว่าแม้ต้อง
ตายก็จะขอยื่นฟั้องนี้อาจทำให้ฮ่องเต้เกิดความ
สั่นคลอนได้
หลัวเซิ่นหย่วนตระหนักดี เขาจะเสียเวลาไม่ได้
หลังเร่งเดินทางตลอดคืน ยามเที่ยงของวันรุ่งขึ้น
เขาก็เดินทางมาถึงเขตชานเมืองของเมืองหลวง
ภายในรถม้าไม่มีกระถางไฟ อากาศหนาวเย็นมาก
หลัวเซิ่นหย่วนหลับตาลง เขาคิดถึงตนในวัยเยาว์
ช่วงเหมันต์อากาศหนาว แต่เรือนเขากลับไร้ถ่าน
ฟืน หมัวมัวชราพาเขาไปที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่า
หลัว น้องสาวในวัยสองสามขวบนั่งอยู่หลังโต๊ะ
เล็ก กำลังดื่มนมแพะในถ้วยใบเล็ก นางคล้าย
กำลังใช้ลิ้นละเลียด ดวงหน้าเล็กเปรอะเปือนไป
ทั่ว ครั้นเห็นเขานางก็รีบยกแขนอันอวบอ้วนของ
นางกอดถ้วยใบเล็กไว้ทันที
น้องสาวมีหน้าตาละเอียดงดงามอย่างน่าพิศวง
เป็นตุ๊กตาที่น่ามองที่สุดเท่าที่เขาเคยพานพบ ทว่า
ทันใดนั้นนางก็ผลักมือของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวออก
‘ข้าไม่ชอบเขา ท่านย่า ข้าไม่ชอบ ให้เขาออกไป!’
เขายืนนิ่ง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางจึงไม่ชอบเขา
ทั้งที่เขา…รู้สึกว่าน้องสาวน่ารักน่าชังยิ่งนัก เขา
ประหม่าเล็กน้อย ทำให้ความเย็นชายิ่งพอกพูน
ภายหลังเมื่อน้องสาวคนนี้เติบโตขึ้นก็เริ่มกลั่น
แกล้งเขาบ่อยครั้ง เขาทำได้เพียงอดกลั้น การ
พะเน้าพะนอเอาใจใดๆ ล้วนไร้ผล นี่จึงเป็นเหตุที่
สุดท้ายเขาบังเกิดความคิดอยากสังหารนางขึ้นมา
จริงๆ
ทว่าต่อมาน้องสาวกลับกินขนมแผ่นแปั้งเมฆของ
เขา เดิมเขายังหลงนึกว่าเมื่อเขาจากไป นางคงจะ
โยนออกนอกหน้าต่าง
เจ้าเด็กน้อยที่ดูคล้ายก้อนแปั้งนั่นเริ่มปรากฏตัว
เบื้องหน้าเขา หากจะกล่าวไปก็น่าขัน นางเริ่ม
พะเน้าพะนอเอาใจเขาแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนเริ่มสนิทใกล้ชิดกับเจ้าก้อนแปั้งนี้
เริ่มเข้าใจในตัวเจ้าก้อนแปั้งนี้ วันนั้นที่รู้ว่านาง
จดจำลายมือของเขาได้ เขาก็บังเกิดความรู้สึกอัน
น่าพิศวง ช่างแปลกพิลึกอย่างยิ่งยวด บางทีอาจ
เป็นเพราะในที่สุดก็มีคนที่ให้ค่าการมีตัวตนของ
เขาแล้ว ก้อนแปั้งเริ่มเติบใหญ่เป็นเสี่ยวอี๋หนิง
นางคล้องแขนเขา รื้อค้นของขวัญบนตัวเขา เขา
เริ่มวางตัวโอนอ่อน อันที่จริงในใจยังแฝงไปด้วย
รอยยิ้ม
เขายินดีโอนอ่อน กระทั่งเริ่มหวาดกลัวว่านางจะ
ไม่ประพฤติตนเช่นนี้กับเขาอีก เริ่มหวาดหวั่นว่า
นางจะทำตัวเหินห่าง
ความรักเช่นนี้ แท้จริงดูต่ำต้อยอยู่บ้าง
นางกลายเป็นภรรยาของเขา ทุกช่วงเวลาอัน
อ่อนโยนในชีวิตล้วนมีนางข้องเกี่ยว นางนั่งอ่าน
หนังสืออยู่บนตั่งไม้ โยนถุงเท้าข้างหนึ่งทิ้งอย่างไม่
ใส่ใจ นอนหลับในอ้อมกอดของเขา ขดตัวเข้าซุก
อยู่ในอ้อมแขนของเขา หรือบางคราที่นางนอน
ละเมอสองสามประโยค เขาก็สามารถก้มมองได้
เนิ่นนาน จ้องมองจนถึงกลางดึกก็ไม่อาจตัดใจข่ม
ตานอน แม้จะเป็นเขาที่ใช้แผนการช่วงชิงนางมา
แต่ถึงกระนั้นเขาก็จะไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมาแย่งชิง
นางไป
เขาไม่อาจสูญเสีย นางสำคัญเกินไป ไม่อาจปล่อย
ให้สูญหาย
หากหาไม่พบ เช่นนั้นก็ทำได้เพียงวางแผนการ
ร้ายกับลู่เจียเสวีย ยามนี้เขาไม่ใช่หลัวเซิ่นหย่วน
ในปีนั้นแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนมองปั้ายชื่อตระกูลที่ติดอยู่หน้า
จวน เขายื่นมือออกไปเพื่อเตรียมลงจากรถม้า
เสิ่นเซวียนหรง ฮูหยินของหยางหลิงกำลังยืนอยู่
ตรงประตู รถม้าของนางจอดอยู่ทางด้านข้าง นาง
อยู่ในชุดไว้ทุกข์
หลัวเซิ่นหย่วนรู้ว่าระยะนี้มีขุนนางอาลักษณ์มา
ดักรอด่าประณามเขาหน้าจวนทุกวัน เขาให้เสิ่น
เซวียนหรงตามเข้าไปด้านใน ประตูจวนปิดตัวลง
เสิ่นเซวียนหรงนั่งลงในห้องโถงหลัก นางหยิบ
กล่องใบเล็กออกมาจากด้านในเสื้อคลุม “นี่เป็น
ของที่เขาทิ้งไว้…อยากจะมอบให้ท่าน ข้าจึงได้เอา
มาให้ท่าน”
สีหน้าของนางเรียบเฉย นางได้ผ่านพ้นช่วงเวลา
แห่งความสิ้นหวังเสียใจอย่างแสนสาหัสไปแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนรับไว้ เขานิ่งไปชั่วครู่ก่อนกล่าว
“กาลข้างหน้าฮูหยินมีแผนการอย่างไร ใต้เท้าห
ยางจากไปแล้ว…”
“ข้ายังคงพำนักอยู่ที่นั่น” เสิ่นเซวียนหรงกล่าว
ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา “ข้าต้องรอเขากลับมา หาก
วันใดเขากลับมาเยี่ยมบ้าน อย่างไรในบ้านก็ต้องมี
คน…”
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบ ดวงตาของเสิ่นเซวียนหรง
แดงเรื่อขึ้น “พวกเขากล่าวว่าท่านไม่ใช่คนดี ห้าม
ไม่ให้ข้ามาพบท่าน”
“เป็นเช่นนั้น” หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ย เขาไม่คิดจะแก้
ต่าง
เสิ่นเซวียนหรงมองเขา อาจเป็นเพราะคิดถึงอดีต
ที่หยางหลิงเคยอยู่ร่วมกับเขา น้ำตาจึงไหลริน
“ใต้เท้าหลัว พวกเราต่างคนต่างรักษาตัวด้วย”
นางไปจากตระกูลหลัว หลัวเซิ่นหย่วนลูบกล่อง
ใบนั้นช้าๆ ครั้นเปิดออกก็พบกับจดหมายลับ
จำนวนหนึ่ง เขาปิดกล่องลง มองไปยังดวง
อาทิตย์ที่อยู่นอกประตู นึกถึงภาพที่นางเอนตัว
อยู่บนเก้าอี้ สั่งการให้คนประดับตกแต่งเถาองุ่น
ในสวน