Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 178

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 178
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

ต้นฤดูวสันต์ ณ จวนจินหลิง พื้นที่ปกครองอาณา

เขตใต้ ตรอกสือซือ

ไม่นานหลังจากน้ำในสระบัวเริ่มอุ่นขึ้น ดอก

บัวตูมเรียวสองสามดอกก็เริ่มชูช่อเหนือผิวน้ำ

ทว่ากลับเป็นดอกไห่ถังที่เริ่มผลิบานก่อน ต้นไห่

ถังที่ปลูกไว้นอกโถงบุปผาสะพรั่งไปด้วยดอกสี

ชมพูขาว…

ม่านภายในห้องหลักถูกเปลี่ยนเป็นม่านไม้ไผ่

บานประตูหน้าต่างถูกเปิดกว้าง สามารถมองเห็น

กิ่งหลิวด้านนอกที่เพิ่งแตกหน่อได้ อากาศเริ่ม

อบอุ่นขึ้น เมื่อเปิดฉากกั้น สายลมเอื่อยก็พัดโกรก

เข้ามา

“ฮูหยิน นายท่านโหวมาแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ซึ่ง

สวมปีเจี่ยสีเขียวคนหนึ่งเดินแหวกม่านเข้ามา

นางยอบกายแล้วกล่าว

ใต้ชายคาเลี้ยงนกเดินดงไว้คู่หนึ่ง เขาช่างใส่ใจนัก

เมื่อรู้ว่านางชอบสิ่งเหล่านี้ก็ทุ่มเงินสรรหามา

ปรนเปรอ เพราะอย่างไรเขาก็ไม่ขาดแคลนเงิน

ทอง จวนหลังนี้เขาซื้อมาจากคหบดีในชนบทผู้

หนึ่ง กล่าวได้ว่าคหบดีผู้นั้นแทบจะประคองใส่

พานให้เขา เขาเชี่ยวชาญการพะเน้าพะนอเอาใจ

ผู้อื่นมากที่สุด เขาแทบอดรนทนไม่ไหวที่จะ

รวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดมากองไว้เบื้องหน้านาง

หลัวอี๋หนิงกำลังตัดแต่งกิ่งไม้ต้นวั่นเหนียนชิง

ครั้นได้ยินว่าเขามา อารมณ์ก็ขุ่นมัวจนทำพลาด

ตัดกิ่งหลักไปกิ่งหนึ่ง

ไม้อ่อนไม้แข็ง ทุกวิธีการนางล้วนใช้จนหมดหน้า

ตัก ทว่าคนผู้นี้กลับไร้การเปลี่ยนแปลงใดๆ เป็น

ตายร้ายดีก็ไม่ยอมปล่อยนางไป! นางกล่าวว่าทุก

สิ่งล้วนเป็นอดีตไปแล้ว นางปล่อยวางไปนานแล้ว

นางไม่ชอบเขาแล้ว แต่เขาก็ไม่รับฟัง

หลัวอี๋หนิงจะกล้าคิดหนีได้อย่างไร ยังไม่ต้อง

กล่าวว่าครานี้ลู่เจียเสวียมาเฝั้านางด้วยตนเอง ไร้

การผ่อนปรนจากเฉิงหลาง แต่ละวันมียุงกี่ตัวบิน

เข้ามาในห้อง เขายังรู้ ท้องน้อยที่เริ่มนูนขึ้นยิ่งทำ

ให้นางไม่กล้าเสี่ยงอันตราย ยามนี้อายุครรภ์ห้า

เดือนแล้ว ต้องเฝั้าระวังดูแลทุกด้าน แล้วนางจะ

กล้าเคลื่อนไหวได้อย่างไร

ลู่เจียเสวียก็ช่างประเสริฐนัก เมื่อมาถึงที่นี่ก็ให้

นางผูกมิตรกับบรรดาฮูหยินของขุนนางที่อยู่

อาศัยโดยรอบเพื่อนางจะได้ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย นาง

มีเพื่อนบ้านเป็นฮูหยินของท่านรองเจ้าเมืองจินห

ลิง อีกฝั่ายมักมาเยี่ยมเยือนพร้อมกับฮูหยินของ

คหบดีท่านหนึ่ง ตัวเขาเองยังว่างเว้นไร้ภารกิจ

วันๆ เอาแต่ปลูกต้นไม้เลี้ยงนก ครั้นเลี้ยงได้ดีแล้ว

ก็ส่งมาที่เรือนของนาง

นางวางกรรไกรลง พอเหลือบตาก็เห็นลู่เจียเสวีย

ที่เดินเข้ามา ยังมีสตรีร่างสูงอรชรหิ้วสัมภาระ

ตามมาด้านหลัง

ครั้นหลัวอี๋หนิงเห็นสตรีนางนั้นก็ตกตะลึงจนลุก

ขึ้น…ไม่พบกันนานหลายปี คนผู้นี้ดูคล้ายจะเป็น

…เสวี่ยจือ

เสวี่ยจือเกล้ามวยเช่นสตรีออกเรือน ดูมีอายุกว่า

แต่ก่อนเล็กน้อย เมื่อนางเห็นอี๋หนิง กระบอกตาก็

พลันแดงเรื่อ อี๋หนิงเป็นคนที่นางปรนนิบัติจนเติบ

ใหญ่ ดรุณีน้อยเติบโตจนบัดนี้ตั้งครรภ์แล้ว แล้ว

จะไม่ให้นางตกตะลึงพรึงเพริดได้อย่างไร

“เจ้ามักกล่าวว่าผู้ที่ปรนนิบัติเจ้าปรนนิบัติได้ไม่ดี

มิใช่หรือ” ลู่เจียเสวียนั่งลงแล้วรินน้ำชาให้ตนเอง

“ข้าตามหานางกลับมาปรนนิบัติเจ้า เช่นนี้ได้แล้ว

ใช่หรือไม่”

ลู่เจียเสวียแกว่งถ้วยชาก่อนจิบ เขาชำเลืองมอง

ปลายคางของอี๋หนิงที่เริ่มกลมมน ก่อนจะคลี่ยิ้ม

ออกมา อย่างไรก็ต้องเลี้ยงดูให้มีน้ำมีนวลสัก

หน่อย แม้นางจะปันสีหน้าไม่ดีใส่เขา แต่อาหารที่

ส่งเข้ามา นางล้วนกินไม่ขาด นางใส่ใจเด็กคนนี้

นัก ก่อนหน้านี้นางมีอาการแพ้ท้อง ทุกเช้าเมื่อ

ตื่นขึ้นมาต้องอาเจียนจนหน้ามืด ลู่เจียเสวียจึง

นอนในห้องปีชาฉูในเรือนของนาง เขายังตื่น

ขึ้นมาดูนางและยกน้ำชาให้นางกลั้วคอ

ครั้นหลัวอี๋หนิงเห็นเขาก็ตกใจยกใหญ่ นางไม่รู้ว่า

เขานอนที่นี่

ลู่เจียเสวียรู้ว่ายามนี้นางเกลียดชังเขาเหลือคณา

แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรนาง เลี้ยงดูนางไปวันๆ ดุจ

ประคบประหงมบุปผาดอกหนึ่ง

หลัวอี๋หนิงยังคงไม่สนใจเขา ลู่เจียเสวียจึงวางถ้วย

น้ำชาแล้วเดินออกไป ปล่อยให้นางได้พูดคุยกับ

เสวี่ยจือ

สองนายบ่าวไม่ได้พบเจอกันนานหลายปีย่อมมี

เรื่องให้สนทนามากมาย อี๋หนิงรู้ว่าเสวี่ยจือแต่ง

ให้กับชายคนหนึ่งในเมืองเปั่าติ้ง จากนั้นก็ให้

กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งซึ่งยามนี้น่าจะมีอายุห้า

ขวบแล้ว ทว่าต่อมาเด็กคนนั้นกลับถูกพวกโจรค้า

มนุษย์ลักพาตัวไป เสวี่ยจือตามหาทั่วทุกหนแห่ง

แต่ก็ไม่พบ ในเวลานั้นตระกูลหลัวได้ย้ายมายัง

เมืองหลวงแล้ว นางไร้คนให้ขอร้องช่วยเหลือ

ร้องไห้จนหัวใจแทบสลาย ตระกูลสามีคิดว่า

ต้นเหตุเป็นเพราะนางไม่ดูแลลูกให้ดีจึงเอาแต่ปัน

หน้าถมึงทึงใส่นางทั้งวัน เสวี่ยจือจึงเก็บสิน

เจ้าสาวของตนแล้วย้ายออกจากบ้านสามีมาใช้

ชีวิตเพียงลำพัง

จากนั้นคนของลู่เจียเสวียก็ตามมาพบนาง กล่าว

ว่าจะพานางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง

คาดไม่ถึงว่ายังต้องสัญจรทางน้ำ นางเดินทาง

มาถึงจินหลิงอาณาเขตทางใต้ ดินแดนที่มีความ

เจริญรุ่งเรืองที่สุดในดินแดนใต้ ปีนั้นที่ฮ่องเต้ไท่จู่

ยังไม่ได้ย้ายเมืองหลวง สถานที่แห่งนี้ก็คือเมือง

หลวง

เดิมทีเสวี่ยจือรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่ไร้ความหมาย

ใดแล้ว พอนางได้พบหลัวอี๋หนิงอีกครั้งจึงร้องไห้

ออกมาไม่หยุด อี๋หนิงกอดปลอบประโลม ก่อน

เรียกให้สาวใช้ยกน้ำร้อนเข้ามาเพื่อให้เสวี่ยจือล้าง

หน้าล้างตา

หญิงสาวที่งดงามเช่นบุปผาบานสะพรั่งในปีนั้น

เหตุใดจึงสูญเสียบุตรจนมีสภาพเยี่ยงนี้!

ก่อนที่นางจะมาที่นี่ ลู่เจียเสวียย่อมให้นางอาบน้ำ

แต่งกายใหม่แล้ว อี๋หนิงประคองบ่าของนางไว้

แล้วกล่าว “เจ้าเพิ่งมาถึง ไปพักผ่อนเสียก่อนแล้ว

ค่อยหารือกัน ยังไม่ต้องรีบร้อน”

เมื่อหลัวอี๋หนิงเดินออกมาจากด้านในก็พบลู่เจียเส

วียที่กำลังอยู่ในโถงบุปผาด้านข้าง มีคนสวมชุด

เฉิงจึคนหนึ่งกำลังโค้งตัวสนทนากับเขา

ครั้นเห็นนางเดินเข้ามา ลู่เจียเสวียก็ให้คนผู้นั้น

ถอยออกไป

“ลูกของเสวี่ยจือถูกพวกค้ามนุษย์ลักพาตัวไปสอง

ปีแล้ว เป็นตายไม่แน่ชัด…” นางยืนอยู่เบื้องหน้า

เขาด้วยท่าทีลังเลเล็กน้อย เสวี่ยจือปรนนิบัตินาง

มานานแรมปี เฝั้ามองนางเติบใหญ่ ปีนั้นที่จำต้อง

พรากจาก นางยังจากไปด้วยความอาลัยอาวรณ์

อย่างสุดซึ้ง ความผูกพันไม่ธรรมดา หากเป็นผู้อื่น

หลัวอี๋หนิงย่อมไม่ยอมปริปาก

“เจ้ากำลังขอร้องข้าหรือ” ลู่เจียเสวียกล่าว

หลัวอี๋หนิงผงกศีรษะ “ถูกต้อง ข้ากำลังขอร้อง

ท่าน ท่านตกลงหรือไม่”

ลู่เจียเสวียกล่าว “เจ้ามาตรงนี้”

หลัวอี๋หนิงเดินไปหยุดข้างกายเขา เขาพลันยื่นมือ

ออกมารวบนางเข้าไปนั่งในอ้อมกอด หลัวอี๋หนิง

ถลึงตามองเขา ลู่เจียเสวียกล่าวขึ้น “เจ้าให้ข้า

กอดสักพักแล้วข้าจะไปตามหาบุตรชายให้นาง

เจ้าจะใช้ข้าทำงานก็ควรมีสิ่งตอบแทนมิใช่หรือ”

ลู่เจียเสวียมองลำคอยาวระหงของนาง ผิวเนื้อสี

ขาวอมชมพูดูนุ่มละมุน งดงามกว่าดอกเหรินฮวา

ด้านนอกนัก ทั่วร่างกรุ่นไปด้วยกลิ่นหอม นางดื่ม

นมแพะอยู่เป็นนิจ บนร่างจึงอวลไปด้วยกลิ่นหอม

หวานของนม น่าดมอย่างยิ่ง ถึงอย่างไรเขาก็เป็น

บุรุษปกติ ยามนี้ในร่างจึงคล้ายมีลูกไฟเริ่มปะทุ

คงเป็นเรื่องดีหากได้จุมพิตแก้มของนาง ดูน่าหอม

เป็นอย่างยิ่ง แต่นางต้องกระโดดโวยวายเป็นแน่

จากนั้นก็จะโมโหไม่ยอมพูดคุยกับเขาไปอีกหลาย

วัน

ลู่เจียเสวียกระชับแขน ออกแรงกอดนางแน่นขึ้น

นางเหมือนก้อนน้ำตาลหอมหวานนุ่มละมุน กอด

แล้วให้ความรู้สึกดี แน่นอนว่าเขาทำได้เพียงกอด

เท่านั้น “เจ้าอย่าได้ขยับ มิเช่นนั้นก็อย่าหวังว่าจะ

ได้ลูกของเสวี่ยจือกลับมา” เขาให้นางนั่งอยู่บน

ร่างของตน ก่อนกล่าวกับนางต่อว่า “หลายวัน

ก่อนท่านหมอผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในจินหลิงกล่าว

ว่าครรภ์นี้ของเจ้าเป็นเด็กผู้ชาย…”

หลัวอี๋หนิงยังไม่รู้ นางมองท้องที่ใหญ่โตขึ้นทุกวัน

ช่วงแพ้ท้องอย่างรุนแรงเป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่มาก

ที่สุด เจ้าชีวิตใหม่นี้ชักนำอารมณ์เข้มข้นเหนือ

พรรณนามาสู่นาง นางเองก็เคยคาดเดาว่าเด็กคน

นี้จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แต่อันที่จริงไม่ว่าจะ

เป็นเพศใดก็ล้วนดีทั้งนั้น ทว่านางชอบเด็กผู้หญิง

มากกว่าเล็กน้อย

ครั้นคิดถึงหลัวเซิ่นหย่วน นางรู้สึกว่าด้วยอุปนิสัย

ของหลัวเซิ่นหย่วนคงยากจะใกล้ชิดสนิทสนมกับ

บุตรชาย แต่หากเป็นร่างเล็กๆ เหมือนของนาง

หลัวเซิ่นหย่วนคงจะรู้สึกรักเอ็นดูกระมัง

หลัวอี๋หนิงไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด นางเริ่มหวาดกลัว

ขึ้นทุกขณะ นางอยากกลับไปจริงๆ นางกลัวว่า

หากตนกลับช้าไปแล้วในเมืองหลวงเกิดการ

เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่…หลัวเซิ่นหย่วน แต่ไรมา

เขาก็ไม่เคยขาดสตรีมาสมัครรักใคร่

เขาจะยังรอนางหรือไม่ บางทีเขาอาจจนปัญญา

ถูกบีบคั้นให้ประกาศว่านางถึงแก่กรรมแล้ว

“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากกลับไปโดยตลอด” ลู่เจียเสวียก

ล่าวด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “แต่ข้าจะไม่ปล่อย

เจ้าไป”

“ท่านไม่มีวันปล่อยวางใช่หรือไม่” หลัวอี๋หนิงมอง

เขาพลางเอ่ยถาม

ลู่เจียเสวียรับคำเสียงหนึ่ง เขาเอนพิงพนักเก้าอี้

“การกระทำนี้ของข้าคงกับการกักขังเจ้า เป็นดั่ง

ที่เจ้าพูด เผด็จการโหดเหี้ยม ทว่าอี๋หนิง เจ้าต้อง

ให้โอกาสข้าสักสองสามปีบ้าง” เขาบีบมือของ

นาง “ปีนั้นข้าเป็นบุตรของอนุ สิ่งใดล้วนไม่มี

ยามนี้ข้ามีทุกสิ่งทุกอย่าง เจ้าต้องการสิ่งใดข้า

ล้วนมอบให้เจ้าได้”

เขาก้มศีรษะมองนางด้วยแววตาร้อนแรง

มุมปากของหลัวอี๋หนิงยกหยักเล็กน้อย “ข้าจะหา

เวลาสองสามปีจากที่ใดมาให้ท่าน ข้ามีสามีมีบิดา

อยู่ที่เมืองหลวง ยามนี้ในท้องยังมีลูกของเขา สอง

สามปีนับจากนี้ เกรงว่าทุกคนคงถือว่าข้าตายไป

แล้ว นี่คงตรงกับจุดประสงค์ของท่านใช่หรือไม่

จะเป็นการดีที่สุดหากผู้อื่นเข้าใจว่าข้าตายแล้ว”

ครั้นลู่เจียเสวียได้ยินก็หัวเราะ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำ

ระคนด้วยแรงดึงดูด “อี๋หนิง เจ้าลองขบคิดดู

หากเจ้ารอคนผู้หนึ่งมานานถึงสิบสี่ปีแล้วนางพลัน

ปรากฏตัวเบื้องหน้าเจ้าอีกครั้ง ถึงยามนั้นไม่ว่า

เรื่องใดเจ้าก็ไม่คิดถือสาหาความแล้ว เจ้าจะคิด

เพียงต้องสรรหาทุกวิถีทางเพื่อจับนางไว้ให้มั่น ข้า

จะบอกเจ้าไว้ ข้าในยามนี้ถือว่าข่มกลั้นแล้ว”

หลัวอี๋หนิงหลบสายตาของเขา

ในที่สุดนางก็ปลีกตัวจากเขา ลุกขึ้นได้สำเร็จ เด็ก

ในท้องของนางคล้ายเตะนางเบาๆ ครั้งหนึ่ง หลัว

อี๋หนิงร้องโอดครวญ

นี่เป็นครั้งแรกที่นางสัมผัสได้ชัดเจนถึงการ

เคลื่อนไหวของลูก ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน เขา

อาจกำลังยืดเหยียดเท้าเล็กๆ หรืออาจเป็นเพราะ

นางทำให้เขารู้สึกไม่สบาย เขาจึงคิดเปลี่ยน

ตำแหน่งเพื่อที่ตนจะได้ดูดนิ้วอย่างสบายอารมณ์

ลู่เจียเสวียขมวดคิ้ว “เป็นกระไรไป”

นางโคลงศีรษะเบาๆ อารมณ์เปลี่ยนเป็น

ความรู้สึกอัศจรรย์

ลู่เจียเสวียให้นางนั่งลง เขาเล่นกับสร้อย

ลูกประคำในมือก่อนกล่าวต่อไป “จินหลิงมีแม่น้ำ

ฉินหวยไหลผ่าน ริมทางสองฝังของแม่น้ำฉินหวย

เจริญรุ่งเรืองมาก เจ้าอยากไปดูหรือไม่ หรือเจ้า

อยากไปพักผ่อนใจที่วัดต้าเปั้าเอิน ไปขอพรให้กับ

ลูกคนนั้นของเจ้า”

วัดต้าเปั้าเอินสร้างขึ้นโดยฮ่องเต้เกาจู่เพื่อเป็นการ

รำลึกถึงฮ่องเต้และฮองเฮาผู้ทรงสถาปนาแว่น

แคว้น ก่อสร้างขึ้นอย่างวิจิตรอลังการ กล่าวกันว่า

องค์เจดีย์สร้างจากแก้วเคลือบขึ้นรูป ภายในเจดีย์

ประดับตกแต่งด้วยโคมไฟแสงนิรันดร์จำนวนหนึ่ง

ร้อยสี่สิบหกดวง ได้รับการขนานนามว่าเป็นเจดีย์

อันดับหนึ่งในใต้หล้า ก่อนหน้านี้รู้จักกันในนาม

เจดีย์อายวี่หวัง วลีของตู้ฝานชวนที่ว่า “ดินแดน

ใต้มีวัดสี่ร้อยแปดสิบวัด แม้นท่ามกลางหมอก

พิรุณ เจดีย์หลายองค์ก็ยังปรากฏ” ก็มีที่มาจาก

วัดต้าเปั้าเอินนี้

“ข้าจะให้คนไปเตรียมการ” ลู่เจียเสวียรีบกวักมือ

เขามักให้ความสำคัญกับความยิ่งใหญ่ของขบวน

เดินทาง เพราะสถานะของเขาในยามนี้จำต้องจัด

ขบวนอย่างระมัดระวัง

“ไม่ต้องยุ่งยากไป” อี๋หนิงห้ามเขา “บัดนี้ข้า

เดินทางไม่สะดวก หากท่านมีเวลา เรื่องของ

เสวี่ยจือ…ยังต้องรบกวนท่าน”

เมื่อรู้ว่าหลบหนีไม่รอด นางก็คร้านจะออกไป

ลูกของเสวี่ยจือถูกลักพาตัวไปสองปีกว่าแล้ว ในปี

นั้นออกตามหากว่าสิบหมู่บ้านแปดร้านค้า แต่หา

อย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้จะตามกลับมาได้หรือไม่

ลู่เจียเสวียยิ้ม เอ่ยถามนางเสียงเนิบช้า “หากข้า

ตามกลับมาได้ เจ้าจะตอบแทนข้าอย่างไร”

หลัวอี๋หนิงรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ลู่เจียเสวียกล่าวต่อ

“ให้เจ้าช่วยยกน้ำชารินน้ำให้ข้า ยามนี้เจ้าก็ไม่

สะดวก ต่อไปอาหารเช้าของทุกวันให้เจ้าเป็น

ผู้รับผิดชอบก็แล้วกัน ตั้งใจทำให้ดี หากทำไม่ดี

ต้องทำใหม่อีกครั้ง”

หลัวอี๋หนิงอับจนคำพูด เมื่อคิดถึงว่าตนไม่เคย

ตั้งใจทำอาหารอย่างจริงจังมานานแรมปีก็รู้สึก

ประหม่าเล็กน้อย แต่ในเมื่อนางร้องขอความ

ช่วยเหลือจากเขา จะไม่ทำก็คงไม่ได้

ตั้งแต่วันนั้นอี๋หนิงก็ตื่นขึ้นทุกเช้าเพื่อมาทำอาหาร

ให้เขา แม้นางจะทำอาหารไม่บ่อยนัก แต่ยังดีที่

นางพอจะเข้าใจรสปากของลู่เจียเสวีย เขาชอบ

อาหารจำพวกเส้น โดยเฉพาะบะหมี่เนื้อแพะ กิน

ทีสามารถกินได้ชามใหญ่ พวกโจ๊กข้าวต้มถือเป็น

ข้อห้าม ของจำพวกขนมเปียะ ซาลาเปาสามารถ

ฝืนทานได้ หากมีผักดองจะยิ่งโปรดปรานเป็น

พิเศษ อี๋หนิงให้คนสร้างเพิงเล็กๆ ขึ้นเพื่อปลูก

แตงกวาสี่ฤดูให้เขา ไม่ว่าจะทำเป็นเครื่องเคียง

เย็น หมักดอง ต้มน้ำแกง หรือผัดกับเนื้อก็ล้วนให้

รสชาติดี

ลู่เจียเสวียเองก็ไม่เคยรังเกียจ เมื่อเขากินมื้อเช้า

เสร็จก็มักรั้งอ่านหนังสืออยู่ที่เรือนของนาง

เพียงพริบตาจากแรกวสันต์ก็ล่วงเลยเข้าสู่คิมหันต์

อากาศเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยๆ

ดอกบัวที่สระบัวด้านนอกเริ่มชูช่อดอกบัวตูมสี

เขียวอ่อน ทว่าเรื่องลูกของเสวี่ยจือก็ยังไร้ข่าว

คราว

หลัวอี๋หนิงแทบจะไม่สนใจเขาแล้ว ลู่เจียเสวียเข้า

มาวุ่นวายกับนาง เขาหยิบตู้โตวของเด็กน้อยที่

นางกำลังปักในมือขึ้นมาดู “ข้ายังขาดเสื้อชั้นใน

เจ้าช่วยทำให้ข้าสักสองสามชุด!”

“ท่านไม่มีเสื้อชั้นในใส่หรือ” อี๋หนิงถามเขา

รอยยิ้มของเขาพลันจางลง เงยหน้ามองนางอยู่

เนิ่นนาน

หลัวอี๋หนิงถูกเขาจับจ้องจนแข็งเกร็งไปทั้งร่าง

เขาโน้มตัวเข้าหา ก่อนวางมือลงข้างกายนาง

น้ำเสียงเย็นเยียบเล็กน้อย “หลัวอี๋หนิง เจ้าต้อง

ทำเสื้อตัวในให้ข้าสักตัว เข้าใจหรือไม่”

ลู่เจียเสวียลุกขึ้น ไม่กล่าวอะไรอีกก่อนจะเดิน

ออกไป เสวี่ยจือที่อยู่ด้านข้างเฝั้ามองจนทั้งร่าง

สั่นสะท้าน นางเอ่ยเสียงกระซิบ “คุณหนู ข้าว่า

นายท่านโหวเองก็ปฏิบัติต่อท่านอย่างดี…หากไร้

หนทางจริงๆ ”

“เจ้าไม่รู้จักเขา” หลัวอี๋หนิงทอดถอนใจแผ่วเบา

หากนางยอมถอยแม้เพียงก้าวเดียว ลู่เจียเสวียก็

จะรู้ว่านางใจอ่อน จากนั้นเขาก็จะก้าวเข้ามาอีก

ก้าวใหญ่ กระทั่งต้อนนางเข้ามุมได้สำเร็จ เขา

เชี่ยวชาญเรื่องนี้นัก

ที่ผ่านมาเสวี่ยจือไม่เคยถามเรื่องระหว่างนางกับ

ลู่เจียเสวีย หลัวอี๋หนิงรู้สึกว่าลู่เจียเสวียคงบอก

กล่าวอีกฝั่ายแล้ว และไม่แน่ว่าเสวี่ยจือก็อาจถูก

เขาซื้อตัวแล้วก็เป็นได้ เขาจึงตั้งใจส่งเสวี่ยจือมา

ที่นี่ บางทีเรื่องของเสวี่ยจืออาจเป็นเพียงเรื่องที่

แต่งขึ้น ใช่ว่าลู่เจียเสวียจะทำเรื่องเหล่านี้ออกมา

ไม่ได้

มิเช่นนั้นเหตุใดนางจึงไม่ค่อยได้ยินเสวี่ยจือกล่าว

ถึงลูกของตน หรือกระทั่งตระกูลของสามี

ทว่าแม้หลัวอี๋หนิงจะเกิดความสงสัย แต่ก็ไม่เคย

เอ่ยถาม

ยามบ่ายลู่เจียเสวียส่งรากบัวมาให้นางตะกร้า

หนึ่ง บัวที่จินหลิงเจริญเติบโตได้ดีมาก รากหนึ่ง

ใหญ่เท่าแขนของบุรุษวัยฉกรรจ์ ทั้งหวานกรอบ

และไร้เสี้ยน ยังมีกระจับแดงจากต้าปั่านอีก

กระบุงเล็ก รสชาติเลิศล้ำดุจเกล็ดหิมะ ละลายได้

โดยไม่ต้องเคี้ยว ของเหล่านี้ล้วนเป็นของสดใหม่

ตามฤดูกาล ช่วงคิมหันต์อากาศร้อนอบอ้าว เขา

ส่งมาเพื่อช่วยกระตุ้นความอยากอาหารของนาง

รากบัวหั่นเป็นชิ้นตุ๋นกับกระดูกหมู ใส่เม็ดบัวแล้ว

ราดด้วยน้ำหมักถั่วเหลืองและน้ำมันงา เมื่อตุ๋นจน

เปือยจะให้รสชาติที่วิเศษยิ่งนัก

เสื้อตัวในเป็นเครื่องนุ่งห่มติดกาย อี๋หนิงไม่มีวัน

ตัดเย็บให้เขา แต่เมื่อมองแสงอัสดงที่เริ่มมืดสลัว

ด้านนอก นางก็ยังทำใจตัดความสัมพันธ์โดย

สิ้นเชิงไม่ได้ นางให้สาวใช้นำรากบัวตุ๋นกระดูกหมู

ที่ทำเสร็จแล้วใส่ในตะกร้าอาหารพร้อมทั้งของ

ว่างอีกสองสามจานส่งไปให้เขา

ครั้นบ่าวรับใช้ที่เฝั้ารักษาการณ์อยู่นอกห้อง

หนังสือเห็นอี๋หนิงเดินมาก็ดีใจอย่างยิ่ง

ทุกครั้งที่ฮูหยินมาส่งมื้อค่ำ นายท่านโหวจะ

อารมณ์ดีเป็นพิเศษ กระทั่งลากยาวไปอีกหลาย

วัน ดังนั้นพวกบ่าวรับใช้จึงดีใจที่เห็นนาง

“เชิญท่านไปนั่งรอด้านในก่อนขอรับ” บ่าวรับใช้

โค้งตัวแล้วกล่าว “ด้านนอกลมแรง ระวังจะถูก

ลมเย็นขอรับ!”

สาวใช้ประคองนางไปนั่งบนเก้าอี้ตัวใหญ่นอก

ห้องหนังสือ นางใกล้ถึงกำหนดคลอดแล้ว ดังนั้น

ต้องระมัดระวังการเคลื่อนไหวเป็นพิเศษ อี๋หนิงได้

ยินเสียงคนด้านในสนทนา “เมื่อครึ่งเดือนก่อน

เจ้ากรมโยธาได้เกษียณอายุงาน เหตุเพราะไม่มี

บุคคลที่เหมาะสม กอปรกับได้รับการผลักดัน

อย่างเต็มกำลังของวั่งหย่วน…ดังนั้นหลัวเซิ่นหย่

วนจึงขึ้นรับตำแหน่งเจ้ากรมโยธาต่อจากเจ้ากรม

โยธาคนก่อน ข่าวเพิ่งจะถูกส่งออกมาไม่นาน คน

ผู้นี้มีแผนการแยบยลยิ่งนัก ก่อนหน้านี้ข่าวถูกปิด

เงียบสนิทไม่มีผู้ใดล่วงรู้…ท่านอิงกั๋วกงไล่สืบที่อยู่

ของท่านตลอดเวลา แต่เพราะการกลับมาของชน

เผ่าหว่าล่า ฮ่องเต้จึงทรงมีพระราชโองการให้เขา

ไปรักษาการณ์ที่เมืองเซวียนฝูขอรับ”

“ไม่จำเป็นต้องสนใจเขาแล้ว” ลู่เจียเสวียกล่าว

“เฉิงหลางเล่า” หลังจากเขาหารือกับฝั่าบาทก็

เดินทางออกจากเมืองหลวง นี่เป็นการประชุมลับ

ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงรายละเอียด เขาเองก็ได้รับพระ

ราชโองการจากฝั่าบาทเช่นเดียวกัน

“ใต้เท้าเฉินกับใต้เท้าหลัวผลัดกันวางกลยุทธ์ขับ

เคี่ยวเล่นงานอีกฝั่าย ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนมี

ความสัมพันธ์อันดีกับผู้ว่าการฝั่ายตรวจการเก๋

อหงเหนียง ใต้เท้าเฉิงจึงไม่สามารถต้านทานได้”

ลู่เจียเสวียยิ้มหยัน “ได้ขึ้นเป็นคนสนิทของฮ่องเต้

ในที่สุดเขาก็ยอมเผยโฉมหน้าที่แท้จริงแล้ว การ

ประชุมในท้องพระโรงคราก่อนเขาแสดงตน

สนับสนุนองค์ชายใหญ่อย่างเปิดเผยแล้วใช่

หรือไม่ พวกฝั่ายชิงหลิวไม่ด่าเขาจนไร้ที่ยืนรึ”

องค์ชายสามขึ้นเป็นโอรสสายตรงแล้ว อีกทั้งยัง

ฉลาดหลักแหลมใฝั่รู้ กิริยามารยาทอ่อนโยน แต่

ไรมาก็ได้รับการสนับสนุนจากฝั่ายชิงหลิว

คนผู้นั้นตอบกลับอย่างรวดเร็ว “หลังจาก

หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวว่าต้องการสนับสนุนองค์ชาย

ใหญ่ก็มีคนของฝั่ายวั่งหย่วนจำนวนมากพากัน

แสดงจุดยืนตามเขา ฎีกาที่พวกชิงหลิวฟั้องร้องว่า

เขาทำลายแว่นแคว้นมีมากมายราวกับเกล็ดหิมะ

แต่ฝั่าบาทโปรดปรานองค์ชายใหญ่จึงทรงเรียกใต้

เท้าหลัวเข้าไปร่วมสนทนาทั้งคืน ผู้น้อยเดาว่า

ภายในไม่กี่เดือนนี้ มีความเป็นไปได้ที่ใต้เท้าหลัว

จะได้เข้าสู่เน่ยเก๋อ…”

แน่นอนว่าหลัวเซิ่นหย่วนต้องอาศัยเรื่องการ

สนับสนุนองค์ชายใหญ่มาสร้างความโปรดปราน

จากฮ่องเต้ กระทั่งวั่งหย่วนเองก็ยังลืมตาข้าง

หลับตาข้าง ในเมื่อเขากล้าแสดงตัวเช่นนี้ ฮ่องเต้

จึงปลาบปลื้มแทบไม่ทัน

ลู่เจียเสวียกล่าวขึ้นอีกครั้ง “จะปล่อยให้เขาโอหัง

เช่นนี้ไม่ได้ พวกฝั่ายชิงหลิวช่างไร้ประโยชน์นัก

เจ้าจงเขียนจดหมายถวายให้ฮองเฮา ให้พระองค์

เสด็จไปพบเซี่ยอี่ แม้ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้จะไม่แสดง

จุดยืนใดๆ ทว่าแต่ไรมาเขาก็สนับสนุนองค์ชาย

สาม”

คนผู้นั้นรับคำแล้วถอยออกไป

ลู่เจียเสวียเปิดประตูห้องหนังสือก็พบอี๋หนิงที่ยืน

อยู่ด้านนอก เขากล่าวโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า

“ได้ยินแล้วหรือไม่ พี่ชายสามของเจ้าผู้นั้น

เก่งกาจในการคาดเดาพระทัยของฮ่องเต้ยิ่งนัก

ยามนี้เขาขึ้นเป็นท่านเจ้ากรมแล้ว”

“ข้ามาส่งน้ำแกงให้ท่าน” อี๋หนิงยกตะกร้าอาหาร

เข้ามา

ใต้แสงเทียน ลู่เจียเสวียดื่มน้ำแกงช้าๆ น้ำแกง

รากบัวมีรสหวานอ่อนๆ ต่อให้มีฝีมือดีเพียงใดก็ไม่

อาจรังสรรค์รสชาติเช่นนี้ออกมาได้ นี่เป็นรสชาติ

ที่นางถือไว้ในมือก่อนจะตักออกมาเป็นชามเล็ก

แล้ววางไว้บนโต๊ะของเขา

เมื่ออี๋หนิงเห็นว่าเขาดื่มใกล้หมดแล้วก็ยกตะกร้า

ขึ้นเตรียมกลับออกไป ลู่เจียเสวียดึงมือของนางไว้

โดยพลัน “หลัวอี๋หนิง เสื้อตัวในของข้าเล่า”

หลัวอี๋หนิงอยากจะโยนตะกร้าอาหารใส่เขาจริงๆ

ในตู้เสื้อผ้าของเขามีเสื้อตัวในมากมาย เขาใส่

ไม่ได้หรือ

ลู่เจียเสวียให้คนเอาสายวัดเข้ามา “ผ่านมาหลาย

ปีแล้ว เจ้าคงลืมขนาดตัวข้าไปแล้ว มา มาวัดเสีย

หน่อย”

กล่าวจบก็ลุกขึ้นกางแขนทั้งสองข้างพลางกระดิก

นิ้วเรียกนางให้ไปวัดสัดส่วนตน

สายวัดถูกคลี่ออก หลัวอี๋หนิงวัดความยาวช่วง

แขนให้เขาก่อนจะอ้อมตัวไปด้านหลัง นางมอง

พลางขบคิดว่าจะอ้อมสายวัดไปด้านหน้าได้

อย่างไร หากยามนี้รัดคอเขาให้ตายก็ดูคล้ายจะ

เข้าที นางข่มกลั้นอารมณ์แล้วกล่าว “ท่านย่อตัว

ลงมาหน่อย!” หากนางยั่วโมโหเขาก็ไม่แน่ว่าเขา

อาจทำอะไรอีก เขาอยากให้นางวัดก็วัดเถิด

กลับไปค่อยให้เสวี่ยจือตัดเย็บก็แล้วกัน

นางวัดมาถึงช่วงเอว ลู่เจียเสวียก้มหน้ามองกลาง

กระหม่อมของนาง นางสวมเปั้ยจึสีชมพูขาว กรุ่น

หอมจางลอยเข้าสู่โพรงจมูกเขาไม่ขาดสาย มุม

ปากของลู่เจียเสวียยกหยักเป็นรอยยิ้ม อันที่จริง

เพียงเขายื่นมือออกมาก็สามารถโอบนางเข้าสู่

อ้อมกอดได้ทันที แต่เขาจะรอให้นางรู้สึกใกล้ชิด

กับเขามากกว่านี้ มิเช่นนั้นนางอาจตกใจกลัว

เพียงแต่เมื่อนางวัดขนาดตัวเสร็จแล้ว เขาก็ยังจับ

มือของนางไว้ “ขอบคุณ จงทำให้น่าดูสักหน่อย”

ไม่กี่วันต่อมาหลังจากได้รับเสื้อตัวใน ลู่เจียเสวียก็

อารมณ์ดีมาก แน่นอนว่าเขาไม่รู้ว่าเสวี่ยจือเป็น

ผู้ทำ เสวี่ยจือเองก็ไม่กล้าปริปาก เพราะอย่างไร

รอยเย็บตะเข็บก็แน่นหนาราบเรียบ เนื้อผ้าใส่

สบาย

ลู่เจียเสวียชอบมาก มักสวมใส่อยู่เป็นนิจ

ช่วงบ่ายวันนั้น ท่านรองเจ้าเมืองเมืองจินหลิงมา

เยี่ยมเขา ทั้งสองร่ำสุราด้วยกันเล็กน้อย เมื่อฤทธิ์

ของสุราขึ้นศีรษะ เขาก็มาหานางที่เรือน

หลัวอี๋หนิงกำลังเอนกายอยู่บนหมอนอิง ใช้ค้อน

เล็กๆ นวดทุบขาที่บวมของตน การตั้งครรภ์

ลำบากยิ่งนัก ช่วงหลายวันที่ผ่านมานางแทบ

เคลื่อนไหวไม่ได้ ไม่อาจไปที่ใดได้

ลู่เจียเสวียได้รับจดหมายจากผู้ใต้บัญชาตรงประตู

ทันทีที่เขาเปิดอ่าน ทั่วสรรพางค์กายก็สั่นสะท้าน

รายงานสถานการณ์ฉุกเฉินที่ชายแดน เดิมเว่ย

หลิงยังคงรับมือไหว ทว่ายามนี้เขาเพียงผู้เดียวไม่

อาจต้านทานแล้ว

พวกชนเผ่าหว่าล่าและต๋าต๋าผนึกกำลังเข้าจู่โจม

เมืองเซวียนฝูและต้าถงจนแตกพ่าย บัดนี้เคลื่อน

พลถึงด่านเยี่ยนเหมินแล้ว ฮ่องเต้มีคำสั่งให้เขานำ

กองกำลังทหารไปสู้รบที่เมืองต้าถง

เขาส่งจดหมายให้ผู้ใต้บัญชา “พรุ่งนี้จงเรียกเหล่า

ผู้บัญชาการเข้ามา”

เขาเดินเข้าไปในห้อง ก่อนไปหยุดข้างตั่งไม้ เมื่อ

บรรดาสาวใช้สาวใช้ชราเห็นเขาเข้ามาก็ล่าถอย

ออกไป

“เจ้าดูผ่อนคลายสบายอารมณ์นัก” ลู่เจียเสวียก

ล่าว “ไม่รีบร้อนจะกลับไปแล้วหรือ”

นางกำลังตั้งครรภ์ จะให้นางละทิ้งชีวิตหรือไร

หลัวอี๋หนิงรู้ว่าร่างนี้ของนางยังเด็กจึงต้อง

ระมัดระวังเป็นพิเศษ นางทุบนวดขาของตน

ทันใดนั้นก็กล่าวขึ้น “ลู่เจียเสวีย บุตรชายของเสวี่

ยจือตามหาพบแล้วหรือยัง”

“หายสาบสูญไปสองปี จะให้สืบข่าวพบใน

ระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร” ลู่เจียเสวียกล่าว

หลัวอี๋หนิงเอนกายลงบนหมอนอิงพลางหลับตา

ลง “…ท่านซื้อตัวนางได้อย่างไร”

ลู่เจียเสวียฟังถึงตรงนี้ก็กล่าวด้วยเสียงกลั้ว

หัวเราะ “แต่ไรมาเจ้าก็ไม่เคยเชื่อในคำกล่าวของ

เสวี่ยจือ”

“เคยเชื่อ แต่ต่อมาก็ไม่เชื่อแล้ว คิดแล้วก็ใช่ จะมี

เรื่องบังเอิญถึงเพียงนี้ได้อย่างไร หากลูกของนาง

ไม่ได้หายสาบสูญไปจริงก็ไม่ต้องตามหาแล้ว…”

หลัวอี๋หนิงเอ่ย “ข้าจะได้ไม่ต้องคอยเป็นกังวล”

ทันใดนั้นลู่เจียเสวียก็เขยิบเข้าประชิดนาง ดึงมือ

ของนางไว้แล้วเคลื่อนตัวเข้าบีบคั้น “อันที่จริงคน

ที่เจ้าสงสัยคงเป็นข้ามากกว่า”

ใบหน้าของหลัวอี๋หนิงซีดขาว นางนิ่งเงียบไป

ลู่เจียเสวียบังเกิดอารมณ์คุกรุ่น “เจ้าจงว่ามา!”

ทว่าเขากลับเห็นหัวคิ้วของนางค่อยๆ ขมวดมุ่น

จากนั้นร่างกายก็โค้งงอ นางยกมือกุมท้องของตน

ลู่เจียเสวียเห็นท่าทางของนางผิดปกติจึงรีบปรี่เข้า

ไปประคอง “นี่เจ้า…”

“เจ็บ…” หลัวอี๋หนิงครวญครางเสียงเบา ความ

เจ็บปวดค่อยๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้น นางไร้

เรี่ยวแรงโต้เถียงกับเขา ทั้งร่างสั่นระริกราวกับมี

คนออกแรงบิดม้วนท้องด้านใน

ลู่เจียเสวียรีบลุกขึ้นโดยพลัน “บ่าวไพร่เล่า รีบ

เข้ามาเร็ว!”

…

ประตูใหญ่ของจวนถูกเปิดออก รถม้าที่วิ่งออกไป

รับท่านหมอและหมอตำแยวิ่งกลับเข้าไปในประตู

ฉุยฮวาเหมิน

สาวใช้ชราถืออ่างทองแดงบรรจุน้ำร้อนวิ่งเข้าไป

ภายในห้อง ม่านถูกปล่อยลง ลู่เจียเสวียกุมมือ

ของหลัวอี๋หนิงไว้ คราแรกนางยังไม่ได้เจ็บปวดถึง

เพียงนี้ก็ไม่ยอมให้เขาเกาะกุม แต่เมื่อความ

เจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นางก็ไม่รู้แล้ว

ว่าคนข้างกายเป็นผู้ใด นางพลันบีบมือของเขา

แน่น

“ใต้เท้าต้องหลบออกไปก่อนเจ้าค่ะ ห้องคลอด

เป็นสถานที่อัปมงคล…” หมอตำแยที่ทำคลอด

เหงื่อผุดพรายเต็มศีรษะ อี๋หนิงมีกระดูกเชิงกราน

ที่เล็กมาก แม้นางจะปวดท้องอย่างรุนแรงแล้ว

แต่ช่องคลอดกลับยังไม่ขยายตัว

“ข้าจะอยู่ที่นี่” ลู่เจียเสวียตวาดเสียงกร้าว “เจ้า

ทำคลอดไปก็พอแล้ว จะพูดพร่ำไปไย!”

ท่านหมอต้มยากระตุ้นการคลอด ก่อนจะส่งให้

สาวใช้ชรานำเข้ามาให้อี๋หนิงดื่ม นางยังเด็กเกินไป

ร่างกายยังคงเปราะบาง จำต้องดื่มยากระตุ้นการ

คลอด

ลู่เจียเสวียนึกถึงเมื่อครู่ที่เขาบีบคั้นนาง ความ

ละอายใจก็ทับถมหนักอึ้ง เขาคุกเข่าลง ก่อนจะ

ก้มหน้าจูบหลังมือที่เย็นเฉียบของนาง ฝั่ามือของ

นางเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ เขาถอดสร้อยข้อมือ

ลูกประคำของตนออกมาแล้วพันลงบนข้อมือของ

นางทีละชั้นๆ สร้อยลูกประคำนี้ช่วยคุ้มครองเขา

ในยามออกศึกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน มันจะต้อง

ช่วยคุ้มครองนางให้ปลอดภัยได้เช่นเดียวกัน

หลัวอี๋หนิงเจ็บปวดจนสติเลือนราง นางจิกผ้านวม

แน่น นางคล้ายเห็นหลัวเซิ่นหย่วนยืนอยู่ด้านข้าง

เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงมองนางด้วยสายตา

อบอุ่น

เพียงได้เห็นแผ่นหลังของเขา นางก็พลันสัมผัสได้

ถึงความอุ่นใจ หลัวอี๋หนิงหลับตาลง

‘เหมยเหมยไม่ต้องกลัว พี่ชายสามอยู่ตรงนี้’

น้ำเสียงอ่อนโยนดังขึ้นอย่างแผ่วเบา

ณ เมืองหลวงที่ห่างออกไปหลายพันลี้ หลัวเซิ่น

หย่วนเพิ่งกลับมาจากจวนของวั่งหย่วน เวลาผ่าน

ไปครึ่งปีแล้ว เขาอยู่ที่เมืองหลวงลอบวางกลยุทธ์

ในกระโจมค่าย ทุกคราที่ออกจากจวนจำต้องมีผู้

คุ้มกันรายล้อม

“ใต้เท้า มีจดหมายมาจากซานตงขอรับ” หลิน

หย่งส่งจดหมายให้เขา

หลัวเซิ่นหย่วนรับจดหมายมา จดหมายที่ถูกส่งมา

จากซานตงเป็นของหลินเหมา หลินเหมาไปเป็น

นายอำเภอที่เกามี่ ทุกคนต่างคิดว่าเจ้าเด็กคนนี้

เพียงไปเล่นสนุกเตร็ดเตร่ใช้ชีวิตไปวันๆ เขาเที่ยว

ตะลอนอย่างจริงจังอยู่หนึ่งปี คาดไม่ถึงว่าต่อมา

จะสร้างผลงานเล็กๆ ออกมาได้จริง บัดนี้มี

ชาวบ้านจำนวนมากในเมืองเกามี่ที่เริ่มให้ความ

เคารพนับถือเขา คนผู้นี้เก่งกาจในการทำให้ผู้อื่น

สับสนงงงวยเสียจริง

หลินเหมาช่วยเขาลอบสืบข่าวเรื่องของวั่งหย่วนที่

ซานตง ในที่สุดวันนี้ก็มีความคืบหน้าแล้ว

หลัวเซิ่นหย่วนขยำกระดาษจดหมายเป็นก้อน

กลมก่อนจะเก็บเข้าไปในแขนเสื้อ “มีข่าวอะไร

จากซีอานบ้างหรือไม่”

หลินหย่งโคลงศีรษะอย่างลังเล “ยังไม่มีขอรับ”

ในระยะเวลาครึ่งปีมานี้ หลัวเซิ่นหย่วนออกค้นหา

เกือบทั่วอาณาเขตเหนือ แต่ก็ไร้ร่องรอยใดๆ

เริ่มแรกเขามั่นใจว่าอาณาเขตเหนือเป็นรังเก่าของ

ลู่เจียเสวีย ดังนั้นอีกฝั่ายต้องอยู่ที่นี่แน่นอน ทว่า

สุดท้ายเมื่อหาไม่พบ เขาก็เริ่มเกิดความสงสัย แม้

ลู่เจียเสวียจะเป็นขุนนางฝั่ายบู๊แต่ก็ฉลาดหลัก

แหลมนัก ร่องรอยถูกกลบเกลื่อนจนเกลี้ยงเกลา

ไม่หลงเหลือเบาะแสแม้เพียงเศษเสี้ยว บางทีอีก

ฝั่ายอาจไม่ได้อยู่ในอาณาเขตเหนือก็เป็นได้

ดังนั้นเมื่อชนเผ่าต๋าต๋าบุกประชิดมาถึงด่านเยี่ยน

เหมิน คนที่เขาเสนอชื่อต่อหน้าพระพักตร์เป็นคน

แรกก็คือลู่เจียเสวีย เขาต้องบีบคั้นให้ลู่เจียเสวีย

ปรากฏกายออกมา บีบบังคับให้อีกฝั่ายออกไปสู้

รบ

รัตติกาลมืดมิดในคิมหันต์อันร้อนระอุ เสียง

จิ้งหรีดรำไร ราตรีเปลี่ยวเหงา หลัวเซิ่นหย่วนมอง

แสงจากโคมไฟที่ส่องสว่างไปทั่วทุกหนแห่ง เขา

รู้สึกคล้ายหัวใจเต้นผิดปกติราวกับมีเรื่องสำคัญ

เกิดขึ้น แต่เขากลับไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร

หลัวเซิ่นหย่วนหลับตาลง สีหน้าเย็นเยียบ

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 178"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

novelpdf1970 (2)
สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย
18/06/2026
633e76f8SBWScIIi
เก้าพี่น้องเลี้ยงซาลาเปาสุดแสบ [九个哥哥团宠小甜包]
28/06/2024
novelpdf002
ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย
04/02/2024
aileen0084
เดิมพันเสน่หา
04/03/2023

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.