พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 179
ในตรอกสือซือ บรรดาหมอที่มีชื่อเสียงที่สุดใน
เมืองจินหลิงต่างเดินทางเข้ามาไม่ขาดสาย
ทุกข์ทรมานจนถึงกลางดึก ตะเกียงภายในห้อง
ยังคงสว่างไสว ห้องครัวต้มน้ำร้อนตลอดเวลา
บรรดาสาวใช้ชราใหญ่เล็กที่อยู่ในห้องต่างวิ่งวุ่น
เข้าออกไม่หยุด ไม่กล้าล่าช้าแม้เพียงชั่วขณะ
ยามนี้หลัวอี๋หนิงยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง นาง
ปล่อยมือของลู่เจียเสวีย “ท่านออกไปก่อนเถิด
…”
เดิมลู่เจียเสวียคิดจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นสายตา
ของนางที่ระคนด้วยแวววิงวอนก็พลันไม่รู้จะ
กล่าวสิ่งใด
เขาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยว่า “ได้ ข้าจะรออยู่
ด้านนอก” กล่าวจบก็ลุกขึ้น
หมอตำแยมองไปยังต้นขาเรียวของหลัวอี๋หนิง
ครั้นเห็นเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุดก็รู้สึกวิงเวียน
ตาพร่า หากเกิดเรื่องอะไรกับฮูหยินท่านนี้ เกรง
ว่าใต้เท้าท่านนั้นคงไม่ยอมปล่อยพวกนางไป
เพราะภัยคุกคามจากความตายที่ประชิดเข้ามา
มือของนางจึงสั่นเทาเล็กน้อย นางหันไปกล่าวกับ
สาวใช้ที่อยู่ด้านข้าง “รีบไปเอาผ้าฝั้ายมาเร็ว
เข้า!”
ใกล้ถึงรุ่งสาง เด็กก็ยังไม่คลอดออกมา อายุของ
หลัวอี๋หนิงยังน้อยนัก กระดูกเชิงกรานยังไม่
เจริญเติบโตเต็มที่ อี๋หนิงเจ็บปวดจนเส้นเสียง
แหบแห้ง แทบจะไร้เรี่ยวแรงแล้ว หมอตำยาร้อน
รนขึ้นทุกขณะ แววตาของอี๋หนิงเริ่มพร่าเลือน
นางมองแสงจันทร์นอกหน้าต่างที่สาดส่องเข้ามา
ภายในห้องเงียบๆ โคมไฟสีแดงยังคงสว่างไสว
นางคิดถึงช่วงเทศกาลหยวนเซียว หลัวเซิ่นหย่วน
พานางไปเที่ยวชมงานวัดที่จัดบนท้องถนน นั่น
เป็นช่วงเวลาที่วิเศษจริงๆ นางเอนกายลงบนตัว
เขา มือใหญ่อันแสนอบอุ่นของเขากอบกุมมือนาง
ไว้แน่น อาหารและน้ำตาลกุ้ยฮวาที่เขาซื้อให้นาง
จากข้างทางกองสุมเต็มโต๊ะ น้ำตาของนางรินไหล
ออกมาอย่างไม่อาจสะกดกลั้น พวงแก้มชื้นไป
ด้วยหยาดน้ำตา
อี๋หนิงเงยหน้าขึ้นอย่างอ่อนแรง นางหายใจไม่
ออก ครั้นสัมผัสได้ว่ามีคนประคองนางไว้ก็หันไป
มอง เป็นลู่เจียเสวียที่กลับเข้ามาอีกครั้ง หลัวอี๋ห
นิงมีอาการกล้ำกลืนเล็กน้อย ประโยคที่กล่าว
ออกมาติดๆ ขัดๆ “ลู่เจียเสวีย หากข้าตายแล้ว…
ท่านสามารถ…ส่งข้ากลับไปยังข้างกายเขาได้
หรือไม่” น้ำเสียงของนางอ่อนแรงลงเรื่อยๆ นาง
ถามเขาด้วยเสียงแผ่วเบา “ได้หรือไม่…”
“เจ้าจะตายได้อย่างไร” ลู่เจียเสวียจุมพิตลงบน
หลังมือของนาง ริมฝีปากของเขาเองก็เย็นเฉียบ
ใบหน้าของนางซีดขาว เหงื่อไหลดุจหยาดพิรุณ
ในที่สุดลู่เจียเสวียก็ยอมโอนอ่อน เขาโน้มตัวลงไป
กล่าวด้วยน้ำเสียงระคนอารมณ์คุกรุ่น “หากเจ้ามี
ชีวิตอยู่ ข้าจะส่งเจ้ากลับไป! แต่หากเจ้าตายก็
อย่าแม้แต่จะหวัง!”
“ท่านพูดแล้ว…ต้องรักษาสัจจะ” หลัวอี๋หนิงเอ่ย
เสียงงึมงำ
“แน่นอนว่าย่อมรักษาสัจจะ” เขาหันกลับไป
กล่าวกับสาวใช้ “ยังไม่รีบยกยาเข้ามาอีก!”
ในเมืองหลวง หลัวเซิ่นหย่วนอยู่ในห้องหนังสือ กู้
จิ่งหมิ่งยังคงหารือลับๆ กับเขา “ฮ่องเต้โปรด
ปรานผู้วิเศษคนนั้นที่เจ้าหามายิ่งนัก…เรียกตัวข้า
เข้าวังสนทนาเรื่องลัทธิเต๋านับครั้งไม่ถ้วน ยามนี้
เขาเริ่มเอ่ยเรื่องร่างทรงกับฝั่าบาทแล้ว อีกไม่นาน
ก็คงเริ่มแผนการได้แล้ว แต่ข้าเห็นตาเฒ่าวั่งหย่วน
นั่นคล้ายจะยังไม่ไว้ใจเจ้าอย่างสนิทใจ”
“เขาไม่เชื่อผู้ใดทั้งสิ้น เพียงแต่ตราบใดที่ฝั่ายชิง
หลิวยังไม่ล่มสลาย เขาย่อมสนับสนุนข้าอย่างเต็ม
กำลัง” หลัวเซิ่นหย่วนหยิบฎีกาขึ้นมาพลางกล่าว
กู้จิ่งหมิงมองฎีกาในมือเขา ก่อนแค่นเสียงออกมา
“ยามนี้ฝั่ายชิงหลิวก่นด่าเจ้าถึงขั้นนี้ เจ้ายังสบาย
ใจอยู่อีกหรือ ข้าได้ยินแล้วยังนึกโกรธเคือง!”
“มีสิ่งใดน่าโมโหกัน” หลัวเซิ่นหย่วนโยนฎีกาไป
ด้านข้าง “ข้าเห็นคนใกล้ตายแต่กลับไม่ช่วยเหลือ
ทรยศอาจารย์ ทั้งยังไปเข้าร่วมกับวั่งหย่วน ให้
พวกเขาด่าไปเถิด อย่างไรนอกจากด่าแล้วพวก
เขาก็ไร้ความสามารถอื่น”
กู้จิ่งหมิงอับจนคำพูดอยู่บ้าง “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่า
วันนี้เจ้าอารมณ์หงุดหงิดกว่าปกติ เมื่อช่วง
กลางวันซืออวี่องครักษ์ผู้ติดตามนั่นเพียงทำ
ผิดพลาดเล็กน้อย เจ้าก็ก่นด่าเขาไม่ไว้หน้าจนเขา
แทบจะวิงวอนร้องขอชีวิตจากเจ้าแล้ว”
หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้าขึ้น กล่าวเสียงเนิบช้า
“เป็นเช่นนั้นหรือ ข้ากลับไม่รู้สึก”
เขาต้องรีบตามตัวญาติผู้น้องกลับมาโดยเร็ว กู้
จิ่งหมิงพลันตระหนักถึงจุดนี้
“พรุ่งนี้ข้าจะไปที่วัดต้ากั๋ว” หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ย
“จะไปจุดธูปสักสองดอก เจ้าไม่ต้องมาที่นี่แล้ว”
กู้จิ่งหมิงตกตะลึง “เจ้าเริ่มเชื่อในพุทธศาสนาแล้ว
หรือ เหตุใดข้าจึงไม่เคยรู้มาก่อนเลย”
หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มเงียบๆ จากนั้นถึงได้เอ่ยว่า “ข้า
ไม่รู้จริงๆ ว่า…ยังมีสิ่งใดที่สามารถเชื่อถือได้อีก”
ยามไร้ซึ่งสถานที่วิงวอน ไร้พละกำลัง
ความสามารถอันใด เขาทำได้เพียงสวดมนต์
วิงวอนพระพุทธเจ้าแล้ว
“เช่นนั้นข้ากลับก่อนแล้ว” กู้จิ่งหมิงเอ่ยด้วย
น้ำเสียงโอดครวญ “ต้องออกมาพบเจ้ากลางดึก
บ่อยครั้งจนฮูหยินของข้าเริ่มสงสัยว่าข้าเลี้ยงอนุ
ไว้นอกจวนแล้ว!” เขาเพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน
กู้จิ่งหมิงเปิดประตูก้าวออกไป หลัวเซิ่นหย่วนจึง
ได้กลับเข้าไปในห้องเตรียมตัวเข้านอน เขาเอน
กายลงบนเตียง ผ้านวมที่นางมักใช้เป็นประจำถูก
วางไว้ข้างกาย บนผ้านวมไร้กลิ่นกายของนางแล้ว
แต่เขายังต้องมองถึงจะหลับลง
ในเมืองจินหลิง หลังผ่านรุ่งสาง ในที่สุดภายใน
จวนก็ได้รับข่าวดี
ไม่รู้เป็นเพราะประโยคนั้นของลู่เจียเสวียที่ช่วย
สร้างพลังขับเคลื่อนหรือไม่ สถานการณ์จึง
เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
“นายท่านโหว ช่องคลอดเปิดแล้วเจ้าค่ะ!” หมอ
ตำแยกล่าวอย่างตื่นเต้น นางรีบให้คนช่วยแยกขา
ของอี๋หนิงออก ก่อนจะยื่นมือเข้าไปช่วย
ลู่เจียเสวียถอยออกมาอยู่ด้านหลังฉากบังลม เขา
อยู่เป็นเพื่อนนางตลอดทั้งคืน สีหน้าดูย่ำแย่อย่าง
ยิ่งยวด “เจ้ารีบเข้าไปช่วยก็พอแล้ว ไม่
จำเป็นต้องบอกกล่าวข้า!”
หมอตำแยรีบโน้มตัวลงไปดู “ปั้อนน้ำแกงโสมให้
ฮูหยินเร็วเข้า ข้าเห็นหัวของเด็กแล้ว!”
หลัวอี๋หนิงเจ็บจนไม่อาจคำนึงถึงสิ่งใดแล้ว ทั้งร่าง
เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อชื้น นางหอบหายใจสั่น
สะท้าน เหตุใดคลอดบุตรจึงทุกข์ทรมานเช่นนี้!
นางกำผ้านวมแน่น จากนั้นก็รู้สึกคล้ายมีผู้ใดบาง
คนนั่งลงข้างเตียง เขายื่นมือออกมากอดนางไว้
การมีเขาอยู่ใกล้ๆ ทำให้นางรู้สึกอุ่นใจมากที่สุด
ไม่ต้องกังวลถึงสิ่งอื่นใดอีก นางหลับตาแน่น
หลังจากได้ดื่มน้ำแกง หลัวอี๋หนิงก็คล้ายจะมี
พละกำลังขึ้นมาเล็กน้อย อันที่จริงนางคิดอะไรไม่
ออกแล้ว ทำได้เพียงออกแรงกัดฟันแน่น!
ทันใดนั้นอวัยวะภายในก็คลายตัวอย่างรวดเร็ว
คนที่อยู่ภายในห้องพากันส่งเสียงตื่นเต้นยินดี
ทว่าตัวนางเองกลับไร้ปฏิกิริยาตอบสนองอยู่เนิ่น
นาน
“เด็กผู้ชาย เป็นเด็กผู้ชายเจ้าค่ะ!” มีคนกล่าว
“เหตุใดเด็กจึงไม่ร้องเล่า”
สาวใช้ชรารีบก้าวเข้าไปตบก้นสองครั้ง
ภายในห้อง อี๋หนิงได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ดังขึ้น
เสียงร้องไห้นั้นราวกับเสียงร้องของแมว
ท่ามกลางเสียงอึกทึกวุ่นวาย เสียงร้องไห้นี้ฟังดู
ก้องกังวานเป็นพิเศษ มีหลายคนปรี่เข้าไปดูด้วย
ความตื่นเต้น ทว่าอี๋หนิงกลับนอนหายใจรวยริน
อยู่บนตั่งไม้ นางอยากดูว่าลูกมีหน้าตาเป็น
อย่างไร แต่นางขยับเคลื่อนตัวไม่ไหว จะพูดก็พูด
ไม่ออก
เจ้าก้อนเนื้อกลมนั่นถูกเช็ดตัวด้วยผ้าฝั้ายที่เตรียม
ไว้ เขาถูกห่ออยู่ในห่อผ้าผืนบาง ก่อนถูกส่งเข้าสู่
มือของลู่เจียเสวีย
ขณะที่ลู่เจียเสวียรับเจ้าก้อนกลมที่ตัวนุ่มนิ่มจนดู
ไม่เข้าทีมา เขาก็บังเกิดความรู้สึกแปลกพิลึกอย่าง
ยิ่งยวด ใบหน้าของเด็กน้อยมีขนาดใหญ่เพียง
กำปันของเขาเท่านั้น ผิวแดงก่ำ เครื่องหน้าเล็กๆ
ทั้งห้ายับย่นรวมเป็นก้อนเดียวกัน ริมฝีปากอ่อน
นุ่มขยับเบาๆ คล้ายกำลังไม่สบอารมณ์ หัวคิ้ว
เล็กๆ ขมวดมุ่นเล็กน้อย ดูราวกับจวนเจียนจะ
ร้องไห้เต็มที หมอตำแยรีบให้คำชี้แนะ “นายท่าน
โหว ท่านต้องประคองศีรษะของเขาไว้ เขายังเล็ก
นัก…”
เด็กทารกมีขนาดตัวยาวเท่าท่อนแขน ลู่เจียเสวีย
อุ้มไม่ค่อยถนัดนัก มือที่จับดาบจับกระบี่กลับไม่
สามารถอุ้มเด็กตัวนุ่มปวกเปียกได้
เขาจึงวางเจ้าสิ่งนี้ไว้ข้างหมอนอี๋หนิง ก่อนยื่นมือ
ไปลูบสัมผัสใบหน้ารูปไข่ของอี๋หนิง “อี๋หนิง เจ้าดู
ลูกของเจ้าเถิด”
อี๋หนิงหันหน้าไปก็พบกับลูกน้อยที่กำลังบิดกาย
น้อยๆ ในห่อผ้า สักพักเขาก็ดูคล้ายไม่สบอารมณ์
เท่าไร ส่งเสียงร้องไห้ออกมา นางอยากอุ้มเขาไว้
ในอ้อมอก ทว่านางไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแล้ว เจ้าก้อน
กลมตัวเล็กถึงเพียงนี้ เขาเพิ่งเกิด นางยังไม่รู้ว่า
ควรปฏิบัติต่อเขาอย่างไร
เสวี่ยจือกล่าว “ฮูหยิน ส่งเด็กให้แม่นมเถิดเจ้าค่ะ
ต้องอาบน้ำปั้อนนมให้เขา”
อี๋หนิงผ่ายผอมเกินไป ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย
จึงได้คัดเลือกสตรีรูปร่างอวบอิ่มสะอาดสะอ้าน
จากแถวชนบทสองคนมาทำหน้าที่เป็นแม่นม
พวกนางเพิ่งให้กำเนิดบุตรเช่นเดียวกับอี๋หนิง เสวี่
ยจือนำเด็กน้อยที่ร้องไห้ไม่หยุดออกจากอ้อมอก
ของอี๋หนิงแล้วส่งต่อให้กับแม่นม อี๋หนิงอ่อนเพลีย
มากและต้องการการพักผ่อนที่ดี
อี๋หนิงมองแผ่นหลังของแม่นม ลูกน้อยของนางก็
ถูกอุ้มออกไปเช่นนี้…
เมื่อครู่นางเพิ่งไปเยือนประตูปรโลกมาครั้งหนึ่ง
ลู่เจียเสวียเองก็รู้สึกราวกับตามนางไปทั่วทุกหน
แห่ง บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัด เมื่อเขาเห็น
สายตาที่ยังอาลัยอาวรณ์ของนางก็กระซิบข้างหู
นาง “เจ้าพักผ่อนให้ดีเถิด ยังมีข้าอยู่ รอเมื่อเจ้า
ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ข้ารับรองว่าเขาจะอยู่ข้างกาย
เจ้า ตกลงหรือไม่”
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง อี๋หนิงผงก
ศีรษะอย่างอ่อนแรง นางรู้สึกได้ว่าตนถูกอุ้มขึ้น
จากนั้นนางก็ค่อยๆ ผล็อยหลับไป
รอจนตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าร่างกายตนถูกเช็ด
จนสะอาดสะอ้านและนอนอยู่บนเตียงนุ่มสบาย
แล้ว ท้องฟั้าเพิ่งมีแสงสว่างรำไร แสงอาทิตย์ลอด
ผ่านบานประตูที่ถูกเปิดไว้กึ่งหนึ่ง เพียงมองก็รู้ว่า
อากาศด้านนอกต้องสดใสเป็นแน่ สาวใช้ภายใน
ห้องย่างเท้าเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา แต่ก็ยังไม่
อาจปกปิดความปีติยินดีได้
เสวี่ยจือคุกเข่าอยู่ข้างเตียง กำลังหยอกล้อเจ้า
ก้อนกลมน้อยที่ถูกห่ออยู่ในผ้า
ครั้นเห็นว่านางตื่นแล้ว เสวี่ยจือก็อุ้มเด็กน้อย
ขึ้นมาด้วยความยินดี “ฮูหยิน คุณชายน้อยกินนม
แล้วเจ้าค่ะ เขาเพิ่งถูกส่งตัวเข้ามา ท่านหิวหรือไม่
นายท่านโหวสั่งให้ตุ๋นน้ำแกงนกพิราบไว้ หาก
ท่านหิวก็สามารถดื่มได้”
การให้กำเนิดบุตรต้องใช้พละกำลังมหาศาล อี๋ห
นิงย่อมรู้สึกหิว นางผงกศีรษะ “ให้ส่งเข้ามาเถิด”
น้ำแกงที่ตุ๋นมาร้อนๆ ถูกส่งเข้ามา ด้านในยังมี
เนื้อหมักเกลือแล่เป็นแผ่นบาง หอมเย้ายวนยิ่งนัก
นางดื่มไปกว่าครึ่งถ้วย ก่อนจะมาดูลูกน้อย เขา
หลับแล้ว ร่างน้อยๆ นอนอยู่บนผ้านวมผืนเล็ก
อาจเป็นเพราะเพิ่งได้กินนม บนร่างจึงยังมีกลิ่น
หอมนวลของนม
อี๋หนิงไม่อยากทำให้เขาตื่น นางมองใบหน้าที่โผล่
ออกมาซึ่งยังเล็กเท่ากำปันเท่านั้น เครื่องหน้าทั้ง
ห้าดูกระจุ๋มกระจิ๋ม มองไม่ออกว่าตรงส่วนไหน
เหมือนผู้ใด นางก้มหน้าหอมแก้มเขาเบาๆ แก้ม
ของเขานุ่มนิ่มยิ่งนัก
เขาถูกรบกวนจนตื่น กลีบปากอ่อนนุ่มเล็กๆ ขยับ
เคลื่อนไหว หัวคิ้วขมวดมุ่น ทำท่าจะร้องไห้อีก
ครั้ง อี๋หนิงตกตะลึง นี่เขาถูกทำให้ตื่นหรือ นาง
คลี่ผ้านวมออกแล้วอุ้มเขาขึ้นมากล่อมในอ้อมอก
อาจเป็นเพราะอ้อมกอดของมารดาให้ความรู้สึก
สบาย เขาจึงซบลงบนร่างอ่อนนุ่มของมารดา
ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง มือเล็กม้วนงอวาง
อยู่บนหน้าอกของนาง อี๋หนิงใช้นิ้วโปั้งเขี่ยมือเล็ก
ของเขาขึ้นมาชม กำปันนั้นมีขนาดใหญ่เพียง
ผลเหอเถา พาให้ผู้ได้เห็นใจอ่อนยวบ
เสวี่ยจือมองนางนิ่งเงียบ รู้สึกราวกับคุณหนูได้รับ
ของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่โปรดปรานเป็นพิเศษ
“เหตุใดพวกนางจึงดูมีความสุขถึงเพียงนี้” หลัว
อี๋หนิงเอ่ยถาม นางชี้ไปยังบรรดาสาวใช้ที่อยู่ด้าน
นอก
“นายท่านโหวแจกจ่ายรางวัลให้กับทุกคนคนละ
ห้าสิบตำลึง ทุกคนจึงดีใจประหนึ่งฉลองปีใหม่เจ้า
ค่ะ” เสวี่ยจือยิ้มพลางกล่าวกับนาง “สาวใช้ใหญ่
สองคนนั้นกำลังทำถุงเท้าให้กับคุณชายน้อยเจ้า
ค่ะ”
หลัวอี๋หนิงพบว่าบนข้อมือของนางมีสร้อย
ลูกประคำสีดำสนิทเพิ่มมาเส้นหนึ่ง
นี่เป็นสร้อยลูกประคำของลู่เจียเสวีย
ในเวลานี้เองลู่เจียเสวียก็มาถึงพอดี คราแรกเขา
นึกว่าอี๋หนิงกำลังนอนอยู่จึงเดินเข้ามาโดยตรง
สายตาของเขาพลันประสานเข้ากับสายตาของอี๋ห
นิง
ลู่เจียเสวียเดินมานั่งลงข้างกายนาง ก่อนมองเจ้า
ก้อนน้อยที่ซบอยู่ในอ้อมกอดของมารดาชั่วครู่
เขากล่าวขึ้น “เจ้าตื่นได้ประจวบเหมาะนัก
ห้องครัวต้มยาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้ารีบกินตอน
ร้อนจะได้ไม่รู้สึกขม”
อี๋หนิงเงยหน้ามองเขา
เขาเลิกคิ้ว “อันใด เจ้าไม่อยากดื่มยาหรือ”
หลัวอี๋หนิงกล่าว “ท่านบอกว่าหากข้ามีชีวิตรอด
ท่านจะส่งข้ากลับไป”
“ข้าจำไม่เห็นได้ ข้าเคยพูดหรือ” ลู่เจียเสวียวาง
ท่าไม่แยแส
อี๋หนิงคาดเดาไว้แล้วว่าเขาต้องบิดพลิ้ว แต่พอได้
ยินก็ยังรู้สึกโกรธ ยามนี้นางยังอ่อนแรงลุกไม่ขึ้น
ทั้งยังมีเจ้าก้อนน้อยซบตัวอยู่บนร่าง มิเช่นนั้น
นางคงได้ตีเขาจริงๆ !
หลัวอี๋หนิงมองเขา ก่อนทอดถอนใจอย่างหนัก
หน่วง นางยกข้อมือของตนขึ้นแล้วถอดสร้อย
ลูกประคำส่งคืนให้เขา “สร้อยลูกประคำของ
ท่าน”
หลัวอี๋หนิงคลับคล้ายจำได้ว่า ขณะที่นางคลอด
บุตรไม่ราบรื่น ลู่เจียเสวียเป็นผู้เอามาพันบน
ข้อมือของนาง แน่นอนว่านางย่อมรู้สึกซาบซึ้ง
เพราะอย่างไรการกระทำนี้ของลู่เจียเสวียก็เป็น
เจตนาดี
“ในเมื่อข้าให้เจ้าแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็จงเก็บไว้ข้าง
กาย” ลู่เจียเสวียกล่าว เขาเอาสร้อยลูกประคำ
กลับไปพันบนข้อมือของนางอีกครั้ง “พรุ่งนี้ข้า
ต้องรีบเดินทางไปที่ต้าถง พวกชนเผ่าหว่าล่าบุกตี
มาถึงนอกด่านเยี่ยนเหมินแล้ว เว่ยหลิงต้านทาน
ไว้ไม่ไหว ฮ่องเต้ทรงส่งสายลับมาเร่งข้ากลับไป
ข้าต้องนำทัพทหารแปดหมื่นนายเข้าสู้รบกับพวก
หว่าล่า มิเช่นนั้นพ่อของเจ้าอาจเกิดอันตรายถึง
ชีวิต”
ด่านเยี่ยนเหมินเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารที่มี
ความสำคัญต่อแว่นแคว้นเพียงใด หลัวอี๋หนิง
ตระหนักดี เมื่อนางได้ยินก็รีบถอดสร้อย
ลูกประคำออก “เช่นนั้นยิ่งต้องคืนให้ท่าน”
ลู่เจียเสวียกดมือของนางไว้อย่างไร้ท่าทีลังเล เขา
มองนาง “เจ้าฟังข้าพูด หลัวอี๋หนิง เพียงเจ้าไร้
อันตราย ข้าย่อมต้องมีชีวิตกลับมา”
หลัวอี๋หนิงตะลึงงันไปเล็กน้อย ในปีนั้นที่ลู่เจียเส
วียต้องออกไปสู้รบ เขาก็กล่าวถ้อยคำทำนองนี้
‘ต่อให้ข้าต้องหนีทหาร ข้าก็จะกลับมา เจ้าอย่าได้
ร้องไห้ ข้าไม่มีทางตายแน่นอน’
ลู่เจียเสวียกล่าวต่อ “ยามที่ข้าไม่ได้อยู่ในจินหลิง
เจ้าจะไปสนทนาปราศรัยกับฮูหยินของท่านรอง
เจ้าเมืองที่อยู่จวนถัดไปหรือฮูหยินของพวกคหบดี
ก็สุดแท้แต่เจ้า แต่เจ้าอย่าได้คิดเล่นลูกไม้ใดๆ ไม่
ว่าเรื่องใดก็จงคำนึงถึงลูกของเจ้าสามส่วน ข้าไม่
อยากกล่าวถ้อยคำทำนองข่มขู่เจ้า…แต่เจ้าก็ควร
เข้าใจในความหมายของข้า ข้าจะให้คนมาดูแล
เจ้า หากเจ้ามีเรื่องอันใดก็จงบอกเขา รอจนเจ้า
พ้นช่วงอยู่ไฟแล้วข้าจะส่งคนมารับเจ้าไปยังซิน
โจว นั่นเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย”
หลัวอี๋หนิงตระหนักดี ในจวนนี้เต็มไปด้วยทหาร
คนสนิท หน่วยรักษาการณ์ลับและองครักษ์ของ
เขา ต่อให้เขาไปแล้วก็ต้องทิ้งคนไว้สอดส่องนาง
หากนางมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย เช่นคิดจะ
ส่งจดหมายออกไปด้านนอก เขาก็อาจลงมือกับ
ลูกของนางอย่างไม่ลังเล วิธีการนี้ช่างง่ายดายนัก
เจ้าก้อนนุ่มนิ่มที่ซบตัวอยู่บนร่างของนางหลับได้
หอมหวานยิ่งนัก อี๋หนิงจมอยู่กับภวังค์ความคิด
อยู่ครู่หนึ่ง
เมืองซินโจวอยู่ข้างเมืองต้าถง ถือว่าอยู่ใกล้กับ
เมืองหลวงมากขึ้นอีกนิด