พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 180
วันรุ่งขึ้นลู่เจียเสวียนำกำลังพลออกไปจากเมือง
จินหลิง อาจเป็นเพราะเขาเตรียมการไว้ล่วงหน้า
แล้ว วันต่อมาจึงมีขุนนางต้วนซื่อที่มีนามว่าเย่เห
ยียนเข้ามาพบนาง
ขุนนางต้วนซื่อเป็นขุนนางอาลักษณ์ของหน่วย
บัญชาการทหารสูงสุด หลัวอี๋หนิงเคยพบคนผู้นี้
ในจวนหนิงหย่วนโหว เขาเป็นคนสนิทของลู่เจีย
เสวีย
เย่เหยียนมีรูปลักษณ์อ้วนท้วน เขาสวมเสื้อคลุม
ลายมวลบุปผา ท่าทางดูเป็นมิตร อารมณ์ดี มัก
ฉีกยิ้มตลอดเวลา เขาพบนางผ่านฉากบังลม หาก
นางต้องการสิ่งใดเพียงบอกเขา ทว่าอี๋หนิงไม่ได้
เรียกหาเขาสักเท่าไร
ระยะเวลาหนึ่งเดือนที่อยู่ไฟห้ามอาบน้ำห้ามต้อง
ลมเย็น ทั้งวันอี๋หนิงเอาแต่นอนอยู่บนเตียง ทำได้
เพียงเล่นกับเจ้าก้อนน้อยในอ้อมกอด เจ้าก้อน
น้อยยังมีอายุไม่ถึงเดือน ร่างกายจึงนุ่มนิ่มนัก
ครั้นกินอิ่มก็ซบตัวนอนในอ้อมกอดของนาง เวลา
มากกว่าครึ่งวันล้วนหมดไปกับการนอน บางครา
เมื่อนางตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับก็จะสัมผัสได้
ถึงร่างน้อยๆ อันอบอุ่นที่ซบตัวอยู่ข้างกาย นาง
ต้องหันไปหอมแก้มเขาสักครั้งจึงจะมีความสุข
เสวี่ยจือมองอยู่ด้านข้าง กล่าวด้วยเสียงกลั้ว
หัวเราะ “เมื่อครั้งคุณหนูยังเด็กไม่ได้สงบเสงี่ยม
ถึงเพียงนี้ ทุกคืนต้องทำให้ฮูหยินตื่นสามสี่รอบ
ทั้งยังต้องเป็นฮูหยินเท่านั้น แม่นมจะอุ้มท่าน
ท่านก็ไม่ยอม แม้ฮูหยินจะเอาแต่พร่ำว่าท่านติด
นางเหลือทน แต่ก็รักเอ็นดูท่านยิ่งกว่าสิ่งใด ทุก
คืนต้องลุกขึ้นมาดูแลท่านด้วยตนเอง…”
อี๋หนิงฟังแล้วก็ครุ่นคิด นางเงยหน้ามองเสวี่ยจือ
“ท่านต้องตั้งชื่อน้ำนมให้คุณชายน้อย เมื่อเขาได้
ยินจะได้รู้ว่าท่านกำลังเรียกขานเขา” เสวี่ยจือก
ล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน
อี๋หนิงเองก็อยากตั้งชื่อน้ำนมให้เขา ชื่อน้ำนมเป็น
ชื่อที่ตั้งอย่างขอไปทีได้ เพียงคล่องปากน่าฟังก็
ใช้ได้แล้ว นางบีบจับกำปันน้อยๆ อันหอมนุ่มของ
เขา “เรียกว่าเปั่าเกอร์เป็นอย่างไร!”
นับตั้งแต่นั้น นางก็เรียกเขาว่าเปั่าเกอร์
เคราะห์ดีที่หาแม่นมไว้ล่วงหน้า น้ำนมของอี๋หนิง
มีไม่เพียงพอ บางคราเมื่อลูกน้อยตื่นขึ้นมา
กลางดึกก็จะมุดศีรษะเล็กๆ เข้าไปแนบกับ
หน้าอกนาง แต่เขามักได้กินเพียงนิดเดียว อี๋หนิง
จึงทำได้เพียงเรียกแม่นมให้มาอุ้มเขาไปกล่อม
นอน
เมื่ออุ้มเขาออกไปแล้ว นางก็ยังพะวงว่าเขาจะ
ร้องไห้หรือไม่ ต้องตั้งใจฟังเสียงการเคลื่อนไหวใน
ห้องอุ่นฝังบูรพาอยู่นานก่อนจะหลับลง
มีบางคราที่อี๋หนิงเล่นมือเท้าเล็กๆ ของเขา ขาน
เรียกเขาว่าเปั่าเกอร์ เขาก็จะหันหน้ากลับมา
คล้ายกำลังมองว่านางเป็นผู้ใด
ในวันที่ครบกำหนดอยู่ไฟ ในที่สุดอี๋หนิงก็ได้
อาบน้ำสระผม นางอุ้มเปั่าเกอร์ที่อยู่ในห่อผ้า
เล็กๆ ไปเดินเล่นที่สวนด้านหลัง ดูเหมือนเปั่า
เกอร์จะรู้สึกง่วงนอนจึงซุกหน้าหลับไปในห่อผ้า
อี๋หนิงนั่งอยู่ในศาลาสักพักก็กลับไป ก่อนที่
วันรุ่งขึ้นจะพบว่าปินทองของนางหายไป
ประจวบเหมาะที่เย่เหยียนมาที่เรือนของนางพอดี
ครั้นเขาได้ยินก็กล่าวว่า “วันก่อนฮูหยินไปเดิน
เล่นในสวนกับฮูหยินของท่านรองเจ้าเมือง ท่าน
ได้ทำตกไว้ในพุ่มหญ้าข้างศาลา ข้าน้อยให้คน
นำไปเก็บไว้ในกล่องเครื่องประดับของฮูหยินแล้ว
ขอรับ”
หลัวอี๋หนิงเอ่ยว่า “ท่านเย่เหยียนสังเกต
ตรวจสอบได้ละเอียดนัก ข้ารู้สึกชื่นชมท่านอย่าง
ยิ่ง”
เย่เหยียนผู้นี้ช่างร้ายกาจจริงๆ
“ฮูหยินชมเกินไปแล้ว” เย่เหยียนกล่าวพลางฉีก
ยิ้มตาหยี “ผู้ที่ได้ปรนนิบัติรับใช้ข้างกายนายท่าน
โหวล้วนไม่ใช่คนธรรมดา ข้าน้อยมีเพียงทักษะนี้ที่
พอจะแสดงได้บ้าง”
อี๋หนิงกำปินทองที่เพิ่งได้รับคืนมา นางค่อยๆ
ใคร่ครวญขบคิด แท้จริงแล้วนางตั้งใจทิ้งปินทอง
ไว้แถวศาลาเพราะต้องการตรวจสอบว่าการ
สังเกตการณ์ของเย่เหยียนละเอียดถึงขั้นใด และก็
ไม่ผิดจากที่คาดไว้ คนผู้นี้น่ากลัวจริงๆ ยิ่งไปกว่า
นั้นลูกของนางยังเล็กถึงเพียงนี้ นางจะพาเด็ก
ทารกตะลอนหลบหนีไปไกลพันลี้ได้อย่างไร มิสู้
ไปถึงซินโจวก่อนแล้วค่อยคิดหาวิธีการ
บางทีพวกคนเหล่านั้นที่อยู่ในเมืองหลวงอาจคิด
ว่านางตายไปแล้ว เป็นระยะเวลาเกือบปีที่ไร้ข่าว
คราวใดๆ ไม่รู้ว่าหากหลัวเซิ่นหย่วนได้พบลูกของ
เขา หลัวซานฉบับย่อส่วนจะแสดงท่าทีอย่างไร
พวกเขามีอุปนิสัยคล้ายคลึงกัน ครั้นอี๋หนิงคิดถึง
ว่าหากเขาได้จุงมือของบุตรชายตนเองก็ไม่รู้ว่า
เขาจะรู้สึกดีเพียงใด
เมื่ออี๋หนิงอยู่ไฟได้ครบเดือน นางก็ไม่ได้รีบออก
เดินทางในทันทีด้วยเกรงว่าลูกจะฝืนทนไม่ไหว
นางรอจนถึงเดือนสิบจึงจะออกเดินทาง ยามนี้ลูก
น้อยมีอายุได้สามเดือนแล้ว
ขบวนรถม้าเอิกเกริกยิ่งใหญ่มีบรรดาองครักษ์ราย
ล้อมเคลื่อนตัวไปตามถนน ด้านข้างยังตามติดมา
ด้วยเหล่าสาวใช้สาวใช้ชรา เพียงมองก็รู้ว่าเป็น
ขบวนของตระกูลใหญ่ ครั้นรถม้าที่สัญจรบนถนน
สายเดียวกันเผชิญหน้าก็พากันหลบเลี่ยงไปให้
ห่าง การเดินทางจากเมืองจินหลิงไปยังซินโจว
ต้องผ่านเมืองอันฮุยและเหอหนาน จากการ
สัญจรทางน้ำเปลี่ยนเป็นนั่งรถม้า เวลาผ่านไป
กว่าครึ่งเดือน พวกอี๋หนิงจึงได้เดินทางมาถึง
ชายแดนซานซี
อี๋หนิงไม่รู้สึกว่าหนักหนากระไร นางห่วงแค่ว่า
เปั่าเกอร์จะไม่สบาย เคราะห์ดีที่อากาศไม่ได้
หนาวเหน็บนัก
เปั่าเกอร์ที่มีอายุสามเดือนถูกแม่นมอุ้มไว้ในอ้อม
อก รูปลักษณ์ประหนึ่งหยกสลักสีชมพู ดวงตา
กลมดุจเม็ดลำไย เขาเอี้ยวศีรษะเล็กๆ
เลียนแบบเย่เหยียนพลางจับจ้องหนวดเคราเล็กๆ
ที่สั่นกระดิกไปมา เขาถูกเย่เหยียนดึงดูดความ
สนใจไปโดยสิ้นเชิง เย่เหยียนมักยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่
เป็นนิจ เปั่าเกอร์ชอบมองหนวดเคราเล็กๆ ของ
อีกฝั่ายมาก
อี๋หนิงอุ้มเปั่าเกอร์ไว้ในอ้อมกอด เตรียมกล่อมเขา
นอนกลางวัน
เสวี่ยจือปูเตียงเสร็จเรียบร้อยแล้ว แม่นมสวมเสื้อ
กันหนาวเค่อซือสีแดงตัวเล็กให้เปั่าเกอร์ เขานั่ง
ดูดนิ้วหัวแม่มืออยู่บนเตียง อี๋หนิงยื่นกลองปั๋อง
แปั๋งมาไว้ตรงหน้าเขา เปั่าเกอร์ยื่นมือเล็กๆ
ออกมาตี ก่อนจะเงยหน้ามองนางด้วยความสนใจ
อี๋หนิงรู้สึกว่าเขาน่ารักน่าชังยิ่งนักจึงหอมแก้มเขา
ไปทีหนึ่ง
เด็กน้อยอายุสามเดือนแล้ว เริ่มจดจำใบหน้าคน
ได้แล้ว เขาติดอี๋หนิง ต้องให้นางอุ้มให้ได้
กลางคืนเมื่อแม่นมปั้อนนมเสร็จก็จะพาเขา
กลับมานอนข้างกายอี๋หนิง มีบางครายามที่อี๋หนิง
ปั้อนนมเขา เขาก็จะซุกหน้าลง ใช้จมูกเล็กๆ ถูไถ
ไปมาบนหน้าอกของนาง เขาทำตัวติดหนึบ พิงตัว
ซบนางอยู่สักพักก็หลับไป
เมื่ออี๋หนิงตื่นขึ้นก็จะพบเขานอนอยู่ข้างกาย ผม
บนศีรษะเด็กแรกเกิดนุ่มบางฟูฟั่อง ยังมีขนตา
เรียวยาว พริ้มเพรายิ่งนัก
ในขณะที่รถม้าเคลื่อนตัวผ่านเมืองอู่ไถ อี๋หนิงก็สั่ง
ให้หยุดรถ เขาอู่ไถในเมืองอู่ไถได้รับการขนาน
นามว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา นาง
อยากไปขอยันต์ปลอดภัยสงบสุขให้ลูกน้อย
แน่นอนว่าเย่เหยียนย่อมไม่ยินยอมให้นางขึ้นเขา
เขาประสานมือแล้วกล่าว “หากฮูหยินต้องการ
ข้าน้อยจะไปขอแทนท่านเอง”
อี๋หนิงแง้มผ้าม่านขึ้นกึ่งหนึ่ง กล่าวน้ำเสียง
ราบเรียบ “ทุกคนกล่าวกันว่าต้องตั้งจิตอธิษฐาน
จึงจะบังเกิดผล หากข้าไม่ได้ไปร้องขอด้วยตนเอง
แล้วจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร”
เย่เหยียนเพียงยิ้ม “หากฮูหยินมีจิตตั้งมั่น ท่านจะ
ไปหรือไม่ไป พระพุทธเจ้าย่อมล่วงรู้ ข้าน้อยยัง
ต้องไปส่งแผนที่ฉบับใหม่ให้กับใต้เท้าผู้บัญชาการ
เกรงว่าหากท่านไปแล้ว การเดินทางก็จะต้อง
ล่าช้า”
ไม่เสียทีที่เป็นคนสนิท ถ้อยคำนี้เอ่ยได้อย่างไร้ข้อ
โต้แย้ง อี๋หนิงไม่สามารถกล่าวอะไรได้อีก
เย่เหยียนให้รถม้าจอดพักที่จุดพักแรม ก่อนจะให้
คนสองคนขี่ม้าขึ้นไปบนเขาอู่ไถ
อี๋หนิงได้ยินเย่เหยียนหารือเรื่องในกองทัพกับ
ผู้ติดตามคนหนึ่ง ตลอดทางมานี้นางได้ยินเรื่อง
เกี่ยวกับสถานการณ์ที่ชายแดนต้าถงไม่น้อย
หลังจากลู่เจียเสวียนำทัพไปถึงต้าถงก็บุกโต้กลับ
อย่างหนักหน่วงจนสามารถขับไล่พวกหว่าล่าออก
จากด่านเยี่ยนเหมินและเข้าควบคุมต้าถงไว้ได้
แล้ว เว่ยหลิงนำกองทัพเซวียนฝูเข้าร่วมกับกอง
กำลังของลู่เจียเสวีย ยามนี้สามารถรักษา
สถานการณ์ที่ชายแดนให้มั่นคงได้แล้ว
คราวก่อนพวกชนเผ่าหว่าล่าถูกโจมตีอย่างหนัก
รอบนี้พวกเขาจึงร่วมมือกับชนเผ่าต๋าต๋า พวกเขา
โกรธแค้นมาก มิเช่นนั้นคงไม่บุกฝั่าเหมือนผ่าลำ
ไผ่จนสามารถทะลวงไปถึงด่านเยี่ยนเหมินได้ แม้
พวกเขาจะถูกต้อนให้ถอยออกมาชั่วคราว ทว่า
จิตใจของทั้งสองชนเผ่ายังคงฮึกเหิม เกรงว่าเวลา
นี้คงยังไม่คิดจะยอมแพ้
เปั่าเกอร์เรอเบาๆ อยู่ในอ้อมกอด หลัวอี๋หนิงจึง
อุ้มเขาลุกขึ้นเพื่อตบหลังไล่ลม เปั่าเกอร์ทิ้งศีรษะ
เล็กๆ อันปวกเปียกลงบนไหล่ของนาง ส่งเสียงอื้อ
อ้าออกมาเบาๆ
เสวี่ยจือนั่งอยู่ด้านข้าง ฟังเสียงร้องของเด็กทารก
นางเอาเสื้อคลุมตัวหนึ่งคลุมลงบนร่างของเด็ก
น้อย
“เสวี่ยจือ” หลัวอี๋หนิงตบหลังของเปั่าเกอร์เบาๆ
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ข้าอยากถามเจ้า
มาโดยตลอดว่าลูกของเจ้าหายตัวไปจริงหรือไม่”
เสวี่ยจือตะลึงนิ่ง ใจเต้นไม่เป็นส่ำ จากนั้นจึงยิ้ม
ออกมาอย่างขมขื่น ถูกต้อง คุณหนูของตนมองดู
ไร้พิษสง ทว่าอันที่จริงไม่ว่าสิ่งใดนางก็ล้วน
ตระหนักดี นางจะไม่สงสัยได้อย่างไร!
เสวี่ยจือมองใบหน้าของหลัวอี๋หนิง ท่าทางคล้าย
ลังเล “บ่าวโกหก ทว่านั่นไม่ใช่เรื่องโกหกทั้งหมด
ซิ่งเกอร์ถูกพวกลักพาตัวเด็กลักพาตัวไปจริง
เพียงแต่ในขณะที่ใต้เท้าผู้บัญชาการหาตัวบ่าวพบ
เขาก็ได้พาซิ่งเกอร์กลับมาอยู่ข้างกายบ่าวแล้ว
ระหว่างที่เขาพาบ่าวมาพบท่าน เขาให้บ่าวกล่าว
ว่าลูกหายไปเพื่อที่ท่านจะได้ยอมให้บ่าวอยู่
ปรนนิบัติอย่างสบายใจ ท่านไว้ใจเถิดเจ้าค่ะ ครั้น
บ่าวรู้ว่าท่านกำลังตั้งครรภ์อยู่ในเมืองจินหลิง
ดินแดนห่างไกล บ่าวก็เต็มใจมาดูแลท่านด้วยใจ
จริง”
“ลูกของเจ้า เขาเป็นคนตามกลับมาหรือ” อี๋หนิง
ถามเป็นคำรบที่สอง
เสวี่ยจือผงกศีรษะ “ท่านใต้เท้าผู้บัญชาการใส่ใจ
ยิ่งนัก…”
อี๋หนิงตอบรับเสียงหนึ่ง อารมณ์พลันสับสน
ซับซ้อน
“เสวี่ยจือ เจ้าอยากกลับไปหรือไม่ ในเมื่อเจ้า
สามารถทิ้งลูกไว้ในเมืองเปั่าติ้งได้อย่างสบายใจก็
แสดงว่าเจ้าไม่มีปัญหากับครอบครัวสามีใช่
หรือไม่ หากเจ้าอยากกลับไปอยู่กับครอบครัวก็ไป
เถิด” อี๋หนิงพูดต่อ ไม่มีผู้ใดไม่อยากกลับไปอยู่กับ
ครอบครัว ความผูกพันฉันนายบ่าวระหว่างเสวี่
ยจือกับตนได้จบลงอย่างสมบูรณ์ไปนานแล้ว ยาม
นี้สำหรับเสวี่ยจือ สิ่งที่สำคัญที่สุดควรจะเป็นคน
ในครอบครัว ลู่เจียเสวียให้นางมาปรนนิบัติรับใช้
ตน เบื้องหลังต้องมีการข่มขู่นางเป็นแน่
ปลายจมูกของเสวี่ยจือพลันแสบร้อน “คุณหนู
บ่าวเต็มใจมาเอง…ท่านอย่าได้กล่าวเช่นนี้”
หลัวอี๋หนิงโบกมือ “ข้าล้วนเข้าใจดี อีกครู่ข้าจะ
ให้เย่เหยียนหาคนส่งเจ้ากลับไป”
อี๋หนิงให้เย่เหยียนเข้ามา บอกให้เขาส่งเสวี่ยจือก
ลับไปยังเมืองเปั่าติ้ง
เย่เหยียนตะลึงนิ่ง เขาเข้าใจว่าเสวี่ยจือกระทำ
เรื่องผิดมหันต์จึงอยากจะกล่าวบางสิ่ง แต่หลัวอี๋ห
นิงโคลงศีรษะขัดจังหวะ “ท่านส่งนางกลับไปก็
พอแล้ว ทางด้านลู่เจียเสวีย ข้าจะไปบอกกล่าว
กับเขาเอง!”
เย่เหยียนให้เสวี่ยจือตามเขาออกไป เสวี่ยจือเก็บ
สัมภาระห่อเล็กๆ เสร็จเรียบร้อย ครั้นเดินไปถึง
ตรงประตูก็หันกลับมามองอี๋หนิงอีกครั้ง ทันใดนั้น
นางก็เดินกลับมาหยุดเบื้องหน้าอี๋หนิงแล้วโขก
ศีรษะ สุดท้ายจึงเดินจากไปพร้อมกับเย่เหยียน
หลัวอี๋หนิงถอนหายใจเสียงเบา
ดูจากสภาพการณ์แล้ว สาวใช้ผู้นี้คงไม่ได้ถูกไล่
ออกไปเพราะกระทำความผิด เย่เหยียนลอบคิด
ในใจ เขาให้คนห่อเงินเป็นจำนวนสิบตำลึงให้กับ
เสวี่ยจือเพื่อใช้เป็นทุนสำรองก่อนให้องครักษ์ส่ง
นางกลับไป
ไม่รู้ว่านายท่านโหวกำลังคิดสิ่งใด สถานการณ์ที่
ชายแดนอยู่ในสภาวะคับขัน แต่อีกฝั่ายกลับส่ง
ตนมาดูแลสตรีผู้นี้ เดิมทีขณะที่คนผู้นี้พำนักอยู่ใน
จวนตระกูลโหว เขากับท่านรองแม่ทัพยังหลงนึก
ว่านางเป็นเพียงม้าผอม คาดไม่ถึงว่านางจะมีวันที่
ขึ้นมาเป็นโหวฮูหยินที่แท้จริง เพียงแต่เรื่องนี้พิลึก
นัก การกระทำนี้ของนายท่านโหวดูราวกับกำลัง
กักบริเวณนาง เย่เหยียนเดินกลับไปอย่างไม่รีบไม่
ร้อน ครั้นพบว่าภายในห้องส่วนตัวไร้เงาคน สี
หน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นย่ำแย่
เขากระชากตัวคนที่อยู่ด้านข้างมาไต่ถาม “ฮูหยิน
เล่า มิใช่ว่าให้พวกเจ้าคอยเฝั้าไว้ให้ดีรึ!”
องครักษ์ที่ถูกเขากระชากตัวตอบตะกุกตะกัก “ฮู
หยินกล่าวว่าท่านยินยอมให้นางไปที่เขาอู่ไถแล้ว
ดังนั้นท่านจึงได้พาสาวใช้ผู้นั้นไปเตรียมการก่อน
ข้าน้อยเห็นแม่นมยังติดตามฮูหยินไปด้วย…”
เย่เหยียนทั้งโมโหทั้งตื่นตระหนก คนเหล่านี้สมอง
หมูนัก! แม่นมผู้นั้นต้องถูกหลัวอี๋หนิงซื้อตัวไว้แล้ว
เป็นแน่!
เขารีบพากำลังพลออกไล่ตาม ทว่าบนถนนทาง
หลวงด้านหน้ากลับมีม้าตัวหนึ่งควบทะยานเข้ามา
อย่างรวดเร็ว ฝุั่นควันตลบฟุั้ง บนลำคอของม้าตัว
นั้นมีพู่สีแดงถูกผูกไว้ เขารีบสั่งให้ทุกคนหยุดการ
เคลื่อนไหวโดยพลัน
อันที่จริงยามนี้อี๋หนิงยังไม่ได้หนีไป เพราะอย่างไร
นางก็ต้องพาเปั่าเกอร์เดินทางไปด้วย แม่นมผู้นั้น
ถูกนางซื้อตัวไว้นานแล้ว แม่นมเป็นคนจากชนบท
ครั้นอี๋หนิงใช้วาจารุนแรง อีกฝั่ายก็ตกใจจนแทบ
สิ้นสติ กอปรกับนางปันหน้าเศร้าเล่าเรื่องเศร้า
สลดอีกเล็กน้อย แม่นมผู้นั้นก็รับปากยอม
ช่วยเหลือนางแล้ว ยามนี้พวกนางกำลังนั่งอยู่ใน
รถม้าเรียบง่ายคันหนึ่ง หัวใจของอี๋หนิงเต้นระส่ำ
นางรู้สึกว่าวิธีการนี้เสี่ยงมากเกินไปและอาจ
หลบหนีไม่รอด คาดไม่ถึงว่าโชคของนางยังพอมี
องครักษ์ผู้นั้นไม่ได้รู้สึกผิดสังเกตแต่อย่างใด
ทว่าหากเย่เหยียนพบว่านางหายไปแล้วออกไล่
ตาม เช่นนั้นก็คงไร้หนทางแล้ว หลัวอี๋หนิงให้รถ
ม้าวิ่งไปตามเส้นทางรกร้างเล็กๆ รถม้าคันนี้อาจ
เป็นรถม้าที่ใช้สำหรับส่งสินค้า ด้านในจึงไม่มีอะไร
รถม้าวิ่งมาถึงกระท่อมในแถบชนบทหลังหนึ่ง ใน
กระท่อมนี้มีเพียงหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง มีเล้าไก่ที่
เลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหาร ท้องฟั้ามืดสลัว อี๋หนิงให้
สารถีหยุดรถม้าเพื่อพักแรมก่อน
อี๋หนิงให้แม่นมไปขอที่พัก แม่นมสนทนากับหญิง
ชนบทผู้นั้น ทว่าทันใดนั้นหลัวอี๋หนิงก็ได้ยินเสียง
กุบกับของฝีเท้าม้า อันที่จริงนางคาดการณ์ไว้
ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นอารมณ์จึงสงบนิ่งอย่างยิ่งยวด
นางหันหน้ากลับไปก็พบกับพวกเย่เหยียนที่กำลัง
ควบม้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาพาคนมาด้วยเป็น
จำนวนมาก กระทั่งมีบางคนยังสวมชุดเกราะไว้
ด้วย
ครั้นเย่เหยียนมาถึงเบื้องหน้านางก็คุกเข่าลง เขา
หอบหายใจพลางกำหมัดประสานมือแล้วกล่าว
“ล่วงเกินฮูหยินแล้ว ที่มาตามหาท่านครานี้มิใช่
เพื่อพาท่านกลับไป ก่อนหน้านี้ใต้เท้าผู้บัญชาการ
สั่งกำชับไว้ว่าหากเขาตกอยู่ในอันตรายก็ให้
ข้าน้อยส่งท่านไปยังจวนของท่านอิงกั๋วกง!”
เขาเงยหน้าขึ้น สีหน้าฉายแววตึงเครียด น้ำเสียง
ระคนด้วยความกังวลที่ไม่อาจพรรณนา “ใต้เท้าผู้
บัญชาการนำกองทัพไล่ติดตามข้าศึกออกนอก
เมืองต้าถง เขาไล่ไปถึงฐานที่ตั้งลึกของชนเผ่าหว่า
ล่า หลังจากนั้นก็ไร้ร่องรอยของเขาอีก…”
หลัวอี๋หนิงเอ่ยถามด้วยหัวคิ้วขมวดมุ่น “เกิดเรื่อง
กับลู่เจียเสวียหรือ”
เย่เหยียนโคลงศีรษะ “ไม่สามารถกล่าวได้แน่ชัด
ขอรับ แต่นี่ก็ไร้ข่าวมาห้าวันแล้ว ปกติน่าจะเป็น
สัญญาณร้ายมากกว่าดี แต่ทางฝังของชนเผ่าหว่า
ล่าเองก็ยังไร้ข่าวคราวว่าได้รับชัยชนะ…ดังนั้นจึง
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าแท้จริงแล้วสถานการณ์เป็นเช่นไร
สภาพภูมิศาสตร์ในทะเลทรายมีความ
สลับซับซ้อน อาจเป็นไปได้ว่าเขาถูกซุ่มโจมตีหรือ
ถูกปิดล้อม ท่านขึ้นรถม้าเถิดขอรับ ข้าน้อยจะพา
ท่านไปพบท่านอิงกั๋วกง! ยามนี้ที่เมืองต้าถงไม่มีผู้
บัญชาการเฝั้ารักษาการณ์ เมืองอู่ไถก็อันตราย
มาก ท่านไปพำนักที่เซวียนฝูจะปลอดภัย
มากกว่า”
หากมิใช่เพราะตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตอย่าง
แท้จริง เย่เหยียนคงไม่ส่งนางไปที่จวนของอิงกั๋ว
กง อาจเกิดเรื่องกับลู่เจียเสวียแล้วจริงๆ
สายตาของหลัวอี๋หนิงทอดมองสร้อยลูกประคำสี
ดำบนข้อมือตน สร้อยลูกประคำที่คอยปกปั้อง
คุ้มครองของเขายามนี้กลับอยู่บนข้อมือของนาง
ส่วนเขาหายตัวไปในส่วนลึกของทะเลทรายเกอปี
…
หลัวอี๋หนิงสูดลมหายใจลึก นางอุ้มลูกน้อยขึ้นรถ
ม้า
หลัวอี๋หนิงไม่เคยมาที่เมืองเซวียนฝู เมืองเซวียนฝู
กับเมืองต้าถงอยู่ใกล้กันมาก เดินทางเพียงไม่กี่ชั่ว
ยามก็ถึงแล้ว รถม้าเดินทางติดต่อกันตลอดทั้งคืน
กว่าจะมาถึงเมืองเซวียนฝูท้องฟั้าก็เริ่มสว่างรำไร
แล้ว เว่ยหลิงมองบุตรสาวที่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า
พร้อมเด็กน้อยในอ้อมกอด เมื่อเห็นนางมีสภาพ
เปรอะเปือนไปด้วยฝุั่น ในใจก็พอจะคาดเดาได้
ลู่เจียเสวียลักพาตัวนางไป เขาไม่สามารถคิด
สะสางบัญชีได้ เดือนนี้เขายุ่งอยู่กับเรื่องศึก
สงคราม ทุกครั้งที่ได้พบหน้าลู่เจียเสวียล้วนเป็น
การหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์การรบ ลู่เจียเสวียเพียง
บอกให้เขาทำใจให้กว้าง บุตรสาวของเขาสบายดี
เพราะยามนี้เขาต้องรับผิดชอบชีวิตของราษฎรใน
เมืองเซวียนฝู เว่ยหลิงจึงไม่ได้ตามถือสาเรื่องนี้
เป็นการชั่วคราว
ดังนั้นเมื่อเขาเห็นบุตรสาวกำลังอุ้มเด็กทารกคน
หนึ่งจึงตอบสนองไม่ทัน
อี๋หนิงมองบิดาที่อยู่ในชุดเกราะ ใบหน้าหล่อเหลา
มีหนวดเครารำไร เมื่อเทียบกับยามที่อยู่ในเมือง
หลวง เหมือนเขาจะคล้ำแดดขึ้นเล็กน้อย ดูราว
กับผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างโชกโชน นานแล้วที่
ไม่ได้พบกัน อี๋หนิงมองเว่ยหลิงที่สวมชุดเกราะ
แต่งกายอย่างหยาบๆ บริเวณไหล่ซ้ายยังมี
ผ้าพันแผลหนาๆ พันไว้ กระบอกตาของนางก็
แดงเรื่อขึ้นอย่างไม่อาจสะกดกลั้น
คราแรกเว่ยหลิงยังรู้สึกตื่นเต้น ทว่าต่อมาเมื่อเห็น
ห่อผ้าในอ้อมกอดของนางก็รู้สึกเหลือเชื่ออยู่
เล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าควรซักถามอย่างไร “อี๋หนิง…
เจ้าเด็กนี่เจ้าเก็บได้ระหว่างทางหรือ”
มุมปากของอี๋หนิงยกหยัก นางอุ้มเปั่าเกอร์ไว้ใน
อ้อมแขน ก่อนเปิดมุมผ้าให้เขาดูหน้าตาลูกของ
ตน “นี่คือหลานชายของท่าน”
เว่ยหลิงมองใบหน้าของเด็กน้อยที่มีขนาดเท่า
กำปัน ดูนุ่มนิ่มยิ่งนัก ชีวิตอันเปราะบางของเด็ก
น้อยยังต้องพึ่งพิงอาศัยมารดา
เด็กน้อยมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับหลัวเซิ่นหย่วน
เพียงแต่ยังอ่อนวัยยิ่งนัก เป็นเพียงเจ้าก้อนกลม
เล็กๆ
คาดไม่ถึงว่านางจะตั้งครรภ์ ทั้งยังให้กำเนิดบุตร
แล้ว!
เว่ยหลิงให้คนเข้ามาเก็บกวาดจวนผู้บัญชาการ
บุตรสาวของเขายังแคล้วคลาดปลอดภัย ทั้งยังมี
หลานชายตัวเล็กๆ เพิ่มมาอีกคน
เขากวาดสายตามองไปยังพวกเย่เหยียน ที่พวก
เขาเดินทางมายังเมืองเซวียนฝู นอกจากเรื่องของ
อี๋หนิงแล้วก็เพื่อหารือเรื่องการส่งคนเข้าไปใน
สถานที่ตั้งของพวกต๋าต๋า พวกเขาต้องตรวจสอบ
ว่าลู่เจียเสวียยังสามารถมีชีวิตกลับมาได้หรือไม่
อันที่จริงเว่ยหลิงคาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้ว เขารู้ว่า
ความเป็นไปได้ที่ลู่เจียเสวียจะมีชีวิตรอดมีน้อย
มาก
เขาส่งสายลับบางส่วนเข้าไปในทะเลทรายแล้ว
เขาให้พวกเย่เหยียนกลับไปยังต้าถงก่อน ส่วนตน
จะขบคิดหาหนทาง หากเรื่องที่ลู่เจียเสวียประสบ
เหตุร้ายถูกรายงานออกไป ราชสำนักก็น่าจะส่ง
ท่านแม่ทัพใหญ่ออกมาทันที
พวกเย่เหยียนต่างมีสีหน้าตึงเครียด พวกเขา
ประสานมือเป็นหมัดก่อนกล่าว “ขอบคุณนาย
ท่านกั๋วกง ข้าน้อยส่งฮูหยินมาถึงจวนของนาย
ท่านแล้ว ยามนี้ต้องขอตัวก่อนขอรับ”
เว่ยหลิงผงกศีรษะ “หากพวกเจ้ามีข่าวคืบหน้า
อะไรก็จงรีบแจ้งข้า” แม้เขากับลู่เจียเสวียจะมี
เรื่องขัดแย้งกัน แต่หากชายแดนไร้ลู่เจียเสวีย
ความสงบสุขก็จะเป็นเพียงเรื่องขำขัน ไม่ว่า
อย่างไรเขาก็ต้องตามตัวลู่เจียเสวียกลับมา เพื่อ
แว่นแคว้นแล้ว เขาจะต้องตามตัวลู่เจียเสวียกลับ
มาให้จงได้
หลังจากส่งพวกเย่เหยียนกลับไป เขาก็ไปเปลี่ยน
เสื้อผ้าล้างหน้าล้างตาก่อนจะออกมาพบบุตรสาว
หลานชายตัวน้อยถูกอุ้มไปดื่มนมแล้ว เว่ยหลิงจึง
รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เดิมเว่ยหลิงคิดว่าเมื่อ
ร่างกายสะอาดสะอ้านแล้ว เขาก็จะมาอุ้ม
หลานชายตัวน้อย
เมื่อเขาเห็นสร้อยลูกประคำที่อยู่บนข้อมือของอี๋ห
นิง ความรู้สึกก็ยิ่งยากจะพรรณนา แม้แต่สิ่งนี้
ลู่เจียเสวียก็ยังมอบให้นาง
อี๋หนิงจับแขนของบิดาขึ้นมาดูเบาๆ “บาดแผลนี้
ของท่านหนักหนาหรือไม่ ลึกถึงเส้นเอ็นกระดูก
หรือไม่”
เว่ยหลิงกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ข้ากับลู่เจียเสวีย
ร่วมมือกันโจมตีจนไล่ศัตรูไปถึงชายแดน ศัตรูมี
กองกำลังสนับสนุนจำนวนมาก…ข้าได้รับบาดเจ็บ
เพียงภายนอก ต่อมาภายใต้การสั่งการของลู่เจีย
เสวีย กองทัพของพวกเราจึงขึ้นเป็นฝั่ายได้เปรียบ
เขาให้ข้ารออยู่กับที่ พวกต๋าต๋าคิดจะถอนทัพ
ลู่เจียเสวียจึงไล่ตามเข้าไปในทะเลทรายก่อนที่จะ
หายตัวไป กองกำลังทหารหนึ่งหมื่นนายที่เขาพา
ไปยังสาบสูญไปด้วย อาการบาดเจ็บของข้าเป็น
เพียงบาดแผลเล็กน้อย เขาติดอยู่ในที่แห่งนั้นมา
ห้าวันแล้ว คาดว่าคงถูกพวกต๋าต๋าปิดล้อมไว้แล้ว
เกรงว่าจะเคราะห์ร้ายมากกว่าดี มิเช่นนั้นตั้งห้า
วันแล้วก็ควรจะมีข่าวแพร่งพรายออกมาบ้าง…”
ควบคุมกองทัพได้ดุจเทพเจ้า แต่ไรมาผู้อื่นต่างก็
หวาดกลัวลู่เจียเสวียประหนึ่งเขาเป็นปีศาจ คาด
ไม่ถึงว่าจะมีวันที่เขาต้องตกอยู่สถานการณ์
ปราชัย
หลัวอี๋หนิงไม่ชอบเขา นางรู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่รู้จักรับ
ฟังผู้อื่น ทั้งเผด็จการและดื้อรั้น แต่อย่างไรก็ไร้
หนทางรังเกียจเขา ที่ลู่เจียเสวียต้องประสบเหตุ
เช่นนี้ นางยังกระทั่งเกิดความรู้สึกละอายใจ
เล็กน้อย บางทีแม้แต่ตัวอี๋หนิงเองก็คิดไม่ถึงว่าจะ
มีวันที่นางละอายใจต่อลู่เจียเสวีย
เว่ยหลิงทอดถอนใจ น้ำเสียงหนักอึ้ง ทั้งยังคล้าย
ระคนแววเหยียดหยัน “ต่อให้เขานำทัพได้
เก่งกาจดุจเทพเจ้าก็ไม่สามารถต้านทานแผนการ
ร้ายของคนเบื้องหลัง”
“ท่านรู้หรือว่าผู้ใดวางกับดักลู่เจียเสวีย”
เว่ยหลิงกล่าวเสียงเนิบช้า “เป็นสามีของเจ้า
หลัวเซิ่นหย่วน”
พี่ชายสาม!
เหตุใดเขาจึงวางแผนร้ายใส่ลู่เจียเสวีย!
คาดไม่ถึงว่าเกือบหนึ่งปีครึ่งที่ไม่ได้พบเขา ภายใน
ระยะเวลานี้ อำนาจในราชสำนักของเขาจะ
เปลี่ยนแปลงไปดุจพลิกฟั้าพลิกแผ่นดิน บางทีเขา
อาจไม่ใช่คนผู้นั้นที่นางคุ้นเคยแล้ว
หลัวอี๋หนิงเงยหน้ามองบิดาด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
อย่างยิ่งยวด “ท่าน…หมายความว่าอย่างไร เหตุ
ใดจึงเป็นเขาไปได้!”
“ตั้งแต่หลัวเซิ่นหย่วนเข้าสู่เน่ยเก๋อก็เริ่มวางแผน
จัดการวั่งหย่วนลับๆ ” เว่ยหลิงกล่าว “แน่นอน
ว่าเรื่องนี้ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ที่ข้ารู้เพราะหมิงจู
ระยะนี้หมิงจูมีการติดต่อกับเขาอยู่บ่อยครั้ง ด้วย
การสนับสนุนของเขา นางจึงได้เลื่อนขั้นเป็นเจาอี๋
[1]แล้ว แต่การติดต่อระหว่างหลัวเซิ่นหย่วนกับข้า
นับวันกลับยิ่งน้อยลง”
แน่นอนว่าเรื่องนี้นางเองก็รู้ หลัวเซิ่นหย่วนทน
แบกรับความอัปยศอดสูและคำครหาก็เพื่อที่
สุดท้ายแล้วเขาจะได้มุ่งปลายหอกไปยังวั่งหย่วน
ไม่ว่าจะเป็นเพราะเขาทะเยอทะยานในตำแหน่ง
สูงหรือคิดอยากแก้แค้นให้อาจารย์ก็ตาม ทว่าสิ่ง
ที่หลัวอี๋หนิงประหลาดใจก็คือเหตุใดบิดาจึงมีท่าที
เย็นชายามที่กล่าวถึงหลัวเซิ่นหย่วนขนาดนี้
เว่ยหลิงโบกมือเป็นเชิงให้บุตรสาวอย่าเพิ่งตัดบท
เขากล่าวต่อไป “ตลอดหนึ่งปีที่เจ้าหายสาบสูญ
นอกจากช่วงแรกที่เขาไปตามหาเจ้าที่ต้าถงแล้ว
ข้าก็ไม่เห็นว่าเขาจะตามสืบข่าวของเจ้าอีก เขา
เอาแต่อุทิศตนไปกับการแย่งชิงอำนาจ วางเล่ห์
กลหลอกลวงฮ่องเต้ เขาชักจูงแนะนำผู้วิเศษลัทธิ
เต๋าให้กับฝั่าบาทจนทำให้บรรยากาศในราชสำนัก
มืดดำเต็มไปด้วยกลิ่นอายชั่วร้าย นับวันฮ่องเต้ก็
ทรงไว้วางพระทัยเขามากขึ้น หากเขาคิดจะ
กำจัดวั่งหย่วนก็ต้องทำให้ลู่เจียเสวียหายตัวไป
เสียก่อน ลู่เจียเสวียกับวั่งหย่วนถือเป็นหนึ่ง
เดียวกัน ทั้งสองคนมีการติดต่อคบหากันอย่าง
ลับๆ ต่างฝั่ายต่างก็ทำเพื่อปกปั้องรักษาตำแหน่ง
ของตน ในปีนั้นที่หลัวเซิ่นหย่วนมีการร่วมมือ
กับเจิงหางบุตรชายของแม่ทัพใหญ่ต้าถง เขาทำ
การติดต่อค้าขายกับพวกชนเผ่าหว่าล่า คบค้า
สมาคมกับคนพวกนั้นอยู่บ่อยครั้ง ข้าเดาว่าเขา
ยังคงมีการติดต่อกับคนพวกนั้นมาตลอด”
“ที่ลู่เจียเสวียออกรบคราก่อน พวกชนเผ่าหว่าล่า
มีการใช้กลยุทธ์สู้ศึกที่พิสดารมากขึ้นราวกับมีกุน
ซือคอยให้คำชี้แนะ ศึกครานี้พวกเขายังใช้อาวุธ
ไฟ พวกคนปั่าเถื่อนพรรค์นั้น หากไม่มีผู้ลอบให้
การช่วยเหลือจะรู้จักการใช้อาวุธไฟได้อย่างไร
ส่วนอาวุธไฟเหล่านั้นก็เป็นหลัวเซิ่นหย่วนที่เป็น
ผู้รับผิดชอบ สิ่งที่พิสดารไปกว่านั้นคือพวกเขา
หยุดจู่โจมชายแดน แต่กลับเลือกที่จะหลอกล่อ
ลู่เจียเสวียเข้าไปในฐานที่ตั้ง เกรงว่าจุดประสงค์
ของพวกมันก็คือสังหารลู่เจียเสวีย! หลัวเซิ่นหย่
วนในฐานะเก๋อเหล่าแห่งเน่ยเก๋อเข้าใจในเรื่อง
อาวุธไฟอย่างถ่องแท้ หากเบื้องหลังคิดวาง
แผนการร้ายก็เป็นเรื่องที่ง่ายดุจพลิกฝั่ามือ”
“นี่เป็นเพียงการคาดเดาของท่านเท่านั้น” ทั่วทั้ง
ร่างของอี๋หนิงหนาวสะท้านประหนึ่งอยู่ในถ้ำ
น้ำแข็ง หากเขาไม่ได้ออกตามหานางจริง เช่นนั้น
ที่นางพยายามคิดหาหนทางกลับไป นั่นจะไม่…
จะไม่เป็นเพียงเรื่องขบขันหรอกหรือ เสียงของ
นางต่ำลง “หากมีหลักฐานแน่ชัด…”
เว่ยหลิงทอดถอนใจ “เหมยเหมย ข้ามีการติดต่อ
กับเขาอย่างลับๆ มากกว่าที่เจ้าคิด วิธีการทำงาน
ของเขา ข้าเข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่แน่ว่าเรื่องที่ทั้ง
สองชนเผ่าร่วมมือกันอาจมีเขาเป็นผู้ยั่วยุอยู่
เบื้องหลัง…เพียงแต่กระทั่งตัวข้า เขาก็คิดคำนวณ
เข้าไปในแผนการด้วย เพื่อแผนการทั้งหมดนี้ เขา
ลงทุนลงแรงไปมากมายนัก! ในอดีตลู่เจียเสวีย
เคยบอกเล่าเรื่องของเขาให้ข้าฟัง แต่ข้าไม่เชื่อ
เป็นข้าเองที่มองเขาผิดไป”
หลัวอี๋หนิงไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใด นางรู้มาโดย
ตลอดว่าหลัวเซิ่นหย่วนเป็นคนเช่นไร แต่นางยัง
หวังว่าในใจของเขา สถานะของนางจะต่าง
ออกไป อย่างน้อยเขาก็ให้ความสำคัญกับนาง
นางตระหนักดีว่าสำหรับหลัวเซิ่นหย่วน อำนาจ
เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หัวใจนางสับสนว้าวุ่นและ
ยังคงไม่เชื่อ
“ท่านพ่อ ให้ข้ากลับไปหาเขาเพื่อซักถามให้
กระจ่างเถิด” ในใจหลัวอี๋หนิงยังคงหลงเหลือเศษ
เสี้ยวของความเชื่อมั่น นางกล่าวต่อ “หากนั่น
ไม่ใช่ความจริง ท่านก็อย่าได้ใส่ร้ายเขา”
“หากเจ้าอยากกลับไปก็รอให้ผ่านไปอีกสักสอง
สามเดือนแล้วค่อยหารือกัน” เว่ยหลิงกล่าว
“ลู่เจียเสวียหายสาบสูญ ยามนี้สถานการณ์
โดยรอบยังไม่มั่นคง หากให้เจ้ากลับไปยามนี้ข้า
ย่อมไม่วางใจ ที่สำคัญตอนนี้ราชสำนักกำลัง
วุ่นวาย หากเจ้าจะกลับไปอยู่ข้างกายคนที่มี
อุปนิสัยเย็นชาโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ข้าไม่มีทาง
ยินยอมโดยเด็ดขาด คราแรกที่เขาแต่งรับเจ้าเป็น
ภรรยาก็ครั้งหนึ่งแล้ว ข้ายังหลงนึกว่าเขา
ช่วยเหลือเจ้าเพราะความผูกพันของพี่ชาย แต่เจ้า
เพิ่งอายุสิบห้าก็มีบุตรชายอายุสามเดือนแล้ว เห็น
ได้ชัดว่าตอนที่เจ้าอยู่ในตระกูลหลัว เขาไม่เคย
เอ็นดูทะนุถนอมเจ้าด้วยใจจริง เจ้าอายุสิบสี่ก็ให้
กำเนิดลูกน้อย เขาข่มใจทำลงไปได้อย่างไร…”
ครั้นคิดถึงว่าบุตรสาวของตนเพิ่งมีอายุสิบห้าปี
เด็กสาวส่วนใหญ่ในวัยนี้ล้วนยังไม่ออกเรือน แต่
นางกระทั่งลูกน้อยก็ให้กำเนิดแล้ว เว่ยหลิงก็อด
รู้สึกสงสารนางไม่ได้
ใช่ว่าอี๋หนิงจะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน เพียงแต่
นางไม่เคยขบคิดให้ลึกซึ้ง เพราะเกรงว่าผลลัพธ์ที่
ได้จากการขบคิดอย่างลึกซึ้งจะทำให้นางไม่สบาย
ใจ
“เขาไม่เคยออกตามหาข้าจริงหรือ” หลัวอี๋หนิง
ค่อยๆ สงบลง ในเมื่ออย่างไร…นางก็เคยประสบ
กับเหตุการณ์ทำนองนี้มานับครั้งไม่ถ้วน นางเอ่ย
ถามเสียงแผ่วเบา
“ข้ายุ่งอยู่กับการทำสงครามไร้เวลาว่างเว้น ใน
ราชสำนักเขาไม่ค่อยลงรอยกับพรรคพวกฝั่ายชิง
หลิว ทั้งยังต้องต่อสู้กับวั่งหย่วนอย่างลับๆ ข้าไม่
เห็นว่าเขาจะมีเวลาออกตามหาเจ้า” ทันทีที่เว่ย
หลิงคิดถึงเรื่องสงครามที่ชายแดน ความรู้สึกที่
เขามีต่อหลัวเซิ่นหย่วนก็เต็มไปด้วยความเคลือบ
แคลงเย็นชา หากไม่ใช่หลัวเซิ่นหย่วน เขาก็คิดไม่
ออกแล้วว่าจะเป็นผู้ใด เรื่องนี้หลัวเซิ่นหย่วน
กระทำการเกินขอบเขตไป
“ชีวิตในราชสำนักของเขายามนี้ดำเนินไปอย่าง
ราบรื่นหรือไม่เจ้าคะ” อี๋หนิงคลี่ยิ้มขึ้นอีกครั้ง
เว่ยหลิงผงกศีรษะ “เขามีแรงสนับสนุนจากผู้ว่า
การฝั่ายตรวจการณ์เก๋อหงเหนียน ขุนนาง
อาลักษณ์บางส่วนในราชสำนักถูกเขาควบคุมไว้
แล้ว ยามนี้สถานะของเขาถือได้ว่าแทบจะเท่า
เทียมกับวั่งหย่วน วั่งหย่วนเองยังคาดไม่ถึงว่าเขา
จะก้าวหน้ารวดเร็วถึงเพียงนี้ ยามนี้หากคิดจะ
ปั้องกันก็สายไปเสียแล้ว”
เก๋อหงเหนียง…ครั้นหลัวอี๋หนิงได้ยินชื่อนี้ ในใจก็
จมดิ่ง ท่านปูั่ของเก๋อเหมียวยวิน! หรือก็คือท่านปูั่
ของภรรยาของหลัวเซิ่นหย่วน สุดท้ายแล้วเขาก็
ยังต้องเกี่ยวข้องกับคนเหล่านี้
ชาติภพที่แล้วเขาแต่งรับเก๋อเหมียวยวินเป็น
ภรรยา
“ช่างเถิด! เจ้าเดินทางมาคงเหนื่อยแล้ว กินมื้อ
เที่ยงเสียก่อน” เว่ยหลิงให้คนยกอาหารเข้ามา
“เรื่องที่จะส่งเจ้ากลับไป ไว้รออีกสองสามเดือน
ค่อยว่ากัน อย่างไรจวนผู้บัญชาการของข้าก็
ปลอดภัย ข้าจะเขียนจดหมายให้นางสวีให้นาง
เตรียมห้องหับในจวนอิงกั๋วกงให้เจ้า เมื่อเจ้า
กลับไปก็อย่าเพิ่งไปพบหลัวเซิ่นหย่วน จงพักอยู่ที่
จวนอิงกั๋วกงสักระยะ รอข้ากลับไปซักถาม
เรื่องราวให้กระจ่างแล้วค่อยหารือกัน”
ยามนี้หลัวอี๋หนิงจึงเพิ่งได้สติ นางหยิบตะเกียบ
ขึ้นเริ่มลงมือกินข้าว ครั้นเห็นสร้อยลูกประคำบน
ข้อมือก็นิ่งงันไป นางปลดสร้อยลูกประคำออก
ก่อนจะเก็บลงไปในแขนเสื้อ
“ลู่เจียเสวียไม่มีทางตายง่ายๆ ” ทันใดนั้นหลัว
อี๋หนิงก็กล่าวขึ้น นางมีความรู้สึกเช่นนี้จริงๆ
อย่างน้อยในเวลานี้ลู่เจียเสวียก็ไม่ควรตาย ชาติ
ภพก่อนเขามีชีวิตยืนยาว “ท่านควรจะหาเขา
พบ”
ครั้นได้ยินคำของบุตรสาว สีหน้าของเว่ยหลิงก็ดู
ซีดขาวไปเล็กน้อย แม้เขาจะเป็นคนหยาบกร้าน
เพียงใดก็ยังรู้สึกเศร้าใจ ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร
ลู่เจียเสวียกับเขาก็ร่วมเป็นร่วมตายกันมานาน
แรมปี ในสนามรบพวกเขาสองคนเคยช่วยเหลือ
กันและกันนับครั้งไม่ถ้วน บางทีความสัมพันธ์
ระหว่างเขากับลู่เจียเสวียก็คงเป็นเช่นนี้ ทำได้
เพียงมีทุกข์ร่วมต้าน แต่ไม่อาจมีสุขร่วมเสพ ยาม
มีสุขร่วมเสพมักเกิดความระแวงสงสัย ทว่าใน
สนามรบพวกเขากลับเชื่อใจเพียงกันและกัน
เท่านั้น
นี่เป็นความเข้าใจที่บ่มเพาะมานานแรมปี
เขาทอดถอนใจ ลูบศีรษะนางราวกับนางยังเป็น
เพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ
อี๋หนิงถูกเขาลูบศีรษะจนผุดรอยยิ้มออกมา “ท่าน
พ่อ ข้ามีลูกแล้ว” หากเป็นนางในวัยเยาว์ก็ช่าง
เถิด แต่ตอนนี้นางมิใช่สาวน้อยแล้ว ทว่าในที่สุด
หัวใจของนางก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น
“แล้วจะอย่างไร เจ้าก็ยังเป็นบุตรสาวของข้า!”
เว่ยหลิงกล่าวอย่างเคอะเขิน แต่ก็ยอมเก็บมือ
กลับไป
หลังจากเปั่าเกอร์กินนมเสร็จก็ถึงเวลานอน ยาม
นอนเขาต้องนอนกับอี๋หนิง ดังนั้นเมื่อไม่พบนาง
จึงร้องไห้เสียงดัง แม่นมอุ้มเขาเข้ามาอย่างจน
ปัญญา “ฮูหยิน คุณชายน้อยร้องหาท่านเจ้าค่ะ!”
อี๋หนิงมองดวงหน้าเล็กๆ ที่แดงก่ำพร้อมคราบ
น้ำตาก็รีบรับเขามาอุ้ม ทันทีที่เปั่าเกอร์ถูกมารดา
อุ้มก็หยุดร้องไห้ มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆ
เว่ยหลิงเดินไปตรงหน้าเด็กน้อยแล้วก้มหน้ามอง
หลานชายตน หลานชายรีบเบี่ยงศีรษะเข้าหา
มารดาทันที เขาไม่ชอบคนแปลกหน้า
“หากเขาคุ้นเคยกับท่านแล้วก็จะยอมให้ท่านอุ้ม
เอง” อี๋หนิงจับนิ้วเล็กๆ ของเขาชี้ไปยังเว่ยหลิง
“เปั่าเกอร์ นี่ก็คือท่านตา ท่านตาของเจ้าเป็นถึง
ท่านอิงกั๋วกง ในภายหน้าให้เขาสอนเจ้าขี่ม้าดี
หรือไม่ เปั่าเกอร์ของข้าจะได้เป็นท่านแม่ทัพที่มี
ชื่อเสียงเกรียงไกรไปทั่วทุกสารทิศ”
เปั่าเกอร์เอาแต่ดูดนิ้ว ส่งเสียงอื้ออ้าเบาๆ
——————–
1. เจาอี๋คือหนึ่งในตำแหน่งพระสนมเอกขั้น
สอง