Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 181

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 181
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

ราตรีเหน็บหนาวดุจสายธาร เสียงสายลมกรีดร้อง

โหยหวนดังก้องในดินแดนเวิ้งว้างอันกว้างใหญ่

เว่ยหลิงสะดุ้งตื่น

ยามนี้เป็นเวลาดึกสงัดแล้ว ประตูของเขาถูกเคาะ

เสียงดัง เว่ยหลิงสวมเสื้อคลุมลุกขึ้นมาสะสาง

ภารกิจทางทหาร เขาไร้ซึ่งท่าทีร้อนรนแต่อย่างใด

เป็นเพียงเรื่องพายุลมที่พัดทำลายคอกม้าจนทำ

ให้ม้าสิบกว่าตัวถูกทับจนบาดเจ็บล้มตาย

ขณะที่เขาเดินกลับมาจากเรือนหน้าก็ผ่าน

ห้องครัวเล็ก เขาพบว่าในห้องครัวยังมีแสงเทียน

สว่างไสว เดิมเขายังหลงนึกว่าเป็นบ่าวไพร่คนใด

มาจุดไฟ แต่เมื่อย่างเท้าเข้าไปใกล้กลับพบว่าเป็น

อี๋หนิงที่อยู่ในนั้น

ดูเหมือนนางกำลังต้มบะหมี่ ตะเกียบยาวคู่หนึ่ง

กำลังแกว่งไกวอยู่ในน้ำ ในห้องครัวกรุ่นไอร้อน

พวยพุ่ง ด้านข้างมีชามเคลือบใบหนึ่งวางอยู่ สาว

ใช้ชรากำลังยืนรอเงียบๆ อยู่ด้านนอก ครั้นเห็น

เว่ยหลิงก็รีบกล่าว “คุณหนูบอกว่าหิวเจ้าค่ะ บ่าว

อยากเข้าไปช่วย แต่คุณหนูกลับกล่าวว่าต้องการ

ทำด้วยตนเอง…”

เว่ยหลิงมองบุตรสาวนิ่งเงียบ เขาโบกมือพลาง

เอ่ย “เจ้าถอยไปก่อน” จากนั้นก็เดินเข้าไปใน

ห้องครัว

อี๋หนิงหันไปมองเขาโดยไร้ท่าทีตกใจ นางตักเส้น

ใส่ในชามก่อนโรยต้นหอมลงไป

“ข้ารู้สึกหิวมากจึงมาต้มบะหมี่ เหตุใดท่านจึงตื่น

ขึ้นมาเล่า”

“คอกม้าพัง มีม้าถูกทับตาย” เว่ยหลิงพูดแล้วก็

นั่งลงข้างโต๊ะแปดเซียน “เหตุใดเจ้าจึงรู้จักการ

ต้มบะหมี่”

อี๋หนิงคลายบะหมี่เส้นเล็กๆ ในชามพลางกล่าว

ยิ้มๆ “ข้าทำบะหมี่ได้อร่อยที่สุด ท่านอยากลอง

ชิมหรือไม่” นวดแปั้ง ดึงแปั้ง ตัดแปั้ง นางล้วน

ทำอย่างพิถีพิถัน เพราะในอดีตท่านย่าชอบกิน

บะหมี่เส้นละเอียดมากที่สุด แต่ในอาณาเขต

เหนือหาเส้นบะหมี่ขนาดเล็กได้ยาก ดังนั้นอี๋หนิง

จึงฝึกฝนทักษะนี้จนช่ำชอง

ทว่าตัวนางเองไม่ได้ลงมือมานานแล้ว

นางหยิบชามใบเล็กขึ้นมาอีกใบ ก่อนส่งชามใบ

ใหญ่ให้เว่ยหลิง เว่ยหลิงรับชามมา มื้อกลางวัน

พวกเขาต่างไร้กะจิตกะใจกินอาหาร ในที่สุดเมื่อ

ถึงยามนี้จึงหิวอยู่บ้าง กลิ่นหอมสดชื่นของ

ต้นหอม ยังมีน้ำมันงาที่หยดลงไปล้วนชวนให้ผู้คน

น้ำลายสอ เขากินไปสองสามคำก็กล่าวขึ้น

“เหมยเหมย เจ้ากำลังเสียใจมากใช่หรือไม่ เจ้า

ลืมใส่เกลือลงในบะหมี่แล้ว”

หลัวอี๋หนิงกำลังพุ้ยบะหมี่เข้าปาก นางฝังหน้าลง

ไปในไอร้อนที่พวยพุ่ง ครั้นได้ยินประโยคนี้

กระบอกตาก็แดงเรื่ออย่างไม่อาจข่มกลั้น

นางยังคงละเลียดกินบะหมี่ไม่หยุด กล้ำกลืนฝืน

กินโดยสัมผัสไม่ได้ถึงรสชาติของบะหมี่ น้ำตาริน

ไหลเป็นทาง

แต่ไรมาหลัวอี๋หนิงก็หลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับ

ความรู้สึกมาโดยตลอด นางเคยถูกเพิกเฉย ถูก

ทอดทิ้ง ความเจ็บปวดเหล่านั้นฝังลึกในแกน

กระดูก ทำให้นางไม่สามารถออกตัวมอบความรัก

ให้ผู้อื่นก่อน จนถึงยามนี้ยามที่นางตัดสินใจจะรัก

เขาเพราะไม่มีผู้ใดเป็นเช่นเขา เพราะเขายืนกราน

อยู่เคียงข้างนางในยามที่นางตกอยู่ในอันตราย ใน

ที่สุดนางก็ยินยอมที่จะเผยความรู้สึกออกมา ทว่า

คำพูดของเว่ยหลิงกลับทำให้นางตื่นรู้ บางทีเขา

อาจไม่สนใจนางแม้เพียงเศษเสี้ยว เขาไม่เคยออก

ตามหานาง ยามนี้ในราชสำนักเขาเป็นดุจปลาได้

น้ำ เขากระทั่งได้พบกับเก๋อเหมียวยวินแล้ว

เขาชอบนาง แต่นั่นไม่สามารถเทียบเคียงกับ

อำนาจ ความเย็นชาที่มีมาโดยกำเนิด ความ

อ่อนโยนที่แอบแฝงมาด้วยการหลอกใช้เหล่านั้น

นางเคยมีประสบการณ์จากภพชาติที่แล้วและรู้ซึ้ง

ยิ่งกว่าผู้ใด

นางควรจะเข้าใจได้แล้ว แต่นางก็ยังรู้สึกเสียใจ

อย่างแสนสาหัส

เว่ยหลิงเดินมาเบื้องหน้านาง ก่อนจะลูบศีรษะ

ของนางเบาๆ “พ่ออยู่ตรงนี้ ต่อหน้าพ่อ เจ้าไม่

จำเป็นต้องเสแสร้งวางท่า! อย่างไรเจ้าก็ยังมีจวน

อิงกั๋วกง”

เขาทอดถอนใจอีกครั้ง “หากเจ้ายังร้องไห้ต่อไป

บะหมี่จะต้องเค็มเพราะน้ำตาของเจ้าเป็นแน่”

เขามองบุตรสาว ในที่สุดนางก็หยุดร้องแล้ว หลัว

อี๋หนิงนิ่งไปชั่วครู่ก่อนปาดน้ำตาแล้วกล่าว “…

ท่านรอประเดี๋ยว ข้าจะไปเอาเกลือมาให้ท่าน”

อี๋หนิงรู้ว่าเว่ยหลิงไม่อยากให้นางเสียใจ เป็นเรื่อง

ยากที่นางจะกล่าวให้เว่ยหลิงเข้าใจถึงความสับสน

ภายในใจ นางไม่ชอบเปิดเผยอารมณ์ต่อหน้าผู้อื่น

นางหลับตาลงพลางสูดลมหายใจช้าๆ นาง

สามารถแสดงท่าทีอ่อนแอได้เพียงชั่วประเดี๋ยว

เดียวเท่านั้น

ในพระราชวังต้องห้าม

ฮ่องเต้เพิ่งเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นอาภรณ์มังกร

ก่อนจะประทับเกี้ยวมายังตำหนักเหวินหัวอันเป็น

สถานที่ทำการของเน่ยเก๋อ

“ลู่เจียเสวียนำกองกำลังทหารหนึ่งหมื่นนายไล่จู่

โจมศัตรู บัดนี้กลับสาบสูญไร้ร่องรอย ชายแดน

ตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ขุนนางรักกับทุกท่าน

ทราบแล้วหรือไม่” เขากวาดสายตาไปโดยรอบ

อันที่จริงเขาเพิ่งถูกดึงขึ้นมาจากเตียงของสนม

นางหนึ่ง ในขณะที่เดินเข้ามาจึงยังมีท่าทีลนลาน

ผู้ที่อยู่ในเน่ยเก๋อมีทั้งทั้งวั่งหย่วน เซี่ยอี่และ

หลัวเซิ่นหย่วน โดยปกติแล้วหากฮ่องเต้ไม่ถาม วั่ง

หย่วนย่อมไม่มีทางปริปาก เซี่ยอี่ไม่รู้เรื่องการรบ

ส่วนท่านเจ้ากรมทหารก็เดินทางไปที่ชายแดน

แล้ว ทุกคนที่เหลือต่างมองมาทางหลัวเซิ่นหย่วน

ในสถานการณ์เช่นนี้ โดยปกติหลัวเซิ่นหย่วนมัก

ไม่เอ่ยอะไร แต่เมื่อเขากล่าวขึ้นมาย่อมไม่มีผู้ใด

เพิกเฉย

ฮ่องเต้พิโรธทันใด พวกตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่รู้จักแต่

การจับปลาในน้ำขุ่น! เขาลดน้ำเสียงให้ต่ำลง

เล็กน้อย “ขุนนางรักหลัวมีความคิดเห็นเช่นไร”

เดิมหลัวเซิ่นหย่วนยืนอยู่ใกล้ขอบโต๊ะ ครั้นได้ยิน

รับสั่งจากฮ่องเต้ก็ก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว กล่าว

ด้วยน้ำเสียงเนิบช้า “ท่านอิงกั๋วกงเคยขับไล่พวก

ชนเผ่าหว่าล่าให้ถอยร่นไปไกลห้าสิบลี้ อันที่จริง

พวกเขาถือว่าได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

แล้ว ไม่มีทางยืนหยัดได้นาน หากไม่ใช่เพราะกอง

กำลังสนับสนุนจากพวกต๋าต๋า ยามนี้คงเป็นเพียง

พวกหัวมังกุท้ายมังกร[1] บัดนี้ใกล้ย่างเข้าสู่ฤดู

เหมันต์แล้ว คนเหล่านั้นย่อมไม่มีเรี่ยวแรงมาก

พอจะออกศึก หากท่านอิงกั๋วกงและท่านเจ้ากรม

ทหารร่วมนำทัพต้าถงเข้าสู้รบด้วยกันย่อมไร้

ปัญหาแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ สำหรับใต้เท้าผู้

บัญชาการ สภาพภูมิศาสตร์ในทะเลทราย

อันตราย มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

กระหม่อมไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้พ่ะย่ะค่ะ”

ครั้นฮ่องเต้ได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ก็สบายใจขึ้น

เล็กน้อย

ในขณะที่ได้รับรายงานว่าลู่เจียเสวียเกิดเหตุไม่

คาดคิด เขาก็รู้สึกประหนึ่งไฟไหม้ลามมาถึงขนคิ้ว

[2] การรุกรานรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากด่านเยี่ยนเหมิ

นแตกแล้วและคนเหล่านั้นฝั่าทะลวงมาถึงเมือง

หลวง ณ วันใดที่กองทัพศัตรูเข้าประชิดเมือง เขา

ก็อย่าได้หวังจะนั่งบนบัลลังก์มังกรอย่างสงบสุข

อีกเลย ทว่าในเมื่อหลัวเซิ่นหย่วนบอกว่าไม่มีสิ่งใด

ต้องกังวล เขาย่อมมั่นใจขึ้นมาหลายส่วน “ขุน

นางรักหลัวมีความคิดเห็นเช่นนี้จริงหรือ”

“ฝั่าบาทไม่ต้องทรงกังวลพระทัยไปพ่ะย่ะค่ะ”

หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มพลางกล่าว “ทรงเชื่อ

กระหม่อมได้”

ตอนมานั้นเขามาอย่างรีบร้อน แต่เมื่อได้รับการ

ปลอบประโลมจนสบายใจ ฮ่องเต้ก็ขึ้นเกี้ยว

เดินทางกลับไปด้วยท่าทีเนือยนาด ทุกคนเดิน

ออกมาจากเน่ยเก๋อ ผู้ติดตามของหลัวเซิ่นหย่วน

รออยู่ด้านนอกเป็นเวลานานแล้ว ครั้นเห็นเขา

เดินออกมาก็รีบเข้าไปสวมเสื้อคลุมให้ ขบวน

เดินทางนี้อลังการไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขบวนของวั่ง

หย่วน คราก่อนมีขุนนางอาลักษณ์ยื่นฎีกากล่าว

ฟั้องหลัวเซิ่นหย่วน หลัวเซิ่นหย่วนจึงสั่งลด

ตำแหน่งอีกฝั่ายให้ไปเป็นขุนนางท้องที่ที่อวิ๋นห

นาน ก่อนที่คนผู้นั้นจะตายลงระหว่างเดินทาง

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีขุนนางอาลักษณ์คนใด

กล้ากล่าวฟั้องหลัวเซิ่นหย่วนอีกแม้เพียงครึ่งคำ

หลัวเซิ่นหย่วนไม่ชอบให้ผู้อื่นมากล่าวหาไร้สาระ

เพียงแต่เมื่อก่อนเขายังรู้จักข่มกลั้น ทว่ายามนี้เขา

มีอำนาจใหญ่โตจึงไม่คิดจะอดทนอีกต่อไป

วั่งหย่วนพร้อมผู้คนรายล้อมเดินตามมาด้านหลัง

“ใต้เท้าหลัว”

“ใต้เท้าวั่ง” หลัวเซิ่นหย่วนผงกศีรษะยิ้มบาง

น้ำเสียงของวั่งหย่วนลากยาวแฝงความนัย “ใต้

เท้าหลัวอายุยังน้อยแต่กลับมากความสามารถ

เห็นทีอีกไม่กี่ปีนับจากนี้ ตำแหน่งรองราช

เลขาธิการคงต้องตกเป็นของใต้เท้าหลัวแล้ว”

“ใต้เท้าวั่งคิดมากเกินไปแล้ว” หลัวเซิ่นหย่วน

กล่าว “ข้าเพียงรู้กลอุบายพิสดารบ้างเล็กน้อย

หากกล่าวถึงกลยุทธ์การปกครองเมือง ข้ายังไม่

สามารถถกเถียงกับใต้เท้าวั่งได้”

วั่งหย่วนพลันหัวเราะออกมา ดวงตาหรี่ลง

เล็กน้อย “หากใต้เท้าหลัวกล่าวว่านี่เป็นเพียงกล

อุบายพิสดาร เช่นนั้นผู้อื่นคงต้องรู้สึกละอายใจ

แล้ว…ข้ายังมีธุระ ต้องขอตัวก่อน ขอลาแล้ว”

หลัวเซิ่นหย่วนมองวั่งหย่วนเดินจากไป รอยยิ้ม

ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาเพิกเฉย

เขากลับไปที่จวน กู้จิ่งหมิงกำลังรอเขาอยู่ที่นั่น

วันนี้ใบหน้าของเขาดูซีดขาว เมื่อพวกบ่าวไพร่

ถอยออกไป เขาก็รีบปรี่มาตรงหน้าหลัวเซิ่นหย่วน

แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงกดต่ำ “วันนี้ข้าเพิ่งรู้ว่าเจ้า

…สมรู้ร่วมคิดกับพวกชนเผ่าหว่าล่า วางแผน

สังหารลู่เจียเสวีย เจ้า…นี่มิใช่ว่าเจ้ากำลัง…”

สมคบคิดกับศัตรูขายแว่นแคว้น

หลัวเซิ่นหย่วนมิใช่หลัวเซิ่นหย่วนคนเดิมนานแล้ว

องครักษ์เสื้อแพรอยู่ในกำมือเขา ไม่แน่ว่ายามนี้

หน่วยซีฉ่างเองก็อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา

เช่นกัน อำนาจเหล่านี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ไม่มีผู้ใดรู้ว่า

พวกเขาอยู่ภายใต้การปกครองของหลัวเซิ่นหย่วน

คอยรับฟังคำสั่งจากเขา หากเขาทำสิ่งใดย่อมไม่มี

ผู้ใดรับรู้ได้ หลายเดือนก่อนเมื่อเขาเข้าสู่เน่ยเก๋อ

แม้ประสบการณ์จะยังไม่มาก ทว่าตำแหน่งของ

เขาอยู่เหนือคนสามัญทั่วไปแล้ว ยามนี้กระทั่งวั่ง

หย่วนท่านราชเลขาธิการก็ยังไม่กล้าตำหนิเขา

อย่างไร้เหตุผล

กู้จิ่งหมิงรู้เรื่องที่เขาเล่นลูกไม้เหล่านั้น ทั้งเรื่อง

สังหารขุนนางอาลักษณ์ที่ด่าทอเขาพวกนั้น ดู

คล้ายหนึ่งปีที่ผ่านมา อารมณ์ของหลัวเซิ่นหย่วน

จะยิ่งเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ความอดทนที่มีต่อผู้คน

และเรื่องราวต่างๆ ยิ่งลดต่ำลงเรื่อยๆ แต่ถึง

อย่างไรก็ไม่ควรสมคบคิดกับศัตรูขายแว่นแคว้น

“ข้าเพียงหลอกใช้พวกชนเผ่าหว่าล่าเท่านั้น พวก

เขาไม่ได้มีความสามารถถึงเพียงนั้น” หลัวเซิ่นหย่

วนนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่พลางหลับตาลง สี

หน้ายิ่งเย็นเยียบขึ้นกว่าเดิม

“เจ้ารู้ได้อย่างไร” กู้จิ่งหมิงถามเสียงต่ำ “อย่างไร

ลู่เจียเสวียก็กำลังปกปั้องแว่นแคว้น…”

“แล้วข้าสังหารเขาไม่ได้หรือ!” หลัวเซิ่นหย่วน

พลันตวาดกร้าว

เขาลืมตาขึ้น เอ่ยเน้นย้ำทีละคำ “ข้าทำงาน ส่วน

เจ้าหุบปาก เข้าใจหรือไม่”

กู้จิ่งหมิงนิ่งเงียบอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะหลีกเลี่ยง

หัวข้อนี้ น้ำเสียงเขาแฝงด้วยความเคารพนอบ

น้อมมากขึ้น “ข้าได้ยินว่าท่านให้องครักษ์เสื้อ

แพรไปที่จินหลิง”

“อืม ข้ามีธุระที่นั่น” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว

กู้จิ่งหมิงผงกศีรษะ “ท่านย่อมมีขอบเขตของตน

ข้าจะไม่กล่าวให้มากความแล้ว ข้าขอตัว…”

หลัวเซิ่นหย่วนผงกศีรษะเป็นเชิงรับรู้ เมื่อกู้จิ่งหมิ

งเดินออกมาจากห้องหนังสือก็พรูลมหายใจยาว

ยามนี้หลัวเซิ่นหย่วนเป็นหลัวเก๋อเหล่าแล้ว เขาไม่

กล้าใช้ถ้อยคำสนทนาเช่นในอดีตอีกแล้ว

หลังย่างเข้าสู่เดือนสิบสอง เมืองเซวียนฝูก็เริ่มมี

หิมะตก เกล็ดหิมะดุจขนห่านโปรยปราย ตั้งแต่

เช้าผิวน้ำบนแม่น้ำก็เริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง

เว่ยหลิงใช้เวลากว่าสองเดือนเพื่อทำให้เปั่าเกอร์

ฝืนไม่ร้องไห้ยมที่ถูกเขาอุ้ม สภาพอากาศที่

ชายแดนหนาวเหน็บ ตั้งแต่คราก่อนที่ลู่เจียเสวีย

ขับไล่พวกหว่าล่าออกไป ทั้งสองชนเผ่าก็ไม่ได้เข้า

มารุกรานอีก เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูเยือกแข็ง ทั้งวัวม้า

และแพะล้วนต้องการการพักผ่อน ไม่เหมาะกับ

การเดินทัพระยะไกล ที่ต้าถงมีท่านเจ้ากรมทหาร

ประจำการรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ต้าถงชั่วคราว

ดังนั้นจึงพอจะกล่าวได้ว่าไม่มีเหตุการณ์วุ่นวาย

ใดๆ

เพียงแต่ยังไร้ข่าวคราวของลู่เจียเสวีย บางทีเขา

อาจเสียชีวิตในทุ่งหิมะแล้วจริงๆ

เว่ยหลิงยังไม่ยอมแพ้ที่จะออกตามหา อย่างน้อย

เขาก็ต้องการรู้ว่าแท้จริงแล้วเกิดเหตุการณ์อะไร

ขึ้นในทะเลทราย ไยลู่เจียเสวียจึงหายสาบสูญไป

อย่างกะทันหัน อีกฝั่ายตายแล้วจริงหรือไม่

หลัวอี๋หนิงเองก็เคยคิด นางมองทุ่งหิมะอันกว้าง

ใหญ่ไพศาล แม้แต่ตัวนางเองก็เริ่มสงสัยแล้วว่า

ลู่เจียเสวียอาจประสบกับเหตุร้ายจริงๆ

เปั่าเกอร์พลิกตัวบนเตียงเตาอุ่น เมื่อเขาจับเท้า

เล็กๆ ของตนได้ก็เตรียมขบแทะ ทว่าด้วยเสื้อผ้า

ที่เขาสวมใส่ทำให้มีสภาพคล้ายก้อนอ้วนกลม เขา

จึงไม่อาจทำได้ เขาส่งเสียงร้องอื้ออ้า หมายจะ

ดึงดูดความสนใจจากมารดา อี๋หนิงรู้สึกว่าเด็ก

น้อยทำตัวติดนางเกินไปจึงยังไม่อยากอุ้มเขา

ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงเล่นกับตนเอง

เปั่าเกอร์ที่มีอายุครึ่งขวบเริ่มรู้จักการคลานแล้ว

นอกจากเวลานอนที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับนาง เวลา

อื่นถือว่าเลี้ยงดูง่าย หากไม่มีคนสนใจ เขาก็

สามารถเล่นกับตนเองได้นานค่อนวัน ยิ่งนานวัน

เครื่องหน้าทั้งห้าของเปั่าเกอร์ก็ยิ่งดูคล้ายหลัว

ซานขนาดย่อม ลำคอของเขาสวมสร้อยทอง

กุญแจอายุยืนที่ได้รับจากท่านตา เมื่อเขาจับได้ก็

เริ่มลงมือกัดแทะ เขากัดแทะทุกสิ่งที่ตนสามารถ

จับต้องได้

เว่ยหลิงชอบหลานชายตัวน้อยของตนมาก

แม้ระยะนี้พวกชนเผ่าหว่าล่าจะไม่ได้เข้ามา

รุกรานอีก แต่เว่ยหลิงก็ไม่กล้าไปจากชายแดน

ทว่าหลัวอี๋หนิงสามารถเดินทางกลับไปที่เมือง

หลวงได้แล้ว เพราะอย่างไรสภาพความเป็นอยู่ใน

จวนผู้บัญชาการก็อัตคัดเกินไป พอให้กินอิ่มมี

เสื้อผ้าให้สวมใส่เท่านั้น อย่าได้ริอ่านคิดถึงความ

สะดวกสบาย ที่สำคัญนางยังเป็นสตรีที่ออกเรือน

แล้วไม่สะดวกจะพำนักที่ชายแดน เว่ยหลิงจึง

เตรียมให้คนพานางกลับไปส่งที่เมืองหลวง

อันที่จริงอี๋หนิงก็ต้องการกลับไป นางจากสถานที่

แห่งนั้นมาเป็นเวลานานแล้ว เว่ยหลิงสั่งให้รองแม่

ทัพไปส่งนางที่เมืองหลวง เขาจัดเตรียมคนไว้เป็น

จำนวนมากด้วยเกรงว่านางจะไม่ปลอดภัย

ส่วนชิวเหนียงแม่นมที่ติดตามอี๋หนิงมาจากแถบ

ชนบทจินหลิงก็ได้จัดเก็บสัมภาระห่อเล็กๆ ของ

ตนเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางเอ่ยถามด้วยความ

ประหม่า “พวกเราจะไปที่เมืองหลวงหรือเจ้าคะ”

นี่น่าอัศจรรย์เพียงใด นางจะกลายเป็นแม่นมของ

ตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวง ทั้งยังกำลังจะ

ติดตามไปที่จวนของผู้สูงศักดิ์คนนี้

อี๋หนิงสั่งกำชับนาง “เปั่าเกอร์คุ้นชินกับการมีเจ้า

ดูแล เมื่อเจ้าไปถึงที่นั่นก็จงปิดปากเสีย” หากจะ

ปล่อยชิวเหนียงผู้นี้กลับไป มิสู้วางไว้ข้างกายตน

จะให้นางสังหารคนปิดปากก็ทำไม่ได้ ในเมื่อ

อย่างไรชิวเหนียงก็เคยปั้อนนมให้เปั่าเกอร์มา

ก่อน ยิ่งไปกว่านั้นชิวเหนียงยังเป็นคนเรียบง่ายไม่

โอ้อวด มิใช่ผู้ที่จะสร้างความไม่พอใจให้กับผู้อื่น

“ท่านวางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าทราบดี!” ชิวเหนียงคลี่

ยิ้ม

เว่ยหลิงอำลาบุตรสาว เขาหอมแก้มเปั่าเกอร์ฟอด

หนึ่ง ไรหนวดก่อความรู้สึกไม่สบายให้กับเปั่า

เกอร์จนเขาส่งเสียงร้องอื้ออ้า จากนั้นเว่ยหลิงจึง

ส่งพวกเขาขึ้นรถม้า

ตลอดเส้นทางไม่นับว่ายากลำบากแต่อย่างใด เริ่ม

ออกเดินทางตั้งแต่เช้า ยามบ่ายของวันต่อมาก็

มาถึงเมืองหลวงแล้ว เมืองหลวงเองก็มีหิมะตก

โปรยปราย ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว

บรรยากาศทั่วทุกหนแห่งจึงดูมีชีวิตชีวา อี๋หนิงนึก

ถึงคราก่อนที่ตนได้กลับมา บรรยากาศก็เป็น

เช่นนี้ นางอุ้มเปั่าเกอร์ขึ้น ชี้ให้เขาดูแผงคนปัน

น้ำตาลที่อยู่ด้านนอก “เปั่าเกอร์ นั่นเขากำลังขาย

อะไร เปั่าเกอร์อยากได้หรือไม่”

นี่เป็นครั้งแรกที่เปั่าเกอร์ได้เห็นเมืองหลวง เขาจับ

ไหล่ของมารดาพลางมองด้วยความใคร่รู้

ครั้นมองพอแล้วก็ซบอกมารดาดูดนิ้วมือผล็อย

หลับไป ระยะนี้อี๋หนิงพยายามแก้ไขนิสัยไม่ดีนี้

ของเขา

หลัวเซิ่นหย่วนนั่งอยู่ในเกี้ยว เกี้ยวกำลังเคลื่อนตัว

ผ่านถนนทางหลวง เขาสัมผัสได้ถึงความ

โคลงเคลงเล็กน้อยของเกี้ยว ทันทีที่เขาเลิกชาย

ผ้าม่านขึ้นก็พบกับขบวนรถม้าที่มีองครักษ์เฝั้าคุ้ม

กัน ด้านข้างยังมีสาวใช้หน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง

ทั้งสองขบวนเคลื่อนตัวผ่านกันไป

หลัวเซิ่นหย่วนเล่นตราประทับในมือ ก่อนเอ่ย

ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นั่นเป็นขบวนรถของ

ตระกูลใด อยู่ในเมืองหลวงยังจัดเตรียมขบวน

ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้”

“ตอบท่านเก๋อเหล่า” ผู้ติดตามที่อยู่ด้านนอกสั่ง

ให้หยุดเกี้ยวลง เขาประสานมือแล้วกล่าว

“ข้าน้อยเห็นไม่ชัด ต้องการให้ตามไปดูหรือไม่

ขอรับ”

“ไม่ต้อง” หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ย “รีบไปที่ตระกูลกู้

เถิด” จากนั้นจึงปล่อยผ้าม่านลง เกี้ยวเริ่มเคลื่อน

ตัวอีกครั้ง

รอจนถึงด้านหน้าของจวนอิงกั๋วกง คนด้านนอกก็

แหวกผ้าม่านขึ้นให้อี๋หนิงลงจากรถม้า อี๋หนิงอุ้ม

เปั่าเกอร์ลงมา นางมองปั้ายชื่อตระกูลและประตู

คู่บานใหญ่สีดำอันแสนคุ้นเคยของจวนอิงกั๋วกง

ก่อนจะพรูลมหายใจเนิบช้า จวนอิงกั๋วกง ในที่สุด

นางก็กลับมาแล้ว

นางสวีนำบรรดาสาวใช้สาวใช้ชรามารอนางที่

กำแพงบังรัศมี ครั้นเห็นนางมาถึงก็รีบปรี่เข้าไป

ต้อนรับ

บรรดาสาวใช้ชราที่มีใบหน้าคุ้นเคยพากันลอบ

ปาดน้ำตาทันทีที่เห็นนาง

อี๋หนิงส่งเปั่าเกอร์ที่หลับสนิทให้ชิวเหนียง นาง

ยอบกายขานเรียกมารดา ก่อนถามนางสวีว่า

“สุขภาพของท่านย่ายังแข็งแรงอยู่หรือไม่เจ้าคะ”

นางสวีไม่มีสิ่งใดแตกต่างไปจากหนึ่งปีก่อน นาง

เป็นคนฉลาดหลักแหลม ดูแลจัดการเรื่องภายใน

จวนได้อย่างมีระเบียบ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย นาง

กล่าวว่า “สุขภาพของท่านฮูหยินผู้เฒ่ายังถือว่า

แข็งแรงดี แต่ถิงเกอร์ถูกส่งไปที่หน่วยองครักษ์

เทียนจินแล้ว เกรงว่าคงต้องรอให้ถึงช่วงเทศกาล

ปีใหม่จึงสามารถกลับมาได้ ตลอดหนึ่งปีที่เจ้าไม่

อยู่ เขาตัวสูงขึ้นมาก!”

อี๋หนิงไม่นับว่าสนิทสนมกับนางสวีเท่าไรนัก นาง

ผงกศีรษะด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะไปคารวะฮูหยินผู้

เฒ่าเว่ยที่เรือนจิ้งอัน

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยดูชราขึ้นกว่าแต่ก่อน ทันทีที่เห็น

นาง กระบอกตาก็ผ่าวร้อน ริมฝีปากสั่นระริก

“ครั้นรู้ว่าเจ้าปั่วยหนัก ข้าอยากไปเยี่ยมแต่ก็ไป

ไม่ได้ ยามนี้เจ้าดีขึ้นแล้ว…หายจากอาการ

เจ็บปั่วยแล้ว!”

ตระกูลหลัวประกาศต่อคนภายนอกว่านางปั่วย

หนักไปรักษาตัวที่เมืองเปั่าติ้ง กระทั่งคนในจวน

อิงกั๋วกงก็ยังถูกปิดบัง นอกจากเว่ยหลิงแล้ว อี๋ห

นิงคิดว่านางสวีน่าจะพอทราบอะไรบ้าง

อี๋หนิงคลี่ยิ้มโผเข้ากอดนาง “ท่านไม่ต้องเป็น

กังวล นี่ข้าก็กลับมาแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ”

อี๋หนิงสนทนากับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยอยู่สักพัก ครั้น

หญิงชราได้ยินว่านางให้กำเนิดบุตรแล้วก็รู้สึก

ประหลาดใจอย่างยิ่งยวด

“เหลนของข้าอยู่ที่ใด” หลังจากหญิงชรา

ตรวจสอบแล้วว่าหลัวอี๋หนิงสบายดีก็ให้นางมานั่ง

บนตั่งไม้พลางถามหาเหลนของตนด้วยความ

กระตือรือร้น

อี๋หนิงให้คนอุ้มเปั่าเกอร์มาให้นางดู นางสวีนั่งลง

ด้านข้าง คลี่ยิ้มพลางกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

“ท่านดูสิเหลนของท่านสิเจ้าคะว่าน่ารักน่าชัง

เพียงใด ตัวขาวจ้ำม่ำเชียว”

เปั่าเกอร์เพิ่งตื่นนอน ครั้นขยี้ตาแล้วไม่พบมารดา

ก็ร้องไห้ออกมา อี๋หนิงจึงรีบมาอุ้มเขา

นางสวีกล่าวขึ้นอีกครั้ง “หน้าตาละม้ายคล้ายคลึง

กับหลัวเก๋อเหล่ายิ่งนัก ข้าเคยเห็นหลัวเก๋อเหล่า

จากระยะไกลครั้งหนึ่ง รอบกายเขารายล้อมไป

ด้วยผู้คน ยามนี้ตระกูลหลัวถือว่าเปียมไปด้วย

กลิ่นอายแห่งความมงคลแล้ว”

“จะเอ่ยถึงเขาไปไย อี๋หนิงปั่วย แต่เขากลับส่งนาง

ไปรักษาตัวที่เมืองเปั่าติ้ง ส่วนตัวเขาเองกลับก้าว

เข้าสู่เน่ยเก๋อ ยามนี้นางกลับมาแล้ว ทว่าเขาไม่

เห็นมาเยี่ยม เห็นได้ชัดว่าหลัวเก๋อเหล่าไม่วางจวน

อิงกั๋วกงของพวกเราไว้ในสายตาแล้ว” ถ้อยคำนี้

ของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยแฝงไปด้วยความไม่พอใจ

จางๆ เดิมนางก็ไม่ค่อยชอบหลัวเซิ่นหย่วนเท่าไร

นัก “เจ้าไปรักษาโรคอะไรที่เมืองเปั่าติ้งรึ อี๋หนิง

เอ๋ย เจ้าโง่เขลาเกินไป เมื่อปั่วยก็ควรกลับมา

รักษาตัวที่จวนอิงกั๋วกง ผู้ใดจะกล้าปฏิบัติกับเจ้า

ไม่ดี”

หลัวอี๋หนิงยิ้มขื่น “เรื่องนี้จะกล่าวโทษเขามิได้

เขายังไม่รู้เรื่องที่ข้ากลับมา ข้าปิดบังเขาไว้ ใน

เมืองเปั่าติ้งมีท่านหมอที่มีชื่อเสียงอยู่ผู้หนึ่ง ตอน

ข้าปั่วยจึงได้กลับไปที่นั่นเจ้าค่ะ”

ยามนี้เขามีอำนาจบารมี จำต้องเรียกขานเขาว่า

ท่านเก๋อเหล่าแล้ว เมื่อได้ยินท่านพ่อบอกว่าเขา

ไม่ได้ออกตามหานาง หัวใจของอี๋หนิงจะไม่รู้สึก

เย็นเยียบได้อย่างไร นางคงต้องพำนักอยู่ที่จวน

อิงกั๋วกงสักระยะก่อนถึงจะวางแผนขั้นต่อไป

หลังจากนี้นางค่อยไปซักถามหรือหารือกับเขาว่า

ควรทำอย่างไรต่อ บางทีอาจมีอะไรผิดพลาด เช่น

เขาออกตามหานางแล้ว แต่ท่านพ่อไม่ทราบ หรือ

เขาไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับพวกชนเผ่าหว่าล่า ไม่ว่า

อย่างไรนางก็ควรซักถามให้กระจ่าง

เพียงแต่ยามนี้นางยังไร้หนทางจะเผชิญหน้ากับ

ผลลัพธ์ที่เลวร้ายจึงอยากหลบหน้าหลัวเซิ่นหย่วน

สักระยะ นางกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับเขาจึงคิด

จะพำนักที่นี่ก่อนสักสองสามวัน

“เช่นนั้น อี๋หนิง เจ้ามาพักที่เรือนจิ้งอันกับข้า” ฮู

หยินผู้เฒ่าเว่ยดึงมือของนางไว้แล้วกล่าว “เจ้าอยู่

พักที่นี่ก่อนแล้วค่อยหารือกัน ข้าว่าควรหาวัน

เหมาะสมเรียกหลัวซานมาที่นี่สักครั้ง ยามนี้ยังไม่

ต้องรีบร้อน พรุ่งนี้ข้าจะให้คุณหนูรองตระกูลเฮ่อ

มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า! ประจวบเหมาะนัก นางเพิ่ง

พาลูกน้อยและกลับมาเยี่ยมบ้านมารดา”

“เจ้าค่ะ” อี๋หนิงยิ้มพลางตอบรับคำของฮูหยินผู้

เฒ่าเว่ย ในใจก็ลอบคิดว่า บ้านยังคงเป็นสถานที่

ที่ดีที่สุด ที่ใดก็ไม่สุขสบายเช่นบ้าน

ครั้นนางตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นก็ได้ยินเสียงลมพัด

โชย พาให้ทั่วทั้งร่างรู้สึกสบายอบอุ่น

อี๋หนิงลืมตาขึ้น ก่อนจะพบว่าเจ้าก้อนน้อยหายไป

จากข้างกาย นางลุกขึ้นนั่ง เมื่อเพ่งสายตามองก็

พบว่าในห้องด้านข้างฝังประจิมฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

กำลังอุ้มเปั่าเกอร์พลางหยอกล้อเขาโดยมีบรรดา

แม่นมสาวใช้และนางสวีห้อมล้อมอยู่โดยรอบ

เบื้องหน้าเปั่าเกอร์มีทั้งกำไล กลองปั๋องแปั๋ง ของ

เล่น และหมอนใบเล็กๆ วางเรียงราย ฮูหยินผู้

เฒ่าเว่ยอุ้มเขาไปหยิบพวกมัน

ช่วงเวลาหลังเปั่าเกอร์ตื่นนอนเป็นเวลาที่สามารถ

เข้าหาเขาได้ง่ายที่สุดเพราะนอนหลับมาเต็มอิ่ม

กระทั่งถูกอุ้มตัวมาจากข้างกายมารดาก็ยังไม่รู้สึก

รู้สา เขาโบกแขนอวบปั้อมดุจรากบัวเล็กๆ อย่าง

กระตือรือร้น ก่อนยื่นมือไปคว้าหมอนใบเล็กที่มี

สีสันสดใสมากที่สุด เมื่อคว้าไว้ได้ก็เริ่มอ้าปากกัด

แทะทันที ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยไม่อยากให้เขากัดจึงดึง

หมอนออก เขาจ้องมองฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยด้วย

สายตาที่ไม่ค่อยเข้าใจนัก

อี๋หนิงสวมเสื้อคลุมแล้วลุกขึ้น นางเดินไปยังห้อง

ด้านข้างฝังประจิม เมื่อเปั่าเกอร์เห็นนางเดินมา

จากระยะไกลก็ฉีกยิ้มพร้อมโบกแขนเล็กๆ อย่างดี

ใจ

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกับนางสวีพากันรุมล้อมเขา รัก

เอ็นดูเขายิ่งนัก “ไอ๋ เจ้าตัวเล็กนี่กัดไปเสียทุก

อย่าง เกรงว่าฟันคงใกล้ขึ้นแล้ว!” นางสวียังไม่มี

ลูก เมื่อได้เห็นเจ้าก้อนกลมสีชมพู หัวใจจึงพลัน

อ่อนยวบ ยิ่งไปกว่านั้นเปั่าเกอร์ยังมีเนื้อตัวขาว

อมชมพูนุ่มนิ่ม ตั้งแต่เช้าตรู่นางก็ติดตามฮูหยินผู้

เฒ่าเว่ยมาที่นี่ ลอบอุ้มเปั่าเกอร์ออกมาเล่น

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยิ้มหัวเราะ “มือไม้มีพละกำลังยิ่ง

นัก ไม่แน่ว่าต่อไปอาจได้ขึ้นเป็นท่านแม่ทัพ!”

นางไม่สนใจสักนิดว่าเขาเป็นบุตรชายของท่าน

เก๋อเหล่าหรือไม่ จะให้ไปทางบุ๋นหรือบู๊ อย่างไรก็

ต้องถามความคิดเห็นพ่อของเขาก่อน

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเห็นอี๋หนิงตื่นแล้วก็รีบเรียกนาง

เข้ามา “เห็นว่าเจ้ากำลังหลับสนิทจึงไม่ได้ปลุก

รีบมากินมื้อเช้าเร็วเข้า ข้าให้อุ่นร้อนไว้ในลังนึ่ง

นานแล้ว”

กล่าวแล้วก็ให้ยกอาหารเข้ามา อาหารหลักเป็น

โจ๊กเนื้อขาว ในถ้วยใบหนึ่งมีไข่ตุ๋นผสมเนื้อกุ้ง

และนม ด้านบนโรยด้วยงาและเนื้อวัวซอยบาง มี

แผ่นแปั้งข้าวเหนียวน้ำตาลทรายแดงที่ทอดสี

เหลืองทอง ก่อนนำไปคลุกกับเมล็ดสนทั้งสอง

ด้าน ยังมีเนื้อฝอยสำหรับกินกับโจ๊ก รสชาติโอชา

ยิ่งนัก อาหารการกินพิถีพิถันกว่าในเซวียนฝูมาก

อี๋หนิงลงมือกินอย่างรวดเร็ว ดื่มโจ๊กไปรวดเดียว

สามถ้วย สายตาที่ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมองนางจึง

แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย

อี๋หนิงจึงเพิ่งตระหนักว่านางกินมากไป นาง

กระแอมไอพลางเช็ดมุมปาก ก่อนกล่าวด้วย

รอยยิ้ม “เหตุใดท่านย่าจึงเอาแต่มองข้าเล่าเจ้า

คะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกลับผงกศีรษะ “ในยามที่เจ้าเป็น

เพียงเด็กสาว มื้อเช้ากินโจ๊กไปชามเดียว มื้อเที่ยง

ก็กินข้าวไม่ลงแล้ว บอบบางเสียยิ่งกว่าอะไร มา

ยามนี้กระเพาะอาหารกลับเปลี่ยนเป็นดีแล้ว ดื่ม

โจ๊กครั้งหนึ่งได้ถึงสามถ้วย ข้าดูเจ้าเหมือนจะพอ

มีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง”

จนปัญญา ยามนี้กระเพาะของนางดีขึ้นมาก

เคราะห์ดีที่อ้วนขึ้นไม่มาก เดิมนางก็ผ่ายผอม

หากมีน้ำมีนวลขึ้นสักหน่อยย่อมถือเป็นเรื่องดี อี๋ห

นิงทำได้เพียงปลอบใจตนเองแล้ว

“นายท่านเขยยังไม่เคยพบเปั่าเกอร์ใช่หรือไม่” ฮู

หยินผู้เฒ่าเว่ยส่งเด็กคืนให้นาง เจ้าเด็กคนนี้

ประหนึ่งนกพิราบตัวน้อยที่กางแขนร้องขอให้

มารดาอุ้ม

อี๋หนิงรับเขามา พอมองรองเท้าหัวเสือคู่ใหม่ที่เขา

สวมใส่ ในใจก็ลอบคิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยรักเอ็นดู

เขายิ่งนัก “เขาอยู่ในเมืองหลวงมีภารกิจมากมาย

ยังไม่เคยพบเจ้าค่ะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจึงกล่าว “ช่างเถิด พวกเราก็เลี้ยง

ดูเปั่าเกอร์ไปก่อน” ทันใดนั้นเองฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

ก็พลันกระตือรือร้นขึ้น “เจ้าดูสิว่ารองเท้าหัวเสือ

คู่นั้นงามหรือไม่ เมื่อก่อนข้าทำยามว่าง รองเท้า

หัวเสือที่พ่อของเจ้าสวมใส่ในวัยเยาว์ก็ล้วนเป็นข้า

ที่เย็บปักให้เขา! เปั่าเกอร์สวมได้ดูน่ารักสดใสยิ่ง

นัก” อี๋หนิงจับเท้าเล็กๆ ของเปั่าเกอร์ขึ้นมาดู

รองเท้านี้เนื้องานสวยงามประณีตนัก

ถึงยามบ่าย คุณหนูรองเฮ่อก็มาถึง

นางแต่งไปยังทงโจว สามีของนางเป็นจิ้นซื่อปี

เดียวกันกับพี่ชายสาม ยามนี้เพิ่งครบกำหนด

ศึกษางานในกรมโยธา บุตรสาวของคุณหนูรอง

เฮ่อโตกว่าเปั่าเกอร์สองสามเดือน นางสวมเสื้อกัน

หนาวผ้าไหมสีชมพู มีนามว่าอิงเจี่ยร์ นั่งอยู่ใน

อ้อมกอดของมารดาด้วยท่าทางเขินอาย

อี๋หนิงไม่ได้พบกับคุณหนูรองเฮ่อมานานหลายปี

แล้ว นับได้ว่าอี๋หนิงเคยมีช่วงเวลาที่ดีกับนางใน

จวนอิงกั๋วกง ครั้นคุณหนูรองเฮ่อได้พบอี๋หนิงก็ดี

ใจยิ่งนัก “เจ้าแต่งงานในตอนที่ข้าออกเรือนไป

แล้ว ดังนั้นข้าจึงยังไม่ได้มอบของขวัญแต่งงาน

ให้แก่เจ้า ใช่แล้ว วันนี้ข้าอยากพาอิงเจี่ยร์ไปซื้อ

กำไลเงินสำหรับข้อเท้าสักคู่ เจ้าอยากไปเดินเล่น

กับข้าหรือไม่ ที่ด้านข้างหอน้ำชาเสียงอวิ๋นมีร้าน

เครื่องเงินเครื่องทองที่เพิ่งเปิดใหม่ รูปแบบของ

เครื่องประดับงดงามยิ่งนัก ทั้งยังเป็นร้านขนาด

ใหญ่ด้วย”

อี๋หนิงฟังถึงตรงนี้จึงเข้าใจ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยคงกลัว

ว่านางอยู่ในจวนอิงกั๋วกงแล้วจะรู้สึกหดหู่จึงตั้งใจ

หาคนมาพานางออกไปเที่ยวเล่น

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่จำเป็น นางอยู่ในเซวียนฝูมา

หลายเดือนแล้ว ไร้อารมณ์หดหู่ไปนานแล้ว

“ไปเที่ยวชมก็ดี ข้าไม่ได้เที่ยวเล่นในเมืองหลวงมา

นานแล้ว” อี๋หนิงตอบตกลง นางเขย่ามือเปั่าเกอร์

พลางสัพยอก “ไปซื้อน้ำตาลปันให้เปั่าเกอร์ของ

พวกเราดีหรือไม่”

เปั่าเกอร์นั่งอย่างมึนงงอยู่ในอ้อมกอดของมารดา

ครั้นเขาจับมือของนางได้ก็เริ่มขบแทะ

——————–

1. หัวมังกุท้ายมังกรหมายถึงพวกอันธพาล

เสเพล

2. ไฟไหม้ลามมาถึงขนคิ้วหมายถึงจิตใจ

กระวนกระวาย

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 181"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

novelpdfdfw0
เซียนสาวผู้นี้ดูดวงแม่นเกินไปแล้ว
17/06/2026
novelpdf5r4r
เมื่อสาวออฟฟิศกลายเป็นแม่สามีในยุคโบราณ
17/06/2026
62a31afafXRc2lUM
อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว [ 坑爹儿子鬼医娘亲 ]
23/06/2024
M0l3ZdE
ทะลุมิติสู่ยุค 70 ไปแต่งงานกับผู้ชายคลั่งรัก
29/01/2025

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.