พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 182
รถม้าเคลื่อนตัวมาถึงด้านนอกของหอเสียงอวิ๋น
บ่าวตระกูลเฮ่อเดินเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของร้าน
เครื่องเงินเครื่องทอง ขอให้เจ้าของร้านจัดเตรียม
ห้องส่วนตัวให้แก่ฮูหยินทั้งสองเพื่อเลือกชมสินค้า
ในเวลานี้เองคุณหนูรองเฮ่อก็เห็นสามีของนาง สวี่
เซิงเหวินที่มาดื่มกับสหายในหอสุราแห่งนี้พอดี
นางจึงเรียกเขาไว้พลางกำชับให้เขาจัดเสื้อผ้าให้
เรียบร้อย ทั้งยังตำหนิที่เขาไม่รู้จักระมัดระวังก่อน
ออกจากเรือน
อี๋หนิงซื้อน้ำตาลปันให้เปั่าเกอร์ นางเย้าแหย่เขา
เป็นระยะๆ ทั้งยังไม่ยอมให้เขากัดน้ำตาลปัน เปั่า
เกอร์ถูกมารดากลั่นแกล้งจนน้ำตารื้น จวนเจียน
จะร้องไห้อยู่รอมร่อ ในที่สุดอี๋หนิงจึงยอมให้เขา
เลียครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่กล้าปล่อยให้เขาถือไว้ใน
มือ มิเช่นนั้นเขาต้องทำเปรอะเปือนไปทั่วเป็นแน่
สวี่เซิงเหวินมีใบหน้าสมส่วน เรือนร่างสูงโปร่ง
ใบหน้าเปือนไปด้วยรอยยิ้ม เขาหันมามองอี๋หนิง
พร้อมกับก้มศีรษะให้เล็กน้อย นางเป็นสตรีย่อม
ไม่เหมาะที่จะสนทนาด้วย ทั้งเขายังไม่คิดจะถาม
ว่านางคือผู้ใด
“ข้ารู้ ไม่มีเวลาแล้ว ข้าต้องขึ้นไปแล้ว!” สวี่เซิงเห
วินกล่าวพลางจับมือของภรรยา
คุณหนูรองเฮ่อปล่อยให้สามีจากไป นางก้าวเข้า
มาด้านใน “ให้เจ้ารอนานแล้ว เขามักไม่
ระมัดระวังเรื่องเหล่านี้! นี่ก็เพิ่งครบกำหนดศึกษา
งาน วันนี้เขาจะมาพบท่านเจ้ากรมโยธาหลัวเก๋อ
เหล่าเพื่อขอตำแหน่งขุนนางดีๆ สักตำแหน่ง แต่
ท่านหลัวเก๋อเหล่าไม่ใช่คนที่พูดคุยได้ง่ายนัก คน
ที่ขอร้องเขามีมากมาย ข้าต้องบอกให้เขาคอย
ระมัดระวังใส่ใจอยู่เป็นนิจ”
ครั้นหลัวอี๋หนิงได้ยินคำว่าหลัวเก๋อเหล่าสามคำนี้
หัวใจก็พลันสั่นสะท้าน
คล้ายคุณหนูรองเฮ่อจะคิดอะไรขึ้นได้ สีหน้าจึง
ฉายประกายสงสัย “ช้าก่อน ข้าจำได้ว่าเจ้าคล้าย
จะแต่งให้กับ…คนตระกูลหลัว”
หลังจากนางออกเรือนไปก็ไม่ได้กลับมาอีก จึงไม่รู้
เรื่องราวในเมืองหลวงมากนัก กระทั่งอี๋หนิง
แต่งงานกับผู้ใดก็ไม่รู้
หลัวอี๋หนิงก้มหน้าจิบน้ำชา ตอบรับว่า “อืม ข้า
แต่งให้กับคนตระกูลหลัว”
ครั้นคุณหนูรอเฮ่อเห็นว่านางไม่ได้กล่าวอะไรอีก
จึงไม่ได้ถามต่อ แต่ยังคงพูดถึงหลัวเก๋อเหล่าอีก
ครั้ง “หลัวเซิ่นหย่วนผู้นี้ช่างเก่งกาจยิ่งนัก อายุยัง
น้อยก็ได้ขึ้นเป็นเก๋อเหล่า เป็นขุนนางคนสนิทของ
ฮ่องเต้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเดือนที่แล้วเขาทำการกวาด
ล้างทั้งหกกรม ปลดขุนนางไปร่วมสี่สิบกว่าคน…
ข้าได้ยินมาว่าหากไม่ใช่เพราะเขาแต่งงานแล้ว
ฮ่องเต้ยังทรงมีดำริจะให้เขาสมรสกับองค์หญิง”
อี๋หนิงเลือกรูปแบบกำไลข้อเท้าได้หลายแบบแล้ว
นางคิดจะทำให้เปั่าเกอร์อยู่หลายวง นางนำ
รูปแบบที่เลือกไว้ส่งให้กับสาวใช้ “ข้าเลือกเสร็จ
แล้ว เจ้ารีบเลือกเร็วเข้า พวกเราจะได้กลับเสียที
ระวังอิงเจี่ยร์จะหิวแย่” อิงเจี่ยร์ไม่ได้ถูกอุ้ม
ออกมาด้วย คุณหนูรองเฮ่อเป็นคนปั้อนนมให้นาง
เอง ไม่ได้เชิญแม่นมมาเลี้ยง
“จริงด้วย!” ครั้นคุณหนูรองเฮ่อคิดถึงอิงเจี่ยร์ก็
ไม่ได้กล่าวถึงหลัวเซิ่นหย่วนอีก
สวี่เซิงเหวินผู้นั้นเดินไปที่ประตูหอเสียงอวิ๋น มี
สหายร่วมงานหลายคนกำลังยืนรอเขาอยู่ ครั้น
เห็นเขามาแล้วก็พากันยิ้ม “เจ้าช่างไม่เกรงกลัว
อะไรเอาเสียเลย เมื่อครู่คนที่เรียกเจ้าไว้เป็นผู้ใด
กัน”
สวี่เซิงเหวินกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์นัก “จะเป็น
ผู้ใดได้อีกเล่า เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามประเพณี
ของข้าน่ะสิ! จะให้ข้าเลี้ยงอนุนอกเรือนให้ได้หรือ
อย่างไร”
คนทั้งกลุ่มพูดคุยพลางเดินเข้าไปในหอสุรา มี
สหายร่วมงานคนหนึ่งพาดมือบนบ่าเขา “ข้าจำได้
ว่าจ้าวซงเลี้ยงอนุนอกเรือนไว้คนหนึ่ง เป็นภรรยา
ตัวน้อยที่เพิ่งอายุสิบสี่สิบห้า ทั้งสดใหม่และหวาน
นุ่ม”
ผู้ที่ถูกพาดพิงยืนอยู่ด้านข้าง เขากระแอมไอเสียง
หนึ่งก่อนกล่าว “นั่นเป็นคนที่ข้าช่วยไว้ยามที่เพิ่ง
รับตำแหน่ง นางไม่มีที่ไป นอกจากให้ติดตามข้า
แล้วจะให้ทำอย่างไรได้ เจ้าอย่าได้พูดเหลวไหลไป
ข้าหมายมั่นจะรับนางเป็นอนุ”
เมื่อผู้อื่นได้ฟังก็พากันโห่ร้องหัวเราะ ซักถามว่า
ภรรยาตัวน้อยมีรสชาติอย่างไร
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงห้องส่วนตัวและเตรียมตัว
นั่งลง ผู้ที่ถูกหัวเราะเมื่อครู่ก็เข้ามาตบบ่าของสวี่
เซิงเหวิน “เซิงเหวินซง มิใช่ว่าเจ้ากำลังตามหา
หลัวเก๋อเหล่าอยู่หรือ เจ้าดูสิว่านั่นใช่หรือไม่”
สวี่เซิงเหวินยื่นศีรษะออกไปดู เป็นเกี้ยวของ
ตระกูลหลัวที่กำลังหยุดลงจริงๆ คนทั้งกลุ่มเดิน
มาหยุดข้างหน้าต่าง ใต้เท้าหลัวกำลังเดินลงมา
จากเกี้ยว จากนั้นผู้ที่ตามลงมาจากเกี้ยวอีกหลัง
หนึ่งก็คือใต้เท้าซ่งรองเสนาบดีกรมขุนนาง ชั่ว
ขณะนั้นทั้งกลุ่มก็เกิดความโกลาหล หลัวเก๋อ
เหล่ามาที่หอเสียงอวิ๋นจริงๆ ! “พวกเราควรไปทำ
การคารวะ มิเช่นนั้นอาจถือเป็นการเสียมารยาท
ได้!” เมื่อคนแซ่จ้าวกล่าวขึ้น ทุกคนก็พากัน
ตรวจสอบการแต่งกายของตนแล้วรีบรุดออกไป
จากห้อง
สวี่เซิงเหวินเป็นผู้ที่มีเรื่องร้องขอความช่วยเหลือ
จึงเดินนำอยู่ด้านหน้า เมื่อพวกเขาเห็นหลัวเก๋อ
เหล่ากับใต้เท้าซ่งพร้อมคนติดตามที่รายล้อมเดิน
เข้ามาก็ก้าวเข้าไปคารวะ
หลัวเก๋อเหล่าสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ ก้าวเข้ามาด้วย
สีหน้าเคร่งขรึม ครั้นเห็นพวกเขาก็ปรายตามอง
ปราดหนึ่ง ก่อนส่งของในมือให้กับผู้ติดตาม เขา
เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “สวี่เซิงเหวิน”
“ท่านเก๋อเหล่ายังจำข้าน้อยได้!” สวี่เซิงเหวินยิ้ม
พลางประสานมือ “ข้าน้อยเคยฝึกงานภายใต้การ
ปกครองของท่านเก๋อเหล่า โชคดีที่ได้ท่านเก๋อ
เหล่าคอยชี้แนะขอรับ”
“อืม” หลัวเซิ่นหย่วนผงกศีรษะ เขาพอมีความ
ทรงจำเกี่ยวกับคนผู้นี้อยู่บ้าง ครั้นใต้เท้าซ่งเห็นว่า
เป็นพวกขุนนางอ่อนประสบการณ์ก็ไม่ได้สนใจ
นัก เขายิ้มพลางผายมือ “ใต้เท้าหลัวเชิญทางนี้”
หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มรับ คนทั้งกลุ่มเดินขึ้นไปยังชั้น
บน ทันทีที่เลี้ยวผ่านหัวมุม หลัวเซิ่นหย่วนก็พลัน
ชะงักฝีเท้า ตรงหัวมุมมีหน้าต่างบานหนึ่งที่
สามารถมองออกไปยังถนนเบื้องล่างได้
คล้ายเขาจะเห็นอะไรบางอย่าง รอยยิ้มจึง
อันตรธานหายไปทันที แม้แต่แววตาก็พลัน
เปลี่ยนเป็นแปลกพิกลอย่างยิ่งยวด หากจะให้
กล่าว นั่นประหนึ่งแววตาดุร้ายที่กำลังต้องการ
ขย้ำเหยื่อ
กระทั่งสวี่เซิงเหวินก็ยังรู้สึกประหลาดใจ เขาเห็น
เพียงรถม้าของภรรยาตนกับหญิงสาวที่มีเด็กน้อย
ในอ้อมกอดกำลังโค้งตัวเดินเข้าไปในรถม้า เด็ก
คนนั้นมีเสื้อคลุมกันลมห่อหุ้มตัว เพียง
พริบตาเดียวก็หายลับเข้าไปในรถม้าแล้ว
คนทั้งกลุ่มยังไม่ทันตอบสนองก็เห็นใต้เท้าหลัว
หมุนตัววิ่งลงไปด้านล่างทันที เขาก้าวเท้าไล่ตาม
ออกไปอย่างรวดเร็ว ผู้ติดตามทั้งกลุ่มรีบแหวก
ทางให้ ทว่ารถม้าคันนั้นวิ่งเร็วนัก หายลับไปบน
ถนนอันกว้างใหญ่ ต่อให้อยากไล่ตามก็ไม่รู้ว่าควร
เริ่มจากตรงจุดใด มีคนเดินเข้าไปหมายจะไถ่ถาม
ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับตวาดเสียงกร้าว “หุบ
ปาก!” หางตาของเขาแดงเรื่อ กระทั่งมีเสียงหอบ
หายใจเล็กน้อย
หลัวเซิ่นหย่วนหลับตาลง ในที่สุดก็พอจะสงบขึ้น
บ้าง เขาสั่งการคนข้างกาย “ไป ไปพาตัวเถ้าแก่
ร้านเครื่องเงินเครื่องทองที่อยู่ด้านข้างมา”
ครั้นเถ้าแก่ผู้นั้นได้ยินว่าหลัวเก๋อเหล่าเรียกหาตัว
ก็รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงนัก เขารีบรุดมาอย่าง
รวดเร็ว
“ข้าน้อยคารวะใต้เท้า” เถ้าแก่รีบคุกเข่าลง
เมื่อครู่หลัวเซิ่นหย่วนได้เห็นเพียงปราดเดียว
เท่านั้นจึงยังมองไม่ชัด เขากระทั่งกลัวว่านั่นจะ
เป็นเพียงภาพลวงเท่านั้น ในเมื่อภาพทำนองนี้
ปรากฏขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
เขานั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ เอ่ยถามว่า “เมื่อครู่มี
สตรีสองคนนั้นในร้านเจ้า มีคนหนึ่งที่อุ้มเด็กอยู่
เจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นผู้ใด”
สวี่เซิงเหวินทำใจกล้าก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เขา
ประสานมือพลางกล่าว “ท่านเก๋อเหล่า ผู้ที่ไม่ได้
อุ้มเด็กน้อยเป็นภรรยาของข้า คุณหนูรองตระกูล
เฮ่อ ส่วนอีกท่าน…”
หลัวเซิ่นหย่วนปรายตามองมาทางเขาด้วยสายตา
น่าเกรงขาม นิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ย
ทันใดนั้นแผ่นหลังของสวี่เซิงเหวินก็สัมผัสได้ถึง
เหงื่อชื้นที่ผุดพราย “ส่วนอีกท่าน ข้าได้ยินว่านาง
คือ…”
ในขณะนี้เอง เถ้าแก่ก็นึกขึ้นได้ เขารีบกล่าว
“ข้าน้อยได้ยินว่าเป็นคนจากตระกูลขุนนางสูง
ศักดิ์! เพียงประโยคเดียวก็สั่งกำไลข้อเท้าของเด็ก
ไปเจ็ดถึงแปดวง มั่งคั่งยิ่งนัก!”
สวี่เซิงเหวินจำได้ทันทีว่าภรรยาของตนมีสหายที่มี
ความสัมพันธ์อันดีตั้งแต่วัยเยาว์ในจวนอิงกั๋วกง
เขารีบเช็ดเหงื่อแล้วผงกศีรษะ “ใช่ขอรับ ดู
เหมือนจะเป็นคุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกง!”
ทว่าเหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าเมื่อเขากล่าวจบ สีหน้า
ของหลัวเก๋อเหล่าจึงยิ่งดำคล้ำ กระทั่งมือที่วางอยู่
บนที่วางแขนยังกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
บรรยากาศกดดันไม่ได้คลายลงแม้เพียงเศษเสี้ยว
หลังจากนิ่งไปนาน ในที่สุดหลัวเก๋อเหล่าก็ลุกขึ้น
“ใต้เท้าซ่ง วันนี้ข้ามีธุระ ต้องขอตัวก่อน วันหลัง
ค่อยพบกันเถิด”
ใต้เท้าซ่งจึงทำได้เพียงยิ้มรับ ก่อนจะส่งหลัวเซิ่น
หย่วนจากไป
ยามนี้ท้องฟั้าเริ่มมืดครึ้มแล้ว
คนหามเกี้ยวลดเกี้ยวต่ำลงอย่างชำนาญ พวกเขา
โค้งตัวลงรอคอยคำสั่ง
หลัวเซิ่นหย่วนเดินเข้าไปในเกี้ยวด้วยสีหน้าเรียบ
เฉย เกี้ยวถูกยกขึ้น หลังจากเคลื่อนตัวไปได้ไม่
นาน ด้านหลังก็มีคนไล่ตามมาด้วยท่าทีรีบร้อน
เขาเรียกขาน “ท่านเก๋อเหล่า! ใต้เท้าหลัว!”
เกี้ยวค่อยๆ หยุดลง หลัวเซิ่นหย่วนแหวกม่าน
ออก “สืบได้เรื่องแล้วหรือ”
เมื่อครู่เขารีบสั่งให้คนตามไปที่จวนอิงกั๋วกง
ผู้ติดตามคนนั้นเดินมาเบื้องหน้าเขา เมื่ออยู่ใกล้
แล้วถึงได้กล้ารายงานออกมา “ใต้เท้า รถม้าคัน
นั้นไปที่จวนอิงกั๋วกงขอรับ”
“ข้าน้อยให้คนติดตามไป ผู้ที่ลงมาจากรถม้าคัน
นั้น…” ผู้ติดตามลังเลชั่วครู่ “ดูเหมือนจะเป็นฮู
หยินสามของพวกเรา จากส่วนสูงรูปร่างคิดว่าใช่
ขอรับ คล้ายว่านางจะอุ้มเด็กคนหนึ่งไว้ด้วย เห็น
ไม่ชัดว่ามีอายุเท่าไร น่าจะหลายเดือนขอรับ…”
อารมณ์ในใจของหลัวเซิ่นหย่วนปันปั่วนอย่าง
รุนแรง เขาหลับตาลง “มั่นใจแล้วหรือ”
“แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวขณะที่ลงจากรถม้าแล้วเดิน
เข้าไปด้านใน แต่ก็น่าจะไม่ผิดขอรับ” ผู้ติดตาม
คนนั้นตอบอีกครั้ง
หลัวเซิ่นหย่วนให้เขาถอยออกไป ก่อนจะนิ่งเงียบ
ไปครู่หนึ่ง
มีรูปลักษณ์หน้าตาคล้ายกับนาง เข้าออกจวน
อิงกั๋วกง หากไม่ใช่นางแล้วจะเป็นผู้ใด! นางกลับ
มาแล้วจริงๆ
ทว่าเด็กคนนั้น นี่เป็นเรื่องอะไรกันแน่ นางช่วย
ผู้อื่นอุ้มหรือ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ สำหรับความ
น่าจะเป็นไปได้อีกประการหนึ่ง…เขาไม่กล้าแม้แต่
จะคาดเดา
อี๋หนิงกลับมาแล้ว เหตุใดนางจึงไม่มาพบเขา แต่
กลับเลือกไปอยู่ที่จวนอิงกั๋วกง หรือนางจะชอบ
ลู่เจียเสวียแล้วจริงๆ กระทั่งให้กำเนิดบุตรของอีก
ฝั่าย นางจึงไม่ยินดีที่จะกลับมาอยู่เคียงข้างเขา
แม้จะมีความเป็นไปได้แปดถึงเก้าส่วนว่าลู่เจียเส
วียจะจบชีวิตลงที่ชายแดนแล้ว
นางกลับมาแล้วจริงๆ หากไม่ใช่เพราะวันนี้
บังเอิญพบ นางคงคิดจะขังเขาไว้ในกลอง[1]ต่อไป
หลัวเซิ่นหย่วนพยายามข่มกลั้นความถวิลหาอย่าง
รุนแรงในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงขีดสุดแล้ว นาง
กลับมาแล้ว ทว่าไม่ยอมมาพบเขา ย่อมได้ ในเมื่อ
นางไม่มา เขาก็จะไปแย่งชิงตัวนางถึงประตูเอง
นั่นคือภรรยาของเขา เช่นนั้นก็ควรจะเป็นของเขา
ต่อให้นางจะมีลูกกับผู้อื่น นางก็ยังเป็นภรรยาของ
เขา
“ไปจวนอิงกั๋วกง” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว น้ำเสียง
ของเขาสงบนิ่งอย่างยิ่งยวด
ผู้ติดตามตะลึงงัน หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ไปจวนอิงกั๋วกง รับฮูหยินสามกลับมา” น้ำเสียง
ของเขาทั้งทุ้มต่ำและเนิบช้า “ในเมื่อฮูหยินสาม
กลับมาที่เมืองหลวงแล้ว นางก็ควรกลับบ้านได้
แล้ว”
ผู้ติดตามรับคำ ก่อนจะรีบสั่งให้คนหามเกี้ยวขึ้น
อันที่จริงในขณะที่อี๋หนิงเพิ่งกลับมา หัวใจของ
นางยังคงเต้นไม่เป็นส่ำ เมื่อนางกับคุณหนูรองเฮ่อ
เดินออกมาก็พบกับเกี้ยวของหลัวเซิ่นหย่วนที่
หยุดอยู่บนถนน นางในยามนั้นเกิดอารมณ์
ซับซ้อนขึ้นทันที นางกลับมาแล้วแต่กลับไม่ไปพบ
เขาเพราะยังไม่รู้ว่าควรจะกล่าวอย่างไร หากใน
เวลานั้นบังเอิญพบเขา นางควรทำอย่างไร ทันทีที่
ขึ้นรถม้า นางจึงเร่งสารถีให้รีบออกเดินทาง นาง
คล้ายได้ยินเสียงคนวิ่งไล่อยู่ทางด้านหลัง แต่รถ
ม้าวิ่งออกมาไกลแล้ว ครั้นนางกลับมาถึงจวน
อิงกั๋วกงก็พบว่าฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกำลังรอกินมื้อค่ำ
อยู่ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยถามนาง “เหตุใดเจ้าจึงมีสภา
พราวกับถูกผีไล่ตาม”
อี๋หนิงตอบว่าไม่มีอะไร ก่อนจะนั่งลงกินมื้อค่ำ
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยปั้อนไข่ตุ๋นให้เปั่าเกอร์ วันนี้เขา
เลียไข่ตุ๋นไปหลายช้อนแล้วจึงกินนมไม่ค่อยลง
หลังจากนั้นอี๋หนิงจึงกล่อมเขานอนแล้ววางเขาลง
บนเตียงเล็ก เขาขดตัวเป็นก้อนกลม จมเข้าสู่ห้วง
นิทรา
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเรียกนางออกมาผิงไฟด้วยกัน
นางสนทนากับนางสวีเรื่องภายในจวน นางสวี
เป็นคนร่าเริง อีกฝั่ายแทะเมล็ดแตงกับฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยพลางซุบซิบนินทาเรื่องในแวดวงขุนนาง
อี๋หนิงหยิบเมล็ดแตงขึ้นมากำมือหนึ่ง นั่งลง
ระหว่างพวกนาง นางสวีเสนอให้เผามันเทศด้วยสี
หน้ากระตือรือร้น “ในตอนที่ข้ายังเด็ก ข้าเคย
อาศัยอยู่ในแถบพื้นที่ชนบท ข้าเคยได้ลิ้มรสมัน
เทศเผาครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ไม่ได้กินอีกเลย”
อี๋หนิงกล่าวว่า “นี่จะนับเป็นเรื่องใหญ่อะไรกัน
ท่านอยากกินก็กินสิเจ้าคะ” จากนั้นจึงให้
ห้องครัวนำมันเทศออกมากระบุงหนึ่งเพื่อให้นาง
สวีเผากิน สายตาของนางสวีที่มองนางดูสนิทสนม
ขึ้นเล็กน้อย ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเองก็รู้สึกสนใจมาก
สตรีสามคนในช่วงวัยที่แตกต่างกันพากันนั่งล้อม
วง ง่วนกับการเผามันเทศ
มันเทศเพิ่งถูกโยนเข้าไปในกองไฟก็มีสาวใช้ชรา
แหวกม่านเข้ามารายงาน “ท่านฮูหยินผู้เฒ่า ท่าน
หลัวเก๋อเหล่า…นายท่านเขยมาเจ้าค่ะ! กล่าวว่า
จะมารับคุณหนูกลับไป ยามนี้กำลังรออยู่ที่โถง
บุปผาเจ้าค่ะ”
ทันทีที่หลัวอี๋หนิงได้ยินก็เงยหน้าขึ้น หัวใจพลัน
กระตุก เมื่อครู่เขาเห็นนางแล้วจริงๆ !
เขายังมาเยือนถึงประตูด้วยตนเอง!
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยแค่นเสียงออกมา “ภรรยาตน
ปั่วย แต่กลับส่งไปที่เมืองเปั่าติ้ง ครั้นนางกลับมา
ยังเมืองหลวงก็ยังไม่รู้ข่าว ในที่สุดก็มาเยือนถึง
ประตูได้เสียที ยังไม่ถือว่าสายเกินไป อี๋หนิง เจ้า
ตามข้าไปพบเขา”
“ท่านย่า…นี่…” อี๋หนิงมองมือฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยที่
จับนางไว้ เหงื่อผุดพราวเต็มหน้าผาก เหตุใดนาง
จึงรู้สึกว่าครานี้นางไม่สมควรไป
ยามนี้เขากำลังรออยู่ที่โถงบุปผา อาจกำลังจิบชา
ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง นางจำเป็นต้องไปพบเขาใน
ยามนี้จริงหรือ
นางสวีรีบกล่าวขึ้น “ท่านฮูหยินผู้เฒ่า ช้าก่อนเจ้า
ค่ะ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยไม่รู้ว่านางต้องการทำสิ่งใด อี๋หนิง
กำลังพรูลมหายใจโล่งอกก็เห็นนางสวีเดินเข้ามา
กล่าว “สามีภรรยาคู่นี้ไม่พบหน้ากันเนิ่นนาน แม้
อี๋หนิงจะงดงามโดยกำเนิด แต่ท่านจะให้นาง
แต่งตัวสักหน่อยมิได้หรือ ข้าเห็นนางระยะนี้เอา
แต่ดูแลลูก ไม่ค่อยสนใจเรื่องการแต่งกายสัก
เท่าไร”
ครั้นฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็เห็นด้วย นาง
ผงกศีรษะ “เจ้ากล่าวได้มีเหตุผล คนแพ้ได้ แต่จะ
เสียหน้ามิได้”
จากนั้นสาวใช้ชราที่อยู่ด้านนอกจึงถูกเรียกเข้ามา
ช่วยอี๋หนิงทำผมและแต่งกาย อี๋หนิงถูกกดให้นั่ง
บนเก้าอี้ประทินโฉม นางหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่
ออก “ไม่ต้องทำผมใหม่หรอกเจ้าค่ะ แปั้งผัดก็ไม่
ต้อง! ข้าล้างหน้าก็พอแล้ว”
ตอนนี้มืดค่ำแล้ว จะออกไปพบเขายังต้องสวม
อาภรณ์เต็มยศ แต่งหน้างามพริ้มด้วยหรือ
นี่…นางไม่รู้ว่าควรจะกล่าวอย่างไร
นางสวีมองหลัวอี๋หนิงที่จะเดินออกจากประตูไป
โดยแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงด้วยสายตาเสียใจ
สุดจะพรรณนา นางทำได้เพียงดึงปินทองไข่มุก
บนศีรษะตนเสียบเข้าไปในมวยผมของอี๋หนิง
อี๋หนิงเริ่มรู้สึกมั่นใจขึ้นมาบ้าง นางประคองฮูหยิน
ผู้เฒ่าเว่ยไปยังโถงบุปผาพร้อมกับนางสวี
ยิ่งเข้าใกล้โถงบุปผา นางก็ยิ่งตื่นเต้น เมื่อครู่หัวใจ
นางแทบสลายเป็นเถ้าธุลี หัวใจเกือบกระโจน
ออกมาจากลำคอแล้ว นางต้องพยายามกล้ำกลืน
มันลงไป แสร้งปันท่าเป็นผ่อนคลาย
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปยังโถงบุปผา ในที่สุดนางก็เห็น
คนผู้นั้น ในที่สุดนางก็เห็นคนผู้นั้นแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ กำลังนั่งอยู่
บนเก้าอี้ไม้ด้วยท่าทางสุขุม ทั้งสองข้างขนาบด้วย
ผู้ติดตาม ในมือเขากำลังถือถ้วยชา แต่ก็ดูคล้าย
ไม่ได้ดื่มสักเท่าไร น้ำชากรุ่นไอร้อนอบอวล ก่อน
สลายไปท่ามกลางแสงเทียนสีเหลืองนวล หิมะ
ด้านนอกสะท้อนแสงมืดสลัว ตัดกับสีน้ำเงินเข้ม
ของท้องฟั้าอันกว้างใหญ่
เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น จากนั้นก็ประสานสายตา
เข้ากับนาง
หลัวอี๋หนิงหลบสายตาทันที นางไม่ทันเห็นแววตา
ของเขา แต่ความรู้สึกที่ไม่อาจพรรณนานั้น
ประดุจนางกำลังถูกเขาจับจ้อง นางสัมผัสได้ถึงขา
ที่อ่อนยวบ อี๋หนิงขานเรียกเขาเสียงต่ำ “พี่ชาย
สาม” แต่นางกลับไม่เห็นเขาผงกศีรษะตอบรับ
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจูงอี๋หนิงไปนั่งลง น้ำเสียงกลั้ว
หัวเราะระคนความเย็นชา “ยากนักที่ท่านเก๋อ
เหล่าจะมาเยือนสักครั้ง”
หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้น ก้าวเท้าสองสามก้าวไปหยุด
เบื้องหน้าพวกนาง เขาประสานมือ ก่อนเอ่ยปาก
ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ท่านย่าไม่จำเป็นต้องเรียก
ข้าว่าเก๋อเหล่า เรียกข้าว่าเซิ่นหย่วนก็ได้แล้ว
ขอรับ ที่ข้ามาครานี้ก็เพราะจะรับอี๋หนิงกลับไป
จากที่นับดู นางไม่ได้กลับบ้านเป็นเวลานานแล้ว”
อี๋หนิงมองรองเท้าสะอาดสะอ้านไร้ฝุั่นของเขา
บนเข็มขัดเป็นลวดลายดอกซีฮวา น้ำเสียงของเขา
ยังคงทุ้มต่ำน่าดึงดูด
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยทอดถอนใจ “ใช่ว่าข้าอยากจะ
สร้างความลำบากให้แก่เจ้า อี๋หนิงไปรักษาตัวที่
เมืองเปั่าติ้งเพียงลำพัง แต่เจ้ากลับไม่เคยถามไถ่
สักคำ กระทั่งยามนี้เด็กคลอดออกมาแล้วก็ยังไม่
เคยพบหน้า เจ้าเป็นพ่อประสาอะไร”
ครานี้หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบไปนาน เขามองไปที่
หลัวอี๋หนิง ก่อนกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“เป็นข้าที่ไม่ได้ดูแลนาง ก่อนหน้านี้ข้าติดภารกิจ
ในราชสำนักไม่อาจปลีกตัว แต่ยามนี้มิใช่ว่าข้ามา
รับนางแล้วหรือ ข้าจะพยายามทำหน้าที่สามีและ
พ่อที่ดีขอรับ” มุมปากของเขากระทั่งปรากฏ
รอยยิ้มจางๆ
ครานี้หลัวอี๋หนิงจึงได้เงยหน้าขึ้น ก่อนจะพบว่า
เขาไม่ได้สนใจสิ่งอื่นใดนอกจากจับจ้องนาง
ตลอดเวลา!
“อี๋หนิง…” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมองมาทางนาง
หลัวอี๋หนิงลอบถอนใจ ช่างเถิด อย่างไรก็ต้อง
ซักถามให้กระจ่าง “ท่านย่า วันนี้มืดแล้ว ให้
พี่ชายสามพักที่นี่ก่อนแล้วค่อยว่ากันเถิดเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็คิดเช่นนั้น นางผงกศีรษะ “ข้า
จะจัดห้องให้เจ้า ยามนี้เปั่าเกอร์หลับไปแล้ว แต่
หากเจ้าอยากไปดูก็ย่อมได้ ทว่าพรุ่งนี้สะดวกกว่า
หากเขาตื่นขึ้นมาจะยุ่งยาก”
“เรื่องลูกข้ายังไม่รีบร้อน คืนนี้ให้ข้าพักแรมอยู่ที่นี่
ก่อนเถิดขอรับ” น้ำเสียงของหลัวเซิ่นหย่วน
ราบเรียบ “แต่ท่านไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมห้อง
ข้ากับอี๋หนิงสามารถอยู่ห้องเดียวกันได้”
เขามองมาที่นางพลางถามกลั้วรอยยิ้ม “เจ้าว่าใช่
หรือไม่ เหมยเหมย” เขากล่าวสองคำสุดท้ายด้วย
การเค้นเสียงลอดไรฟัน
พออี๋หนิงได้ยินก็รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก
สันหลัง
ปกติในบ้านฝังภรรยา สามีภรรยาไม่สามารถหลับ
นอนร่วมเตียงเดียวกัน แต่อาจเป็นเพราะเวลานี้
พวกเขาสองสามีภรรยาต้องการเวลาพูดคุยกันให้
รู้เรื่อง ไม่แน่ว่าอาจอาศัยโอกาสนี้เปลี่ยนแปลง
สถานการณ์ให้ดีขึ้น เพียงสามีภรรยารักใคร่
ปรองดอง กฎเกณฑ์จะมีค่าอันใด
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจึงกล่าว “ย่อมได้ อี๋หนิง เจ้านอน
ห้องเดียวกับพี่ชายสามเถิด ข้าเองก็จะได้ไม่ต้อง
จัดเตรียมห้องอีก เขาคงเหนื่อยจากการเดินทาง
แล้ว เจ้าพาเขาไปพักผ่อนเถิด” พูดแล้วก็ลอบส่ง
สัญญาณให้อี๋หนิง ให้นางจับโอกาสนี้ไว้ให้มั่น
หลัวอี๋หนิงลอบสูดลมหายใจ ดูสถานการณ์นางคง
ไม่สามารถปฏิเสธได้ นางทำได้เพียงกล่าว
“พี่ชายสาม ท่านตามข้ามาทางนี้”
ได้เวลาพักผ่อนแล้ว เขาเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ใน
ที่สุดก็ถึงเวลาพักผ่อนเสียที
หลัวเซิ่นหย่วนรับคำ เขาเดินตามนางผ่านระเบียง
ทางเดินอันมืดมิด เดิมอี๋หนิงยังรู้สึกว่าเขาเดิน
ตามอยู่ห่างๆ ทว่านานไปกลับยิ่งใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
จนราวกับนางเกือบจะชนเข้ากับแผงอกของเขา
แล้ว เสียงฝีเท้าดังประชิดดุจเพียงเขาเอื้อมมือ
ออกมาก็สามารถรั้งนางเข้าสู่อ้อมกอดได้
นางเร่งฝีเท้าเดินตรงไปด้านหน้า ตั้งใจรักษา
ระยะห่าง เมื่อสาวใช้ที่เฝั้าอยู่หน้าประตูเห็นนางก็
ยอบกายลง หลัวอี๋หนิงเพิ่งผลักบานประตูและ
เตรียมเรียกสาวใช้ให้ยกน้ำเข้ามา หลัวเซิ่นหย่วน
ก็กล่าว “ไม่ต้อง ถอยออกไปให้หมด” อี๋หนิง
กำลังอยากจะพูดอะไร เขาก็ใช้มือข้างหนึ่งกด
บานประตู นางยังไม่ทันได้ตอบสนอง ประตูก็ถูก
ปิดลงเสียแล้ว!
จากนั้นเขาก็สะบัดมือออก ตะเกียงภายในห้อง
พลันดับลง
ภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนเป็นมืดดำ มองเห็นอะไรไม่
ชัดสักอย่าง อี๋หนิงรู้สึกตื่นกลัวขึ้นมาทันที
นางก้าวถอยหลังหนีเข้าไปในห้อง แต่กลับถูกเขา
ไล่ตามจับไว้อย่างทันท่วงที เท้าของนางสะดุดเข้า
กับขาโต๊ะ ทันใดนั้นร่างอันร้อนระอุหนักอึ้งก็ทาบ
ทับลงมา ลมหายใจของทั้งสองพัวพันเกี่ยว
กระหวัด ลมหายใจของเขาพลันเปลี่ยนเป็นหนัก
หน่วง หลัวอี๋หนิงพยายามดิ้นรน แต่ก็พบว่าร่าง
ของตนถูกกักขังอยู่ระหว่างเขากับโต๊ะ ไม่อาจ
ขยับเคลื่อนไหวได้เลย! เขาทิ้งน้ำหนักลง บังคับ
ให้ร่างนางหงายต่ำจนนางอดถามขึ้นไม่ได้ “นี่
ท่านกำลังทำอะไร”
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ ทั้งยังเจือความรุ่มร้อน
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เหมยเหมย ไม่
เจอเสียนาน เจ้ายังจำสามีของเจ้าได้หรือไม่”
——————–
1. ขังไว้ในกลองหมายถึงปิดบัง