พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 183
ท่ามกลางความมืดเงียบสงัด ทุกประสาทสัมผัส
ล้วนแปรเปลี่ยนเป็นชัดแจ้งอย่างหาที่เปรียบมิได้
อี๋หนิงคิดดิ้นรนออกจากใต้ร่างเขา ทว่าหลัวเซิ่น
หย่วนกลับกดนางไว้อีกครั้ง “ตอบข้ามา”
อี๋หนิงแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย จำได้ นางจะจำ
ไม่ได้ได้อย่างไร! ทว่านางใกล้จะฝืนร่างไว้ไม่ไหว
แล้ว
ราวกับหลัวเซิ่นหย่วนจะรู้สึกได้ เขาประคองเอว
ของนางไว้ทันที ในที่สุดนางก็รอดพ้นจากวิกฤต
เอวเกือบหัก หลัวอี๋หนิงกระแทกเข้ากับร่างของ
เขา
นางเริ่มคุ้นชินกับความมืดแล้ว ดังนั้นจึงสามารถ
มองเห็นใบหน้าของเขาได้
อี๋หนิงรู้สึกว่าเขาต่างไปจากเมื่อหนึ่งปีก่อน โครง
หน้ายิ่งหล่อเหลาคมชัด ไรผมเรียบเป็นระเบียบ
ยามนี้ท่านใต้เท้าเก๋อเหล่าพร่างพรายไปด้วย
เสน่ห์อันเปียมด้วยอำนาจบารมี อี๋หนิงไม่เคย
สังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อน เพราะอยู่ระยะ
ประชิด ริมฝีปากของเขาจึงดูคล้ายเปล่งประกาย
แสงจางๆ อี๋หนิงกล่าว “ดูเหมือนท่านจะผ่ายผอม
ลง”
“แต่ข้ารู้สึกว่าเจ้าอ้วนขึ้น” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว
อย่างเย็นชา
ไม่ใช่อวบอ้วนทำนองนั้น นางหงายกายอยู่ใต้ร่าง
เขา ร่างกายอ่อนนุ่มแนบประชิด อาจเป็นเพราะ
กำลังอยู่ในช่วงให้นมบุตร บนร่างจึงมีกลิ่นหอม
บางเบาของน้ำนม เขากักขังนางไว้ในอ้อมแขน
ครั้นได้กลิ่นนั้น ท้องน้อยช่วงล่างก็เริ่มผ่าวร้อน ที่
สำคัญพวกเขายังร้างรากันไปนาน หากมิใช่เพราะ
การควบคุมตนเองที่แข็งแกร่งของเขา เขาจะ
สามารถพูดคุยกับนางดีๆ ได้อย่างไร
อี๋หนิงพลันนิ่งค้างไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยถาม “พี่ชาย
สาม หนึ่งปีนี้ที่ข้าไม่อยู่ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ข้าง
กายมีคนที่ชอบบ้างหรือไม่” นางกล่าว “ข้ารู้ว่า
ท่านได้เข้าเน่ยเก๋อและขึ้นเป็นเก๋อเหล่าแล้ว เป็น
เพราะข้าหายตัวไปอย่างไร้สาเหตุ ข้างกายท่าน
จึงไร้คนดูแล”
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบไป ก่อนจะค่อยๆ เผย
รอยยิ้มออกมา “มีอยู่สองสามคน มีแม่นางแซ่
เก๋อคนหนึ่ง นางมากด้วยความสามารถและรูป
โฉม นางมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อข้ามาโดยตลอด ทุก
คราที่พบหน้าเป็นต้องแสดงไมตรีจิต ข้ากำลัง
ใคร่ครวญว่าควรตอบรับนางอย่างไรเพื่อไม่ให้เป็น
การผิดต่อความรู้สึกอันลึกซึ้งนี้”
หลัวอี๋หนิงยิ่งฟังก็ยิ่งเศร้าใจ นางจำได้ว่าคุณหนู
รองเฮ่อเคยพูดว่า เขากับแม่นางเก๋อมี
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนม ถูกต้อง แต่ไรมา
เขาก็มีสตรีมาผูกสมัครรักใคร่ไม่ขาด ไร้หนทาง
ปั้องกัน กระทั่งในอดีตเขายังเคยหลอกใช้
ประโยชน์จากพวกนาง! อี๋หนิงรู้สึกแสบร้อนที่
ปลายจมูกเล็กน้อย ทว่ายังคงคลี่ยิ้มออกมา “ใน
เมื่อแม่นางเก๋อเพียบพร้อมไปทั้งความสามารถ
และรูปโฉม ข้าย่อมไม่สามารถเทียบกับนางได้ มิ
สู้ท่านประกาศว่าข้าปั่วยตายแล้วแต่งรับแม่นาง
เก๋อเป็นจี้ซื่อเถิด แม่นางเก๋อชื่นชมหลงใหลในตัว
ท่าน นางย่อมไม่มีทางปฏิเสธ ท่านไม่ต้องกังวลว่า
ข้าจะตามรังควานท่านไม่ยอมปล่อย เพียงท่าน
พบคนที่ดีกว่า ข้าเองก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผล”
นางผลักเขาออกคิดจะหนีไป แต่หลัวเซิ่นหย่วน
กระชากนางกลับมา เขาบีบไหล่นางพลางกล่าว
ด้วยรอยยิ้มหยัน “เจ้าช่างใจกว้างยิ่งนัก ทว่านี่
มิใช่จะประจวบเหมาะตรงกับความต้องการของ
เจ้าพอดีหรอกหรือ เช่นนี้เจ้าก็จะสามารถพาลูก
ไปครองรักกับลู่เจียเสวียได้ตลอดไป!”
เป็นครั้งแรกที่หลัวอี๋หนิงตระหนักได้ว่าคำพูดของ
เขาแหลมคมเพียงใด ร่างนางสั่นสะท้านเล็กน้อย
น้ำเสียงต่ำเบา “หลัวเซิ่นหย่วน!”
หลัวเซิ่นหย่วนขยับเข้าประชิดนาง “วันนี้ทันทีที่
เจ้าเห็นข้าก็วิ่งหนี หากไม่ใช่เพราะข้าบังเอิญเห็น
เจ้าพอดี ชาตินี้ทั้งชาติเจ้าคงไม่คิดจะพบข้าอีก
แล้วใช่หรือไม่ หืม”
ลมหายใจของหลัวอี๋หนิงพลันสะดุด “หนึ่งปีที่ข้า
หายตัวไป ท่านทำประหนึ่งไม่มีข้าผู้นี้อยู่ ท่าน
เลื่อนตำแหน่งเข้าสู่เน่ยเก๋อ ทั้งยังมีสตรีรู้ใจ แล้ว
ข้าจะไปพบท่านได้อย่างไร ท่านพ่อได้รับบาดเจ็บ
จากการสู้รบที่ชายแดน หลายเดือนมานี้ข้าคอย
อยู่ดูแลเขา ลู่เจียเสวียหายสาบสูญไปใน
ทะเลทราย ท่านพ่อตามหาเขาไม่พบ ในใจก็ยิ่ง
โกรธแค้นท่าน แล้วข้าจะมีหน้ามาพบท่านได้
อย่างไร!”
“เว่ยหลิงโกรธแค้นข้ารึ” ครั้นหลัวเซิ่นหย่วนฟัง
ถึงตรงนี้ มุมปากก็ปรากฏรอยยิ้มบาง “เขารู้เรื่อง
ที่ข้าขายอาวุธไฟให้กับพวกชนเผ่าหว่าล่าแล้วใช่
หรือไม่”
เขารู้ได้อย่างไร!
“อาวุธไฟเหล่านั้นมีปัญหา” พอหยั่งเชิงแล้ว
พบว่าที่อี๋หนิงไม่มาหาเขาไม่ได้มีสาเหตุจากลู่เจีย
เสวีย ท่าทีของหลัวเซิ่นหย่วนก็ผ่อนคลายลง
เล็กน้อย เขากล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เจ้าเห็นข้า
เป็นคนเช่นไร หากข้าสมคบคิดกับศัตรูขายแว่น
แคว้นจริง เว่ยหลิงจะยังมีชีวิตอยู่หรือ หากข้าคิด
จะถอนรากถอนโคน ผู้ใดก็อย่าหวังจะรอดชีวิต
อาวุธไฟที่ขายให้พวกชนเผ่าหว่าล่าเหล่านั้นถูก
ผลิตขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยที่พวกเขาไม่ทันสังเกต
อาวุธเหล่านั้นจะระเบิดได้ทันที…มิเช่นนั้นยามนี้
พวกชนเผ่าหว่าล่าจะเงียบสงบเยี่ยงนี้หรือ หาก
เป็นเพียงการจำศีลในช่วงเหมันต์ พวกเขาคงไม่
ถึงขั้นสงบเสงี่ยมเช่นนี้”
อี๋หนิงได้รับการชี้แนะจากเขาจึงกระจ่างขึ้นทันที
นางละเลยจุดนี้ไป แม้แต่เว่ยหลิงยังค้นพบสิ่งนี้
แล้วหลัวเซิ่นหย่วนจะไม่ทันสังเกตได้อย่างไร ที่
สำคัญด้วยตำแหน่งของเขาในยามนี้ การสมคบ
คิดกับศัตรูจะก่อประโยชน์อันใดต่อเขาเล่า
แน่นอนว่านางรู้ว่าหลัวเซิ่นหย่วนยังพูดไม่หมด
เขาต้องมีอะไรปกปิดอยู่เป็นแน่
ทว่าเพียงเรื่องที่ชายแดนไม่เกี่ยวข้องกับเขา เขา
ไม่ได้สมคบคิดกับศัตรูขายแว่นแคว้นก็พอแล้ว!
หลัวเซิ่นหย่วนปล่อยนาง เขาหาแท่งไฟมาจุด
เทียน ภายในห้องพลันสว่างขึ้นด้วยแสงสีเหลือง
นวล เขาวางเชิงเทียนลงบนโต๊ะ น้ำเสียงทุ้มต่ำดัง
ขึ้น “อี๋หนิง เจ้ามานี่”
หลัวอี๋หนิงชะงักนิ่ง เขามองมาอีกครั้ง “มานี่”
หลัวอี๋หนิงจำต้องเดินไปเบื้องหน้าเขา นางจ้อง
ปั้ายหยกที่ห้อยอยู่ตรงเอวของเขา ฟังเขาเอ่ยถาม
ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในช่วงหนึ่งปีที่เจ้าหายตัว
ไป เจ้ารู้สึกว่าข้าปฏิบัติราวกับไม่มีเจ้าอยู่ใช่
หรือไม่ นั่นเป็นเพราะข้าไม่กล้าคิดถึงเจ้า ใน
ระยะเวลาหนึ่งปีมานี้ องครักษ์เสื้อแพรที่อยู่ใน
การควบคุมของข้าแทบจะเหยียบย่ำไปทั่วทุก
สารทิศ แต่สุดท้ายก็ยังหาเจ้าไม่พบ คราแรกที่หา
เจ้าไม่พบ ข้าทำได้เพียงคิดถึงเจ้าตลอดเวลา
ต่อมาข้าก็ยิ่งร้อนรน…”
เขาเขยิบเข้าใกล้ มือหนึ่งก็เอื้อมมาโอบเอวและดึง
นางมานั่งพิงขอบเตียง “หลัวอี๋หนิง เจ้ามักคิด
เสมอว่าผู้อื่นไม่ได้รักเจ้าสักเท่าไรใช่หรือไม่ เจ้าไม่
เชื่อมั่นในตนเอง หวาดกลัวว่าจะถูกผู้อื่นทอดทิ้ง
ดังนั้นทันทีที่คนผู้นั้นแสดงเค้าลางทำนองนี้
ออกมา เจ้าก็แทบทนไม่ไหวที่จะกางแขนขาวิ่งหนี
…จากภายนอกอาจมองไม่ออก ในเมื่ออย่างไรเจ้า
ก็เป็นถึงบุตรสาวของท่านอิงกั๋วกง ทั้งยังถูกข้า
ทะนุถนอมเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก ทว่าเหตุใดเจ้าจึง
เป็นเช่นนี้ไปได้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เล่า”
ความลับอันน่าสังเวชถูกปลดเปลื้องจนเกลี้ยง
เกลาต่อหน้าเขา ความลับที่ซ่อนเร้นที่อยู่ลึกที่สุด
ในหัวใจของอี๋หนิงไม่สามารถปิดบังได้อีกต่อไป
มันถูกแสดงอย่างเปิดเผย มีดแต่ละเล่มล้วนพุ่ง
ตรงเข้าหานาง
หลัวอี๋หนิงสูดลมหายใจลึก หลับตาลง ก่อนจะลืม
ตาขึ้นอีกครั้ง “ท่านอย่าได้พูดอีกเลย…” สภาพ
ของนางดูน่าเวทนาเหลือคณา
“จะไม่พูดได้อย่างไร ยามนี้ข้าจะบอกกับเจ้าให้
หมดเปลือก เจ้าจะได้ไม่ต้องกังวลอีก…” หลัวเซิ่น
หย่วนลูบผมนางเบาๆ “เพียงแต่เมื่อเจ้าไม่กังวล
แล้ว ต่อไปก็อย่าได้คิดหวาดกลัวข้า”
หลัวอี๋หนิงอดเงยหน้ามองเขาไม่ได้ “ท่าน…”
เขาขยับเข้าใกล้หูของหลัวอี๋หนิง เอ่ยกับนางว่า
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ ข้าทำอะไรกับ
เจ้าบ้าง มา ข้าจะค่อยๆ บอกเล่าให้เจ้าฟัง”
อี๋หนิงได้ยินเสียงที่ไม่เร่งไม่ร้อนของเขา “ใน
ตระกูลหลัวปีนั้น มิใช่ว่าข้าให้ซงจือจับตามองเจ้า
หรือ…ตั้งแต่ยามนั้นข้าก็หวังว่าจะได้รู้ทุกสิ่งที่
เกิดขึ้นในชีวิตของเจ้า ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็
ตาม”
“ยามหลินเหมาสู่ขอเจ้า ในใจข้าบังเกิดความ
อิจฉาริษยาจึงย้ายเขาไปทำงานที่ซานตง เฉิง
หลางยื่นขาเข้ามาแทรกแซง ข้าก็ยุยงให้เซี่ยอวิ้น
ไปพบเหลียนฝู ยืมดาบฆ่าคน เจ้ารู้สึกว่าการ
แต่งงานของพวกเราเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
รึ อันที่จริงทั้งหมดนี้ข้าล้วนทุ่มเทแรงกายแรงใจ
วางแผนอยู่เบื้องหลัง”
ดวงตาของอี๋หนิงค่อยๆ เบิกกว้าง ความจริงที่
ปรากฏทำให้นางตื่นตระหนกจนไม่รู้ว่าควรกล่าว
คำใด
เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็น…แผนการของเขา
“หลังจากเจ้าหายตัวไป ข้าก็เอาแต่คิดว่าหากพา
ตัวเจ้ากลับมาได้จะจับเจ้าขังไว้ เช่นนี้ก็ไม่ต้อง
กลัวว่าเจ้าจะหายไปอีก ข้าไม่ชอบที่เจ้ามองผู้อื่น
ข้าหวังให้เจ้ามองเพียงข้าผู้เดียว หากเจ้าใส่ใจผู้ใด
มากเกินไปข้าจะรู้สึกอิจฉา ไร้หนทางควบคุม
ตนเอง มีเพียงยามที่เจ้าอยู่ข้างกาย ข้าจึงจะไม่
เป็นเช่นนั้น”
อันที่จริงหลังจากรอคอยมาเนิ่นนาน หลัวเซิ่นหย่
วนกระทั่งรู้สึกว่าแม้จะมีหลัวอี๋หนิงอยู่ข้างกาย
แต่เขาคงไม่สามารถควบคุมตนเองได้อย่าง
สมบูรณ์แล้ว เพราะส่วนลึกในใจไม่รู้สึกปลอดภัย
อีกต่อไปประหนึ่งวิหคตื่นเกาทัณฑ์ มักรู้สึกว่าต้อง
มีเหตุที่ทำให้นางไปจากข้างกายเขา
หลัวอี๋หนิงตื่นตะลึงอยู่นาน นางสัมผัสได้ว่า
อารมณ์ของผู้ที่อยู่ตรงหน้าหดหู่เล็กน้อย ในแวว
ตาลุ่มลึกฉายอารมณ์อันไม่เคยคุ้นราวกับคน
ตรงหน้าไม่ใช่พี่ชายสามของนาง ทว่าถ้อยคำที่
เขากล่าวมาทำให้นางรู้สึกซาบซึ้งหวั่นไหวมาก
จริงๆ
“ดังนั้นจงอย่าได้กลัว” เขาลูบใบหน้านางช้าๆ
พลางกล่าวประโยคสื่อความนัย
ราวกับอี๋หนิงถูกบางสิ่งที่ทั้งอ่อนโยนและนุ่มนวล
เข้าโอบกอดอย่างแนบแน่น แม้สิ่งนี้จะทำให้ฝั่า
มือของนางต้องสั่นสะท้าน แต่ก็ให้ความรู้สึก
ปลอดภัยอย่างยิ่งยวด
“ข้าไม่มีทางกลัว” หลัวอี๋หนิงกุมมือของเขาไว้
อย่างแผ่วเบา
ไม่นานเขาก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะนาง ยามนี้เมื่อนาง
กล่าวออกมาแล้ว หากต่อไปนางรู้สึกหวาดกลัว
ขึ้นมาจริงๆ เขาก็จะรับรู้ได้แล้ว หลัวเซิ่นหย่วน
ผุดรอยยิ้มจาง “อี๋หนิง เจ้ากลับไปกับข้าเถิด ส่วน
เด็กคนนั้น…” ริมฝีปากของเขาเม้มเบาๆ “ข้าหวัง
ว่าเจ้าจะส่งเขากลับไปที่ตระกูลลู่”
“เด็กคนนั้น…” ทันทีที่ได้ยิน อี๋หนิงก็รู้ว่าเขา
เข้าใจผิด เขาต้องคิดว่านั่นคือลูกของลู่เจียเสวีย
แน่นอน!
ดวงตาเขาหรี่ลง “แต่หากเจ้าต้องการเลี้ยงดูเขา
ไว้ ข้าก็สามารถฝืนยอมรับได้ ทว่าให้ดีที่สุดคือไม่
เจ้าส่งเขากลับไปเถิด”
พออี๋หนิงฟังถึงตรงนี้กลับรู้สึกไม่อยากโต้แย้งอะไร
แล้ว ไม่ว่าอย่างไรพรุ่งนี้ยามเขาได้เห็นหน้าลูกก็
จะเข้าใจเอง ผู้ใดใช้ให้เขาปากไวกันเล่า! ให้
ส่งกลับไปให้ลู่เจียเสวียหรือ ย่อมได้ นางจะรอดู
ว่าพรุ่งนี้เขายังคิดจะส่งกลับไปหรือไม่!
ทั้งสองคนนิ่งเงียบไปชั่วครู่ หลัวอี๋หนิงไม่รู้ว่าควร
จะกล่าวอะไรกับเขาจึงทำได้เพียงเอ่ยถาม “ท่าน
จะนอนเลยหรือไม่ ข้าจะให้สาวใช้ยกน้ำเข้ามา”
“ไม่ต้องรีบร้อนยกน้ำ…” หลัวเซิ่นหย่วนหลุด
หัวเราะ อี๋หนิงกำลังจะถามเขาว่ายังมีเรื่องอะไร
อีกก็ถูกเขาดันร่างลงไปบนตั่งไม้ ทั้งร่างนางไถล
ไปนอนบนตั่ง
จากนั้นร่างของเขาก็ทาบทับลงมา อี๋หนิงเข้า
ใจความต้องการของเขาและรู้ว่านางกำลังตกอยู่
ในสถานการณ์แบบใด เลือดที่ไหลเวียนพลันร้อน
ระอุขึ้น ถ้อยคำเมื่อครู่ราวกับถูกนำมาใช้เพื่อ
เสริมสร้างความลึกซึ้งของอารมณ์ แต่ร่างของนาง
ยังคงแข็งเกร็งอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าควรช่วยเหลือเขา
หรือปล่อยไปเช่นนี้
แขนแข็งแรงกำยำยันอยู่ข้างกาย แต่เขาเอาแต่จับ
จ้องนางไม่ยอมเคลื่อนไหว หลัวอี๋หนิงรู้สึก
ประหลาดใจยิ่งนัก ทว่าหลังจากนั้นนางก็ค้น
พบว่าเขาไม่ได้กำลังมองที่ใบหน้าของตนสักนิด
มือใหญ่ที่ว่างเว้นมือหนึ่งกุมข้อมือของนางไว้ ส่วน
มืออีกข้างทาบอยู่ข้างเอวนาง เหตุใดบริเวณที่ถูก
สัมผัสจึงเสียวซ่านถึงเพียงนี้ บางทีอาจเป็นเพราะ
ช่วงเอวของนางไวต่อสัมผัสอย่างยิ่งยวด
ทำให้ทันทีที่มือของเขาแตะสัมผัสร่าง นางจึงเริ่ม
สั่นสะท้าน
หลัวเซิ่นหย่วนคลายอาภรณ์ของนางออก
ประจวบเหมาะที่เมื่อครู่เขาจุดเทียน ยามนี้จึงได้
เห็นว่าหนึ่งปีที่ผ่านมานางเติบโตขึ้นมากเพียงใด
เด็กสาวเติบใหญ่แล้ว ทว่าผิวสัมผัสยังคงนุ่มลื่นยิ่ง
กว่าสิ่งใด
“มีสิ่งใดน่ามองกัน” นางบิดกาย ภายในห้องมีตี้
หลง แต่อากาศยังคงเย็นนัก ทว่าสายตาของ
หลัวเซิ่นหย่วนที่จับจ้องมากลับทำให้นางรู้สึกผ่าว
ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาของเขาเร่าร้อนแผดเผาขึ้น
ทุกขณะ นางเองก็เช่นเดียวกัน ส่วนลึกในดวงตา
ของเขาราวกับมีไฟสุมและกำลังแผดเผานางให้
หลอมละลาย
“อืม ไม่น่ามอง…” เขากล่าวแล้วก็จุมพิตลงบนใบ
หูนาง จากนั้นจึงอุ้มนางขึ้น
นางสูงขึ้นเล็กน้อย ผิวนุ่มละมุนขึ้น แต่เมื่อนั่งอยู่
ในอ้อมกอดของเขา อี๋หนิงก็ยังดูบอบบางกว่าเขา
มาก หลัวเซิ่นหย่วนโอบกอดภรรยาตัวน้อยของ
ตน ทันทีที่สัมผัส เอวบางก็ร้อนผ่าว บนแขนเขา
เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ เพียงได้แตะอี๋หนิงก็อ่อน
ระทวยไปทั้งร่าง นางซบลงบนแผงอกของเขา
พลางพรูลมหายใจบางเบา นางตอบสนองอย่าง
ขัดเขิน แม้ใจไม่กล้านักแต่ก็ยังพรมจูบไปตาม
กรอบหน้าด้านข้างของเขาเบาๆ
มิใช่เพียงหลัวเซิ่นหย่วนที่คิดถึงนาง นางเองก็ถวิล
หาเขาเช่นกัน!
สัมผัสนี้ทำให้ทั้งร่างของเขาสั่นสะท้าน ลมหายใจ
เปลี่ยนเป็นหนักหน่วง เขายกตัวนางขึ้นโดยไม่พูด
พร่ำทำเพลงเพื่อทดสอบความพร้อม จากนั้นก็
ลองประสานก้อนแปั้งสีชมพูนุ่มฉ่ำเข้ากับแท่ง
เหล็ก นางยังไม่ทันปรับให้คุ้นชิน เขาก็ส่งสิ่งนั้น
เข้าไปเสียแล้ว หัวคิ้วอี๋หนิงขมวดมุ่นพลาง
เรียกร้องให้เขาหยุด นางอยากให้ความร่วมมือ
แต่ก็จนปัญญาเพราะช่วงนั้นยิ่งบีบรัดแน่นขึ้น
และเพราะแรงกระตุ้น บริเวณขมับของเขาจึง
พราวไปด้วยเหงื่อชื้น สถานการณ์ยากลำบากขึ้น
ทุกขณะ เขากระซิบถามนางเสียงต่ำ “ได้หรือยัง”
อี๋หนิงกล่าว “ยังไม่ได้ ช้าก่อน” จากนั้นก็ลอง
เปลี่ยนท่าทาง!
อี๋หนิงยันต้นขาของเขาไว้เพื่อเปลี่ยนท่าทาง คาด
ไม่ถึงว่าการเคลื่อนไหวนี้จะราวกับเป็นการทะลวง
เข้ากับรังต่อ[1] ทำให้แท่งเหล็กนั้นดันเข้าไปลึกจน
สุดทาง หลัวเซิ่นหย่วนก้มหน้าจุมพิตนาง “เจ้า
ช่างมีความสามารถจริงๆ ” สามารถบีบคั้นให้เขา
ก้าวมาถึงจุดนี้ได้ จากนั้นเขาก็เริ่มบรรเลงโดยยัง
ไม่ทันให้เวลานางได้ปรับตัว
ยามนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของหลัวอี๋หนิง
โดยสิ้นเชิงแล้ว อาจเป็นเพราะนางเคยให้กำเนิด
บุตรแล้ว แม้จะยากลำบากแต่ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวด
อีกต่อไป ความรู้สึกเปรมปรีดิ์พอกพูนดุจได้โต้
คลื่นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ อี๋หนิงมองเขาที่เหงื่อพราว
เต็มใบหน้า นางยื่นมือออกไปลูบไล้เบาๆ ยังมี
ปลายคางที่สากเล็กน้อยที่ดูเรียวเล็กมากกว่าเดิม
นั่นเป็นเพราะความคิดถึงดั่งที่เขากล่าวไว้ใช่
หรือไม่
ลมหายใจของหลัวเซิ่นหย่วนหนักหน่วงขึ้น
เล็กน้อย เพราะอารมณ์กำหนัด น้ำเสียงของเขา
จึงต่ำพร่า เขาเอ่ยปาก “เหมยเหมย เจ้าลุกขึ้นมา
โอบกอดข้าไว้”
จากนั้นความเร่าร้อนดุเดือดในช่วงสุดท้ายก็จบลง
หลัวอี๋หนิงกอดร่างที่เต็มไปด้วยเหงื่อและกลิ่น
กายอันคุ้นเคยของเขา ลมหายใจหอบถี่ค่อยๆ
กลับสู่สภาวะปกติ เมื่อครู่นางมีความสุขประหนึ่ง
ภาพกลายเป็นสีขาวโพลน อี๋หนิงซบตัวเข้ากับ
ไหล่ของเขาด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน ปล่อยให้
พี่ชายสามอุ้มนางขึ้น
หลัวเซิ่นหย่วนเหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่งตกอยู่บน
เตียง
สร้อยลูกประคำสีดำเข้ม สลักสัญลักษณ์ทางพุทธ
ศาสนาขนาดเล็กสีทอง
เขาจำสิ่งนี้ได้ นี่เป็นสร้อยลูกประคำที่ลู่เจียเสวีย
ใส่ติดกาย หลัวเซิ่นหย่วนแทบไม่เคยเห็นห่างจาก
ตัวอีกฝั่าย เมื่อครู่อี๋หนิงทำหล่นออกมาจากแขน
เสื้อของนาง
จะให้เขาไม่ถือสาสิ่งนี้ได้อย่างไร เขาจ้องมองอยู่
นาน แววตาค่อยๆ ดำมืด
ครั้นสัมผัสได้ว่าอี๋หนิงอยากลุกขึ้น เขาจึงจุมพิต
ตรงมุมปากนาง “อย่าเพิ่งรีบร้อนลุกขึ้น”
ยังจะทำอีกรอบหรือ หากสั่งให้ยกน้ำเข้ามาพรุ่งนี้
ท่านย่าต้องรู้แน่! อี๋หนิงมองเขา “ไม่ดีกระมัง
อย่างไรที่นี่ก็คือจวนอิงกั๋วกง”
“ท่านย่าลอบส่งสัญญาณเป็นเชิงตกลงให้ข้าแล้ว”
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว “เจ้ารู้หรือไม่ว่าอะไรที่
เรียกว่าพรากจากระยะสั้นผูกพันรักมั่นยิ่งกว่าเพิ่ง
แต่งงาน”
เขากำลังอยู่ในวัยที่เปียมไปด้วยกำลังวังชาที่สุด
ของชีวิต ทว่าทั้งสองคนกลับต้องแยกจากกันไป
หนึ่งปี ครั้นอี๋หนิงสัมผัสได้ว่าเจ้าตัวต้นเหตุของ
คลื่นโหมกระหน่ำเมื่อครู่กำลังตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง
แข้งขานางก็พลันอ่อนแรง ครั้งสองครั้งยัง
พอทำเนาทว่าจากท่าทางของเขาในยามนี้ เกรง
ว่าพรุ่งนี้นางคงย่ำแย่แล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนกดนางลงอีกครั้ง ครั้งที่สอง
ยาวนานกว่าครั้งแรกมาก จนกระทั่งถึงช่วง
สุดท้ายนางก็ต้องวิงวอนขอความเห็นใจจากเขา
เหมือนที่ผ่านมา ในขณะที่เขาเองก็ไม่อาจยับยั้ง
เช่นที่เคยเป็น ใต้เท้าเก๋อเหล่ากำลังแสดง
ความรู้สึกของการพรากจากระยะสั้นผูกพันรักมั่น
ยิ่งกว่าเพิ่งแต่งงาน เมื่อครั้งที่สามจบลง เขาก็ฝืน
อดกลั้นไม่ทำอีก ดังนั้นกว่าอี๋หนิงจะได้พักผ่อนก็
เกือบรุ่งสาง ใต้เท้าเก๋อเหล่าอุ้มนางไปอาบน้ำด้วย
ตนเอง ก่อนจะอุ้มนางกลับมากล่อมนอน
เมื่ออี๋หนิงตื่นขึ้นก็พบว่าตนกำลังนอนซบอยู่บน
แผงอกของเขา กลิ่นสะอาดอันคุ้นเคย ยังมีปลาย
คางที่เคยคุ้น นางได้ยินเสียงหิมะโปรยปรายอยู่
ด้านนอก สาวใช้ชรากำลังปัดกวาดหิมะ นางเขย่า
ไหล่คนข้างกาย “พี่ชายสาม ด้านนอกหิมะตก
แล้ว”
“อืม ข้ารู้แล้ว” เขาลืมตาขึ้น สีหน้าเรียบเฉย
ที่แท้เขาไม่ได้หลับสักนิด
อี๋หนิงนอนลงอีกครั้ง รู้สึกสบายยิ่งนัก มือข้าง
หนึ่งของเขาวางอยู่ข้างกายนางราวกลับไม่คิดจะ
ขยับเขยื้อนไปไหน
เมื่ออี๋หนิงคิดถึงว่าอีกสักพักเปั่าเกอร์ต้องมาหา
นางก็ลุกขึ้นนั่ง ทว่าต้นขารู้สึกปวดร้าวจนไม่อาจ
เคลื่อนไหว
“ลุกไม่ขึ้นหรือ” เขาเลิกคิ้วถาม “ต้องการให้ข้า
ช่วยหรือไม่”
“ไม่ต้อง” อี๋หนิงสวมเสื้อกันหนาวสีน้ำทะเลสาบ
ลายเถาวัลย์เกี่ยวกระหวัด นางรวบผมไปด้านข้าง
ก่อนจะหยิบต่างหูที่ถอดเมื่อคืนขึ้นมา เมื่อคืนไม่
ทันได้แต่งตัวสวมใส่อาภรณ์ มือข้างหนึ่งของนาง
ถือต่างหูไว้ แสงสะท้อนจากหิมะขับให้ปลายนิ้วดู
นุ่มละมุน เห็นถึงไรขนอ่อนบนติ่งหูนาง
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใส่ต่างหูด้วยตนเอง แต่กระนั้น
นางก็ไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากเขา
หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้นจากด้านหลัง เขาหยิบต่างหู
มาใส่ให้นาง อี๋หนิงยังไม่ทันตอบสนอง เขาก็
กระซิบเสียงแผ่วเบา “เสร็จแล้ว”
อี๋หนิงรู้สึกเสียวซ่านบริเวณใบหูเล็กน้อย หลังจาก
นั้นหลัวเซิ่นหย่วนก็ปล่อยนางออกแล้วเริ่มลงมือ
สวมเสื้อ เขาสวมพลางกล่าว “อีกครู่ข้ายังมี
ประชุม เจ้าเก็บข้าวของให้เรียบร้อย เมื่อเลิกงาน
แล้วข้าจะพาเจ้ากลับจวน ท่านแม่คิดถึงเจ้ามาก
ท่านพ่อถูกย้ายไปรับตำแหน่งท่านเจ้าเมืองที่เหอ
เจียน ส่วนหลัวอี๋เหลียนก็ออกเรือนไปแล้ว ยามนี้
หนานเกอร์มีอายุเกือบสามขวบแล้ว ในบ้านมีการ
เปลี่ยนแปลงมากมาย เจ้ากลับไปชมด้วยตนเอง
เถิด”
“หลัวอี๋เหลียนออกเรือนแล้ว” คิ้วของหลัวอี๋หนิง
ขมวดมุ่น นางยินยอมออกเรือนแล้วรึ อี๋หนิง
ประหลาดใจนัก “นางแต่งกับผู้ใด”
“เป็นจี้ซื่อให้กับคหบดีคนหนึ่ง เขาทำกิจการใบ
ชา บ้านเกิดอยู่ที่ซูโจว” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว
“พรุ่งนี้นางจะกลับมาเยี่ยมบ้าน เมื่อเจ้าเห็นก็จะ
รู้เอง”
ครั้นอี๋หนิงลูบข้อมือจึงพบว่าสร้อยลูกประคำ
หายไปแล้ว ทันทีที่นางค้นหาก็พบว่าสร้อยตกอยู่
บนเตียง นางเก็บขึ้นมากำไว้ในมือ ก่อนจะใส่เข้า
ไปในแขนเสื้อ
เม็ดลูกประคำไม้เย็นเยียบแนบติดกับผิวของนาง
ไม่รู้ว่าลู่เจียเสวียเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพ่อหาเขา
พบแล้วหรือยัง หากหาพบแล้ว สร้อยลูกประคำ
เส้นนี้ก็ควรกลับคืนสู่เจ้าของเดิมสักที สร้อย
ลูกประคำเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สามารถปกปั้อง
คุ้มครองเจ้าของได้
ในช่วงเวลาหลายปีที่นางตายไป ลู่เจียเสวียไป
ออกศึกหลายครั้ง แต่ก็สามารถกลับมาได้อย่าง
ปลอดภัยทุกครั้ง ครานี้เขาก็คงกลับมาได้กระมัง
ลู่เจียเสวียเชี่ยวชาญเรื่องการสังเกตการณ์
สถานการณ์ภาพรวม สภาพภายนอกยิ่งเลวร้าย
เขาก็จะยิ่งกล้าแกร่ง คนเช่นเขาไม่มีทางยอมตาย
ก่อนผู้อื่น นี่เป็นสิ่งที่นางได้รับรู้หลังจากหลุดพ้น
จากบ่วงรักแล้ว อย่างไรพวกนางสองคนก็รู้จักกัน
มานาน
ด้านนอกมีเสียงร้องไห้ของเด็กดังขึ้น เสียงยิ่งใกล้
เข้ามาเรื่อยๆ ร้องราวกับใกล้จะขาดใจ
แม่นมเคาะประตูด้วยความร้อนรนเล็กน้อย “ฮู
หยิน คุณชายน้อยต้องการพบท่านให้ได้ บ่าว
กล่อมอย่างไรก็กล่อมไม่อยู่…”
อี๋หนิงสงบอารมณ์แล้วกล่าว “รีบอุ้มเข้ามาเร็ว
เข้า”
แม่นมอุ้มเปั่าเกอร์ที่สวมเสื้อกันหนาวสีแดงตัวเล็ก
พร้อมหมวกใบหนึ่งเข้ามา ทันทีที่เด็กน้อยเห็น
มารดาก็โผเข้าหา อี๋หนิงรับเขาเข้ามาไว้ในอ้อม
กอด เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด มือเล็กกอด
แขนของมารดาแน่น เจ้าก้อนน้อยทำตัวเกาะติด
นาง อย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยมือ
เป็นเด็กน้อยจริงๆ
หลัวเซิ่นหย่วนกลัดกระดุมชุดขุนนาง เขาเพียง
ปรายตามองแผ่นหลังของเด็กน้อย ฟังเสียง
ร้องไห้อันเยาว์วัยที่ดังกังวาน ก่อนจะมองนางที่
กำลังอุ้มเขาด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น
ใบหน้าของต้าซาน[2]เย็นชาแสร้งทำเป็นมองไม่
เห็น ในขณะที่เสี่ยวซาน[3]ตัวเล็กๆ ที่มีใบหน้า
ถอดแบบมาจากเขาทุกกระเบียดนิ้วกำลังร้องไห้
อย่างน่าเวทนาอดสู พวกเขาต่างไม่ยอมมองกัน
และกัน ต่างไม่ยอมทำความรู้จักกันและกัน พ่อ
ลูกคู่นี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก
“พี่ชายสาม ท่านไม่มาอุ้มเปั่าเกอร์หรือ” อี๋หนิง
ตบแผ่นหลังของเปั่าเกอร์เบาๆ เพื่อปลอบ
ประโลม จากนั้นก็กล่าวว่า “เปั่าเกอร์หน้าตา
น่ารักน่าชังยิ่งนัก ทุกคนล้วนรักเอ็นดูเขา ท่านเข้า
มาอุ้มเสียหน่อย”
——————–
1. ทะลวงเข้ากับรังต่อหมายถึงการทำให้
สถานการณ์ย่ำแย่มากขึ้น
2. ต้า(大) แปลว่าใหญ่ ในที่นี้ต้าซานจึง
หมายถึงหลัวเซิ่นหย่วน
3. เสี่ยว (小) แปลว่าเล็ก ในที่นี้เสี่ยวซาน
จึงหมายถึงเปั่าเกอร์