Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 184

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 184
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

นางยังตั้งชื่อลูกว่าเปั่าเกอร์

หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เกรง

ว่าจะสายเกินไป ไว้กลับมาค่อยว่ากันเถิด”

ยังไม่ยอมดูอีก!

หลัวอี๋หนิงลอบบ่นในใจ นางอุ้มเปั่าเกอร์มาเบื้อง

หน้าเขา กล่อมเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมอก “รีบเรียก

ให้ท่านพ่ออุ้มเร็วเข้า”

ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเปั่าเกอร์เปรอะเปือนไปด้วย

คราบน้ำตา เขายังสะอึกสะอื้นไม่หยุด ครั้นหัน

หน้ากลับมาก็พบกับบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้มีใบหน้า

เคร่งขรึมที่อยู่เบื้องหน้า เขารีบหันกลับไปกอดอี๋ห

นิงทันที จากนั้นก็ไม่เหลียวแลหลัวเซิ่นหย่วนอีก

ใบหน้าของเด็กน้อยที่มีขนาดเท่าฝั่ามือแนบกับ

ร่างนาง คราแรกหลัวเซิ่นหย่วนยังขมวดคิ้วมุ่น

ทว่าทันใดนั้นก็ต้องตกตะลึง

เสี้ยวพริบตานั้นเขาเห็นดวงหน้าเล็กอ่อนเยาว์ได้

อย่างชัดเจน

นี่…

“หน้าตาละม้ายคล้ายท่านใช่หรือไม่” อี๋หนิงถาม

“ท่านจะส่งเขาไปให้ลู่เจียเสวียจริงหรือ เช่นนั้นก็

จงห่อเขาบัดนี้เลย ส่งไปแล้วก็อย่าได้อุ้มกลับมา

อีก”

นี่คือลูกชายของเขา! นัยน์ตาของหลัวเซิ่นหย่วน

หรี่ลงเล็กน้อย

เมื่อวานเขาพูดว่าจะส่งลูกของตนไปให้ลู่เจียเสวีย

…

ด้วยเกรงว่าฮูหยินจะอุ้มเขาจนเหนื่อย ดังนั้นเมื่อ

แม่นมเห็นว่าคุณชายน้อยหยุดร้องไห้แล้วจึงรับ

เขากลับมา นางใช้กลองปั๋องแปั๋งสัพยอกเขา

หลัวเซิ่นหย่วนมองเด็กน้อยที่ถูกส่งตัวไปมา เจ้า

ตุ๊กตาน้อยยื่นมือเล็กอวบอ้วนออกมาไขว่คว้า

กลองปั๋องแปั๋งด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น อี๋หนิง

หยิกแขนของเขา “พี่ชายสาม”

ทั้งร่างเขาเกร็งแข็ง ก่อนจะได้สติโดยพลัน “ชื่อ

น้ำนมของเด็กคนนี้คือเปั่าเกอร์หรือ”

“ชื่อทางการจำเป็นต้องตั้งอย่างพิถีพิถัน ดังนั้นข้า

จึงเรียกขานเขาด้วยชื่อน้ำนมชั่วคราว” อี๋หนิงอุ้ม

เจ้าก้อนน้อยอยู่นานค่อนวันก็รู้สึกเมื่อยล้า นาง

นั่งลงข้างโต๊ะแปดเซียน

มือใหญ่ของหลัวเซิ่นหย่วนลูบศีรษะของนาง เขา

ครุ่นคิดสิ่งต่างๆ มากมาย ทว่าด้วยอารมณ์ที่กำลัง

สับสนซับซ้อนจึงไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างได้

ในชั่วขณะหนึ่ง

เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ อ่อนโยนเหลือคณา

“ขอโทษ”

จากนั้นก็นิ่งไป “ถ้อยคำเหล่านั้นที่ข้าได้กล่าวไว้

เมื่อคืน”

ฝั่ามือที่ยื่นมาสัมผัสของเขาทำให้อี๋หนิงตะลึงงัน

นางเห็นหลัวเซิ่นหย่วนเดินไปหยุดตรงหน้าแม่นม

ก่อนจะยื่นมือไปหาเด็กน้อย “ให้ข้าอุ้มเขา

หน่อย”

แม่นมอุ้มเด็กน้อยขึ้น ทว่าเจ้าก้อนน้อยไม่ไยดี

หลัวเซิ่นหย่วน เอาแต่ส่งเสียงร้องอื้ออ้าพลางกัด

แทะกลองปั๋องแปั๋ง หลัวเซิ่นหย่วนยื่นมือออกไป

อุ้มเขา เจ้าก้อนน้อยยังมีน้ำหนักไม่มาก เขานั่ง

บนข้อพับแขนอันแข็งแรงของบิดา เพราะความ

สูงที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน มือเล็กๆ ที่กำลังเล่น

กลองปั๋องแปั๋งจึงหยุดชะงัก หลัวเซิ่นหย่วนมอง

เจ้าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มีสายเลือดเชื่อมโยงกับตน

ดวงหน้าเล็กขนาดครึ่งฝั่ามือดูอ่อนนุ่มยิ่งนัก ทุก

อวัยวะล้วนดูเล็กนุ่มนิ่ม เขาคล้ายคลึงกับตนถึง

เพียงนี้

เปั่าเกอร์มองหน้าบิดาอยู่ชั่วครู่ก็เริ่มร้องไห้ บิด

ร่างเล็กๆ โผตัวไปทางมารดา “ม แม่…ม แม่…”

เสียงของเขายังไม่ชัดเจน กล่าวคำออกมาอย่าง

ยากลำบาก ทว่าอย่างไรเขาก็ไม่อยากให้คนผู้นี้อุ้ม

เดิมอี๋หนิงไม่คิดจะอุ้มเขา แต่เมื่อเห็นเขาร้องไห้

อย่างเวทนาก็อดรับมาไม่ได้ เมื่อนางรับเจ้าก้อน

น้อยมา มือไม้ของเขาก็เกาะติดนางแน่น อี๋หนิงถึง

ขั้นตะลึง เหตุใดจู่ๆ เจ้าเด็กนี่ก็ร้องไห้เล่า นาง

เห็นสีหน้าของพี่ชายสามดำคล้ำลงจึงกล่าวกลั้ว

หัวเราะ “หากคุ้นเคยก็จะดีขึ้นเอง!”

“อืม” หลัวเซิ่นหย่วนฝืนรับคำเสียงหนึ่ง เขา

ปรายตามองเด็กน้อยอีกครั้ง “ไม่มีเวลาแล้ว ข้า

ต้องไปแล้ว เจ้าอย่าได้ลืมเก็บสัมภาระ อีกสักพัก

ข้าจะพาพวกเจ้ากลับไป”

เขาออกจากประตูไปอย่างรีบร้อน ผู้ติดตามรออยู่

ด้านนอก ขบวนของท่านเก๋อเหล่ายิ่งใหญ่ต่างไป

จากเมื่อก่อนอย่างมิอาจเปรียบ

อี๋หนิงบีบใบหน้าเปั่าเกอร์ “เจ้าตัวน้อยนี่!

กระทั่งเย่เหยียนเจ้ายังยอมให้เขาอุ้มเลยมิใช่

หรือ”

เปั่าเกอร์หยุดร้องไห้แล้ว ทว่ายามนี้ผู้ใดก็อย่าหวัง

จะพรากเขาไปจากอ้อมกอดของมารดา ทันทีที่

เขาโดนอุ้มไปก็จะร้องไห้ออกมา ทำให้สุดท้าย

ยังคงเกาะอี๋หนิงแน่นพลางเล่นกลองปั๋องแปั๋งกับ

ตนเองต่อไป

หิมะเพิ่งหยุดตก เนินทรายถูกปกคลุมไปด้วยกอง

หิมะที่ยังไม่ละลาย กิ่งก้านแห้งเหี่ยวของต้นหูห

ยางที่อยู่ไม่ไกลออกไปถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ด

หิมะ

ท่ามกลางทะเลทรายที่ไร้ขอบเขต ลู่เจียเสวียนั่ง

อยู่บนม้าสูงแข็งแรง กำลังทหารขบวนยาวเหยียด

กำลังเคลื่อนพลไปตามสันทรายที่คดเคี้ยว พวก

เขาเหมือนกองทัพมดที่กำลังเคลื่อนตัวไป

ข้างหน้า ดวงอาทิตย์ยามสนธยาสีเหลืองหม่นส่อง

แสงลงบนกิ่งไม้จนเกิดเป็นเงาลากยาว สีของ

อาทิตย์อัสดงราวกับย้อมชโลมไปด้วยโลหิต

ทะเลทรายกว้างใหญ่โดดเดี่ยวเวิ้งว้าง

ริมฝีปากของเขาแห้งแตกเล็กน้อย ครั้นสัมผัส

ข้อมือจึงนึกได้ว่าสร้อยลูกประคำอยู่ที่นาง

เบื้องหลังมีคนลอบวางแผนการร้าย ไม่ต้องเดา

เขาก็รู้ว่าเป็นผู้ใด ฝั่ายตรงข้ามไม่ต้องการให้ชน

เผ่าหว่าล่ามีชีวิตรอด ทั้งยังไม่ต้องการให้เขา

หลงเหลือชีวิตเช่นเดียวกัน แต่เขาใช้ชีวิตอยู่ใน

ทะเลทรายมากว่าสิบปี ต่อให้หลัวเซิ่นหย่วนวาง

แผนการได้แยบยลเพียงใดก็ไม่อาจเทียบกับ

ประสบการณ์การสู้รบอันโชกโชนของเขา เพราะ

เขากลัวว่าจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นจึงลอบ

ดักซุ่มอยู่นานกว่าครึ่งเดือน หลังจากกวาดล้างชน

เผ่าหว่าล่าที่หลงเหลืออยู่จนสิ้นซากและเอาหัว

ของผู้นำศัตรูมาได้ เขาก็เตรียมกลับไปรายงานตัว

ที่เมืองหลวง

ยามนี้เขาอาจรู้สึกผ่อนคลายเมื่อหวนนึกถึงศัตรู

ทว่าอันที่จริงก็มีช่วงเวลาเฉียดเข้าใกล้ประตู

มรณะเช่นกัน

ดาบนั่นจวนเจียนจะบั่นคอเขาอยู่รอมร่อ เขายก

ดาบยาวขึ้นต้านรับสุดกำลังจนง่ามมือด้านชาไร้

ความรู้สึก เขาพลิกมือฟันกลับ แต่ก็ต้องแลกมา

ด้วยบาดแผลบริเวณแผ่นหลัง ในเวลานั้นเขามี

เพียงความคิดเดียวที่ปรากฏขึ้นในหัว เขาต้อง

รอด

หลัวเซิ่นหย่วนเก่งกาจยิ่งนัก มิน่าในระยะเวลา

เพียงสองปี เขาถึงสามารถปีนปั่ายมาถึงตำแหน่ง

นี้ได้ หลัวเซิ่นหย่วนซื้อตัวรองแม่ทัพที่ติดตามข้าง

กายเขา ขณะกำลังจะออกรบ คนผู้นั้นกลับย้อน

มาโจมตีเขา แม้สุดท้ายจะถูกเขาบั่นศีรษะก็ตาม

ลู่เจียเสวียมองอาทิตย์อัสดงที่ใกล้ลาลับขอบฟั้า

เขาชูดาบขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุดพัก ครั้นเหล่า

ทหารเห็นแม่ทัพออกคำสั่งก็หยุดขบวนทันใด

พวกเขากางกระโจมง่ายๆ ข้างต้นหูหยาง

ภายในกระโจมปูด้วยพรมขนแกะ ลู่เจียเสวีย

กำลังพักผ่อนดื่มสุราร้อน กองไฟลุกโชนอย่าง

เงียบสงัด

ความกระวนกระวายและตื่นตระหนกเป็นสิ่งข้อ

ห้ามสำหรับทหาร ยามนี้จิตใจเขาสงบนิ่งอย่าง

ยิ่งยวด บัดนี้หลัวเซิ่นหย่วนสามารถคานอำนาจ

กับเขาได้แล้ว เขาจะประมาทศัตรูไม่ได้อีก แม้จะ

ไม่ใช่ด้วยเรื่องของหลัวอี๋หนิง แต่เขากับหลัวเซิ่น

หย่วนก็มีบัญชีมากมายที่ต้องสะสาง รวมไปถึง

การลอบสังหารในครานี้หรือกระทั่งเรื่องอำนาจ

ในราชสำนัก

เขาปล่อยให้หลัวอี๋หนิงจากไป ยามนี้นางน่าจะอยู่

ในเมืองหลวงแล้ว

ทันใดนั้นลู่เจียเสวียก็หรี่ตาลง

กระโจมถูกแหวกออกด้วยมือเรียวเล็กข้างหนึ่ง มี

สตรีนางหนึ่งเดินเข้ามา นางสวมเสื้อคลุมยาวสี

แดงผ่ากลางไร้ปกไร้แขนเสื้อ เท้าสวมรองเท้า

หนังยาวหุ้มข้อ ผมถักเป็นเปีย ใบหน้ารูปไข่ดูอ่อน

ล้าอิดโรย ถึงกระนั้นก็ไม่อาจปกปิดความงดงาม

ของนางได้ ข้อเท้านางถูกตรึงด้วยโซ่ตรวน ยาม

ย่างก้าวจึงทำให้เกิดเสียงก้องกังวาน

สาวน้อยคนนี้เป็นเชลยศึกจากชนเผ่าหว่าล่า หลัง

ชนะสงคราม พวกเขาก็ช่วงชิงสาวงามของฝั่าย

ศัตรูมา นี่ถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับ

บรรดาทหาร กับการกระทำทำนองนี้ของพวก

ทหาร ลู่เจียเสวียลืมตาข้างปิดตาข้างมาโดยตลอด

ตราบใดที่พวกเขาไม่ทำเกินขอบเขตเกินไป ครานี้

พวกเขาจับมาได้สิบกว่าคน ล้วนเป็นหญิงสาว

จากชนชั้นสูงศักดิ์ สาวน้อยที่มีนามว่าอาซ่านผู้นี้มี

รูปโฉมงดงามเป็นพิเศษ บรรดาทหารจึงตั้งใจ

มอบให้เขา

อาซ่านเองก็เป็นคนฉลาด นางรู้ว่าหลังจากที่ถูก

พาไปยังเมืองหลวง นางจะต้องถูกส่งมอบเป็น

ของกำนัลให้แก่ผู้อื่น ด้วยความหวาดกลัวเหลือ

คณา นางจึงนอบน้อมพะเน้าพะนอเอาใจลู่เจียเส

วียเป็นพิเศษ

นางเคยเรียนภาษาฮั่น แม้จะพูดได้ไม่ลื่นไหลนัก

ทว่าน้ำเสียงน่าฟัง “ใต้เท้า…ข้ามาเปลี่ยนยาให้

ท่าน”

สาวน้อยยกถาดยาคุกเข่าลงเบื้องหน้าเขา ลู่เจียเส

วียจับจ้องนางนิ่ง

ลำคอของอาซ่านแห้งผาก ตื่นเต้นจนปลายนิ้วสั่น

เทา เมื่อแว่นแคว้นดับสูญ ต่อให้เดิมทีนางมี

สถานะสูงส่งเพียงใด มาบัดนี้ก็เป็นเพียงชนชั้นต่ำ

นางตระหนักดีถึงจุดจบของเชลยศึก หากไม่

สามารถทำให้บุรุษผู้นี้พึงพอใจและรับตนไว้ ชีวิต

ของนางในกาลข้างหน้าคงต้องจบสิ้นอย่างอนาถ

โดยไม่ต้องสงสัย หลายวันมานี้บรรดาพี่สาว

น้องสาวของนางต้องเผชิญกับชะตากรรมโหดร้าย

การที่นางยังสุขสบายดีเป็นเพราะพวกเขายัง

อยากเก็บนางไว้เท่านั้น

นางอยู่ปรนนิบัติเขามาหลายวันแล้ว แต่ท่าทีของ

บุรุษผู้นี้ยังคงไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงใด นางไม่

เข้าใจว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่

อาซ่านคลายเสื้อของเขาออกด้วยมือสั่นเทา

บาดแผลบริเวณแผ่นหลังของเขาจำเป็นต้องมีคน

ช่วยใส่ยา

ลู่เจียเสวียยังคงแน่นิ่งไม่ไหวติง เขาหลับตาลง

เสียงฟืนในกระโจมลุกไหม้ดังเปรี๊ยะปร๊ะ ท้องฟั้า

ด้านนอกมืดสนิทแล้ว

ร่างกายของลู่เจียเสวียนิ่งค้าง ทันใดนั้นเขาก็ลืม

ตาขึ้น ด้านหลังมีร่างอ่อนนุ่มเปลือยเปล่ากำลัง

แนบชิดกับแผ่นหลังของเขา จากนั้นแขนนุ่ม

ละมุนคู่หนึ่งก็ยื่นมาโอบรอบลำคอเขาไว้ น้ำเสียง

สั่นเครือดังขึ้นข้างหู “ใต้เท้า…ท่านรับข้าไว้เถิด

ขอร้องท่านแล้ว”

นางไม่อยากกลายเป็นของกำนัล นางอยากได้การ

ปกปั้องจากผู้ที่แข็งแกร่งโดยเร็วเพื่อหลบเลี่ยง

สายตาหยาบโลนของคนด้านนอก

ร่างกายของเด็กสาวนุ่มละมุนถึงเพียงนี้ ผิวของ

นางเนียนละเอียด บริเวณบาดแผลถูกทำให้

ระคายเคืองเล็กน้อย ลู่เจียเสวียนั่งนิ่ง ก่อนจะจับ

มือของอาซ่านไว้ “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด”

อาซ่านตกตะลึง

น้ำเสียงของลู่เจียเสวียพลันกดต่ำ “ข้าถามว่าเจ้า

คิดจะทำสิ่งใด”

หลังจากหลัวอี๋หนิงตาย เขาก็เคยมีสตรีอยู่บ้าง ใน

วัยที่กำลังเต็มเปียมไปด้วยกำลังวังชาแต่กลับไร้

นาง ร่างอ่อนนุ่มที่หมายกระโจนเข้าหาเอาใจยก

ย่องเขาเช่นนี้มีไม่น้อย แต่นั่นมิใช่เป็นเพราะในมือ

เขากุมอำนาจเอาไว้หรือ

อาซ่านมองเขาด้วยสายตายกย่อง แขนของใต้เท้า

ผู้นี้เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นขนัด เขาแข็งแรง

กำยำถึงเพียงนี้ พวกนางต่างเคารพชื่นชมบุรุษ

แข็งแกร่ง ที่สำคัญเขายังมีรูปลักษณ์งามสง่า นาง

เดินไปคุกเข่าเบื้องหน้าเขา ก่อนกล่าวด้วยเสียง

แผ่วเบา “ใต้เท้า…ข้า ข้าอยากมีชีวิตรอด” พูด

แล้วก็ร่ำไห้ออกมา

ลู่เจียเสวียผูกเสื้อตนแล้วกล่าว “เจ้าจงไปที่ประตู

แล้วเรียกคนให้ยกน้ำเข้ามาด้วยสภาพเสื้อผ้า

หลุดลุ่ยเช่นนี้”

อาซ่านตะลึงไปชั่วขณะ ดวงตาของนางคล้ายกับ

จิ้งจอกตัวน้อย หางตาตวัดขึ้นเล็กน้อย ลู่เจียเสวีย

เริ่มมีท่าทีหมดความอดทน “สั่งให้เจ้าไปก็ไป

เสีย!”

อาซ่านทำได้เพียงลุกขึ้น ก่อนไปเรียกให้คนส่งน้ำ

เข้ามา ทหารที่อยู่ด้านนอกใช้หิมะต้มเป็นน้ำเดือด

แล้วส่งเข้าไป ครั้นเห็นอาซ่านที่อยู่ในสภาพ

เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย สีหน้าก็เปลี่ยนเป็น

พิลึกอย่างยิ่งยวด เขาถอยออกไปด้วยท่าที

พินอบพิเทา

อาซ่านพลันเข้าใจถึงเจตนาของลู่เจวียเสวีย นาง

ยังคงร่ำไห้อย่างน่าเวทนา ฟุบตัวอยู่บนพื้นไม่กล้า

เคลื่อนไหว แม้ใต้เท้าจะไม่แตะต้องนาง แต่ก็ทำ

ให้ผู้อื่นเข้าใจผิดได้แล้ว ยามนี้บนร่างของนางมี

รอยประทับของเขาแล้ว

นางร้องไห้อยู่ชั่วครู่ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปด้าน

นอกแล้วหยิบธัญพืชแห้งและเนื้อที่ต้มเสร็จเข้ามา

ไม่นานมานี้พวกเขาสังหารหมาปั่าได้หลายตัวจึง

แล่เนื้อออกมากิน นางต้องตั้งใจปรนนิบัติใต้เท้า

ให้ดี

ลู่เจียเสวียปิดตาลงนอนพักผ่อน การเดินทางนี้

ดำเนินไปได้ด้วยดี เด็กสาวผู้นี้มีอุปนิสัยบางอย่าง

คล้ายคลึงกับนาง

แต่เมื่อลองพิจารณาให้ถี่ถ้วนก็จะพบว่าพวกนาง

ไม่มีส่วนใดที่คล้ายกัน หากเป็นนางที่ถูกเขาจับตัว

ไว้ นางคงใส่ยาพิษหรือใช้กริชแทงเขาให้ตายเป็น

แน่ นางจะเหมือนกับสตรีผู้นี้ได้อย่างไรที่เอาแต่

ทำตัวอ่อนแอร้องไห้ไม่หยุด

ลู่เจียเสวียมองอาซ่านที่ถืออาหารเข้ามา นิ้วมือ

กระชับด้ามกริชพลางส่งเสียงออกมาเบาๆ

ไม่ว่าอย่างไรก็ถึงเวลาเข้าเมืองหลวงแล้ว ระหว่าง

เขากับหลัวเซิ่นหย่วนมีบัญชีมากมายต้องสะสาง

หากไม่สู้จนกว่าจะได้ผลลัพธ์แบบเจ้าตายข้าอยู่

แล้วจะให้เขาหยุดได้อย่างไร

เมืองหลวง หลัวเซิ่นหย่วนเพิ่งกลับออกมา

หลังจากเข้าพบองค์ชายใหญ่

ปีนี้องค์ชายใหญ่อายุสิบเจ็ดปี มีร่างกายสูงใหญ่

เตี้ยกว่าหลัวเซิ่นหย่วนเล็กน้อยเท่านั้น ฮ่องเต้

อยากให้หลัวเซิ่นหย่วนช่วยดูแลเรื่องการเรียน

ขององค์ชายใหญ่ สนมต่งเป็นบุคคลเก่งกาจ ส่วน

ฮ่องเต้แม้จะไม่ซักถามเรื่องในราชสำนักเท่าไรนัก

แต่ทั้งใต้หล้าก็ยังอยู่ภายใต้มือของเขา ทว่าองค์

ชายใหญ่ที่กำเนิดจากคนทั้งสองกลับมีพระ

อุปนิสัยซื่อตรงไร้แผนการ ไม่นับว่าเฉลียวฉลาด

นัก

หลัวเซิ่นหย่วนสนับสนุนองค์ชายใหญ่ ดังนั้นยาม

ปกติจึงมีส่วนช่วยเหลือองค์ชายใหญ่อย่างมาก

คราแรกองค์ชายใหญ่ยังปฏิบัติต่อเขาเช่นคน

ทั่วไป ทว่าต่อมาความรู้สึกซาบซึ้งที่มีต่อหลัวเซิ่น

หย่วนก็เพิ่มพูนมากขึ้น วันนี้เขาจับมือของ

หลัวเซิ่นหย่วนไว้แล้วกล่าว “…ท่านอาจารย์

ปฏิบัติต่อข้าด้วยความจริงใจ ในภายหน้าข้าต้อง

ตอบแทนบุญคุณของอาจารย์แน่นอน”

เขายังส่งหลัวเซิ่นหย่วนออกไปด้วยตนเอง

หากในกาลข้างหน้าคนผู้นี้ได้สถาปนาขึ้นเป็น

ฮ่องเต้แล้วไร้ผู้ที่มีปัญญาเฉียบแหลมคอยให้คำ

ชี้แนะ คงยากจะครองบัลลังก์ได้ยาวนาน แต่ก็

เกรงว่าผู้ที่มีปัญญานั้นจะต้องถูกครหาว่าเป็นพวก

หวังหมั่งหยางเจียน[1]แน่นอน

หลัวเซิ่นหย่วนขบคิดขณะก้าวเข้าไปในเกี้ยว

เกี้ยวถูกยกขึ้น ผู้ที่สวนทางล้วนต้องหลบทาง

แต่สุดท้ายเขายังเลือกจะสนับสนุนองค์ชายใหญ่

ประการแรกเป็นเพราะฮ่องเต้โปรดปรานองค์ชาย

ใหญ่ที่ดูแลมาตั้งแต่วัยเยาว์ ประการที่สองเพราะ

พระองค์ชายใหญ่สามารถควบคุมง่าย ทั้งสนมต่ง

ยังฉลาดหลักแหลม ไม่ว่านี่จะเป็นเรื่องที่

เหมาะสมหรือไม่ ทว่าหากเขาให้การสนับสนุน

แล้วย่อมไม่มีทางเกิดเหตุไม่คาดฝัน

หลายวันก่อนยามสนมต่งได้พบเขาก็ดีใจอย่างยิ่ง

นางยังสั่งให้นางกำนัลมอบคทาทองสมปรารถนา

ให้เขาถึงสองอันแล้วกล่าวกับเขา “ใต้เท้ามี

ภารกิจในราชสำนักมากมาย หากมีสิ่งใดต้องการ

ความช่วยเหลือก็สามารถไปพบใต้เท้าต่งบิดาของ

ข้าเพื่อหารือได้” นางยิ้มแล้วกล่าวต่อไป

“นอกจากนี้ไม่กี่วันที่ผ่านมา องค์ชายสามเพิ่งทรง

ทำบททดสอบได้ผลคะแนนเยี่ยมยอด ฮองเฮา

ทรงได้รับคำชื่นชมจากฝั่าบาท ข้าเห็นแล้วก็รู้สึกดี

ใจแทนองค์ชายสามนัก ท่านช่วยดูการเรียนให้กับ

องค์ชายของข้า ข้าจึงเสาะหารวบรวมตำรามา

จำนวนหนึ่ง หวังว่าท่านจะช่วยเอาไปถ่ายทอด

ให้แก่องค์ชายของข้า ทำให้เขามีผลการเรียนที่

ยอดเยี่ยมขึ้นมาบ้าง”

“ใต้เท้าเก๋อเหล่า” มีเสียงเรียกดังขึ้นจากด้าน

นอก

จากนั้นเกี้ยวก็หยุดลง

ม่านถูกแหวกขึ้นเล็กน้อย มือที่มีข้อนิ้วเรียวยาว

เด่นชัดมือหนึ่งยื่นออกมา ผู้ติดตามส่งหนังสือสอง

เล่มนั้นไปยังมือของหลัวเซิ่นหย่วนด้วยท่าทีนอบ

น้อม

หลังจากหลัวเซิ่นหย่วนรับมาเปิดดูก็พบว่าบริเวณ

ปกหนังสือมีสิ่งอื่นแทรกอยู่ นอกจากตั๋วเงิน

จำนวนหนึ่งแล้วก็มีจดหมายอีกฉบับ สนมต่งลอบ

สังเกตฮองเฮาในวังหลวงมานานหลายปี แอบ

ตรวจสอบฮองเฮาตลอดเวลา นางเริ่มจากบอก

เล่าให้หลัวเซิ่นหย่วนฟังถึงความสงสัยของตน

เวลาผ่านไปนานหลายปีแล้ว แต่ฮองเฮากลับไม่

ตั้งพระครรภ์เสียที เรื่องนี้หลัวเซิ่นหย่วนรู้ถึง

มูลเหตุ ไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่ จากนั้นนางยังเขียน

อีกว่า “ฮองเฮาทรงลอบคบหากับขุนนางในราช

สำนัก ข้าคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่ก็ไม่

กล้าแพร่งพราย ยามนั้นใต้เท้าผู้บัญชาการมี

อำนาจคับฟั้า เขาติดต่อคบหากับฮองเฮาอย่าง

สนิทสนมเกินขอบเขต ยากจะไม่ก่อให้เกิดความ

เคลือบแคลงใจ”

นิ้วมือของหลัวเซิ่นหย่วนหยุดลงบนตัวอักษรคำ

ว่าผู้บัญชาการ มุมปากปรากฏเป็นรอยยิ้มหยัน

สนมต่งเป็นคนฉลาดหลักแหลมจริงๆ มิน่าฝั่าบาท

จึงโปรดปรานนางยิ่งนัก

ลู่เจียเสวียคงไม่ตายง่ายๆ รอเมื่อเขากลับมาถึง

เมืองหลวงยังต้องพบกับแผนการร้ายที่รออยู่

หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้าขึ้น ก่อนจะพบว่าเส้นทาง

ที่กำลังมุ่งหน้าไปไม่ถูกต้อง เขายกมือสั่งให้หยุด

ผู้ติดตามจึงกล่าวด้วยความฉงน “ใต้เท้า พวกเรา

ไม่ไปที่เน่ยเก๋อหรือขอรับ”

ปกติยามนี้เขามักไปที่เน่ยเก๋อเพื่อหารือภารกิจ

เมื่อหลินหย่งเห็นสีหน้าเรียบเฉยของหลัวเซิ่นหย่

วนก็เดินเข้าไปดีดหน้าผากผู้ติดตามคนนั้นหนึ่งที

“พวกสมองหมู ฮูหยินเพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวง

พวกเจ้ายังไม่รีบเดินทางไปที่จวนอิงกั๋วกงอีกรึ!”

ที่จวนอิงกั๋วกง อี๋หนิงเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว

และกำลังรอเขามารับ อันที่จริงนางไม่มีสัมภาระ

ให้เก็บมากมาย ทว่าเป็นฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยที่อุ้ม

เหลนตัวน้อยอย่างอาลัยอาวรณ์ไม่ยอมปล่อยมือ

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยหอมแก้มเขาไปหลายครั้ง ส่วน

นางสวีก็เอาแต่ยัดของกินของเด็กน้อยลงไปใน

สัมภาระของอี๋หนิงไม่หยุด

ขณะหลัวอี๋หนิงกำลังนั่งรออยู่ในห้องโถงหลักก็ได้

ยินคนด้านนอกรายงานเข้ามาว่า “ใต้เท้าเก๋อ

เหล่ามาแล้วเจ้าค่ะ”

นางลุกขึ้นมองไปทางประตู

หลัวเซิ่นหย่วนเดินเข้ามาพร้อมแสงตะวันยาม

เหมันต์จนร่างเขาเหมือนเปล่งประกายได้ คิ้ว

ดวงตาที่เคร่งขรึมอยู่เป็นนิจถูกย้อมด้วยแสง

ทินกรนุ่มนวลของยามอัสดง เงาร่างสูงใหญ่

เคลื่อนตัวเข้าโอบล้อมนาง เขากล่าวทักทายและ

อำลาฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยอยู่สองสามประโยค ก่อนจะ

ยื่นมือไปหานาง “อี๋หนิง ไป กลับบ้านกันได้แล้ว”

ยามนี้สถานการณ์ในจวนอยู่ภายใต้การควบคุม

ของเขาอย่างสมบูรณ์ ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินนาง

แล้ว

น้ำเสียงของเขาฟังดูราบเรียบไม่ผิดแผกจากปกติ

หลัวอี๋หนิงจับมือหนาใหญ่ของเขา ทว่าเขาพลัน

พลิกมือแล้วกอบกุมมือนางไว้มั่น

แม่นมอุ้มเปั่าเกอร์ติดตามอยู่ทางด้านหลัง พวก

นางกล่าวอำลาฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

หลัวอี๋หนิงชำเลืองมองเขาพลางก้าวเท้าเดินตาม

เขาไป ก้าวเท้าทีละก้าวมุ่งหน้ากลับบ้าน

ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ นางกำลัง

กลับบ้านกับเขาแล้ว

“พี่ชายสาม” หลัวอี๋หนิงถามเขา “ห้องของข้า

ท่านยังเก็บไว้หรือไม่”

“อืม” เขาตอบ

อันที่จริงนางย่อมคาดเดาได้ หลัวอี๋หนิงกล่าวต่อ

“ข้าอยากให้หน้าต่างของห้องด้านในต่ำลงอีกนิด

มิเช่นนั้นลมจะพัดเข้ามาไม่ได้”

“อืม แล้วแต่เจ้า” หลัวเซิ่นหย่วนไม่มีท่าทีคัดค้าน

“ยังมีตั่งไม้หลังนั้นในห้องหนังสือ ย้ายไปวางตรง

มุมทิศใต้เถิด ตรงนั้นแสงกำลังพอเหมาะ”

“ได้” เขายังคงไม่คัดค้าน

“ยังมีภูเขาจำลองตรงบริเวณลานกว้างในเรือน

ของข้า ข้าอยากแก้ไขเป็นซุ้มไม้”

“ได้ ล้วนแล้วแต่เจ้า เจ้าค่อยๆ แก้ไขหลัง

กลับไป” เพราะหลัวเซิ่นหย่วนเกรงว่านางจะมี

ข้อเสนออีกจึงตอบตกลงทั้งหมดในคราวเดียว

หลัวอี๋หนิงยังคิดถึงบางอย่างขึ้นอีก “อ้อ ใช่แล้ว

ยังมีเปั่าเกอร์ กลางคืนเขาต้องนอนกับข้า มิ

เช่นนั้นตื่นเช้ามาจะร้องไห้งอแง ท่านต้องให้คน

ต่อเตียงขึ้นอีกหลังหนึ่ง”

“อืม…หืม” หลัวเซิ่นหย่วนมองไปยังเจ้าก้อนน้อย

ที่อยู่ด้านหลัง หัวคิ้วพลันขมวดมุ่น “เขาต้องนอน

กับเจ้ารึ”

“ถูกต้อง มิเช่นนั้นยามเช้าเวลาตื่นขึ้นมา เขาจะ

ร้องไห้อยู่อย่างนั้นกว่าครึ่งชั่วยาม” หลัวอี๋หนิง

เองก็จนปัญญา

หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบ ก่อนจะเอ่ยถาม “หลัวอี๋ห

นิง เขานอนกับเจ้า แล้วข้าจะนอนที่ใด”

หลัวอี๋หนิงชะงักนิ่ง “นั่น…มิใช่ว่าท่านก็นอนบน

เตียงที่ต่อขึ้นมาใหม่หรือ”

——————–

1. หวั่งหมั่นเป็นจักรพรรดิองค์แรกและองค์

เดียวแห่งราชวงศ์ซิน ในขณะที่ราชวงศ์ฮั่นเริ่ม

อ่อนแอลงเขาก็ปลดหยูจื่ออิงซึ่งในขณะนั้นมี

พระชันษาเพียงหนึ่งพรรษาแล้วสถาปนา

ตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิแทน หยางเจียนเดิม

เป็นขุนนางอยู่ในราชวงศ์เปั่ยโจว ต่อมาได้ชิง

บัลลังก์จากจักรพรรดิจิ้งตี้แล้วสถาปนาตนเอง

ขึ้นเป็นจักรพรรดิสุยเหวินตี้

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 184"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

61388e9eqbVDIzSH
สตรีอย่างข้าน่ะหรือ คือขันที?!
04/09/2023
Yqkg
ฉันมีพี่ชาย 7 คน
18/04/2025
628cab27NBAwBMwN
สามีข้าคือขุนนางใหญ่
06/06/2026
novelpdf5r4r
เมื่อสาวออฟฟิศกลายเป็นแม่สามีในยุคโบราณ
17/06/2026

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.