พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 18
“นายท่านรอง เข้าใจผิดแล้ว” เฉินซื่อกล่าว
“เป็นเซวียนเกอร์ที่เอาออกมาเล่นจนเสียหาย
ไม่ใช่อี๋หนิง” อันที่จริงเฉินซื่อก็สงสัย อย่างไรเซ
วียนเกอร์ก็ยังเด็กนัก จะคว้ากำไลปีสี่ถึงได้
อย่างไร ดังนั้นเมื่อกล่าวประโยคนี้แล้วจึงไม่พูด
อันใดต่ออีก
หลัวเฉิงจางขมวดคิ้วมุ่น “จริงหรือ อี๋หนิง ไม่ใช่
ว่าเจ้าทำความผิดแล้วปัดความรับผิดชอบให้ผู้อื่น
หรือ…เซวียนเกอร์ยังเด็ก เขายังไม่รู้ความ”
อี๋หนิงหัวเราะหยันในใจ มีบิดาเช่นนี้ ไม่แปลกใจ
เลยที่เสี่ยวอี๋หนิงจะถูกบีบบังคับจนเป็นเช่นนี้
ดวงหน้าเล็กของนางดูยํ่าแย่ ในใจเกิดระลอกคลื่น
อันทำให้อึดอัดบางทีอาจเป็นเพราะยังมี
ความรู้สึกของเสี่ยวอี๋หนิง ความรู้สึกอยากร้องไห้
จึงแผ่ปกคลุมไม่เลือนหาย อี๋หนิงลดเสียงตํ่าลง
“ในเมื่อท่านพ่อไม่เชื่อคำข้าเช่นนั้นท่านก็ถาม
ผู้อื่นดูเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะไม่พูดอะไรแล้ว”
เสวี่ยจือรีบอุ้มเซวียนเกอร์เข้ามา รู้สึกว่าอี๋หนิง
ไม่ได้รับความเป็นธรรมนางยอบกายลง “นาย
ท่านรองอย่าได้เข้าใจคุณหนูเจ็ดผิดนะเจ้าคะ
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคุณหนูเจ็ด เป็นคุณชาย
น้อยที่ทำกำไลเสียหาย เพราะเหตุนี้สาวใช้ของ
คุณชายน้อยถึงได้ไปตามคุณหนูหกมา คุณหนูเจ็ด
ของพวกเราแค่นอนกลางวันอยู่ที่นี่ เมื่อเห็น
คุณชายน้อยร้องไห้ยังให้บ่าวไปปลอบ เรื่องนี้ไม่
เกี่ยวข้องกับคุณหนูเจ็ดจริง ๆ เจ้าค่ะ! ปีสี่วงนั้น
แตกกระจายไปทั่ว คุณหนูยังไปเก็บขึ้นมา”
เซวียนเกอร์ฟังถึงตรงนี้ก็ร้องไห้จ้า “เซวียนเกอร์
ไม่เคยทำลายข้าวของเซวียนเกอร์ไม่เคย! เป็นพี่
หญิงเจ็ดที่ทำแตก!”
เมื่อหลัวเฉิงจางได้ยินบุตรชายตัวน้อยของตน
กล่าวเช่นนี้สีหน้าก็ยิ่งยํ่าแย่ นํ้าเสียงเข้มขึ้นหลาย
ส่วน “เช่นนั้นเหตุใดเซวียนเกอร์ถึงกล่าวเยี่ยงนี้!”
เฉินซื่อดูถึงตรงนี้ก็รู้ว่าการที่ผู้ใดทำแตกไม่ใช่เรื่อง
สำคัญแล้วหลัวเฉิงจางเริ่มถามหาความ
รับผิดชอบจากลูก ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ความ
บาดหมางระหว่างสองครอบครัว นางจึงรีบเกลี้ย
กล่อม “นายท่านรอง ช่างเถิด ก็แค่กำไลปีสี่วง
หนึ่งเท่านั้น ดูสิ ทำให้เซวียนเกอร์ร้องไห้ใหญ่
แล้ว”
มือเล็กของอี๋หนิงกำน้อย ๆ เมื่อได้ยินเสียงกรีด
ร้องของเด็กน้อยก็ยิ่งรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบรัด
หลินไห่หรูดึงอี๋หนิงมาไว้ในอ้อมกอด จ้องหลัวเฉิง
จาง “ท่านพี่ ปกติอี๋หนิงอาจซุกซนไปบ้าง แต่
ท่านเคยเห็นนางกล่าวคำเท็จหรือ แต่ไหนแต่ไร
อี๋หนิงไม่เคยโปั้ปด ท่านไม่เชื่อนางแต่ข้าเชื่อ ข้ารู้
ว่าเหมยเหมยไม่มีทางโกหก”
อี๋หนิงเป็นคนมาสองชาติภพแล้ว เริ่มแรกนางยัง
ไม่รู้สึกเสียใจ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของหลินไห่หรู
ปลายจมูกก็พลันแสบร้อน
แม่เลี้ยงของเสี่ยวอี๋หนิงคนนี้ แม้จะไม่ค่อยเฉลียว
ฉลาด แต่จริงใจต่อนางอย่างยิ่ง นางดึงแขนเสื้อ
ของหลินไห่หรู เม้มริมฝีปากแน่น บัดนี้ไม่ว่านาง
จะพูดอะไรก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยรังแกน้องชาย
นางจึงไม่อาจกล่าวอะไรพล่อย ๆ
เวลานี้เองซงจือก็พาหลัวอี๋ซิ่วเข้ามา ตามด้วยสาว
ใช้ใหญ่ของเซวียนเกอร์ที่พาหลัวอี๋เหลียนเข้ามา
หลัวอี๋ซิ่วเพิ่งเข้ามาก็ได้ยินบทสนทนาเหล่านี้ นาง
ผุดรอยยิ้มหยันกล่าวขึ้นทันใด “เมื่อครู่เซวียน
เกอร์ร้องไห้งอแงจะเล่นกำไลปีสี่ให้ได้ ข้าไม่ได้ให้
เขา คาดไม่ถึงว่าเมื่อไปแล้วจะเพิ่งพบว่าตนวาง
ของไว้บนโต๊ะสูง แล้วเป็นผู้ใดที่หยิบของสิ่งนี้ให้เซ
วียนเกอร์เล่นจนทำแตกเล่า ผู้ใดกล้าปรักปรำอี๋ห
นิง!ยามปกติเฉียวอี๋เหนียงเลี้ยงดูเซวียนเกอร์แบบ
ปรารถนาสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น เขาทำลายข้าวของเสีย
หายไปน้อยอยู่หรือ”
ทันทีที่หลัวอี๋เหลียนเห็นสถานการณ์ตรงหน้า
ใบหน้าก็ซีดขาว เมื่อครู่นางเห็นกำไลวงนี้วางอยู่
บนโต๊ะเล็ก เซวียนเกอร์อยากได้ นางจึงหยิบให้
นางจะรู้ได้อย่างไรว่าของสิ่งนี้ลํ้าค่าถึงเพียงนี้!
แต่เมื่อได้ยินหลัวอี๋ซิ่วกล่าวถึงน้องชายตน นางจะ
ไม่สนใจก็ไม่ได้จึงรีบเอ่ยด้วยนํ้าเสียงนุ่มนวล “พี่
หญิงห้า อย่างไรเซวียนเกอร์ก็ยังเด็ก เขายังไม่รู้
ความ ท่านก็อย่าได้กล่าวโทษเขาเกินไป”
หลัวอี๋ซิ่วไม่ยี่หระ “ไม่รู้ความหรือ เขาเพิ่งสาม
ขวบก็กล้าโกหกปรักปรำอี๋หนิงแล้ว! เมื่อครู่ที่สาว
ใช้ใหญ่ไปเชิญเจ้ามา นางบอกเจ้าว่าอย่างไร! เป็น
เขาที่ทำกำไลเสียหายใช่หรือไม่! ข้ายังอยากถาม
เจ้า ข้าถึงขั้นพูดแล้วว่าของสิ่งนี้มีราคาสูง แต่เจ้า
ยังกล้าเอาไปให้เขาเล่นอีกได้อย่างไร”
เฉินหลันยื่นมือไปดึงหลัวอี๋ซิ่ว ตำหนินาง “เจ้าพูด
เช่นนี้ได้อย่างไร!”
หลัวอี๋ซิ่วเห็นอี๋หนิงได้รับความอยุติธรรมเพราะ
นาง ขอบตาก็แดงกํ่ายืนกรานพูดว่า “ข้าต้องพูด
เขาอายุน้อยแล้วอย่างไร อายุน้อยแล้วต้องตามใจ
เขาหรือ อายุน้อยแล้วสามารถปล่อยให้เขาโกหก
ตามอำเภอใจหรือ!”
หลัวเฉิงจางฟังถึงตรงนี้ก็รีบพูดกับเฉินหลัน
“พี่สะใภ้ ท่านอย่าห้ามอี๋ซิ่วเลย นางกล่าวได้
ถูกต้อง” เขารีบเรียกสาวใช้ใหญ่ที่เมื่อครู่
ปรนนิบัติเซวียนเกอร์มาถาม “เจ้าพูดมาตามตรง
เป็นเซวียนเกอร์ที่ทำของเสียหายใช่หรือไม่”
สาวใช้ใหญ่ตกใจจนนํ้าเสียงแหบแห้ง ตอบด้วย
เสียงสั่นเครือ “เป็น…เป็นคุณชายน้อยที่ทำเจ้าค่ะ
คุณชายน้อยร้องไห้ตกใจ คุณหนูเจ็ด…คุณหนูเจ็ด
ถึงได้เรียกพี่เสวี่ยจือมาช่วยปลอบคุณชายน้อยให้
หยุดร้องไห้ ส่วนบ่าวก็ไปเชิญคุณหนูหกมาเจ้า
ค่ะ”
หลัวเฉิงจางสูดลมหายใจลึก สีหน้ายํ่าแย่อย่างยิ่ง
การทำของเสียหายเป็นเรื่องเล็ก กำไลปีสี่วงหนึ่ง
ต่อให้แพงเพียงใดก็ใช่ว่าจะหาไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้
เขารับไม่ได้ที่สุดคือเซวียนเกอร์พูดคำลวง! เขา
เพิ่งสามขวบ แต่กลับกล้าโกหก!
เขาดึงเซวียนเกอร์ที่ร้องไห้ไม่หยุดให้ลุกขึ้นมายืน
ดี ๆ แล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม “เป็นเจ้าที่ทำใช่
หรือไม่ หากเจ้ายังโกหกอีก ข้าจะลงโทษเจ้า”
เซวียนเกอร์ร้องไห้เสียงดังไม่หยุด “ท่านพ่อ เซ
วียนเกอร์กลัว!เซวียนเกอร์กลัว เซวียนเกอร์ไม่ได้
ทำ…”
หลัวอี๋เหลียนเห็นน้องชายร้องไห้อย่างหนักก็
คุกเข่าอ้อนวอนแทนด้วยความปวดใจ “ท่านพ่อ
เซวียนเกอร์ยังเด็ก เขายังไม่รู้ความ!”
ครานี้หลัวเฉิงจางไม่ไหวติง โกหกเป็นเรื่องใหญ่
อายุสามขวบก็ควรแบ่งแยกดีชั่วได้แล้ว ที่สำคัญ
คือเซวียนเกอร์เป็นเด็กผู้ชาย เขานั่งลง เอ่ยเสียง
เยียบเย็น “เจ้าไม่ได้ดูแลน้องชายให้ดี ตนก็มี
ความผิด ลุกขึ้น! ไม่ใช่อันใดก็เอาแต่คุกเข่า”
หลัวอี๋เหลียนรํ่าไห้ใจจะขาด ร่างกายบอบบางสั่น
ระริก
หลัวเฉิงจางเบนศีรษะไปด้านข้างด้วยไม่อาจทน
มอง แต่กลับเห็นบุตรสาวคนเล็กกำลังมองมาทาง
ตน นางมองด้วยแววตาดื้อรั้น ดวงตาแดงกํ่าทว่า
กลับไม่มีหยาดนํ้าตาสักหยดไหลรินออกมา ทันใด
นั้นเขาก็รู้สึกเหมือนหัวใจถูกทิ่มแทง
ผู้ได้รับความคับข้องหมองใจเพราะเขากลับไม่
ร้องไห้แม้แต่น้อย
หัวใจเขายิ่งเย็นยะเยือก ชี้ไปที่สาวใช้ด้านข้าง
“ประคองคุณหนูหกขึ้นมา ยังมีเซวียนเกอร์อีก
พากลับไปที่เรือนของเฉียวอี๋เหนียงก่อน อย่าให้
เป็นที่อับอายอยู่ที่นี่ รอข้ากลับไปลงโทษ!”
ในยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเพิ่งมาถึง สาวใช้ที่ไหว
พริบดีรีบไปเชิญนางมาเมื่อนางเข้ามา สีหน้าก็
เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ทุกคนคารวะ ฮูหยินผู้เฒ่า
หลัวเดินไปตรงหน้าหลัวเฉิงจาง มองเขาด้วย
สายตาเย็นเยียบ แต่เมื่อคิดถึงว่าหลิวฮูหยินยังอยู่
จึงไม่อาจแสดงท่าทีออกมาได้มาก นางสูดลม
หายใจลึกก่อนเอ่ย “บัดนี้กลับเป็นเจ้าที่เลอะ
เลือน พอเถิด เรื่องเป็นอย่างไรข้าจะไม่ถามถึง
เสวี่ยจือ เจ้าส่งเหมยเจี่ยเอ๋อร์กลับไป ข้าไปส่ง
หลิวฮูหยินแล้วจะกลับมา”
แม้ดวงตาของเสวี่ยจือจะเอ่อคลอไปด้วยนํ้าตา
แต่ก็ยังเดินไปตรงหน้าหลัวเฉิงจาง คารวะแล้ว
เอ่ย “บ่าวรับใช้เจี่ยเอ๋อร์มาห้าปีแล้ว รู้มาตลอด
ว่าเจี่ยเอ๋อร์เป็นคนดี ที่สำคัญคือ ตั้งแต่หายปั่วย
นางก็ยิ่งรู้ความเชื่อฟังมากขึ้นบ่าวเห็นแล้วก็ปลื้ม
ใจ แต่คาดไม่ถึงว่านายท่านรองจะเคลือบแคลงใน
ตัวเจี่ยเอ๋อร์เช่นนี้…บ่าวเสียใจนัก ทั้ง ๆ ที่เจี่ย
เอ๋อร์รู้ความถึงเพียงนี้”
หลัวเฉิงจางนิ่งเงียบ ยิ่งรู้สึกละอายใจ ความ
ละอายใจนั้นแทบจะกลืนกินเขาไปทั้งตัว เขายื่น
มือออกไปหมายอุ้มอี๋หนิง หวังจะปลอบประโลม
นาง “อี๋หนิง พ่อส่งเจ้ากลับไปดีกว่า มา พ่อจะอุ้ม
เจ้า”
อี๋หนิงเบือนหน้าหนี ไม่อาจสะกดกลั้นความรู้สึก
น้อยเนื้อตํ่าใจที่เป็นของเสี่ยวอี๋หนิงได้อีก นํ้าตา
ไหลทะลักออกมา นางหมุนตัวกลับไปกอดหลิน
ไห่หรูแน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น “ท่านพ่อไม่ดี ข้า
ไม่อยากให้เขาอุ้ม ข้าไม่ต้องการเขา”
นางสะอึกสะอื้นเป็นระยะ
การต่อต้านของบุตรสาวคนเล็กทำให้หลัวเฉิงจาง
ตกตะลึง หัวใจเจ็บปวด สายตาที่นางมองเขา
เห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและไม่ไว้ใจ
ท่าทางต่อต้าน รวมไปถึงการปฏิเสธให้เขาอุ้มนั้น
…
“เหมยเหมย…” นํ้าเสียงของหลัวเฉิงจางเบาลง
จนแทบไม่ได้ยิน“เจ้า…เจ้า…”
“ท่านพี่ ข้าจะพาเหมยเหมยกลับไปก่อน” หลิน
ไห่หรูฝืนพูดอย่างปวดใจ นางกอดอี๋หนิงแน่น
ก่อนจะเดินออกจากโถงบุปผาโดยไม่แม้แต่จะหัน
กลับมามอง พวกเสวี่ยจือก็ติดตามไป ไม่มีผู้ใด
เหลียวกลับมามองหลัวเฉิงจางสักคน