พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 186
เจินจูหยิบปินออกมาจากกล่องเครื่องประดับ
หลายชิ้น ทั้งที่ประดับด้วยใบไห่ถัง ดอกบัวหรือ
กระทั่งที่ฝังทับทิมเป็นรูปบุปผา
อี๋หนิงเลือกอันที่ฝังทับทิมเป็นรูปบุปผาส่งให้นาง
เจินจูกล่าวต่อไป “…คุณหนูหกกับพี่เขยสี่ของ
ท่านถูกค้นพบว่าไปเที่ยวชมสวนด้วยกัน คุณหนูสี่
โกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ ด่าทอนายท่านเขยสี่ว่า
ไร้ยางอาย นางเกือบจะฟาดฝั่ามือใส่คุณหนูหก
แล้ว ท่านเองก็รู้ว่าแต่ไรมานายท่านเขยสี่ก็ยกย่อง
เอาใจคุณหนูสี่มาโดยตลอด ไม่เคยขัดขืน กระทั่ง
ถูกไล่ไปนอนกับสาวใช้ นายท่านเขยสี่ก็ยังอด
กลั้น จะขาดก็เพียงไม่ได้บูชากราบไหว้คุณหนูสี่
ของพวกเราเช่นบรรพบุรุษเท่านั้น น่าเสียดายที่
คุณหนูสี่ไม่เคยไว้หน้านายท่านเขยสี่เลย….”
“ทว่าครานี้ต่างออกไป นายท่านเขยสี่แสดง
อารมณ์เกรี้ยวกราดออกมา เขารั้งมือของคุณหนู
สี่ไว้ไม่ยอมให้นางตบคุณหนูหก ทั้งยังกล่าวว่าจะ
หย่ากับนางเพื่อแต่งรับคุณหนูหกเป็นภรรยา อัน
ที่จริงคุณหนูหกก็ตกใจจนตะลึงไป นางคาดไม่ถึง
ว่านายท่านเขยสี่จะมีความคิดเช่นนี้ นายท่านเขย
สี่กุมมือของคุณหนูหกแน่นแล้วดึงนางไปพบนาย
ท่านของพวกเราเพื่อทำการสู่ขอ ครั้นคุณหนูสี่ได้
สติก็ร้องห่มร้องไห้วิ่งไปฟั้องฮูหยินใหญ่ เมื่อฮู
หยินใหญ่ได้ยินจะอยู่เฉยได้หรือ นางรีบพาคนไป
พบนายท่านเพื่อสอบถาม กระทั่งถ้อยคำหย่า
ภรรยาเพื่อแต่งรับคนใหม่ นายท่านเขยสี่ยังพูด
ออกมาได้ นี่จะมิใช่ความชั่วร้ายของปีศาจน้อย
นั่นได้อย่างไร! นางสบถด่าคุณหนูหกของพวกเรา
จนแทบไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด”
หลัวอี๋หนิงรู้นานแล้วว่าหลัวอี๋เหลียนมีใจต่อหลิว
จิ้ง แต่คาดไม่ถึงว่าหลิวจิ้งจะกล้าเอ่ยปากขอแต่ง
รับนางเป็นภรรยา! นี่ดูไม่เหมือนสิ่งที่เขาจะ
กระทำออกมาได้ ต่อให้เขาอยากจะหย่าภรรยา
แต่งรับคนใหม่จริง แต่เรื่องนี้ก็ดูไร้การไตร่ตรอง
มากเกินไป! นางถามต่อ “หลังจากนั้นเล่า”
ครานี้เจินจูยิ้มออกมาแล้ว “ท่านเองก็รู้ว่าหาก
เรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไปย่อมไม่เกิดผลดีต่อ
ผู้ใด นายท่านเขยสี่ตั้งใจหนักแน่นที่จะหย่า
ภรรยาแต่งรับคนใหม่ คุณหนูสี่ตื่นตระหนกจน
แทบสิ้นสมประดี แต่ต่อให้คุกเข่าอ้อนวอน
อย่างไรเขาก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้นางแม้เพียงครึ่งคำ
เป็นเรื่องจริงที่…ยามแรกรักมั่นคงเพียงใด มา
บัดนี้ความเย็นชาเฉยเมยก็มีมากเท่านั้น ยังไม่ต้อง
กล่าวถึงฮูหยินใหญ่ แม้แต่นายท่านของพวกเราก็
ไม่ยินยอม การหย่าภรรยาเพื่อแต่งรับน้องสาว
ของภรรยา นายท่านจะยอมให้เรื่องพรรค์นี้
เกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ต้องการชื่อเสียงของตระกูล
หลัวแล้วหรือ”
“ดังนั้นเขาจึงบอกกับหลิวจิ้งว่า จะหย่าหรือไม่
หย่าภรรยาก็แล้วแต่เขา แต่นายท่านจะไม่มีวัน
ยอมให้คุณหนูหกแต่งงานกับเขาเป็นอันขาด ครั้น
คุณหนูหกได้ยินแล้วก็ร่ำไห้ออกมา คุกเข่าหน้า
ห้องหนังสือของนายท่านอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืนเพื่อ
หวังให้นายท่านใจอ่อน ยอมตกลงให้นางแต่งงาน
กับหลิวจิ้ง แต่สิ่งที่นายท่านให้ความสำคัญมาก
ที่สุดมิใช่ชื่อเสียงของตระกูลหลัวหรือ นายท่าน
จะยอมให้นางแต่งงานกับหลิวจิ้งได้อย่างไร! นาย
ท่านจึงรีบเลือกคู่ครองในซูโจวให้นางคนหนึ่ง
ภายในระยะเวลาครึ่งเดือนก็ส่งนางออกเรือนไป
แล้ว! หลิวจิ้งที่กำลังขัดขืนต่อต้านบิดามารดาอยู่
ในจวน ครั้นได้ยินว่าคุณหนูหกถูกบังคับให้แต่ง
ออกไปเป็นจี้ซื่อของคหบดีคนหนึ่ง ทั้งร่างก็ราว
กับสูญเสียจิตวิญญาณ ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ยก
ใหญ่”
“มายามนี้เขาไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องการหย่าร้างแล้ว
แต่ก็ไม่ได้สนใจไยดีคุณหนูสี่อีกต่อไป คุณหนูสี่
โมโหหนีกลับมาที่บ้านมารดา หลิวจิ้งก็ไม่มาตาม
นางกลับไป”
เจินจูกล่าวจบก็วาดคิ้วให้อี๋หนิงเสร็จพอดี “ท่านดู
สิว่าแปั้งตลับนี้งดงามหรือไม่ เป็นของบรรณาการ
ที่ใต้เท้าส่งมาเจ้าค่ะ”
หลังหลัวอี๋หนิงฟังจบก็ตกอยู่ในภวังค์ไปครู่หนึ่ง
นางถาม “หลัวอี๋เหลียนอยากแต่งงานกับหลิวจิ้งจ
ริงหรือ”
“แต่ไรมานางก็มีจิตใจเวทนานายท่านเขยสี่ เกรง
ว่าคงถูกนายท่านเขยสี่ทำให้หวั่นไหวเข้ากระมัง
เจ้าคะ กระทั่งคุกเข่าแทบขาหัก…คงอยากจะแต่ง
ให้เขาจริงๆ ” เจินจูทอดถอนใจขณะกล่าว “ผู้ใด
จะรู้ว่านางจะบ่มเพาะจนเกิดความจริงใจออกมา
ทั้งที่รู้ว่าไม่เป็นผลดีต่อตน ผู้ที่เชี่ยวชาญในการ
วางแผนคิดร้ายต่อผู้อื่นกลับทำเรื่องโง่เขลาขึ้นมา
ได้ คุณหนูสี่น่าสงสารนัก หลายวันนั้นนางร้องไห้
จนดวงตาปูดบวม”
ครั้นเห็นว่าประทินโฉมเรียบร้อยแล้ว หลัวอี๋หนิงก็
ลุกขึ้นมาอุ้มเปั่าเกอร์ “ไปเถิด ไปที่เรือนของท่าน
แม่กัน”
นางหายไปนานปีกว่า ห้องโถงหลักมีสภาพต่างไป
จากยามที่นางจากไป บริเวณลานกว้างตัดต้นไม้
ออกหลายต้น แทนที่ด้วยการเสริมปลูกดอกไม้
หลินไห่หรูรับเปั่าเกอร์จากอ้อมอกของนางมา
หยอกเย้า หนานเกอร์มองหลานตัวน้อยด้วย
ความรู้สึกใคร่รู้ เขาจิ้มแก้มของเปั่าเกอร์จนเปั่า
เกอร์ร้องไห้ออกมา หนานเกอร์ตื่นตระหนก เขา
เลียนแบบผู้ใหญ่ ลูบหลังของเปั่าเกอร์เบาๆ
“หลานชายไม่ร้อง ไม่ร้อง!”
ครั้นเปั่าเกอร์เห็นหนานเกอร์ทำหน้าตาน่ารักก็
หยุดร้องขึ้นมาจริงๆ ในเวลานี้เองก็มีเสียงจาก
ด้านนอกรายงานเข้ามาว่า นายท่านเขยหกมาถึง
แล้ว หลินไห่หรูให้แม่นมอุ้มสองอาหลานออกไป
เล่นด้านนอกก่อนจะให้พวกเขาเข้ามา
หลัวอี๋หนิงเห็นบุรุษร่างสูงประคองหลัวอี๋เหลียน
เข้ามา
หลัวอี๋เหลียนสวมเสื้อกันหนาวสีเหลืองผลซิ่ง สวม
สร้อยคอทองคำประดับอัญมณี นางดูผ่ายผอมลง
ไม่น้อย ทว่าความงามสะคราญกลับมิได้ลดลง
บุรุษสูงใหญ่ผู้นั้นมีใบหน้ากว้าง อายุประมาณ
สามสิบต้นๆ สวมเสื้อกันหนาวผ้าไหมลายมวลบุป
ผา สวมหมวกทรงหกประสาน[1] ใบหน้าเปือนไป
ด้วยรอยยิ้ม
ครั้นหลัวอี๋เหลียนเห็นว่านางกลับมาแล้ว
ปฏิกิริยาแรกคือตื่นตะลึง จากนั้นสีหน้าก็
แปรเปลี่ยนเป็นย่ำแย่อย่างยิ่งยวด นางยังจดจำถึง
ความอับอายของงานแต่งคราก่อนได้ คหบดีผู้นี้
แซ่กัวนามว่าอี้ไห่ เมื่อเขาได้ยินว่าคนตรงหน้าคือ
สะใภ้สามที่หายสาบสูญไปก็ทำการคารวะนาง
ทันที
เพียงได้แต่งรับโฉมงามผู้เป็นบุตรอนุจากตระกูล
ขุนนางมาเป็นจี้ซื่อก็ทำให้เขารู้สึกพอใจอย่าง
ยิ่งยวดแล้ว ก่อนที่หลัวอี๋เหลียนจะนั่งลง เขายัง
เช็ดเก้าอี้ให้นางจนสะอาดก่อนจะปล่อยให้นางนั่ง
ลง
หลัวอี๋เหลียนเห็นเขาทำเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจ
นางชอบบัณฑิตที่มีศักดิ์ศรีในตนเอง ไม่ใช่คหบดี
ที่คอยโค้งตัวประจบสอพลอผู้อื่น! การที่เขา
พะเน้าพะนอเอาใจนางก็มิใช่เพียงเพราะอยาก
อาศัยบารมีของตระกูลหลัวหรอกหรือ!
กัวอี้ไห่กลับไม่รับรู้ถึงความรังเกียจที่ภรรยามีต่อ
ตนแม้แต่น้อย เขายกน้ำชาขึ้นจิบ ก่อนยิ้มพลาง
กล่าวกับหลัวอี๋หนิง “วันนี้ใต้เท้าเก๋อเหล่าไม่อยู่
หรือขอรับ!”
“เขามีภารกิจในราชสำนัก” นางส่งถาดซิ่งเหริน
ไปให้เขา
กัวอี้ไห่กล่าวขอบคุณ เขาหยิบซิ่งเหรินใส่ปากแล้ว
เคี้ยว “ไอ๋หยา! เช่นนั้นก็พลาดโอกาสแล้ว ข้ารู้สึก
ยกย่องชื่นชมบารมีของท่านเก๋อเหล่ามาช้านาน
แต่ยังไม่มีโอกาสได้พบอย่างเป็นทางการสักครั้ง!”
หลัวอี๋เหลียนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนแทบแตก
ละเอียด หลัวเซิ่นหย่วนเป็นบุคคลประเภทใด
ยามนี้เขาเป็นท่านเก๋อเหล่าแห่งเน่ยเก๋อ เขาจะ
ตั้งใจพบคหบดีคนหนึ่งเป็นพิเศษได้อย่างไร ช่าง
น่าขันนัก ไม่รู้จักฟั้าสูงแผ่นดินต่ำ น่าอับอาย
จริงๆ
เมื่อนางคิดถึงรอยยิ้มอันอ่อนโยนของหลิวจิ้ง
ดวงตาก็ค่อยๆ แดงเรื่อ
สุดท้ายทั้งสองคนก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน คิดไปก็ไร้
ประโยชน์
เพียงปราดตามอง อี๋หนิงก็รู้ว่าหลัวอี๋เหลียนกำลัง
คิดถึงเรื่องใด นางจิบชาอย่างนิ่งเงียบ ยามนี้นาง
ยังไม่รู้กระจ่างชัดถึงเรื่องราวในจวนจึงควรดูให้
มากพูดให้น้อย
ไม่นานหลังจากนั้นหลัวเซวียนหย่วนก็เข้ามา
คารวะ ยามนี้หนุ่มน้อยอายุสิบเอ็ดปี เติบโตขึ้น
มากแล้ว เขายังสูงกว่าอี๋หนิงหนึ่งช่วงศีรษะ เรือน
ร่างสูงใหญ่หล่อเหลา เขาปราดตามองไปทาง
พี่สาว ก่อนจะประสานมือคารวะอี๋หนิง “พี่สะใภ้
สามหายจากอาการปั่วยแล้วหรือขอรับ ข้ายัง
ไม่ได้ยินดีกับพี่สะใภ้สามที่กลับมาแล้ว!”
“ไม่ต้องเกรงใจไป” หลัวอี๋หนิงให้เขาลุกขึ้น อันที่
จริงหลัวเซวียนหย่วนไม่จำเป็นต้องคารวะนางเต็ม
พิธีการ สำหรับเด็กคนนี้…หากให้กล่าวตามความ
จริง เขาฉลาดหลักแหลมจนทำให้ผู้อื่นต้องตั้ง
ปั้อมระวังตัว
หลัวเซวียนหย่วนยิ้มอย่างมีมารยาทสงวนท่าที
ก่อนจะนั่งลงและไม่กล่าวสิ่งใดอีก
ผ่านไปสักพัก หลัวอี๋เหลียนก็เดินกลับไปพร้อมกับ
น้องชาย นางรู้สึกไม่พอใจน้องชายอย่างยิ่ง “เจ้า
จะทำท่าเกรงใจนางถึงเพียงนั้นไปไย! หากมิใช่
เพราะนาง…ข้าจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นวันนี้
หรือ!”
หลัวเซวียนหย่วนมองพี่สาวที่สวมใส่อาภรณ์
หรูหรา จากนั้นก็ทอดถอนใจ “พี่สาว หากครา
แรกท่านฟังคำเกลี้ยกล่อมของข้า ตัดขาด
ความสัมพันธ์กับหลิวจิ้ง ผู้ใดจะทำอะไรท่านได้”
หลัวอี๋เหลียนมองเขาด้วยแววตาดำดิ่ง “เจ้ากำลัง
โทษพี่สาวหรือ”
“ข้าไม่ได้กล่าวโทษท่าน” หลัวเซวียนหย่วนรู้สึก
ว่าพี่สาวของตนฉลาดน้อยเกินไปจึงไม่ต่อความ
อีก เขาอธิบายว่า “ท่านพ่อไม่อยู่ในจวน ผู้ที่มี
อำนาจตัดสินใจย่อมเป็นพี่ชายสาม ดังนั้นข้าจึง
ต้องผูกไมตรีกับพี่สะใภ้สามเอาไว้ ที่สำคัญยามนี้
ด้วยสถานะอำนาจของพี่ชายสาม…หากทำตัวเป็น
ปรปักษ์กับเขา ด้านหน้าก็เหลือเพียงหนทางแห่ง
ความตายแล้ว”
หลัวอี๋เหลียนรู้สึกว่าน้องชายของตนเติบใหญ่จน
น่าหวาดกลัวแล้ว
ความคิดแยบยลซับซ้อนเหล่านี้ เขาเรียนรู้มาจาก
ที่ใด
“ช่างเถิด คร้านจะถามเจ้าเรื่องนี้แล้ว ข้าขอถาม
เจ้า เจ้าได้ไปเยี่ยมท่านแม่บ้างหรือไม่”
หลัวเซวียนหย่วนไม่สนิทสนมกับเฉียวอี๋เหนียง
เท่าไรนัก “หลังจากท่านออกเรือนไป สติของอี๋
เหนียงก็ไม่สมประดีมาโดยตลอด ข้าเคยไปเยี่ยม
สองครั้ง นางล้วนตกอยู่ในอาการเช่นนั้น”
หลัวอี๋เหลียนทำได้เพียงทอดถอนใจ สุดท้ายเมื่อ
ไม่ได้เลี้ยงดูด้วยตนเอง ความสัมพันธ์ย่อมห่าง
เหิน สุดแต่น้องชายเถิด เพียงเขายอมรักษา
สัมพันธ์อันดีกับนางพี่สาวผู้นี้ก็นับเป็นโชคดีอย่าง
ยิ่งแล้ว
วันนี้ลู่เจียเสวียสวมชุดขุนนางฝั่ายบู๊ ปูั้จื้อลาย
พยัคฆ์ เขาไม่ได้สวมมาเป็นเวลาระยะหนึ่งแล้วจึง
รู้สึกไม่ค่อยกระชับตัวเท่าไรนัก
ตั้งแต่ถูกซุ่มโจมตีจนได้รับชัยชนะเดินทางกลับ
มาถึงเมืองหลวงก็เป็นเวลาสามเดือนแล้ว ทันทีที่
กลับมาก็มีขุนนางเข้ามาคารวะที่จวนไม่ขาดสาย
ไม่ได้เบาบางน้อยลงกว่าแต่ก่อน ประตูจวนของห
นิงหย่วนโหวจึงมีบรรยากาศครึกครื้นราวกับอยู่
ในตลาด
แต่ก็มีคนส่วนหนึ่งที่ไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว
เพราะอำนาจในราชสำนักถูกหลัวเซิ่นหย่วนช่วง
ชิงไปไม่น้อย
ลู่เจียเสวียที่มีผู้คนรายล้อมกำลังย่างก้าวขึ้น
ขั้นบันไดหินอ่อนสีขาวเพื่อเข้าร่วมประชุมในท้อง
พระโรง จากระยะไกลเขาเห็นหลัวเซิ่นหย่วนที่
รายล้อมด้วยคนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามา นี่น่า
อัศจรรย์เพียงใด หนึ่งปีกว่าก่อนหน้านี้อีกฝั่ายยัง
เป็นเพียงรองเสนาบดีกรมโยธา ทว่ายามนี้กลับมี
สถานะทัดเทียมเทียบกับเขาแล้ว
ลู่เจียเสวียรู้ว่าหลัวอี๋หนิงกลับไปแล้ว หลัวเซิ่นหย่
วนเองย่อมตั้งมาตรการปั้องกันแน่นหนา ไม่กล้า
เผยช่องโหว่ให้เขาสบโอกาสอีกครั้ง อีกฝั่ายถึงขั้น
บ้าระห่ำคิดสังหารคนแล้ว แน่นอนว่ายามนี้ไม่
อาจล่วงเกินได้โดยง่ายอีกแล้ว
“ใต้เท้าหลัว” ลู่เจียเสวียหยุดนิ่งแล้วยิ้มให้เขา
“ใต้เท้าผู้บัญชาการ ยังไม่ได้แสดงความยินดีกับ
ท่านที่ได้รับชัยชนะกลับมา” หลัวเซิ่นหย่วนคลี่
ยิ้มเนิบช้า เขาหล่อเหลายิ่งนัก มือที่ปรากฏข้อนิ้ว
เด่นชัดกดอยู่บนฎีกา “วันนี้ข้าคงต้องยื่นขอความ
ดีความชอบให้ท่านแล้ว”
“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณใต้เท้าแล้ว” ลู่เจียเสวียก
ล่าว “ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ฮูหยินของใต้เท้าปั่วย
หนัก ยามนี้ดีขึ้นบ้างหรือไม่” น้ำเสียงของเขาต่ำ
เบาลงเล็กน้อย “กลางคืนนางชอบนอนซุกไซ้ผู้อื่น
ร่างนางยังบอบบางถึงเพียงนั้น ใต้เท้าหลัวอายุยัง
น้อย เกรงว่าจะรับการทรมานเช่นนี้ไม่ไหว ข้า
จำต้องบอกกล่าวใต้เท้าหลัวเรื่องหนึ่ง ที่นางอยู่ที่
ชายแดนกว่าเวลาสองเดือนไม่ยอมกลับเป็น
เพราะนางกำลังตามหาข้า”
หลัวเซิ่นหย่วนไม่ไหวติง “หากเป็นเช่นนั้น เหตุใด
ใต้เท้าจึงต้องทำให้เป็นเรื่องเอิกเกริกด้วยเล่า”
น้ำเสียงของเขาดังกังวานขึ้นเล็กน้อย “ข้าได้ยิน
มาว่าใต้เท้าพาโฉมงามชาวเผ่าหว่าล่ากลับมาที่
จวนด้วยคนหนึ่ง ใต้เท้าเป็นผู้ที่มีโชคลาภไม่ขาด
สาย เพิ่งได้รับชัยชนะจากสงครามก็มีโฉมงาม
แนบอกแล้ว”
“ใต้เท้าหลัวเกรงใจไปแล้ว หากท่านต้องการ ข้าก็
จะห่อส่งไปให้ท่านถึงจวนประเดี๋ยวนี้” ลู่เจียเสวีย
ยังคงรักษารอยยิ้มไว้
เสียงขันทีในท้องพระโรงดังก้องกังวาน เสียงฆ้อง
ระฆังดังขึ้น ทั้งสองคนจึงเก็บสายตาคมกร้าว
กลับไป พวกเขาแบ่งออกเป็นสองซ้ายขวา เดินนำ
ขุนนางฝั่ายบุ๋นและฝั่ายบู๊เข้าไปในท้องพระโรง
สีหน้าของฮ่องเต้เปียมไปด้วยความปีติยินดี ใน
การประชุมวันนี้ฮ่องเต้พระราชทานสิ่งของ
จำนวนมากให้ลู่เจียเสวีย เขายกชายเสื้อคลุมขึ้น
แล้วคุกเข่าลงเพื่อขอบพระทัย หลัวเซิ่นหย่วนเอง
ก็มีความดีความชอบในการช่วยกวาดล้างรังของ
ศัตรู เขาจึงได้รับพระราชทานที่ดินสองพันหมู่ ผ้า
ไหมชนิดต่างๆ สามร้อยพับและทองคำหนึ่งร้อย
ตำลึง สำหรับเรื่องที่ว่าใต้เท้าหลัวกวาดล้างรังของ
ศัตรูอย่างไรไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ฮ่องเต้เองก็ไม่ได้พูด
ชัดเจน มีเพียงลู่เจียเสวียเท่านั้นที่ลอบยิ้มหยัน
การประชุมในท้องพระโรงสิ้นสุดลง ลู่เจียเสวีย
เดินทางไปยังห้องทรงพระอักษรฝังทักษิณ ส่วน
หลัวเซิ่นหย่วน วั่งหย่วนและพวกเซี่ยอี่เดินทางไป
ยังเน่ยเก๋อ
ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวเป็นช่วงที่เน่ยเก๋อยุ่งวุ่นวาย
มากที่สุด หลัวเซิ่นหย่วนในฐานะเจ้ากรมโยธา
ต้องดูแลทั้งเรื่องการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร
การจัดการบริหารน้ำ การซื้อขายของทางการ
การก่อสร้างต่างๆ ล้วนอยู่ภายใต้การรับผิดชอบ
ของเขา เมื่อเขายุ่งขึ้นมา ทั้งวันก็อาจมีเอกสารถึง
หลายร้อยฉบับที่รอการอนุมัติจากเขา ทั้งหมด
ล้วนเป็นเรื่องสำคัญไม่อาจล่าช้า ที่มาวันนี้ก็เพื่อ
หารือเกี่ยวกับการจัดการเสบียงทหาร
เดิมเรื่องเสบียงทหารอยู่ภายใต้การรับผิดชอบ
ของกรมคลัง เจ้ากรมคลังที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง
ใหม่คือเจียงชุนเหยียน หลังจากการตายของสวี
เว่ย ความสัมพันธ์ระหว่างเจียงชุนเหยียนกับ
หลัวเซิ่นหย่วนก็ไม่ค่อยราบรื่นนัก ทว่ายามนี้ถึง
เวลาที่พวกเขาต้องมาสนทนาร่วมกันแล้ว จาก
สงครามครั้งล่าสุดทำให้สูญเสียทรัพยากรไปมาก
เสบียงสำรองที่กักตุนไว้ที่ชายแดนมีปริมาณไม่
เพียงพอ ตอนนี้เพิ่งมีการจัดเก็บภาษีในท้องที่
ต่างๆ เบี้ยหวัดทหารจึงไม่ใช่ปัญหา แต่หากไร้ซึ่ง
อาหารก็สามารถทำให้คนอดตายได้ ถ้าจะทำการ
ส่งเสบียงทหารอย่างเร่งด่วนเพื่อคลี่คลาย
สถานการณ์ชั่วคราวย่อมทำได้ แต่ในระยะยาวก็
อาจมีอาหารไม่เพียงพอที่จะสนับสนุน
หลัวเซิ่นหย่วนฟังแล้วก็เคาะนิ้วลงบนขอบโต๊ะ
ก่อนจะกล่าวขึ้น “ไม่ใช่เรื่องยากอันใด พระคลัง
ไม่มีพืชพรรณธัญญาหารหลงเหลือ แต่ในมือของ
พวกพ่อค้าข้าวต้องมีแน่ ให้พวกเขาส่งพวก
ธัญญาหารไปที่ชายแดนโดยอ้างอิงราคาจากการ
ซื้อขายในตลาดก็ได้แล้ว”
เจียงชุนเหยียนได้ยินดังนั้นก็กล่าว “ใต้เท้าหลัว
ไม่มีการค้าใดที่ทำโดยปราศจากกำไร หากให้พวก
พ่อค้าส่งธัญญาหารไปที่ชายแดน เส้นทางยาว
ไกลต้นทุนย่อมสูง พวกเขาจะยินยอมได้อย่างไร”
หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มออกมา “เหตุใดจึงไม่ยินยอม
ใช้ใบอนุญาตทำนาเกลือแลกเปลี่ยนกับพวก
ธัญญาหารก็สิ้นเรื่อง ทันทีที่มาตรการนี้ออกไป
พวกเขาแต่ละคนมีแต่จะรีบกรูเข้ามาช่วงชิง”
วั่งหย่วนฟังแล้วก็ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะรู้สึกว่า
กลยุทธ์นี้ชาญฉลาดยิ่งนัก “ใต้เท้าหลัวฉลาดหลัก
แหลม เดิมใบอนุญาตขอทำนาเกลือเป็นสิ่งที่ต้อง
ยื่นขอ หากใช้สิ่งนี้แลกเปลี่ยนกับพวกธัญญาหาร
นี่ถือเป็นการช่วยลดความยุ่งยาก ท่านกับใต้เท้า
เจียงร่วมกันหารือรับผิดชอบเรื่องนี้ ถึงเวลาข้าจะ
ร่างฎีกาถวายฝั่าบาทเอง”
แต่ไรมาใต้เท้าวั่งก็เป็นคนเกียจคร้าน หาก
สามารถหลบเลี่ยงภาระงานได้เขาย่อมหลบเลี่ยง
เพียงฟังพวกเขาหารือกันตาก็หรี่ปรือจนแทบจะ
ปิดแล้ว หลัวเซิ่นหย่วนไม่รู้สึกแปลกใจสักนิด เมื่อ
ถึงเวลาที่ควรแสดงความปราดเปรื่องออกมา ใต้
เท้าวั่งย่อมฉลาดเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าสุนัขจิ้งจอก
หลัวเซิ่นหย่วนยิ้ม เมื่อการหารือทางการค้าจบลง
ก็ให้คนเข้ามาเก็บหมึกพู่กัน ก่อนจะพากันเคลื่อน
ตัวออกจากเน่ยเก๋อ
หลัวเซวียนหย่วนกลับมาถึงเรือนด้านนอกก็
ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนสั่งการบ่าวรับใช้ “ข้าจำได้
ว่าขนมแปั้งแห้วที่ซื้อจากร้านเสียงจี้คราก่อน
รสชาติไม่เลว เจ้าไปซื้อกลับมาสักสองสามกล่อง”
บ่าวรับใช้วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานกล่อง
ขนมแปั้งแห้วสดใหม่สีแดงสองสามกล่องก็มาถึง
มือของเขา เขาหิ้วไปที่เรือนเจียซู่
หลัวอี๋หนิงเพิ่งกลับมาจากบ้านหลัก นางไปเยี่ยม
บุตรที่เพิ่งเกิดของนางโจวใหญ่เล็กมา ตั้งแต่เกิด
เรื่องหลัวอี๋เหลียนกับหลิวจิ้ง ความสัมพันธ์
ระหว่างบ้านหลักและบ้านรองก็เริ่มห่างเหิน แต่
นางเพิ่งกลับมา อย่างไรก็ต้องไปเยี่ยมเยือนสัก
ครั้ง เมื่อนางเฉินเห็นหลัวอี๋หนิงมาหายังรั้งตัวนาง
ให้อยู่กินมื้อเที่ยงด้วยกันอย่างกระตือรือร้น
อี๋หนิงกินจนหนังท้องตึง เพิ่งก้าวเข้ามาในเรือนก็
พบกับหลัวเซวียนหย่วนที่กำลังนั่งรออยู่ในโถงบุป
ผา นางนิ่งงันไปเล็กน้อย
หลัวเซวียนหย่วนลุกขึ้น คลี่ยิ้มให้นาง “พี่สะใภ้
สาม วันนี้ข้าเอาของว่างมาให้ท่าน”
ให้ของว่าง หลัวอี๋หนิงไม่ได้ไปมาหาสู่กับเขาสัก
เท่าไร ครั้นได้ยินเช่นนี้ก็บังเกิดความสงสัย เขามา
ส่งของว่างอะไรกัน นางปรายตามองกล่องขนมใน
มือเขา
เกรงว่าคงมีใจคิดอยากสานสัมพันธ์
“เป็นขนมแปั้งแห้วจากร้านเสียงจี้” หลัวเซวียน
หย่วนพูดแล้วก็แกะห่อกระดาษเปิดกล่อง “ขนม
แปั้งแห้วนี้แตกต่างจากที่อื่น ด้านในมีการเพิ่ม
ส่วนผสมซิ่งเหริน เหอเถา และพุทราแดง ทั้งสอง
ด้านถูกจี่กับกระทะจนมีสีเหลืองทอง ด้านนอก
กรอบด้านในนุ่ม กินแล้วยังได้กลิ่นหอมหวานของ
ดอกกุ้ยฮวา”
เขาเป็นน้องชายของหลัวอี๋เหลียน อี๋หนิงย่อม
ระแวดระวังอยู่หลายส่วน นางผงกศีรษะด้วยสี
หน้าเรียบเฉย “เจินจู ไปนำซื่อปิง[2]ที่เพิ่งทำเสร็จ
มามอบให้คุณชายสี่นำกลับไปชิม”
หลัวเซวียนหย่วนยิ้มบาง เขายื่นมือออกมาหยิบ
ตะเกียบที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะคีบขนมแปั้งแห้ว
ชิ้นหนึ่งวางลงบนจานเล็กแล้วเลื่อนไปตรงหน้า
อี๋หนิงอย่างแช่มช้า “ข้ารู้ว่าพี่สะใภ้สามโปรด
ปรานขนมแปั้งนึ่ง ขนมร้านนี้รสชาติแตกต่างจาก
ร้านอื่น”
หลัวเซิ่นหย่วนเพิ่งกลับมาจากราชสำนักพอดี
เขาเห็นหนุ่มน้อยที่ใกล้จะเป็นชายหนุ่มนั่งอยู่ใน
โถงบุปผา ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้ม
ในมือกำลังถือตะเกียบคู่หนึ่ง อี๋หนิงนั่งอยู่ตรงข้าม
เขา บนใบหน้าดูคล้ายจะประดับด้วยรอยยิ้ม
น้อยๆ
ดวงตาของหลัวเซิ่นหย่วนพลันหรี่ลง ความรู้สึกไม่
สบายใจอย่างรุนแรงปะทุขึ้นอีกครั้ง ทำให้แววตา
ของเขามืดมน เขาก้าวไปหาทั้งสองคนนั้นโดยให้
ผู้ติดตามยืนรออยู่ด้านนอกห้องโถงบุปผา
“มีเรื่องกระไรหรือ”
อี๋หนิงได้ยินเสียงอันคุ้นเคยจากด้านหลัง ในใจก็
คิดว่าวันนี้เขากลับมาเร็วนัก นางหันกลับไปก็พบ
กับร่างสูงโปร่งของเขา อี๋หนิงยิ้มแล้วกล่าว
“พี่ชายสาม ยากนักที่ท่านจะกลับมาเร็วสักครั้ง
เขามาส่งขนมเจ้าค่ะ”
หลัวเซวียนหย่วนรีบลุกขึ้นประสานมืออย่างนอบ
น้อม “พี่ชายสาม เป็นของว่างจากร้านเสียงจี้
ขอรับ ข้าเห็นว่าพี่สะใภ้สามชอบกิน…”
“นางชอบอะไร เจ้ารู้ได้อย่างไร” หลัวเซิ่นหย่วน
ไม่รอให้เขากล่าวจบก็ตัดบทด้วยเสียงราบเรียบ
รอยยิ้มของหลัวเซวียนหย่วนพลันนิ่งค้าง
หลัวเซิ่นหย่วนเดินไปเบื้องหน้าเขา มองกล่อง
กระดาษสองสามกล่องนั้น เป็นของว่างจริงๆ
จากนั้นเขาก็มองไปทางจานใบเล็ก “นางอยาก
กินอะไร ที่นี่มีหรือจะขาดแคลน จำเป็นต้องให้
เจ้ามาส่งด้วยหรือ”
จำได้ว่าในยามที่หลัวเซวียนหย่วนยังเด็ก เขาไม่
ชอบอี๋หนิงอย่างยิ่ง มายามนี้เหตุใดจึงมีท่าทีสนิท
สนมขึ้นมา
หลัวเซวียนหย่วนเพียงคิดอยากเอาใจอี๋หนิง
เท่านั้น ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงทำให้หลัวเซิ่นหย่วนปัน
ท่าเย็นชาขึ้นมาได้ แท้จริงแล้วเขาทำผิดอะไร
รอยยิ้มของหลัวเซวียนหย่วนดูเศร้าสลดไป
เล็กน้อย แต่ยังคงฝืนรักษาท่าที “เป็นน้องชายที่
ก้าวก่ายมากเกินไป เช่นนั้นน้องชายขอตัวก่อน”
อี๋หนิงมองหลัวเซวียนหย่วนที่จากไป นาง
ประหลาดใจอย่างยิ่งยวด แต่ไรมาหลัวเซิ่นหย่วน
ก็มีท่าทีเพิกเฉยต่อพี่น้อง แต่ก็ไม่ถึงขั้นไม่ไว้หน้า
เช่นนี้
“พี่ชายสาม…”
ทันใดนั้นเขาก็กุมมือนางไว้แล้วออกแรงกระชับ
แน่น “ด้านนอกลมเย็น กลับเข้าไปด้านในเถิด”
ระหว่างเดินกลับ เขาเห็นนางแสดงสีหน้าแปลก
พิกลก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ต่อไปเจ้า
อย่าได้ไปมาหาสู่กับหลัวเซวียนหย่วนอีก จิตใจ
เขาแยบยลมากแผนการ”
“เขาจะมีแผนการใดได้ เพียงอยากอาศัยข้าเอาใจ
ท่านก็เท่านั้น” หลัวอี๋หนิงกล่าวกลั้วรอยยิ้ม
“ท่านตื่นเต้นไปไย กลัวว่าเขาจะคิดทำร้ายข้า
หรือ ต่อให้เขามีความกล้ามากกว่านี้ก็ไม่กล้า
หรอก”
“อืม” เขาเพียงรับคำเสียงหนึ่ง
หลัวอี๋หนิงขมวดคิ้ว ผ่านไปชั่วครู่นางจึงคิดขึ้นได้
“มิใช่ว่าท่าน…”
“อี๋หนิง ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว” หลัวเซิ่นหย่วนจับ
บ่าของนางไว้ “ข้าไม่ชอบให้เจ้าสนใจผู้อื่น”
“ข้าไม่ได้สนใจเขา” หลัวอี๋หนิงดึงแขนของเขาไว้
แล้วอธิบาย “ท่านกำลังคิดอะไรอยู่ หลัวเซวียน
หย่วนเป็นน้องชายของท่าน เขาเพิ่งมีอายุเท่าไร
เอง! สำหรับข้าเขาเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งเท่านั้น”
“อืม ข้าก็แค่ไม่ชอบเขา” หลัวเซิ่นหย่วนพูดแล้วก็
ลูบศีรษะของนาง “เขากับข้ามีหน้าตาละม้าย
คล้ายคลึงกันใช่หรือไม่”
“เปั่าเกอร์คล้ายคลึงกับท่านมากกว่า!”
หลัวเซิ่นหย่วนรู้สึกว่านางกำลังใช้คารมบิดพริ้วจึง
ก้มหน้าจุมพิตบนหน้าผากของนาง “เอาละ ไม่
ต้องพูดแล้ว” ยามนี้เขาเริ่มควบคุมความ
ปรารถนาคิดอยากเข้าครอบครองนางไม่ค่อยได้
แล้วจริงๆ หากเป็นไปได้เขาก็อยากจะกักขังนาง
ไว้ เช่นนี้นางก็จะได้ไม่ไปพบไม่ไปชอบผู้อื่น เขา
ซ่อนมือที่สั่นเทาไว้ใต้แขนเสื้อ ซ่อนเร้นอารมณ์
ความรู้สึกที่ผิดปกติทั้งมวล
อี๋หนิงสัมผัสได้ถึงแววตาอันลึกล้ำไร้ก้นบึ้งของเขา
ในขณะที่เขามองนาง
นางกระซิบเสียงแผ่วเบา “ข้าชอบเพียงท่าน
เท่านั้น”
“อืม” เขาจับมือนางพาเดินเข้าไปด้านใน เพราะ
มีนางอยู่ข้างกาย อารมณ์ทั้งหมดทั้งมวลของเขา
จึงได้รับการปลอบประโลม
อี๋หนิงกำลังจะไปยกน้ำแกงที่ตุ๋นเสร็จแล้วมาให้
เขา ทว่าเขาพลันเงยหน้าขึ้น “จะไปที่ใด”
“อีกครู่ก็กลับมาแล้ว” อี๋หนิงกล่าวก่อนจะไปยัง
ห้องด้านข้าง ด้านนอกมีลมอุดรพัดมาหอบหนึ่ง
นางพรูลมหายใจเบาๆ ในห้องครัวตุ๋นน้ำแกงเต่า
ไว้ นางเปิดฝาเล็กน้อย เติมพุทราแดงลงไป แต่ละ
ลูกกลิ้งตกลงไปในน้ำ บ้างลอยบ้างจม ใบหน้า
ด้านข้างของนางคล้ายถูกตรึงอยู่ท่ามกลางไอน้ำ
ขนตาหลุบต่ำ ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
หลัวอี๋หนิงได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ครั้นหัน
กลับไปก็พบเขาพิงอยู่กับกรอบประตู กำลังมอง
นางทำงานเงียบๆ อี๋หนิงยิ้ม “รอดื่มน้ำแกงหรือ
เจ้าคะ”
“อืม” หลัวเซิ่นหย่วนราวกับไม่ได้ฟังคำถามของ
นาง
“พี่ชายสาม ข้ามีเรื่องอยากถามท่าน” หลัวอี๋หนิง
กล่าว “เปั่าเกอร์มีอายุครึ่งขวบแล้ว แต่ยังไร้ชื่อที่
เป็นทางการ ท่านคิดให้เขาแล้วหรือยัง”
เมื่อคืนขณะอ่านเอกสารอยู่ในห้องหนังสือ เขาก็
ครุ่นคิดอยู่บ้าง พวกเขาไม่ใช่พวกคหบดีเลือดร้อน
พรรค์นั้น แน่นอนว่าจะใช้คำว่าเปั่ามาเป็นชื่อนาม
ไม่ได้ เขาร่างอักษรออกมาหลายตัว ทว่าสุดท้ายก็
รู้สึกว่ายังไม่เหมาะสม เขามองนาง “ข้ายังคิดไม่
ออก หรือเจ้าจะเป็นคนตั้งก็ย่อมได้”
หลัวอี๋หนิงนึกถึงเรื่องที่ท่านย่าเคยกล่าวกับนาง
ขณะที่หลัวเซิ่นหย่วนเพิ่งถือกำเนิด เขายังไม่มีชื่อ
ดีๆ ยามนั้นหลัวเฉิงจางกล่าวไว้เพียงประโยค
เดียว ‘ต่อไปคิดทำการใดก็ให้รู้จักระมัดระวัง[3]’
ดังนั้นจึงให้ชื่อว่าหลัวเซิ่นหย่วน ส่วนตัวอักษรเซ
วียนของหลัวเซวียนหย่วน หลัวเฉิงจางกลับสรร
หานักพรตมาช่วยคำนวณจากพื้นเพดวงชะตา มี
เรื่องราวที่มาใหญ่โต
อี๋หนิงคิดแล้วก็เอ่ย “ในเมื่อเปั่าเกอร์เป็นบุตรสาย
ตรงคนโต ลำดับของวงศ์ตระกูลรุ่นนี้ใช้ตัวอักษร
‘เจ๋อ’ เช่นนั้นมิสู้ให้มีนามว่าเจ๋อหยวน!”
หลัวเซิ่นหย่วนมุมปากกระตุกเล็กน้อย “นี่มิใช่ว่า
เจ้าเกียจคร้านเกินไปหรือ”
อี๋หนิงกล่าวด้วยความโมโห “ให้ท่านตั้ง ท่านก็ไม่
มีความคิดเห็น เมื่อข้าตั้งแล้วท่านจะมานึก
รังเกียจไม่ได้”
นางรู้สึกว่าน้ำแกงใกล้จะเสร็จแล้วจึงเรียกสาวใช้
ชราเข้ามาดับไฟ จากนั้นจึงอาศัยความร้อนที่ยัง
หลงเหลืออยู่อบอีกชั่วครู่เพื่อสร้างกลิ่นหอม ก่อน
จะให้ส่งเข้าไปในห้อง
“เจ้าตามข้ามา” หลัวเซิ่นหย่วนจูงมือของนาง
เดินผ่านระเบียงทางเดิน ก้าวผ่านลานกว้าง
องครักษ์ที่กำลังยืนรักษาการณ์เรียงรายขานเรียก
เขาว่าใต้เท้าหลัว อี๋หนิงมองตรงไปก็พบว่ามาถึง
ด้านหน้าของห้องหนังสือแล้ว เขาจูงนางเข้าไป
ด้านใน บนโต๊ะยาวมีกระดาษแผ่นหนึ่งกางอยู่ ซึ่ง
ถูกที่ทับกระดาษตรึงไว้ เขาให้บ่าวไพร่ถอย
ออกไป ก่อนจะหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มน้ำหมึก
“มา เจ้าคิดอะไรออกก็เขียนลงไป”
อี๋หนิงรับพู่กันมาจากมือของเขาแล้วก้าวเท้าไป
หน้าโต๊ะ น้ำหมึกหยดลงบนกระดาษ ทว่านาง
ยังคงไร้ความคิดอันใด นางจรดพู่กันตวัดตัวอักษร
ออกมาสองสามตัว เขาเฝั้ามองอยู่ด้านหลังเงียบๆ
ภายในห้องไร้สรรพเสียงอื่นใด ทันใดนั้นหลัวอี๋ห
นิงก็กล่าวขึ้น “พี่ชายสาม ตัวอักษรหูที่มาจากคำ
ว่าหงหูเขียนอย่างไร”
หลัวเซิ่นหย่วนรับคำแล้วก้าวไปข้างหน้า เขายื่น
มือจากด้านหลังมาจับมือนาง ก่อนโน้มตัวลง
“เขียนแบบนี้”
พูดแล้วก็ชักนำนางเขียนอักษรตัวนั้นช้าๆ ฝั่ามือ
ออกแรงกระชับเล็กน้อย
มือขวาของเขาเขียนอักษรได้ไม่ดีเท่ามือซ้าย
ลมหายใจกระชั้นชิด นางถูกเขาโอบรัดไว้ในอ้อม
กอด หลัวอี๋หนิงเบี่ยงกายกลับไปเล็กน้อยเพื่อให้
เขากอดกระชับตนได้แนบแน่น
ภายในห้องหนังสือเงียบสงบอย่างยิ่งยวด ท้องฟั้า
สดใส แสงสะท้อนจากหิมะเป็นประกายพร่าง
พราว ทันใดนั้นหลัวอี๋หนิงก็ยกมือโอบรอบลำคอ
ของเขาและออกแรงให้เขาโน้มศีรษะลง นาง
ประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากเขา “ให้ท่านเป็น
รางวัล”
นางกำลังจะผละไป แต่ดูคล้ายเขาจะถูกนาง
ล่อลวงเข้าให้แล้ว หลัวเซิ่นหย่วนกดนางไว้ในอ้อม
กอดทันที ประกบริมฝีปากลงบนกลีบปากของ
นางอย่างรวดเร็ว
การตั้งชื่อไม่ใช่เรื่องเร่งรีบ สุดท้ายเปั่าเกอร์สหาย
ตัวน้อยก็ยังไม่ได้ชื่ออย่างเป็นทางการ เขาไม่รู้
เรื่องรู้ราวอะไร ยังคงนั่งน้ำลายไหลย้อยให้แม่นม
ปั้อนน้ำแกงเต่า
ในที่สุดคืนนี้ก็สามารถจัดแจงเรื่องที่นอนได้
เรียบร้อยแล้ว เปั่าเกอร์นอนอยู่ระหว่างบิดา
มารดา ซ้ายเป็นท่านพ่อขวาเป็นท่านแม่ ด้วยกลัว
ว่าหลัวเซิ่นหย่วนจะนอนทับเปั่าเกอร์ อี๋หนิงกับ
เปั่าเกอร์จึงเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเตียง
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบมองพื้นที่เล็กๆ ของตน
ก่อนจะมองไปยังเจ้าก้อนน้อยที่กลิ้งเกลือกไปมา
เขาไม่อยากนอนกับเจ้าก้อนน้อยเลยสักนิด
เจ้าก้อนน้อยปีนขึ้นมาบนร่างของบิดา ปรบมือ
พลางส่งเสียงอื้ออ้า อี๋หนิงกล่อมเขา “เปั่าเกอร์
ไปหอมแก้มท่านพ่อเร็วเข้า!”
เปั่าเกอร์ปีนขึ้นไปบนหัวของหลัวเซิ่นหย่วน ตา
ใหญ่สบประสานตาเล็ก เปั่าเกอร์มองอยู่ชั่วครู่ก็ไร้
ความสนใจ เขาบิดก้นน้อยๆ หันไปอีกทาง ก่อน
จะพุ่งตัวไปหามารดา เปั่าเกอร์เล่นอยู่จนถึง
กลางดึกถึงเริ่มง่วงงุนและเข้าสู่ห้วงนิทราในอ้อม
กอดของมารดา
ในยามนี้เอง ท่านพ่อของเขาก็ยื่นมือออกมาข้าง
หนึ่ง ลูบลำคอน้อยๆ อันแสนอ่อนนุ่มของเขา
“ตั้งครรภ์สิบเดือน ทั้งยังต้องดูแลเขา นี่คงมิใช่
เรื่องง่ายใช่หรือไม่” น้ำเสียงของเขานุ่มละมุน
อย่างยิ่งยวด
“ยามนี้ยังดี ตอนที่เขาเพิ่งมีอายุเดือนสองเดือน
ลำบากนัก” อี๋หนิงคิดถึงยามที่เปั่าเกอร์เพิ่งเกิดก็
คลี่ยิ้มออกมา
“ให้เขาหย่านมเร็วสักหน่อย ถึงยามนั้นก็โยนไป
ให้แม่นม เจ้าจะได้ไม่ต้องลำบากอีก” หลัวเซิ่นหย่
วนพูดต่อ เขาอยากช่วยเหลือ ทว่าเพียงเจ้าตัว
เล็กนี่ไม่หวาดกลัวเขาก็นับว่าโชคดีมากแล้ว
ดังนั้นย่อมไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องจะให้กล่อม ทั้งที่
เจ้าเด็กนี่เป็นบุตรชายของเขา แต่กลับไม่ไว้หน้า
เขาสักนิด
อี๋หนิงมองเขา หลัวเซิ่นหย่วนจึงกล่าวด้วยน้ำเสียง
รำพัน “หากต้องเลี้ยงลูก เจ้าจะนอนไม่สบาย”
หลัวอี๋หนิงลอบคิด…ถึงนางไม่ต้องเลี้ยงลูก นางก็
นอนไม่สบาย
“เจ้าเล่าชีวิตในจินหลิงให้ข้าฟังเถิด” หลัวเซิ่นหย่
วนรั้งนางเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด “ยามที่เจ้าคลอด
เขา ข้าไม่ได้อยู่ข้างกายเจ้า เจ้าในยามนั้น
เจ็บปวดทรมานมากหรือไม่” มือของเขาตบลงบน
ร่างนางเบาๆ ราวกำลังปลอบประโลม
เจ้าก้อนน้อยสวมเสื้อกันหนาวตัวอวบอ้วน นอน
อยู่ระหว่างบิดามารดา ขบแทะอุ้งมือน้อยๆ
ขณะที่กำลังนอนหลับสนิท
ราวกับกาลเวลาได้เคลื่อนคล้อยไปอย่างสงบสุข
——————–
1. หมวกทรงหกประสานเป็นหมวกทรงกลม
ไม่มีปีก
2. ซื่อปินคือลูกพลับแห้ง
3. ตัวอักษรเซิ่น (慎) จากชื่อของหลัวเซิ่น
หย่วนมาจากคำว่า慎重ที่แปลว่า
ระมัดระวัง