พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 187
สำหรับนางแล้วไม่มีสิ่งใดที่ลำบากหรือไม่ลำบาก
เรื่องที่ผ่านไปแล้วล้วนไม่สามารถสร้างความ
เจ็บปวดอันหนักหน่วงได้อีก
หลัวอี๋หนิงซบเขาจนเริ่มรู้สึกง่วงเล็กน้อย อันที่
จริงหากจะให้นางกล่าว เช่นนั้นย่อมพัวพันไปถึง
ลู่เจียเสวีย ในระยะเวลาหนึ่งปีนั้นไม่อาจกล่าวได้
ว่าทุกข์ทรมาน ทำให้ขณะที่นางรับรู้ว่าเกิดเหตุ
กับลู่เจียเสวียจึงตกใจและตื่นตระหนกมาก ทั้งยัง
บังเกิดอารมณ์สับสนซับซ้อน
หากคนผู้หนึ่งดีต่อท่านด้วยใจจริง ท่านจะไม่เกิด
เมตตาจิตต่อเขาได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
นางกับลู่เจียเสวียยังมีอดีตที่ซับซ้อนร่วมกัน
นางกล่าว “ชีวิตในจินหลิงถือว่าสุขสบายดี มี
เพียงยามคลอดเปั่าเกอร์ที่ลำบากไปบ้าง แต่ก็ไม่
เป็นอันใด”
หลัวเซิ่นหย่วนค่อยๆ หลับตาลง “เขาเล่า”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มเอ่ยถึงลู่เจียเสวียก่อน
หลัวอี๋หนิงไม่ทันตอบสนองไปชั่วขณะ ทว่านาง
ตระหนักดีว่าเขาหมายถึงผู้ใด
“ลู่เจียเสวีย…” น้ำเสียงของหลัวอี๋หนิงแผ่วเบาลง
“อันที่จริงระหว่างข้ากับเขาไม่มีอะไร ข้ารู้ตัวว่า
ตั้งครรภ์ก่อนจะไปถึงที่เมืองจินหลิงแล้ว เขาเองก็
ถือว่าปฏิบัติต่อข้าเป็นอย่างดี พวกเราไม่มีอะไร
มากไปกว่านั้น สุดท้ายเมื่อเขาเกิดเรื่อง เขายังให้
พวกเย่เหยียนพาข้าไปพบท่านพ่อ ถือเป็นการ
ปล่อยข้ากลับไป” นางพูดแล้วก็รู้สึกว่าน่าขัน
ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว ทว่านางยังคงรู้สึกว่าลู่เจีย
เสวียคนผู้นี้มีอารมณ์สับสนย้อนแย้ง นางพอ
เข้าใจบางส่วน แต่ก็ไม่กระจ่างถ่องแท้
บางทีอาจเป็นเพราะสัมผัสได้ถึงอารมณ์ลังเลใน
ถ้อยคำของนาง หลัวเซิ่นหย่วนจึงไม่อยากฟังอีก
เหตุใดเขาต้องถามขึ้นมาด้วยเล่า ครั้นเอ่ยปาก
ออกมาก็รู้สึกเสียใจ อันที่จริงไม่ใช่เพราะลู่เจียเส
วียกับนางเคยมีอดีตร่วมกันอย่างไร แต่เป็นเพราะ
เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกอิจฉาริษยาเพียงเท่านั้น
ที่เขาคิดสังหารลู่เจียเสวียนับว่าคิดได้ถูกต้อง
ภูเขาลูกหนึ่งไม่อาจมีเสือสองตัว ยามนี้เขามีความ
ขัดแย้งกับลู่เจียเสวียมากเกินไปแล้ว
อันที่จริงวันนี้หลัวเซิ่นหย่วนได้รายงานฮ่องเต้
เรื่องที่ฮองเฮามีการลักลอบติดต่อกับผู้อื่นแล้ว
ครึ่งเดือนก่อนหน้านี้เขาตามสืบพบแล้วว่าคนผู้
นั้นเป็นผู้ใด คนผู้นั้นคือเครื่องสังเวยในการช่วงชิง
อำนาจของลู่เจียเสวียในปีนั้น แต่เขาไม่คิดจะ
รายงานตามนี้ เขาอยากจะอาศัยจังหวะที่ลู่เจียเส
วียกำลังตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตปลิดชีวิตอีก
ฝั่าย แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน ที่
สำคัญวันนี้ลู่เจียเสวียยังกลับมาพร้อมกับความดี
ความชอบจากการสู้รบ ต่อให้ผู้ที่ลักลอบติดต่อ
กับฮองเฮาเป็นเขาจริง ฮ่องเต้ก็คงไม่กล้าถือสาหา
ความ เพราะยามนี้ลู่เจียเสวียยังเป็นผู้ที่ไม่
สามารถแตะต้องได้
ทว่าความระแวงสงสัยย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจ
หลีกเลี่ยง
“วันนี้เขากลับมาแล้วใช่หรือไม่ ได้รับชัยชนะจาก
สงคราม” หลัวอี๋หนิงหันกายไปมองเขา “ข้ารู้ว่า
ท่านต้องวางกลอุบายบางอย่างที่ชายแดน ท่าน
….”
“ข้าอยากจะสังหารเขา” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว
ด้วยเสียงราบเรียบ
แม้หลัวอี๋หนิงจะคาดการณ์ไว้แล้ว แต่เมื่อเขาพูด
ออกมาด้วยท่าทีผ่อนคลาย นางก็ยังรู้สึกตื่น
ตระหนก
“เขาเองก็คงคิดอยากสังหารข้าอยู่ครึ่งจินแปด
ตำลึง[1]กระมัง” หลัวเซิ่นหย่วนกดศีรษะของนาง
ลงให้นางนอนดีๆ
“อันที่จริงยามนี้พวกท่านต่างก็มีอำนาจบารมี
นับว่าดีมากแล้ว เหตุใดจึงต้องเข่นฆ่ากันอีก” อี๋ห
นิงเอ่ยถาม
นางไม่อยากเห็นฝั่ายใดฝั่ายหนึ่งพ่ายแพ้
นางไร้หนทางนึกรังเกียจลู่เจียเสวีย กระทั่งยังแฝง
ไปด้วยความรู้สึกสงสารละอายใจ
หลัวเซิ่นหย่วนโคลงศีรษะพลางกล่าวกับนาง
“ไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นสาเหตุ เพียงกล่าวถึงการสืบ
ทอดราชบัลลังก์ จุดยืนระหว่างข้ากับลู่เจียเสวียก็
แตกต่างกันมาก”
เรื่องการสืบทอดราชบัลลังก์สามารถกล่าวได้ว่า
ลู่เจียเสวียอยู่ฝั่ายเดียวกับพวกชิงหลิว พวกเขา
สนับสนุนองค์ชายสาม วั่งหย่วนเป็นคนที่คาดเดา
ใจของฮ่องเต้ได้เก่งกาจที่สุด แม้เขาจะไม่แสดง
จุดยืนใดๆ ทว่าอันที่จริงเขาเองก็ยืนอยู่ฝั่าย
เดียวกับองค์ชายใหญ่ เขากับหลัวเซิ่นหย่วนไม่มี
ผลประโยชน์อันใดที่ขัดแย้งกัน ดังนั้นเขาจึงยอม
ให้หลัวเซิ่นหย่วนสนับสนุนองค์ชายใหญ่โดยไม่
แสดงท่าทีอันใด
“เรื่องการสถาปนาองค์รัชทายาทเป็นเรื่องระดับ
แว่นแคว้น ตั้งแต่อดีตจนถึงบัดนี้มักมีความคิด
ขัดแย้งเกิดขึ้นเสมอ เมื่อมีความเห็นต่างก็อาจ
นำไปสู่การต่อสู้อย่างรุนแรง ที่สำคัญลู่เจียเสวีย
ยังเป็นคนที่เคยผ่านประสบการณ์การ
เปลี่ยนแปลงในวังหลวงมาก่อน” หลัวอี๋หนิงกล่าว
ต่อ
“พอเถิด ไม่ต้องพูดแล้ว” หลัวเซิ่นหย่วนพลันตัด
บทนาง
เขาจุมพิตลงบนแก้มของนางเบาๆ ริมฝีปากแห้ง
ผากผ่าวร้อน “นอนเถิด” เขาตบหลังของนาง
เบาๆ ราวกับกำลังกล่อมเด็กน้อย “ไม่ว่าจะเป็น
อย่างไรเจ้าก็ไม่ต้องกังวล ข้าไม่มีทางเกิดเรื่องอัน
ใด วางใจเถิด”
หลัวอี๋หนิงได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นด้วยจังหวะมั่นคง
ของเขา แม้นางจะหวังให้วันเวลาผ่านไปอย่าง
สงบสุข มั่นคงปลอดภัย ทว่าแท้จริงความดำมืด
และกลิ่นคาวโลหิตยังคงอยู่ แผนการร้ายในราช
สำนัก ความบาดหมาง เหตุการณ์หน้าไหว้หลัง
หลอก เรื่องเหล่านี้นางไม่อาจหยุดยั้ง ทั้งยังไม่
อาจแก้ไข เพราะสาเหตุไม่ได้มาจากนางเพียงผู้
เดียว ดังนั้นหลัวเซิ่นหย่วนย่อมไม่มีทางรามือ
เพราะนางเป็นแน่
หากนางสามารถพบลู่เจียเสวียเพื่อเกลี้ยกล่อมเขา
ได้ก็คงดี หากทั้งสองฝั่ายสู้รบกัน ลู่เจียเสวียย่อม
เหนือกว่าหลัวเซิ่นหย่วนขั้นหนึ่ง ถ้าเขาไม่คิดช่วง
ชิงก็ย่อมสามารถยับยั้งได้ นางจะได้อาศัยโอกาส
นี้คืนสร้อยลูกประคำแก่เขาด้วย น่าเสียดายที่
หลัวเซิ่นหย่วนไม่ชอบที่จะเห็นนางพบกับลู่เจียเส
วีย
อี๋หนิงมองใบหน้าของเขาเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อน
จะตอบรับเสียงเบาในลำคอแล้วกอดแขนของเขา
พลางหลับตาลง
กว่าลู่เจียเสวียจะหารือกับฮ่องเต้เสร็จ เวลาก็
ล่วงเลยเข้าสู่กลางดึกแล้ว
ฮ่องเต้พิงกายลงบนพนักเก้าอี้ไม้จันทน์แดง
ภายในห้องมีการจุดธูปหอม เขาพลันคิดถึงสิ่งของ
ที่หลัวเซิ่นหย่วนมอบให้เมื่อวาน
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวกับเขาว่า “กระหม่อมให้
องครักษ์เสื้อแพรทำการตรวจสอบตระกูลโจวของ
ฮองเฮา ทั้งยังไล่สืบตามเบาะแสไปตรวจสอบ
ตระกูลที่มีความสัมพันธ์อันดีกับฮองเฮาด้วย
ต่อมากระหม่อมได้พบกับบ่าวรับใช้ชราที่เคย
ทำงานอยู่ในจวนตระกูลลู่ เขาให้การว่าในปีนั้น
ฮองเฮาเสด็จไปที่ตระกูลลู่อยู่บ่อยครั้ง ทั้งในเวลา
นี้ก็ยังทรงติดต่อกับใต้เท้าผู้บัญชาการอยู่เป็นนิจ
กระทั่งยังมีรับสั่งเรียกตัวเข้าวังอยู่เป็นประจำ…
แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงการพบเห็นด้วย
สายตาของผู้อื่น กระหม่อมค้นหาได้เพียงพยาน
บุคคลจึงไม่กล้าคาดเดาส่งเดช หากฝั่าบาททรง
ต้องการเรียกตัวคนเหล่านี้เข้าพบ กระหม่อมก็จะ
ไปเตรียมการ ทว่าอย่างไรก็ต้องให้พระองค์เป็นผู้
ตัดสินพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
ยามนี้ลู่เจียเสวียนั่งดื่มชาอยู่เบื้องหน้าเขาด้วย
ท่าทีสงบสำรวม เขาเพิ่งกลับมาพร้อมคุณงาม
ความดีจากการรบ ตอนนี้เขายังไม่สามารถลงมือ
กับลู่เจียเสวียได้จริงๆ
เห็นทีหลัวเซิ่นหย่วนเองก็ตระหนักได้ถึงจุดนี้
วันนี้จึงไม่ได้กล่าวอะไร
ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็ลืมตาขึ้น สายตาคมกร้าวยิ่งนัก
ลู่เจียเสวียกำลังสนทนากับท่านเจ้ากรมทหาร
เมื่อหันกลับไปก็สบเข้ากับสายตาของฮ่องเต้โดย
ไม่ตั้งใจ ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็หัวเราะขึ้น “เจิ้นว่านี่ก็
ดึกมากแล้ว เชิญทั้งสองท่านกลับไปก่อนเถิด”
ลู่เจียเสวียยิ้มพลางลุกขึ้น “เช่นนั้นกระหม่อมขอ
ลาพ่ะย่ะค่ะ” ขณะที่เขาเดินไปถึงหน้าประตูพระ
ตำหนักก็พบกับจ้าวหมิงจูที่ยืนอยู่ด้านนอก นาง
สวมอาภรณ์ที่ถักทอด้วยเส้นใยทองคำ บนศีรษะ
ประดับด้วยเครื่องศีรษะมุกทะเลครบชุด ยามนี้
นางมีชีวิตที่มีเกียรติร่ำรวย ทั้งรูปโฉมยังเฉิดฉาย
นับว่างดงามกว่าแต่ก่อน มิน่าฝั่าบาทถึงได้โปรด
ปราน ลู่เจียเสวียหยุดสนทนากับท่านเจ้ากรม
ก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจี๋ยอวี้[2]”
“คารวะท่านพ่อบุญธรรม” จ้าวหมิงจูยอบกายให้
เขา ครั้นเห็นเขากำลังจะจากไปก็รีบเอ่ยถาม
“ท่านพ่อบุญธรรมโปรดช้าก่อน ข้าไม่ได้ยินข่าว
ของน้องสาวอี๋หนิงมานานแล้ว มิทราบว่าอาการ
ปั่วยของนางดีขึ้นแล้วหรือไม่”
“นางหายดีแล้ว” ลู่เจียเสวียเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง
ท่านเจ้ากรมทหารกำลังยืนรอเขาอยู่ด้านหน้า
เมื่อเขากล่าวจบจึงจากไป จ้าวหมิงจูมองตามแผ่น
หลังของเขาด้วยความรู้สึกสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถาม
อะไรอีก นางวางมือลงบนมือของนางกำนัลแล้ว
เยื้องย่างเข้าไปในพระตำหนักเฉียนชิง
ลู่เจียเสวียเพิ่งขึ้นเกี้ยวก็มีคนจากในวังรีบวิ่งเข้า
มาถ่ายทอดคำสั่ง กล่าวว่าองค์ชายสามเชิญเขาไป
พบ
ลู่เจียเสวียขมวดคิ้ว ก่อนจะสั่งให้เกี้ยวมุ่งหน้าไปที่
จวนขององค์ชายสามที่อยู่นอกพระราชวัง ทันทีที่
องค์ชายสามมีอายุครบสิบสี่ปีก็ต้องย้ายออกจาก
วังหลวง แต่เพราะเขายังไม่ได้รับการอวยยศขึ้น
เป็นท่านอ๋องจึงต้องอาศัยอยู่ในอาณาเขต
พระราชวังต้องห้าม เมื่อเข้าไปถึงลานกว้าง ลู่เจีย
เสวียก็ลงจากเกี้ยว องค์ชายสามมีรูปโฉมหล่อ
เหลาสง่างาม มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับสนมจวง
อยู่หลายส่วน ครั้นเห็นเขาก็รีบปรี่เข้ามาต้อนรับ
“ในที่สุดใต้เท้าก็มาเสียที เสด็จแม่ทรงรอท่าน
นานแล้ว!”
เขาคาดเดาไว้อยู่แล้วว่านี่ต้องเป็นความคิดของ
ฮองเฮา!
เขาเดินเข้าไปในห้องด้วยสีหน้าถมึงทึง กล่าวด้วย
น้ำเสียงเย็นชา “ยามนี้พระองค์จะพบกระหม่อม
เป็นการส่วนตัวไม่ได้ ฮองเฮาไม่เข้าพระทัยหรือ
พ่ะย่ะค่ะ”
นางโจวลุกขึ้น นางให้องค์ชายสามออกไปรอด้าน
นอก แน่นอนว่าองค์ชายสามย่อมเชื่อใจในตัว
ฮองเฮามาก หากไม่ใช่เพราะฮองเฮา เขากับเสด็จ
แม่พระสนมจะมีสถานะเช่นวันนี้หรือ! หากไม่มี
ฮองเฮา เขาย่อมไร้โอกาสจะได้สถาปนาเป็นองค์
รัชทายาท ดังนั้นเขาจึงเพียงรับคำก่อนจะรีบถอย
ออกไป
รอจนองค์ชายสามออกไปแล้ว นางโจวจึงได้แสดง
ท่าทีตื่นตระหนกออกมา ริมฝีปากสั่นเทาขณะ
กล่าว “ใต้เท้า ยามนี้สถานการณ์คับขัน ข้าสงสัย
ว่า…ฝั่าบาทจะทรงรู้เรื่องของท่านกับข้าแล้ว!”
ลู่เจียเสวียปรายตามองนางปราดหนึ่ง ก่อนกล่าว
ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ระหว่างพระองค์กับ
กระหม่อมไม่มีเรื่องใดทั้งสิ้น”
นางโจวส่ายศีรษะ “ไม่ ไม่ นี่เป็นกลอุบายชั่วของ
สนมต่ง นางสารเลวนั่นร่วมมือกับหลัวเก๋อเหล่า
มาใส่ร้ายข้า! ทันทีที่ฝั่าบาททรงเกิดความ
หวาดระแวง ข้าก็จะสูญเสียความโปรดปราน
ตระกูลโจวเองก็จะถูกลากเข้ามาพัวพัน ถึงยาม
นั้นองค์ชายสามก็จะไม่มีโอกาสได้สถาปนาเป็น
องค์รัชทายาทอีกต่อไป ท่านเองก็จะได้รับ
ผลกระทบ…”
ลู่เจียเสวียคิดถึงสายตาเย็นเยียบนั้นของฮ่องเต้
เขามองหาเก้าอี้ก่อนนั่งลง
หลังจากฮ่องเต้เรียกองครักษ์เสื้อแพรกลับคืน เขา
ก็สงสัยมาโดยตลอดว่าจะต้องตกไปอยู่ในกำมือ
ของหลัวเซิ่นหย่วน มิเช่นนั้นเหตุใดอีกฝั่ายจึงได้
เลื่อนตำแหน่งรวดเร็วเช่นนี้! สนมต่งคิดโค่น
ฮองเฮามาเป็นเวลานาน เขาจึงไม่คิดแปลกใจที่
เขาจะถูกลากเข้ามาพัวพันในเรื่องนี้…เป็นเพราะ
หลัวเซิ่นหย่วนอยากกำจัดเขา หลัวเซิ่นหย่วนไม่มี
ทางปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป “เช่นนั้นพระองค์
ทรงต้องการพบกระหม่อมด้วยเรื่องใด”
“ใต้เท้า ในมือท่านมีกองกำลังทหาร ข้าเองก็มี
กำลังสนับสนุนจากตระกูลโจวและขุนนางชิงหลิว
หลายร้อยคน เหตุใดพวกเราจึงไม่ร่วมกัน…” นาง
โจวกดเสียงเบาลง
ลู่เจียเสวียรู้สึกว่านี่ฟังดูน่าขันอยู่บ้าง
ในปีนั้นเขาช่วยก่อกบฏสนับสนุนฮ่องเต้คนนี้ขึ้น
ครองบัลลังก์ เขาวางยาอดีตฮ่องเต้ที่กำลังปั่วย
หนัก ทั้งยังยิงธนูสังหารผู้ที่คิดช่วงชิงราชบัลลังก์
กับองค์รัชทายาทในปีนั้น มาบัดนี้ฮองเฮากลับ
อยากให้เขาก่อกบฏอีกครั้ง สนับสนุนฮ่องเต้คน
ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ เขาดูเป็นคนที่ชอบก่อกบฏ
นักหรือ
“ฮองเฮา กระหม่อมสามารถบอกเล่าให้พระองค์
ทรงฟังได้เพียงเท่านี้ อดีตฮ่องเต้ทรงมีพระวรกาย
อ่อนแอ ไร้พระปรีชาความสามารถในการควบคุม
ราชสำนัก ดังนั้นจึงกระทำสำเร็จได้โดยง่าย ทว่า
ฮ่องเต้ในยามนี้อาจดูเหมือนทรงลุ่มหลงในลัทธิ
เต๋า แต่แท้จริงพระองค์ทรงตระหนักดีถึงพลัง
อำนาจในทุกด้านที่ทรงมี พระองค์ทรงถ่วงดุล
อำนาจแต่ละฝั่าย เช่นอำนาจทหารที่นอกจากข้า
แล้วก็ยังกระจายไปสู่มือของแม่ทัพต่างๆ หาก
อยากจะทำให้สำเร็จในคราเดียวก็นับเป็นเรื่องที่
ยากยิ่งนัก” ลู่เจียเสวียกล่าวเนิบช้า “หากฮองเฮา
ยังทรงไม่มั่นพระทัยว่าจะได้รับชัยชนะอย่าง
แน่นอน กระหม่อมคงทำได้เพียงเกลี้ยกล่อม
พระองค์ประโยคหนึ่งว่าทรงตรึกตรองพิเคราะห์
ให้ถี่ถ้วน”
“ลู่เจียเสวีย!” นางโจวกล่าวเสียงเย็นเยียบ “ท่าน
คิดว่าฮ่องเต้จะไม่ทรงระแวงท่านด้วยเหตุนี้หรือ
ความระแวงของฮ่องเต้น่ากลัวเพียงใด ใต้เท้าย่อม
เข้าใจดียิ่งกว่าข้า!”
ลู่เจียเสวียตอบเสียงราบเรียบ “ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ
แผนการนี้ของพระองค์อันตรายเกินไป
กระหม่อมไม่มีทางปฏิบัติตามเพราะรับสั่งเพียง
ไม่กี่ประโยคนี้ของพระองค์ เมื่อเทียบกันแล้ว
ความหวาดระแวงย่อมไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่อันใด
อย่างน้อยความหวาดระแวงก็ไม่ทำให้กระหม่อม
ตายในทันที”
เขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนกล่าวต่อไป “ฮองเฮายัง
ทรงไม่เข้าพระทัยในความหมายของกระหม่อม
พระองค์ทรงมีอะไรที่จะนำมาซึ่งชัยชนะบ้างเล่า”
นางโจวตะลึงนิ่ง จากนั้นจึงเข้าใจความหมายของ
ลู่เจียเสวียทันที ฉับพลันนั้นแผ่นหลังนางก็รู้สึก
เย็นวาบ การสนทนากับเขาจำเป็นต้องมีความระ
มัดรอบคอบหนึ่งแสนสองหมื่นส่วน[3] คนเหล่านี้
ล้วนเป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม
“ตระกูลโจวมีรากฐานแน่นหนา ท่านอาสี่และ
น้องชายใหญ่ของข้ารับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการ
อยู่ในค่ายทหารใหญ่ของเมืองหลวงและเมือง
เชียนฮู้…” นางโจวตั้งสติ ค่อยๆ ร่ายเรียงออกมา
ลู่เจียเสวียขบคิดอยู่นาน ฮองเฮาจะได้รับชัยชนะ
ก็ต่อเมื่อจู่โจมคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็วโดยที่อีกฝั่ายไม่
ทันตั้งตัว เพียงนางสามารถคุมตัวฮ่องเต้ไว้ได้ นาง
ก็จะมีโอกาสพลิกสถานการณ์ ยิ่งไปกว่านั้นใน
ตระกูลโจวของนางยังมีผู้ที่มีความสามารถไม่น้อย
ท่านอาสี่ที่อยู่ในกองทัพของนางผู้นั้นเป็นบุคคล
เก่งกาจ นอกจากนี้ตัวเขาเองก็ไม่ชอบที่จะถูก
ผู้อื่นหวาดระแวงสักเท่าไร
“ฮองเฮา กระหม่อมขอกล่าวสิ่งหนึ่ง” เขาบอก
นาง “เรื่องนี้หากพระองค์ทรงเพลี่ยงพล้ำ
กลางคัน กระหม่อมย่อมไม่มีวันปรากฏตัว รอจน
พระองค์ทรงควบคุมพระตำหนักกลางได้สำเร็จ
กระหม่อมย่อมมาร่วมสนับสนุน พระองค์ทรงเข้า
พระทัยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เขาเพียงรับปากว่าจะช่วยส่วนที่เหลือ อันที่จริงนี่
นับเป็นเรื่องปกติ เขาไม่อาจเชื่อตระกูลโจวได้อ
ย่างสนิทใจ
นางมีท่าทีเงียบขรึม ก่อนผงกศีรษะ นางตัดสินใจ
ได้นานแล้ว “ข้าย่อมมีแผนการในใจ ข้าได้หารือ
กับท่านอาสี่ไว้แล้ว”
“หลายปีมานี้เขา…ปฏิบัติต่อข้าอย่างเย็นชา มีแต่
ความโปรดปรานให้สนมต่งและเจี๋ยอวี้จ้าวพวก
คนเหล่านั้น ข้าอดกลั้นมาพอแล้ว กล่าวว่าข้า
ทรมานเขา แต่กลับเป็นเขาที่ทรมานข้ามานาน
แรมปี แม้แต่ลูกก็ไม่มอบให้ข้าสักคน…” นาง
โจวหลับตาลง ทันใดนั้นนางก็ยอบกายต่อหน้า
ลู่เจียเสวีย “หากใต้เท้ายอมช่วยเหลือ ข้าย่อม
ซาบซึ้งอย่างที่สุด”
ลู่เจียเสวียผงกศีรษะ หลังจากเขาออกไปก็สั่ง
กำชับองค์ชายสามอยู่สองสามประโยคแล้วไป
จากจวนขององค์ชายสาม
เมื่อขึ้นมานั่งบนเกี้ยว ลู่เจียเสวียก็ได้พักผ่อน
ระหว่างเดินทางกลับไปยังจวนหนิงหย่วนโหว เขา
แบ่งรับแบ่งสู้เรื่องที่ฮองเฮาเสนอ อาจดูคล้ายเขา
ไม่คิดจะช่วยเหลือ ทว่าแท้จริงเขาก็ยังช่วยนางจับ
ตามองความเคลื่อนไหวในเมืองหลวง หากองค์
ชายสามไม่ได้ขึ้นสถาปนา เช่นนั้นผู้ที่ได้ครอง
บัลลังก์ย่อมเป็นองค์ชายใหญ่ เมื่อองค์ชายใหญ่ได้
ขึ้นครองราชย์ อำนาจของหลัวเซิ่นหย่วนจะ
แข็งแกร่งจนไม่อาจเปรียบ เขาไม่มีทางยอมให้
สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
เขาตื่นจากภวังค์ ก่อนจะเลิกชายผ้าม่านขึ้นแล้ว
มองออกไปด้านนอก “เรื่องที่ข้าสั่งได้ทำหรือยัง”
“ท่านโหว ข้าน้อยส่งออกไปแล้วขอรับ” ผู้ติดตาม
ตอบอย่างนอบน้อม
มุมปากของลู่เจียเสวียยกหยักจางๆ “หาความ
สนุกให้แก่ชีวิตนางเสียหน่อย นางจะได้ไม่รู้สึก
เบื่อยามที่อยู่ในตระกูลหลัว” จากนั้นจึงปล่อย
ผ้าม่านลง
วันรุ่งขึ้นหลัวเซิ่นหย่วนตื่นแต่เช้าตรู่ เขาล้างหน้า
ล้างตาก่อนจะไปกินมื้อเช้า ผ่านไปสักพักเขาก็
แหวกม่านเข้ามาเพื่อหยิบสิ่งของ เขามองอี๋หนิง
กับเปั่าเกอร์ที่กำลังหลับสนิทนอนตัวแนบสนิทกัน
บนเตียงมีกลิ่นหอมน้ำนมจากร่างเด็กอ่อน ร่าง
ใหญ่เล็กกำลังนอนตระกองกอดกัน เมื่อคืนนาง
ปั้อนนมให้ลูก สาบเสื้อจึงคลายออกเล็กน้อย ทำ
ให้เนินอกขาวอวบอิ่มดุจหิมะปรากฏวับๆ แวมๆ
นางไม่รู้สึกหนาวหรือ…
หลัวเซิ่นหย่วนเดินเข้าไปเพื่อห่มผ้าให้นาง ผู้ใดจะ
รู้ว่านางกลับสะดุ้งตื่น นางจ้องมือที่ยื่นไปของเขา
ก่อนมองมายังร่างของตน ทันใดนั้นสติของนางก็
แจ่มชัด “ท่านคิดจะทำสิ่ง”
หลัวเซิ่นหย่วนเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกขัน เขา
กอดอกพิงร่างเข้ากับเสาข้างเตียงพลางจ้องมอง
นาง “เจ้าคิดว่าข้าจะทำสิ่งใดเล่า”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร…” อี๋หนิงกล่าวแล้วก็กระชับ
เสื้อให้มิดชิด ก่อนจะอุ้มเจ้าก้อนน้อยที่กอดก่าย
นางประหนึ่งลูกหมาเข้าไปนอนด้านใน
เขาได้ยินดังนั้นก็ผุดเสียงหัวเราะออกมา ก่อนจะ
โน้มตัวลงตรึงใบหน้าของนางไว้แล้วพรมจูบตั้งแต่
พวงแก้มไปจนถึงกลีบปาก เขาแทรกตัวเข้าไป
ด้านในอย่างรวดเร็ว กระทั่งปีนขึ้นเตียงไปครึ่งตัว
ใช้ร่างของตนกดทับร่างของนางไว้ จุตพิตร้อนแรง
จนไฟปรารถนาเริ่มลุกโชน สติสัมปชัญญะของทั้ง
สองคนเริ่มสับสนพร่าเลือน เขาออกแรงกระชับที่
แขนเล็กน้อย ก่อนที่สุดท้ายจะปล่อยนางออก
อย่างจำใจ หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวด้วยเสียงหอบ
กระชั้น “เจ้าคิดถึงสิ่งนี้หรือ”
ร่างของทั้งสองคนต่างร้อนระอุ อาการของเขายิ่ง
ชัดเจน อี๋หนิงฝืนทำปากแข็ง “ข้าไม่ได้คิดอะไร
ทั้งนั้น ท่านอย่าได้พูดจาเหลวไหล”
เขาหัวเราะ “ข้าเพียงอยากห่มผ้าให้เจ้า” จากนั้น
จึงลุกจากร่างนาง จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้ว
จากไป ไม่มีเวลาแล้ว เขาต้องไปที่หน่วยงานแล้ว
เขาไม่ควรหยอกเย้านาง ทำให้ยามนี้ทั้งร่างคุกรุ่น
ไปด้วยไฟปรารถนา อีกสักพักเขายังต้องไปสะสาง
เรื่องงานอีก
ครั้นอี๋หนิงเห็นว่าเขาจากไปแล้วจึงลุกจากเตียง
หลังวันที่ยี่สิบสามเดือนล่า บรรยากาศฉลองปี
ใหม่ภายในจวนก็เริ่มเข้มข้นขึ้น
หลัวอี๋หนิงเรียกบรรดาผู้ดูแลมาสั่งการเรื่องการ
แจกจ่ายเสื้อผ้าใหม่ ทั้งยังให้แจกจ่ายเมล็ดแตง
และขนมให้กับพวกบ่าวไพร่ ของกินเหล่านี้ล้วน
เป็นของหายากในชีวิตประจำวันของพวกเขา เมื่อ
บรรดาสาวใช้สาวใช้ชราได้รับจึงดีใจกันถ้วนหน้า
มีบางคนเก็บรวบรวมไว้ ก่อนไหว้วานให้คนนำ
กลับไปส่งที่บ้านเกิดเพื่อให้บรรดาพ่อแม่พี่น้องได้
ชิม
รอจนถึงยามซื่อ[4] บรรดาพี่สาวน้องสาวก็กลับมา
เยี่ยมครอบครัว อี๋หนิงออกไปต้อนรับที่กำแพงบัง
รัศมี
ครั้นหลัวอี๋ฮุ่ยเห็นอี๋หนิง กระบอกตาก็แดงเรื่อ
นางก้าวเข้าไปกอดน้องสาว ส่วนยวี่เกอร์ที่อายุ
เจ็ดขวบกำลังเงยหน้ามองอี๋หนิงจากข้างกาย
มารดา เขามีหน้าตาหมดจดน่ามอง หลายปีแล้วที่
ไม่ได้พานพบ ยามนี้จึงรู้สึกห่างเหิน หากไม่ใช่
เพราะหลัวอี๋ฮุ่ยเร่งเร้าให้เขาเรียกขานนาง เขาก็
คงไม่ยอมทักทาย อี๋หนิงมอบของขวัญเป็น
กระเปั๋าใบบัวที่เต็มไปด้วยถั่วทองคำให้แก่เขา
สองพี่น้องจับจูงกันเดินเข้าไปในห้องใหญ่
ระหว่างนั้นยังสนทนาปราศรัยไปตลอดทาง หลัว
อี๋หนิงเล่าเรื่องงานแต่งของหลัวอี๋เหลียนให้พี่สาว
ฟัง หลัวอี๋ฮุ่ยฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มหยัน “นางดูแคลน
พวกตระกูลคฤหบดีมากที่สุด ยามนี้จะไม่รู้สึกกล้ำ
กลืนได้อย่างไร” หลัวอี๋ฮุ่ยสั่งกำชับ “แต่เป็นหลัว
เซวียนหย่วนที่เจ้าต้องระมัดระวังไว้บ้าง เด็กคน
นั้นมีจิตใจแยบยล”
“พวกท่านแต่ละคนล้วนพากันระแวงเขา” หลัว
อี๋หนิงเพียงยิ้ม “ก็แค่หนุ่มน้อยที่กำลังเติบโตเป็น
ผู้ใหญ่ พี่ชายสามเองก็คอยข่มเขาอยู่ เขาจะทำ
อะไรได้”
ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับหลัวเซวียนหย่วนแล้ว เฉียวอี๋
เหนียงที่สูญเสียความโปรดปรานไปนานแล้วนั้น
ยังมีความสำคัญไม่เท่ากับสาวใช้ห้องข้างที่เพิ่ง
รับเข้ามาเลย
หลัวอี๋ฮุ่ยฟังแล้วก็ยิ้ม อี๋หนิงพูดได้มีเหตุผลอยู่บ้าง
ในแง่ของความสามารถ หลัวเซวียนหย่วนถือว่า
เป็นคนฉลาดหลักแหลมคนหนึ่ง และนั่นยิ่งทำให้
เขารู้ว่าสิ่งใดไม่ควรทำ
หลัวอี๋ซิ่วกับหลัวอี๋อวี้จากบ้านหลักก็พากัน
กลับมาด้วย หลัวอี๋ซิ่วอุ้มเด็กหญิงหน้าตาน่ารักดุจ
ตุ๊กตาสีชมพูมาด้วยคนหนึ่ง เด็กน้อยยังมีอายุไม่
ถึงหนึ่งขวบ มีนามว่าชิงเจี่ยร์ น่ารักน่าเอ็นดูเป็น
ที่สุด แม้หลัวอี๋ซิ่วจะให้กำเนิดเด็กหญิง แต่เป็น
เพราะก่อนหน้านี้คนในตระกูลจูล้วนให้กำเนิด
เด็กชาย เด็กหญิงเพียงคนเดียวในตระกูลคนนี้จึง
เป็นที่รักเอ็นดูของฮูหยินผู้เฒ่ายิ่งนัก ทำให้นาง
เองพลอยมีหน้ามีตาไปด้วย
หลัวอี๋อวี้สงวนวาจากว่าแต่ก่อน ยามนี้เงียบขรึม
ราวกับจิตวิญญาณล่องลอย เดิมหลัวอี๋ซิ่วไม่ค่อย
ลงรอยกับพี่สาวโดยสายเลือดผู้นี้นัก ทว่ามายาม
นี้นางกลับปรนนิบัติต่อพี่สาวเป็นอย่างดี เมื่อมี
อาหารอะไรก็จะส่งไปให้พี่สาวชุดหนึ่ง นางหันไป
กระซิบกับอี๋หนิง “เจ้ากีบน้อยนั่นเล่า”
หลัวอี๋หนิงรู้ว่านางกล่าวถึงหลัวอี๋เหลียน “กำลัง
ทำงานเย็บปักถักร้อยอยู่ในเรือน ไม่กล้าออกมา
ย่างกรายด้านนอก”
“นางทำร้ายหลัวอี๋อวี้จนมีสภาพเช่นนี้…” หลัวอี๋ซิ่
วกล่าวแล้วกระบอกตาก็แดงเรื่อ “ข้าไม่เคยเห็น
อี๋อวี้ร้องไห้จนมีสภาพเช่นนั้นมาก่อน ตั้งแต่เล็ก
จนโตนางไม่เคยร้องไห้ถึงขั้นนี้”
หลัวอี๋หนิงตบบ่าของนางเบาๆ ขุนนางผู้ซื่อสัตย์
ยากจะตัดสินเรื่องราวในครอบครัว[5] นางอยู่ใน
จุดยืนที่ยากจะตัดสินเรื่องนี้ ด้านหนึ่งนางก็รู้สึก
ว่านี่เป็นผลกรรมจากการกระทำของหลัวอี๋อวี้เอง
หลัวอี๋อวี้ไม่รู้จักถนอมคนตรงหน้า อีกด้านหนึ่ง
หลัวอี๋เหลียนก็ไม่ควรทำเรื่องผิดศีลธรรม ทำลาย
ความสุขของครอบครัวผู้อื่น ทำให้หลิวจิ้งถึงขั้น
อยากแต่งรับหลัวอี๋เหลียนเป็นภรรยา ส่วนหลัว
อี๋อวี้นั้นไม่ว่านางจะพยายามเช่นไรก็ไม่สามารถ
ทำให้หลิวจิ้งที่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วยอมอภัยให้
ได้ กล่าวได้เพียงว่าหัวใจของมนุษย์ยากคาดเดา
สามสิบปีอยู่ทางทิศบูรพาของแม่น้ำ สามสิบปี
ต่อมาแปรเปลี่ยนเป็นทิศประจิม[6]
“ให้ข้าอุ้มชิงเจี่ยร์หน่อย นางอยู่นิ่งเรียบร้อยนัก”
อี๋หนิงไม่กล่าวถึงหลัวอี๋เหลียนอีก นางอุ้มชิงเจี่ยร์
มาไว้ในอ้อมกอดของตนก่อนหยอกล้อเด็กน้อย
เล่น
ชิงเจี่ยร์แทะนิ้วอย่างสงบเสงี่ยม เมื่ออยากกินสิ่ง
ใดก็จะดึงแขนเสื้อของมารดา ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเชื่อ
ฟังกว่าเปั่าเกอร์เจ้าลิงน้อยตัวนั้นนัก แม้จะอยู่ใน
อ้อมกอดของนางก็ไม่ร้องไห้งอแง ซบบนตัวนาง
อย่างอ่อนโยน
หัวใจของหลัวอี๋หนิงอ่อนยวบ รู้สึกว่าเด็กผู้หญิง
ย่อมดีกว่า เหตุใดนางจึงคลอดเจ้าลิงนั่นออกมา
ได้นะ
เปั่าเกอร์ที่เดิมถูกหลัวอี๋ฮุ่ยอุ้มอยู่ ครั้นเห็นหลัว
อี๋หนิงอุ้มชิงเจี่ยร์ก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที เขาร้องไห้
โผตัวเข้าหามารดา งอแงเสียงดังสนั่นฟั้า อี๋หนิง
มองมือน้อยอวบอ้วนที่กางออกประหนึ่งลูก
นกพิราบกางปีกก็ทำได้เพียงวางชิงเจี่ยร์ลง ก่อน
จะปรี่เข้าไปอุ้มเขา นางหอมแก้มอ่อนอันนุ่มของ
เขา “พอได้แล้ว เปั่าเกอร์! นี่ข้าก็อุ้มเจ้าแล้ว หยุด
ร้องไห้เร็วเข้า”
เปั่าเกอร์กอดมารดาแน่นพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น
ดวงหน้าเล็กเปียกปอนไปด้วยคราบน้ำตา
“หลัวซานในวัยเยาว์ยังเชื่อฟังกว่าเขามาก เขา
ตามติดแจไม่ยอมห่างจริงๆ ช่างเหมือนกับเจ้า
เหลือเกิน!” หลัวอี๋ฮุ่ยเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะ “เจ้า
ในวัยเยาว์ก็ชอบให้ข้าอุ้มตลอดเวลา ผู้ใดจะ
กล่อมอย่างไรก็ไม่เป็นผล!”
ด้วยเหตุนี้นางจึงรู้สึกว่าเปั่าเกอร์เหมือนกับเสี่ยว
อี๋หนิง สายตาที่ทอดมองมาจึงอ่อนละมุนขึ้น
ในยามนี้เองนางเฉินที่ถูกประคองด้วยสาวใช้ก็
เดินเข้ามา นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ประจวบ
เหมาะนัก พวกเจ้าอยู่ที่นี่หรือ บรรดาฮูหยินใน
ตระกูลเฉิงเชิญข้าไปร่วมดื่มชา พวกนางเพิ่งได้รับ
เปั๋าฮื้อที่ยังอยู่ในเปลือกมาหลายกล่อง ทั้งยังมี
เท้าห่านอีกด้วย ของสิ่งหลังไม่จำเป็นต้องสนใจ
ทว่าสิ่งแรกนั้นหาได้ยากยิ่ง มิสู้พวกเจ้าตามข้าไป
ดื่มชาด้วยกัน”
นางเฉินพูดจบก็มองไปยังหลัวอี๋อวี้ ที่นางกล่าว
เรื่องเหล่านี้มิใช่เพราะหวังให้หลัวอี๋อวี้ติดตามนาง
ไปเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายอารมณ์หรอกหรือ ทว่า
หลัวอี๋อวี้กลับส่ายศีรษะ “ท่านแม่ ข้ารู้สึกไม่ค่อย
สบาย ข้าไม่ไปนะเจ้าคะ”
นางเฉินทอดถอนใจเบาๆ พวกนางที่เหลือไร้ธุระ
อันใด การติดตามนางเฉินไปเที่ยวเล่นที่ตระกูล
เฉิงจึงดูน่าสนใจไม่น้อย
ยามนี้หลัวอี๋หนิงพยายามหลีกเลี่ยงไม่พบปะเซี่ยอ
วิ้น นางเตรียมจะอ้างว่าไม่สบาย ทว่าหลัวอี๋ซิ่วก
ลับยืนกรานจะลากนางไปด้วยให้จงได้ ตั้งแต่เล็ก
จนเติบใหญ่ หลัวอี๋ซิ่วชอบไปดูงานรื่นเริงมาก
ที่สุด การบีบบังคับให้หลัวอี๋หนิงไปชมสิ่งที่
น่าสนใจก็ถือเป็นสิ่งที่หลัวอี๋ซิ่วกระตือรือร้นมาก
ที่สุดเช่นเดียวกัน
หลัวอี๋หนิงขบคิด อันที่จริงพบแล้วก็ใช่ว่าจะเป็น
กระไร เซี่ยอวิ้นจะทำอะไรนางได้ อยู่ในจวนก็ไม่มี
สิ่งใดทำ นางจึงไม่ได้ปฏิเสธอีก
เมื่อไปถึงตระกูลเฉิงก็ถือเป็นโชคดีที่ได้รู้ว่า
คุณชายสี่เฉิงไปร่วมประชุมในราชสำนัก อี๋หนิงจึง
รู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เพียงไม่ต้องพบเขาก็เป็นอันใช้ได้
เซี่ยอวิ้นถือเตาพกไว้ในมือ นั่งอยู่ท่ามกลาง
บรรดาแขกสตรีด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพราะ
ความรู้สึกที่มีต่อหลัวเซิ่นหย่วนเบาบางลงแล้ว
เซี่ยอวิ้นจึงไม่ได้มองหลัวอี๋หนิงด้วยสายตาอาฆาต
เช่นแต่ก่อน เมื่อนางเห็นอี๋หนิงยังเอ่ยถามอย่าง
น้อยครั้งจะมี “อาการปั่วยของเจ้าหายดีแล้ว
หรือ” ยามนี้นางทุ่มเทแรงกายแรงใจส่วนใหญ่ไป
กับการปะทะคารมกับฮูหยินใหญ่เฉิง พวกนางอยู่
ในจวน ปะทะกันทั้งวันคืนจนฟั้ามืดมัวดิน กลิ่น
คาวโลหิตคละคลุ้ง เรื่องนี้อี๋หนิงพอจะได้ยินมา
บ้าง
“หายดีแล้ว ขอบคุณที่ห่วงใย” หลัวอี๋หนิงยิ้มรับ
เซี่ยอวิ้นไม่โกรธเกลียดนางแล้ว ทว่านางยังจดจำ
ทุกรายละเอียดที่เซี่ยอวิ้นเคยกระทำกับนางได้ดี
“ข้ามีต้นโสมอายุห้าสิบปีต้นหนึ่งที่ไม่ได้ใช้ อีกครู่
จะให้ผู้ดูแลห่อแล้วเอาไปให้เจ้า เจ้าจะได้ใช้บำรุง
ร่างกาย” เซี่ยอวิ้นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
เมื่อเจินจูที่อยู่ด้านข้างได้ยิน มุมปากก็ยกหยัก
บัดนี้นายหญิงของพวกนางมีสถานะอย่างไร อีก
ฝั่ายยังสามารถใช้น้ำเสียงราวกับกำลังมอบรางวัล
ให้ผู้อื่นเยี่ยงนี้ได้อีกหรือ ยามนี้ใต้เท้าเก๋อเหล่า
เป็นผู้ดูแลกรมโยธา มีทั้งอำนาจและความมั่งคั่ง
โสมและเห็ดหลินจือมีมากมายกระทั่งสามารถเอา
มากัดแทะแทนหัวไชเท้าได้
“ไม่จำเป็น” หลัวอี๋หนิงย่อมปฏิเสธพลางยิ้ม “ข้า
ไม่จำเป็นต้องบำรุงอะไร เจ้าเก็บไว้เถิด”
เซี่ยอวิ้นรู้สึกว่านางน่าเบื่อนัก “ไม่ใช้ก็ช่างเถิด!”
“นายหญิง น้ำแกงสำหรับคุณชายสี่ที่ท่านตุ๋นไว้
ในครัวได้ที่แล้วเจ้าค่ะ…” สาวใช้คนหนึ่งเข้ามา
รายงาน
เซี่ยอวิ้นได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าว “ยังไม่ต้องรีบร้อน
ยกลงจากเตา ยังต้องเติมเกลืออีกหน่อย” นางลุก
ขึ้นไปดูน้ำแกงที่ตุ๋นไว้
หลัวอี๋หนิงจิบชาต่อไป ทันใดนั้นด้านนอกก็มีเสียง
วุ่นวายดังขึ้น มีคนเดินเข้ามาโดยมีบ่าวไพร่ราย
ล้อมกาย เสียงทุ้มต่ำกังวานดังขึ้น “พี่สะใภ้ เหตุ
ใดวันนี้ที่นี่จึงครึกครื้นยิ่งนัก”
หลัวอี๋หนิงนั่งหันหลังให้กับผู้ที่เพิ่งเข้ามา นางได้
ยินเสียงของเขา เฉิงหลาง
——————–
1. ครึ่งจินแปดตำลึงหมายถึง เท่าเทียม ไม่
ต่างกัน
2. เจี๋ยอวี้ คือตำแหน่งพระสนมในฮ่องเต้ ขั้น
3 ชั้นเอก เจี๋ยยวี๋ หมายถึง หญิงงามผู้ได้รับ
ความโปรดปรานจากฮ่องเต้
3. หนึ่งแสนสองหมื่นส่วนหมายถึงปริมาณ
มหาศาล
4. ยามซื่อคือเวลา 09.00 น. – 11.00 น.
5. ขุนนางผู้ซื่อสัตย์ยากจะตัดสินเรื่องราวใน
ครอบครัว หมายถึงเรื่องในครอบครัวซับซ้อน
ยากจะตัดสิน แม้เป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์
ตรงไปตรงมาก็ตาม
6. สามสิบปีอยู่ทางทิศบูรพาของแม่น้ำ
สามสิบปีต่อมาแปรเปลี่ยนเป็นทิศประจิม
หมายถึงเรื่องราวมีการเปลี่ยนแปลง