พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 189
หลัวเซิ่นหย่วนมาดูแม่นางคนนี้ด้วยตนเอง
คิ้วและดวงตาของนางคมลึกกว่าสตรีในเมือง
หลวง รูปโฉมงามสะคราญโดยแท้จริง นางสวม
เสื้อสีเขียวเข้ม บริเวณชายผ้าเกี่ยวรัดด้วยด้ายเงิน
เส้นบาง ยิ่งขับให้ใบหน้าของนางดูผอมเพรียว
อ่อนเยาว์ จากรูปลักษณ์น่าจะเพิ่งพ้นวัยปักปิน
ข้อมือสวมกำไลหยกและกำไลเงินหลายวง
อาซ่านเองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนาง
ถูกส่งไปยังจวนโหวก็เชื่อมั่นเต็มเปียมว่าใต้เท้า
อยากจะรับนางไว้ สิ่งที่ใต้เท้าปฏิบัติต่อนางถือว่า
เมตตาอ่อนโยน แต่เขาก็ไม่เคยแตะต้องนางแม้
เพียงปลายนิ้ว นางลอบฟังถึงได้รู้ว่าโหวฮูหยิน
ไม่ได้อยู่ในจวนโหวมานานแล้ว ข้างกายนายท่าน
โหวมีเพียงสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติข้างกายสองสาม
คนเท่านั้น
นางรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาโดยพลัน หัวใจเปียมไป
ด้วยความหวาดหวั่น วันนี้นางถูกปลุกขึ้นมาแต่
เช้าตรู่เพื่อทำผมแต่งกาย มีคนใช้ภาษาฮั่นสั่ง
กำชับบางสิ่งกับนางด้วยเสียงแผ่วเบา ภาษาฮั่น
ของนางไม่ค่อยดีนัก ทั้งยังอยู่ในช่วงตื่นตระหนก
จึงเพียงจับใจความได้ว่าพวกเขากำลังจะส่งนาง
ไปที่จวนของใต้เท้าคนหนึ่ง คลับคล้ายคลับคลา
ว่าจะเป็นการส่งมอบคน
ใต้เท้าผู้บัญชาการแสนดีเพียงใด ในวันสงบปกติ
เขาก็เพียงฝึกกระบี่ ร่ำสุรากับผู้ใต้บัญชา แต่ไรมา
ไม่เคยกล่าววาจาผรุสวาท ทั้งยังหล่อเหลางาม
สง่า วรยุทธ์ความสามารถเหนือสามัญ
อาซ่านยิ่งคิดก็ยิ่งอยากร้องไห้ หากนางถูกส่งให้
ตาเฒ่าที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ประพฤติ
ตนเลวร้าย ก็ไม่รู้ว่านางจะทำเช่นไร
ดังนั้นเมื่อนางได้ยินเสียงคนแหวกม่านจึงรีบหด
ตัวกระเถิบเข้าไปด้านในเตียงอุ่น นางไม่อยาก
เห็นเขา
คนผู้นั้นย่างฝีเท้าเนิบช้ามาหยุดข้างกายนาง
จากนั้นเสียงต่ำเบาของคนผู้หนึ่งดังขึ้น “ใต้เท้า
เป็นนางขอรับ”
“อืม” เสียงเขาต่ำเบา ทว่าชัดเจนยิ่งนัก
ครั้นได้ยินว่าเป็นเสียงของชายหนุ่ม อาซ่านจึงเงย
หน้าขึ้นเล็กน้อย เขายืนหันหลังให้แสง ด้านนอก
หิมะกำลังโปรยปรายปกคลุมไปทั่วพื้นดิน เสื้อ
คลุมตัวใหญ่ขับให้เรือนร่างของเขายิ่งดูสูง
ตระหง่าน สายลมพัดโชยเข้ามา ทันใดนั้นนางก็
ต้องเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง “ท่าน…”
ประการแรกเพราะบุรุษผู้นี้มีรูปลักษณ์หล่อเหลา
อย่างยิ่งยวด ประการที่สองเพราะเขาให้
ความรู้สึกคุ้นตา นางคลับคล้ายคลับคลาว่าเคย
พบเขาครั้งหนึ่งในขณะที่ติดตามอาเตีย[1]ไป
ยังต้าถง นั่นเป็นเรื่องเมื่อสามสี่ปีที่แล้ว เขากับ
อาเตียได้ทำการหารือกันเรื่องตลาดม้า ยามนั้น
เขายังอยู่กับบุรุษอีกผู้หนึ่ง เพราะเขามีรูปลักษณ์
หล่อเหลา ดังนั้นนางจึงจำได้แม่นยำ
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนเห็นสีหน้าตกตะลึงของนาง หัว
คิ้วก็ขมวดมุ่น เขาก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว “เจ้ารู้จักข้า
หรือ”
“อาเตียของข้าคือ…หนู่เออชื่อ…” อาซ่านกล่าว
อย่างยากลำบาก
นัยน์ตาของหลัวเซิ่นหย่วนสว่างวาบโดยพลัน!
กระทั่งหลินหย่งก็ยังตกใจ “ใต้เท้า มีอะไรหรือ
ขอรับ”
“ไม่มีอะไร” หลัวเซิ่นหย่วนกลับสู่ความสงบนิ่ง
ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ “ขังนางไว้ที่นี่ หา
คนมาเฝั้านางไว้ให้ดี”
เมื่อเดินออกมาด้านนอก หลินหย่งจึงได้มองเขา
อย่างระมัดระวัง “ใต้เท้า แม่นางคนนั้นมีอะไร
หรือขอรับ”
หลัวเซิ่นหย่วนพรูลมหายใจยาว บางทีเขาควร
ขอบคุณลู่เจียเสวียที่ส่งนางมา ในปีนั้นเขามีการ
คบหากับเจิงหาง เขาเคยช่วยเจิงหางหารือการค้า
ที่ต้าถง คาดไม่ถึงว่าจะได้พบคนคุ้นเคย ครานี้ถือ
ว่ายุ่งยากแล้ว เขาไม่อาจปล่อยสตรีผู้นี้ไป และยิ่ง
ไม่สามารถส่งหลักฐานชิ้นนี้กลับไปให้ลู่เจียเสวีย
ฮ่องเต้รู้เรื่องที่เขาวางแผนจัดการชนเผ่าหว่าล่า
แต่ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนเหล่านั้น
จะลึกซึ้งปานนี้
นี่มีโทษเท่ากับประหารเก้าชั่วโคตร!
ทางที่ดีที่สุดก็คือลอบจัดการสตรีนางนี้เสีย
“หาโอกาสลอบจัดการนางเสีย…” หลัวเซิ่นหย่วน
ทำมือคล้ายใบมีด เขาเคลื่อนมือลงต่ำด้วยสีหน้า
เรียบเฉย หลินหย่งเข้าใจความหมายในบัดดล
เขานึกถึงเด็กสาวกำพร้าผู้นั้นที่บัดนี้ครอบครัวถูก
ล้มล้างจนหมดสิ้น นางอายุยังน้อยก็ต้องมีสภาพ
เวทนาเยี่ยงนี้ กระทั่งภาษาฮั่นยังพูดได้ติดขัด เมื่อ
คิดว่านางน่าสงสารเพียงใด หลินหย่งก็รู้สึกลงมือ
ไม่ลง
บางทีนี่อาจเป็นสันดานโดยธรรมชาติของบุรุษที่มี
ต่อโฉมงามที่ดูน่าสงสาร
ทว่าใต้เท้าเก๋อเหล่ากลับดูไม่มีความลำบากใจ
แม้แต่น้อย
หลัวเซิ่นหย่วนไม่เอ่ยถึงเรื่องเชลยผู้นั้นอีก แต่
กลับกล่าวว่า “ดูเหมือนระยะนี้ฮองเฮาจะทรงไร้
ความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งยังไม่ให้องค์ชายสาม
แสดงพระปรีชาต่อหน้าพระพักตร์ฝั่าบาทแล้ว
บรรยากาศภายในวังดูเงียบสงบขึ้นมาก เจี๋ยอวี้ส่ง
ข่าวอะไรมาบ้างหรือไม่”
ยามนี้หลินหย่งถึงได้ฟืนจากภวังค์ เขาตอบว่า
“เจี๋ยอวี้กล่าวว่า…ระยะนี้ฮองเฮาทรงมุ่งพระทัย
อยู่กับการสะสางพระราชกรณียกิจในวังหลัง ดู
เหมือนจะไม่ได้ใส่พระทัยองค์ชายสามสักเท่าไร
แล้วขอรับ”
สถานการณ์ผิดปกติย่อมมีเบื้องลึก
หลัวเซิ่นหย่วนครุ่นคิด ก่อนจะกล่าว “ให้เจี๋ยอวี้
ไปเข้าเฝั้าฮองเฮาที่พระตำหนักทุกวัน ทางด้าน
ฮ่องเต้ไม่ต้องสนใจชั่วคราว”
หลังสั่งการเสร็จ เขาจึงลุกขึ้นเพื่อกลับไปนอน อี๋ห
นิงยังไม่ตื่น เขามองใบหน้าของนางที่ฝังอยู่ในผ้า
นวม แสงเทียนภายในห้องส่องลงบนตัวนาง
หลายวันมานี้นางดูคล้ายจะผ่ายผอมลงอีกแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนพลันคิดถึงนางในวัยเยาว์ที่ชอบมา
เล่นกับเขา นางไม่กล้ารบกวนยามที่เขากำลังอ่าน
หนังสือจึงขดตัวนอนเป็นก้อนกลม นอนอยู่บน
เก้าอี้ของเขาดุจลูกแมวที่ขดตัวเข้ากับหาง อุ้งมือ
อวบอ้วนน้อยๆ ประกบเข้าหากัน
นางในยามนี้ไม่ได้นอนเช่นนั้นแล้ว ทว่าเจ้าก้อน
น้อยตัวอ่อนนุ่มที่กำลังนอนหลับสนิทข้างกายนาง
กลับมีวิธีการนอนเหมือนแม่ของเขาไม่ผิดเพี้ยน
ขดตัวเป็นก้อนกลม
เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว เจ้าตัวน้อยนี้ก็ดูคล้ายจะน่ารัก
อยู่บ้าง
หลัวเซิ่นหย่วนนอนลงข้างๆ พวกเขาสองแม่ลูก
เจ้าก้อนกลมใหญ่เคลื่อนตัวมาอิงแอบเขาโดย
สัญชาตญาณ ส่วนเจ้าก้อนน้อยก็เคลื่อนตัวเข้าซบ
เจ้าก้อนใหญ่โดยสัญชาตญาณเช่นเดียวกัน เขา
โอบกอดทั้งสองไว้ในอ้อมกอด ก่อนจะหลับตาลง
การกลับมาของลู่เจียเสวีย การเคลื่อนไหวอย่าง
ผิดวิสัยของฮองเฮา เรื่องเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกราว
กับด้านนอกกำลังเกิดพายุฝนกระหน่ำบนภูเขา
หอคอยกำลังเกิดลมกระโชกแรง ทว่าสถานที่แห่ง
นี้ยังคงให้ความรู้สึกสงบนิ่ง
วันที่ยี่สิบแปดเดือนล่าเกิดพายุหิมะขึ้น ภายใน
จวนเริ่มมีการประดับประดาโคมไฟเพื่อเตรียม
ฉลองเทศกาลปีใหม่
เจ้าก้อนน้อยหนาวจนไม่อยากขยับเคลื่อนไหว
นอนกอดก่ายอยู่บนร่างของมารดาพยายามกอด
รัดนาง
ยามนี้เจ้าก้อนน้อยเจริญอาหารขึ้นมาก เต้าหู้ไข่
ตุ๋นไม่เพียงพอต่อความต้องการของเขาแล้ว วัน
ก่อนเขายังกินโจ๊กหมูสับไปถึงหนึ่งชาม อุจจาระ
ของเขาเริ่มมีกลิ่นเหม็นแล้ว มีครั้งหนึ่งที่เขาถ่าย
หนักในผ้าอ้อม อี๋หนิงจึงต้องล้างก้นให้เขา นาง
ถอดกางเกงของเขาออก ก่อนส่งสัญญาณให้พ่อ
ของเขามาอุ้ม
หลัวเซิ่นหย่วนทำได้เพียงวางเอกสารในมือลงแล้ว
เข้ามารับตัวบุตรชาย เขายกเปั่าเกอร์ออกห่าง
เปั่าเกอร์มองบิดาที่คิ้วขมวดมุ่นเพราะรังเกียจตัว
เหม็นๆ ของตน ขาอ้วนปั้วมน้อยๆ สองข้างพร้อม
บั้นท้ายเปลือยเปล่าจึงเตะแกว่งไปมาก่อนพร้อม
หัวเราะอย่างร่าเริง หลัวเซิ่นหย่วนถึงได้รู้สึกว่า
เขาช่างน่าขัน “เจ้าทำจนสกปรกเยี่ยงนี้แล้วยังมี
หน้ามาหัวเราะอีกรึ”
เปั่าเกอร์หัวเราะเอิ๊กอ๊าก เขาคิดจะสัมผัสใบหน้า
อันหล่อเหลาของบิดา แต่จนปัญญาเพราะแขน
สั้นเกินไป จึงทำได้เพียงดึงรั้งแขนเสื้อของ
หลัวเซิ่นหย่วนไว้ ทว่าแม้แต่แขนเสื้อ หลัวเซิ่นหย่
วนก็ไม่อยากให้เขาสัมผัส ความสัมพันธ์ของสอง
พ่อลูกจึงดูไม่ค่อยลงรอยเท่าไรนัก
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวกับหลัวอี๋หนิง “ข้าว่าเขามี
อุปนิสัยคล้ายเจ้า อายุยังไม่มาก แต่หมายจะพลิก
ผืนฟั้าแล้ว”
หลัวอี๋หนิงกลอกตาใส่เขา “นั่นก็เป็นบุตรชายของ
ท่านเช่นเดียวกัน หากท่านไม่ต้องการก็โยนทิ้ง
ไป!”
หลัวเซิ่นหย่วนไม่พูดสิ่งใดอีก เพียงพลิกมือจับ
บุตรชายที่บั้นท้ายเปลือยเปล่ายัดเข้าไปในผ้านวม
อุ่นร้อน ก่อนปล่อยให้เขากลิ้งตัวไปมาในนั้น เปั่า
เกอร์มุดตัวอยู่ในผ้านวม เคลื่อนศีรษะไปมาหา
ทางออกไม่เจอ อี๋หนิงเห็นแล้วก็แทบอยากจะ
หยิกหลัวเซิ่นหย่วนให้ตาย “หลัวเซิ่นหย่วน ท่าน
กำลังทำอะไร ข้ายังไม่ได้เช็ดก้นให้เขาเลย!”
สุดท้ายผ้านวมผืนนั้นจึงต้องซักใหม่ เปั่าเกอร์กลิ้ง
ตัวไปมาอย่างสนุกสนาน อาจเป็นเพราะเขาคิดว่า
ตนเองเป็นตัวตุ่นไปเสียแล้ว
หลัวอี๋หนิงเริ่มใคร่ครวญและทำการรวบรวมสิ่งที่
พี่ชายสามไม่ชำนาญอย่างจริงจัง เห็นได้ชัดว่า
ความสามารถส่วนใหญ่ของเขาล้วนเกี่ยวข้องกับ
หนังสือ ทว่าทักษะการใช้ชีวิตประจำวันค่อนข้าง
จะ…ค่อนข้างจะธรรมดาสามัญ ทักษะการทำครัว
ย่ำแย่ แทบไร้ซึ่งฝีมือใดๆ แน่นอนว่าตัวเขาเองก็
คงรู้ถึงจุดนี้ แต่ไรมาจึงไม่เคยย่างกรายไปใกล้
ห้องครัว หรืออาจจะเป็นการเลี้ยงลูกที่เขาก็ทำ
อย่างขอไปทีอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญเขายังไม่
ค่อยชอบเด็กสักเท่าไร
“เจ้าเรียกข้าว่ากระไร” หลัวเซิ่นหย่วนที่มือกำลัง
ถือเอกสารเงยหน้ามองนาง
“พี่ชายสาม…” ไฟโทสะของหลัวอี๋หนิงพลันมอด
ลง
“อืม” เขาถึงได้ลูบหัวนางอย่างพึงพอใจ “นี่ถึงจะ
เรียกว่าเชื่อฟัง”
หลังจากอาบน้ำเสร็จ เจ้าก้อนน้อยที่ตัวหอมฟุั้งก็
ถูกแม่นมสวมเสื้อให้ ก่อนจะถูกส่งไปยังมือของ
มารดา มารดาของเขาชอบเด็กน้อย นางบีบอุ้งมือ
เล็กๆ แล้วให้เขายื่นมือไปจับใบหน้าของบิดา พ่อ
ของเขากำลังดูเอกสารไม่ทันหลบ ริมฝีปากจึงเริ่ม
ขบเม้มเล็กน้อย
เปั่าเกอร์หัวเราะเอิ๊กอ๊ากอยากมีความสุข อี๋หนิง
เองก็หัวเราะไปกับลูก “เปั่าเกอร์ เจ้าดูสิว่าพ่อ
ของเจ้าน่าขันเพียงใด”
ใบหน้าของหลัวเซิ่นหย่วนถูกอุ้งมือน้อยปัดปั่าย
ไปมาคราแล้วคราเล่า ครั้นเห็นสองแม่ลูกหัวเราะ
ร่าก็ไม่อาจถือสาหาความ ในใจก็ลอบคิดว่าคืนนี้
ค่อยสะสางบัญชีกับนางช้าๆ
ยามบ่าย หลัวเฉิงจางที่ไปรับราชการที่จี่หนานก็
กลับมา
ครานี้เขากลับมาพร้อมกับสาวใช้ข้างกายที่กำลัง
ตั้งครรภ์คนหนึ่ง ครั้นหลินไห่หรูเห็นหน้าท้องที่
นูนขึ้นเล็กน้อยก็ปรายตามองหลัวเฉิงจางปราด
หนึ่ง หลัวเฉิงจางรู้สึกละอายใจ เขากระแอมไอ
เสียงหนึ่งก่อนกล่าว “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตั้งครรภ์
ตั้งแต่เมื่อไร ที่พากลับมาครานี้ก็เพื่อรักษาครรภ์”
เขายังหันไปกล่าวกับหลัวเซิ่นหย่วน
“สถานการณ์ในราชสำนักของเจ้ายามนี้เป็น
อย่างไร ข้าได้ยินว่าฮ่องเต้ทรงไว้พระทัยเจ้ามาก”
เขาเบี่ยงเบนหัวข้อสนทนาไปเช่นนี้
อี๋หนิงมองไปทางหลัวเฉิงจาง ตามไรผมของเขา
เริ่มแซมด้วยผมสีดอกเลาแล้ว สายตาที่มองสาว
ใช้หน้าตางดงามผู้นั้นเปียมไปด้วยความรักใคร่
ในอดีตเขาก็เคยมองเฉียวอี๋เหนียงด้วยสายตา
เช่นนี้ และในอดีตที่ยาวนานกว่านั้น เขาก็คงมอง
กู้หมิงหลานด้วยสายตาเยี่ยงนี้เช่นเดียวกัน
ทันใดนั้นหลัวอี๋หนิงก็บังเกิดความรู้สึกอยาก
หัวเราะขึ้นมา
หลินไห่หรูเรียกสาวใช้ที่มีนามว่าเซี่ยฝานเข้าไปใน
ห้อง หลัวอี๋หนิงเองก็ตามเข้าไปด้านใน หลินไห่หรู
นั่งลงบนตั่งไม้ มือยกถ้วยชาขึ้น เปิดฝาปัดไล้
ผิวหน้าน้ำชาเบาๆ แล้วกล่าว “ในเมื่อตั้งครรภ์ก็
ไม่ต้องติดตามนายท่านไปทำงานแล้ว ข้าจะตั้ง
เจ้าขึ้นเป็นอี๋เหนียง ให้พำนักอยู่กับเฉียวอี๋เหนียง
บ้านเกิดของเจ้าอยู่แห่งหนใด ข้าจะจัดส่ง
ของขวัญไปให้ที่บ้านของเจ้า”
เดิมทีเซี่ยฝานยังรู้สึกกังวล แต่เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็
รีบคุกเข่าลงโขกศีรษะให้หลินไห่หรูทันที ท่าทาง
จวนเจียนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องหญิงสาวที่อุ้มครรภ์มาจากด้าน
นอกถูกนายหญิงใช้วิธีการสกปรกทำให้ต้องแท้ง
บุตร เคราะห์ดีที่นายหญิงของบ้านนี้จิตใจไม่
เลวร้าย กระทั่งยังยกนางขึ้นเป็นอี๋เหนียง
รอจนสาวใช้ผู้นั้นถอยออกไปแล้ว อี๋หนิงจึงเข้ามา
บีบนวดขาให้หลินไห่หรูพลางเอ่ยถาม “ยามนี้
ท่านไม่ใส่ใจสักนิดแล้วหรือ”
หลินไห่หรูกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หากมนุษย์คิดจะใส่
ใจก็ต้องใส่ใจไปตลอดชีวิต มีหรือจะง่ายดายเพียง
นั้น…ใช่ว่าข้าไม่ใส่ใจ เพียงแต่ข้าไม่อยากคิดถือสา
หาความแล้ว ให้เขาไปจัดการเอาเองเถิด แต่ไรมา
เขาก็ชอบหญิงสาวอ่อนเยาว์ท่าทางดูเปราะบาง
ยิ่งมีลักษณะเช่นนี้เขาก็ยิ่งชอบ” นางแต่งเข้ามา
ในวัยสิบเจ็ดสิบแปด ยามนั้นหลัวเฉิงจางเองก็
กำลังอยู่ในวัยเจริญรุ่งเรือง ใช่ว่าไร้ความสามารถ
อันใด
หลินไห่หรูไม่รู้จักตัวอักษร ตั้งแต่เล็กนางจึง
เทิดทูนบัณฑิต ดังนั้นนางจึงชื่นชมให้ความเคารพ
ต่อหลัวเฉิงจางที่เป็นจิ้นซื่ออย่างมาก เพียงแต่
หลัวเฉิงจางไม่เคยชอบนางก็เท่านั้น
“จะกล่าวถึงเรื่องนี้ไปไย” หลินไห่หรูดึงนางให้ลุก
ขึ้น “เจ้ามีชีวิตชีวาสักหน่อย ข้าจะบอกให้เจ้าฟัง
หลายวันก่อนข้าได้ยินท่านปั้าของเจ้ากล่าวว่า
อยากให้ชิงเจี่ยร์หมั้นหมายกับเปั่าเกอร์ตั้งแต่วัย
เยาว์…”
หลังของหลัวอี๋หนิงพลันยืดตรง นางมองไปยังเปั่า
เกอร์ที่กำลังแทะนิ้วน้ำลายยืดอยู่ในอ้อมกอดของ
แม่นม เขายังเป็นเพียงเด็กทารก พูดจายังไม่เป็น
ศัพท์ แต่กลับถูกจัดแจงเสียแล้ว!
นางถาม “นี่เป็นเรื่องที่ท่านปั้าใหญ่เกริ่นขึ้นหรือ
แล้วอี๋ซิ่วมีความคิดเห็นอย่างไร”
“อี๋ซิ่วไม่เคยสนใจเรื่องนี้ เป็นฮูหยินผู้เฒ่าตระกูล
จูที่เมื่อได้ยินเรื่องของเปั่าเกอร์ก็มักคะยั้นคะยอ
ให้นางอุ้มลูกกลับมาเยี่ยมตระกูล” หลายปีมานี้
หลินไห่หรูมีไหวพริบขึ้นมาก นางบีบมือของอี๋ห
นิง “มิเช่นนั้นเจ้าคิดว่าเหตุใดฮูหยินผู้เฒ่าตระกูล
จูถึงได้ดีต่อชิงเจี่ยร์เช่นนี้ นั่นเป็นเพราะนางเห็น
แก่ตระกูลหลัว เห็นแก่หลัวเซิ่นหย่วน บัดนี้
สถานะของพี่ชายสามเจ้าต่างไปจากแต่ก่อนแล้ว”
หลัวอี๋หนิงรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ติดตามมากับพลังอำนาจ
อันที่จริงนับเป็นเรื่องยุ่งยากมาก เปั่าเกอร์ยังเด็ก
ถึงเพียงนี้…ก็คิดวางแผนกับเขาแล้ว นางรู้สึกไม่
สบายใจนัก
นางกล่าวด้วยเสียงทอดถอนใจ “หากปฏิเสธไป
ตามตรง ท่านปั้าย่อมรู้สึกเสียหน้า ท่านลองเกริ่น
คล้ายไม่ตั้งใจต่อหน้าท่านปั้าสักครั้งเถิด ท่านปั้า
เป็นคนฉลาด เมื่อได้ยินแล้วจะเข้าใจใน
ความหมายของข้าเอง”
แม้ตระกูลจูจะมีจิ้นซื่อสามคนรับตำแหน่งขุนนาง
อยู่ในราชสำนัก แต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับตระกูล
หลัว
เมื่อกล่าวชัดเจนแล้ว บ้านหลักย่อมไม่เกิด
ความคิดอื่นใดขึ้นมาอีก
วันรุ่งขึ้นพวกนางต้องเดินทางกลับไปเซ่นไหว้
บรรพบุรุษตระกูลหลัวพร้อมกับบ้านหลัก อี๋หนิง
สวมชุดสีสันสดใสให้เปั่าเกอร์ ศาลบรรพบุรุษของ
ตระกูลหลัวสร้างไว้ที่เมืองเปั่าติ้ง คนทั้งกลุ่มจึง
จัดเตรียมขบวนรถเพื่อเดินทางกลับไปยังเมือง
เปั่าติ้งอย่างเอิกเกริก
เมื่อคืนหลัวอี๋หนิงถูกหลัวเซิ่นหย่วนพลิกร่างไปมา
อยู่หลายครา ยามนี้จึงอารมณ์ไม่ดีนัก ตลอด
เส้นทางนางเอาแต่สัปหงก บนรถม้านอนไม่สบาย
เท่าไร หลัวเซิ่นหย่วนจึงดึงนางมาไว้ในอ้อมกอด
เขามองรอยแดงที่ปรากฏบนลำคอของนางซึ่งทิ้ง
ตัวนอนสะลึมสะลือบนร่างเขา เขาขมวดคิ้วพลาง
กล่าว “พื้นฐานร่างกายเจ้าไม่ดี ต่อไปข้าจะปลุก
เจ้าให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกันทุกเช้า จะได้ออกไปวิ่งที่
ลานกว้างสักสองสามรอบ”
“ข้าไม่ไป ข้าจำเป็นต้องเก็บเวลาไว้นอน” หลัว
อี๋หนิงพลิกกายฝังใบหน้าเข้าด้านใน
หลัวเซิ่นหย่วนอยากดึงนางขึ้นมาเพื่อพูดต่ออีก
สองสามประโยค แต่พอเห็นท่าทางของนางที่
หลับตาเข้าสู่ห้วงนิทราแล้ว เขาจึงทำได้เพียง
ปล่อยนางไป
รอจนมาถึงเมืองเปั่าติ้งและลงจากรถม้า นางเฉิน
ก็ปันสีหน้าบึ้งตึง
เมื่อคืนหลินไห่หรูไปพูดกับนางแล้ว หลินไห่หรูไม่
คิดกล่าววาจาอ้อมค้อมประนีประนอมแต่อย่างใด
จึงทำให้นางเฉินเดินตรงเข้าไปในจวนโดยไม่
ทักทายพวกนางแม้เพียงประโยคเดียว
หลัวอี๋หนิงไม่ได้กลับมายังจวนตระกูลหลัวในเมือง
เปั่าติ้งนานแล้ว นางเงยหน้ามองทับหลังตรง
ประตู จากนั้นความรู้สึกคุ้นเคยก็พลันปะทุขึ้น
กระทั่งนางเฉินที่กำลังขุ่นเคืองก็ยังมีท่าทีใกล้ชิด
สนิทสนมขึ้นมา
“ไปเถิด” หลัวเซิ่นหย่วนจูงนางเข้าไปด้านใน
บ่าวไพร่ในตระกูลเตรียมเนื้อสัตว์เซ่นไหว้สาม
ชนิด ธูปเทียนและกระดาษเผาไว้แล้ว ยามนี้หลัว
อี๋หนิงไม่สามารถเข้าไปในศาลบรรพบุรุษได้แล้ว
นางกับสะใภ้ทั้งสองจึงนั่งรออยู่ด้านนอก นางโจว
ใหญ่เล็กพากันเว้นระยะกับอี๋หนิง พวกนางจับ
กลุ่มสนทนากัน ระหว่างนี้ยังมีเสียงหัวเราะแว่ว
ดังออกมาเป็นระยะ บางครายังเป็นบทสนทนาที่
ฟังแล้วรู้สึกเสียดแทงหู ถ้อยคำเหล่านั้นอี๋หนิง
ล้วนได้ยินทั้งสิ้น ตั้งแต่นางกลับมา สะใภ้ทั้งสองก็
ไปมาหาสู่กับนางน้อยมาก บางครายังแสดงท่าที
เมินเฉย แต่อี๋หนิงก็ทำเป็นไม่ได้ยิน ในบ้านรองไม่
มีผู้ใดกล้าเอ่ยสิ่งใดเพราะในบ้านรองมีหลัวเซิ่นหย่
วนอยู่
คนสองคนที่เดิมไม่สนิทสนมใกล้ชิด แต่เพราะมี
นางเป็นเปั้าหมายร่วมนินทาจึงแปรเปลี่ยนเป็น
สนิทสนมกันขึ้นมา สำหรับสตรี เมื่อใดก็ตามที่
พวกนางมีศัตรูคนเดียวกันก็จะแปรเปลี่ยนเป็น
สหายกันได้อย่างรวดเร็ว
หลัวอี๋หนิงไม่สนใจพวกนาง เพียงมองไปยังศาล
บรรพบุรุษ คิดถึงปีนั้นที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเสียชีวิต
อี๋หนิงร้องไห้อย่างทุกข์ตรมหน้าปั้ายวิญญาณของ
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัว เขาเดินเข้ามาหานาง คุกเข่าลง
บนพื้นโดยที่หลังยืดตรง น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียกขาน
นางว่าเหมยเหมย
ทุกเรื่องของพวกเขาล้วนเกี่ยวข้องกับเรือนหลังนี้
อี๋หนิงไปเยี่ยมเรือนที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเคยพำนัก
น่าเสียดายที่สิ่งของด้านในถูกขนย้ายออกไปแล้ว
ภายในว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีสิ่งใดดำรงอยู่
อี๋หนิงมองแสงอาทิตย์จากด้านนอกที่สาดส่องลง
บนพื้นอันทรุดโทรม ยังมีระแนงหน้าต่างที่
แกะสลักเป็นรูปเทพธิดาหมากูอวยพรวันเกิด ใน
ห้วงความทรงจำยังมีภาพขององค์พระพุทธรูปที่ฮู
หยินผู้เฒ่าหลัวโปรดปรานมากที่สุด หมอน
เคลือบที่นางมักใช้อยู่เป็นนิจ ต้นกล้วยไม้หลาย
กระถางที่ฮูหยินผู้เฒ่าเลี้ยงไว้ล้วนตายหมดแล้ว
ยังมีชุดตุ๊กตาเคลือบที่หลัวเซิ่นหย่วนเคยมอบให้
นางหลายชุด น่าเสียดายที่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วน
หายไปหมดแล้ว
“ท่านพ่อให้คนจัดงานเลี้ยงที่โถงบุปผา ไปกัน
เถิด” หลัวเซิ่นหย่วนมาตามนาง ครั้นเห็นนาง
มองเข้าไปในห้องก็อดเอ่ยถามไม่ได้ “กำลังมอง
อะไรอยู่หรือ”
“ท่านย่าจากไปหกปีแล้ว” หลัวอี๋หนิงกล่าว
ใบหน้าฉีกยิ้มกว้างของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
อากัปกิริยายามที่นางกล่อมตนกินข้าว นางที่โอบ
กอดตนยามสอนหนังสือ ทุกภาพยังคงตราตรึง
คนผู้นั้น คนที่ดีที่สุดที่นางได้พานพบในชาตินี้
นางไม่มีวันได้เจออีกต่อไป
“หากเจ้าได้เห็นฮูหยินผู้เฒ่าจริงๆ เจ้าจะไม่ตกใจ
หรือ” หลัวเซิ่นหย่วนหัวเราะเบาๆ “ไปกินข้าว
เถิด”
เขาพาหลัวอี๋หนิงจากไป นางหันกลับไปมอง ทุก
สิ่งล้วนว่างเปล่า ไม่หลงเหลืออะไรแล้ว
นางทำได้เพียงกระชับมือของคนที่อยู่ข้างกาย
แน่น
บ้านเก่าขาดการซ่อมบำรุงมานานหลายปีทำให้
กินอยู่ไม่สะดวก หลังมื้อเที่ยงหลัวเฉิงจางกล่าวว่า
จะล่วงหน้ากลับไปที่เมืองหลวงก่อน นั่นเป็น
เพราะเขากำลังคิดถึงอนุตัวน้อยที่กำลังตั้งครรภ์ผู้
นั้น
เพราะยังมีภารกิจในเมืองหลวง หลัวเซิ่นหย่วน
เองก็ได้ล่วงหน้ากลับไปก่อน ไม่อยู่รอพวกนาง รอ
จนเมื่อพวกอี๋หนิงกลับมาถึงตรอกซินเฉียวก็เป็น
เวลาพลบค่ำแล้ว อี๋หนิงยังไม่ได้เดินเข้าไปก็เห็น
องครักษ์ในชุดเสื้อกันหนาวตัวใหญ่กำลังยืนเรียง
เป็นสองแถวขนาบอยู่ข้างประตู สีหน้าของนาง
แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หลัวเฉิงจางสอบถามผู้อารักขาตรงประตูถึงได้รู้ว่า
ลู่เจียเสวียมาเยือน ยามนี้กำลังรออยู่ที่ห้องโถง
หน้า สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นแปลก
ประหลาด
เขาชำเลืองมองหลัวอี๋หนิงโดยไม่รู้ตัว เรื่องครา
ก่อนแม้ลู่เจียเสวียจะกระทำการอหังการ แต่ถึง
กระนั้นเขาก็ไม่กล้าล่วงเกินลู่เจียเสวีย ยามนี้อีก
ฝั่ายหวนกลับมาอีกครั้ง นี่มิใช่เพราะอยากมาพบ
นางหรือ
“ข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ ท่านพ่อเชิญตามสะดวก”
อี๋หนิงยอบกาย ก่อนจะนำบรรดาสาวใช้สาวใช้
ชราเข้าไปด้านใน
นางวางแผนเดินผ่านเส้นทางเล็กเพื่อกลับไปที่
เรือนเจียซู่ ทว่ากลับเห็นคนผู้นั้นกำลังยืนพิงกาย
ลงบนกำแพงบังรัศมีที่อยู่ระหว่างทางเดิน เขา
กำลังเล่นสร้อยลูกประคำในมือ เมื่อเห็นนางก็
กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “หากเจ้าอยากจะคืน
ให้ข้า เหตุใดจึงไม่คืนต่อหน้าเล่า”
ลู่เจียเสวียหันมามองนางด้วยสายตาเย็นเยียบดุจ
น้ำแข็ง
เขามาที่นี่ด้วยเรื่องสร้อยลูกประคำเส้นนั้นจริงๆ !
หลัวอี๋หนิงนิ่งเงียบ นางส่งคืนให้เขาเพราะนี่เป็น
สิ่งที่ช่วยปกปั้องคุ้มครองเขา ช่วยให้เขาแคล้ว
คลาดปลอดภัย และเดิมก็ควรเป็นของเขา
หากเกิดเหตุกับเขา นางย่อมช่วยเขาเก็บรักษา
แต่ในเมื่อลู่เจียเสวียไม่เป็นอะไร การให้นางเก็บไว้
จะเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือ!
ในเวลานี้การที่ลู่เจียเสวียจะมาเยือนที่จวน
ตระกูลหลัวสักครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย เขาช่างทำตาม
อำเภอใจยิ่งนัก
——————–
1. อาเตียหมายถึงพ่อ