พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 196
นางโจวเดินย่ำไปมาในพระตำหนักไม่หยุด นี่ควร
จะได้เวลาแล้ว แต่ท่านอาก็ยังไม่ส่งคนมาแจ้งข่าว
นั่นย่อมแสดงว่า…สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก!
นางโจวพรูลมหายใจยาว นางสมรสกับฮ่องเต้
ตั้งแต่อายุสิบหกปี นับจากนั้นก็ขึ้นเป็นชายาเอก
แห่งองค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ นางจินตนาการไม่
ออกเลยว่าหากต้องสูญเสียความสูงศักดิ์นี้ไปจะ
เป็นเช่นไร ฝั่าบาทต้องมีคำสั่งให้กวาดล้างตระกูล
โจวเพราะเหตุนี้ เขามีพระอุปนิสัยอย่างไร นาง
กระจ่างแจ้งยิ่งกว่าผู้ใด แม้จะดูคล้ายไม่ใส่ใจไยดี
ทว่ากลับรู้ชัดทุกเรื่อง
สุดท้ายเมื่อนางหันไปจ้องมองเปลวเทียนที่กำลัง
ลุกไหม้ในพระตำหนักก็ไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป
นางกล่าวกับองครักษ์ประจำกาย “…ไปพาตัวฮู
หยินสามหลัวมา!”
องครักษ์ประจำกายซึ่งมีวรยุทธ์เยี่ยมยอดผู้นี้เป็น
คนที่โจวอิ้งโหย่วมอบให้นาง
ขณะที่องครักษ์ประจำกายรับคำเตรียมตัวออกไป
ประตูของพระตำหนักก็ถูกกระแทกจนเปิดออก
คนในชุดเฉิงจึเอวคาดดาบขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่งบุก
เข้ามาจากด้านนอกอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เป็นหัวหน้า
ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรกล่าวขึ้น
พร้อมเสียงหัวเราะ “ฮองเฮา กระหม่อมรอมา
นานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าของนางโจวซีดขาวโดยพลัน “นี่เจ้า…เขารู้
แล้ว เขารู้ได้อย่างไร”
เกรงว่าในตำหนักคุนหนิงนี้คงมีกองกำลังดักซุ่ม
อยู่นานแล้ว!
รองผู้บัญชาการผู้นั้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“กระหม่อมขอบังอาจเกลี้ยกล่อมฮองเฮาสัก
ประโยค การคิดต่อต้านฝั่าบาทก็ไม่ต่างอะไรกับ
การเอาไข่ไปกระทบก้อนหิน กระหม่อมขอทูล
แนะนำให้ฮองเฮาทรงยอมให้จับแต่โดยดี อย่าได้
ขัดขืนเพื่อจะได้ไม่เป็นอันตรายต่อพระวรกาย
หงส์ของพระองค์”
ทั่วสรรพางค์กายของนางโจวพลันสั่นสะท้าน นาง
เคยคิดถึงผลลัพธ์ของความล้มเหลวจากการก่อ
กบฏมานับพันนับหมื่นครั้ง แต่เมื่อเห็นคนเหล่านี้
เข้าปิดล้อมและจับข้อมือของนางอย่างรุนแรงไร้
ความปรานี นางก็ยังพยายามดิ้นรนราวกับคนเสีย
สติ “พวกเจ้ากำลังทำอะไร! ข้าเป็นถึงฮองเฮา
พวกเจ้าบังอาจนัก!”
“นับตั้งแต่ราชโองการถูกขโมย พระองค์ก็อย่า
ทรงคิดว่าตนยังเป็นฮองเฮาอีกเลย!” น้ำเสียงของ
รองผู้บัญชาการเย็นชา เขาให้คนมัดนางโจวไว้
“ขโมยราชโองการ” นางโจวรู้สึกว่านี่เป็นเรื่อง
เหลวไหลอย่างยิ่งยวด “เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร…
อื้อ!” ผ้าก้อนหนึ่งถูกยัดเข้าไปในปากของนางเพื่อ
ปั้องกันไม่ให้นางฆ่าตัวตาย
รองผู้บัญชาการแค่นเสียงหยัน “ใกล้จะตายอยู่
รอมร่อแล้ว ยังจะทำปากแข็ง!” เขาโบกมือให้คน
นำตัวฮองเฮาผู้ซึ่งครั้งหนึ่งสูงศักดิ์จนไม่มีผู้ใดหาญ
เทียบออกไป ก่อนหันไปกล่าวกับองครักษ์ประจำ
กายผู้นั้น “ไป ไปรายงานใต้เท้าเฉิง ให้เขาพาฮูห
ยินสามหลัวออกมา มิเช่นนั้นข้าจะสังหารเจ้าเสีย
บัดนี้!”
องครักษ์ประจำกายผู้นั้นยันตัวขึ้นจากพื้น เขาวิ่ง
ออกไปนอกพระตำหนัก ก่อนจะพบว่าบรรดาฮู
หยินตราตั้งที่อยู่ด้านในหายตัวไปแล้ว รองผู้
บัญชาการคงพาตัวพวกนางออกไปแล้ว ในเวลานี้
ทั้งพระตำหนักถูกปิดล้อมไปด้วยกองกำลังจาก
หน่วยองครักษ์เสื้อแพร มีเพียงจ้าวหมิงจูและนาง
สวีที่ยังคงรอหลัวอี๋หนิงอยู่ เขาวิ่งไปเคาะประตู
ของพระตำหนักด้านข้าง มีเสียงเย็นเยียบของเฉิง
หลางดังออกมา ทว่ารออยู่นานก็ยังไร้ซึ่งเสียงการ
เคลื่อนไหวใดๆ
รองผู้บัญชาการรอจนหมดความอดทน เขาสั่ง
การทันที “พังประตู!”
ประตูถูกกระแทกจนเปิดออก ทว่าด้านในมีเพียง
หลัวอี๋หนิงที่ถูกมัดไว้บนเก้าอี้โดยมีผ้ายัดไว้ใน
ปาก รองผู้บัญชาการกวาดสายตามองรอบทิศ
บานหน้าต่างถูกเปิดออก เฉิงหลางกับผู้ใต้บัญชา
ล้วนหายตัวไปแล้ว เขาวิ่งเข้าไปแกะเชือกที่มัด
ร่างหลัวอี๋หนิง “ฮูหยินสาม ข้าน้อยรับคำสั่งจาก
ใต้เท้าเต้าเหยี่ยนให้มาช่วยท่าน เฉิงหลางเล่า
ขอรับ”
“ขณะที่พวกท่านให้คนมาเคาะประตู เขาก็
สังเกตเห็นความผิดปกติแล้วจึงกระโดดหนี
ออกไปทางหน้าต่าง” หลัวอี๋หนิงเคลื่อนไหว
ข้อมือพลางกล่าว
เมื่อเฉิงหลางได้ยินเสียงด้านนอกก็รู้ว่า
สถานการณ์ไม่ถูกต้อง เขาชำเลืองมองหลัวอี๋หนิง
ปราดหนึ่ง จากนั้นก็เดาได้ทันทีว่าเรื่องนี้คงถูก
เปิดเผยนานแล้ว เกรงว่ายามนี้ตนคงเป็นดั่ง
ตะพาบน้ำในไห เขาจึงรีบควักผ้าเช็ดหน้าออก
มาแล้วยัดเข้าไปในปากของนาง ทั้งยังกระซิบข้าง
หูนาง “ผู้ที่มาน่าจะเป็นคนของพี่ชายสามของ
ท่าน พวกเขาคงไม่มีทางทำร้ายท่าน ข้าไม่อาจรั้ง
ตัวอยู่นาน ต้องไปแล้ว”
จากนั้นเขาก็จากไป
สำหรับเขาแล้ว ฮองเฮาไม่มีความสำคัญอันใด
เพียงองค์ชายสามยังอยู่ การบังคับให้ฮ่องเต้สละ
ราชบัลลังก์ย่อมไม่มีปัญหา ยามนี้ตำหนักคุนหนิง
ถูกปิดล้อมไว้หมดแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง
ช่วยฮองเฮาอีก มิสู้เขารีบไปรวมตัวกับลู่เจียเสวีย
ในเมื่อรองผู้บัญชาการผู้นี้ปรากฏตัวแล้วก็แสดง
ว่าทั้งสองฝั่ายได้เปิดศึกสู้รบกันแล้ว การเสียเวลา
อยู่ที่นี่ไม่มีประโยชน์อันใด
หลัวอี๋หนิงถูกมัดมือเท้าไม่อาจเคลื่อนไหว นางได้
แต่ถลึงตามองเขาจากไป ก่อนจะหลับตาลง อันที่
จริงเฉิงหลางยัดผ้าไว้ไม่แน่นนัก หากนางอยาก
ร้องเรียกคนด้านนอกเพื่อดึงดูดความสนใจก็
สามารถทำได้ ทว่านางไม่ทำ อาจเป็นเพราะนาง
ยังทำใจเหี้ยมต่อเฉิงหลางไม่ลง หากเขาถูกรองผู้
บัญชาการจับได้ เขาคงไร้ทางรอดแล้ว
เหตุใดเขาจึงต้องช่วยลู่เจียเสวียก่อกบฏ เหตุใด
เขาจึงไม่ยอมปลีกตัวไปให้ไกลจากเรื่องเหล่านี้
ลู่เจียเสวียเจ้าคนบ้านั่น แต่ไรมาก็มักทำตัว
อหังการ กระทำสิ่งต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใด
ชอบท้าทายเสี่ยงอันตราย!
หลัวอี๋หนิงเดินตามรองผู้บัญชาการออกไปนอก
ห้อง จ้าวหมิงจูและนางสวีรีบปรี่เข้ามาหานาง ดึง
นางให้นั่งลงและถามไถ่ว่าได้รับบาดเจ็บตรงจุดใด
หรือไม่ ทันใดนั้นรองผู้บัญชาการผู้นั้นก็หันไปส่ง
สายตาให้คนด้านข้าง เขาให้คนพาคนกลุ่มหนึ่ง
ออกไปด้านนอก ก่อนร้องตะโกนไปตลอดทั้ง
เส้นทาง “ทหาร ฮองเฮาทรงเข้าตาจนแล้ว นาง
กำลังจะสังหารบรรดาฮูหยินตราตั้งทั้งหมด!”
ทหารจำนวนหนึ่งที่เฉิงหลางทิ้งไว้ในพระตำหนัก
คุนหนิงพลันลุกขึ้นต่อสู้ขัดขืน หลังจากเสียง
ปะทะของดาบดังขึ้นระยะหนึ่ง ทุกสิ่งก็กลับสู่
ความเงียบสงบ หลัวอี๋หนิงไม่ได้ยินเสียงใดอีก
อย่างน้อยตำหนักคุนหนิงก็สงบลงแล้ว มีเพียงห่า
ลูกธนูที่ปักเรียงรายเป็นชั้นอยู่บนกำแพงในแสง
ราตรี
ทว่าเสียงนี้กลับทำให้เฉิงหลางที่อยู่ไม่ไกลตื่น
ตระหนก!
ฮองเฮา…เหตุใดจึงลุกขึ้นสู้ เขารู้ว่าในมือของ
ฮองเฮายังมีองครักษ์ประจำกาย แต่รองผู้
บัญชาการผู้นั้นจะปกปั้องคุ้มครองบรรดาฮูหยิ
นตราตั้งไว้ไม่ได้หรือ
เช่นนั้นหลัวอี๋หนิงเล่า
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องเสียงหนึ่ง เป็น
เสียงกรีดร้องที่เผยความหวาดกลัวถึงขีดสุด ฟัง
แล้วยังให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับเสียงของหลัวอี๋ห
นิง ทันใดนั้นเขาก็เกิดความลังเล ทำให้ฝีเท้า
ชะลอช้าลง
“ใต้เท้า ทหารใกล้จะไล่ตามมาแล้ว!” คนข้างกาย
กระซิบเสียงต่ำเบา
เฉิงหลางกัดฟัน กำดาบแน่นพลางมุ่งหน้าไปทาง
ประตูต้าหมิงเหมิน
ทหารที่ลู่เจียเสวียนำมาไม่มีคนใดที่ไม่ใช่ทหารชั้น
เยี่ยม ส่วนทหารของเต้าเหยี่ยน จะอย่างไรก็ไม่
เคยผ่านการฝึกซ้อมจากเขามาก่อน ไม่นาน
สถานการณ์ทางฝังเขาก็เพลี่ยงพล้ำ เต้าเหยี่ยนถูก
บีบคั้นให้ก้าวถอยทีละก้าว ความเสียเปรียบของ
เขายิ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ ทันใดนั้นเขาก็รีบชักม้า
หันหลังกลับทันทีโดยไร้ซึ่งความลังเล ลู่เจียเสวีย
นำคนไล่ติดตามไป ทว่ากลับมีคนวิ่งเข้ามา
รายงานว่า “ใต้เท้า ที่ตำหนักคุนหนิงพ่ายแพ้แล้ว
ขอรับ! ยามนี้ฮองเฮาถูกไล่ต้อนจนร้อนรนแล้ว
ทรงกำลังจะสังหารบรรดาฮูหยินตราตั้งที่จับตัวไว้
ขอรับ เกรงว่าคงยับยั้งไม่ทันการณ์แล้ว!”
“คนโง่นั่น จะสนใจนางไปไย!” สีหน้าของลู่เจียเส
วียเย็นชา ยามนี้เขายังไม่เห็นหลัวเซิ่นหย่วน
ปรากฏตัวออกมา หลัวเซิ่นหย่วนให้เต้าเหยี่ยนอ
อกมาต้านเขา ส่วนตัวเขาเองต้องมีกองกำลัง
สนับสนุนอยู่เบื้องหลังเป็นแน่
“ใต้เท้า…” น้ำเสียงของเย่เหยียนเบาลงเล็กน้อย
“โหวฮูหยินของพวกเราอยู่ด้านใน เป็นใต้เท้าเฉิง
ที่กล่าวออกมาด้วยตนเองขอรับ”
เขาไม่รู้ว่าลู่เจียเสวียจะตัดสินใจอย่างไร แต่เรื่องนี้
เขาจำเป็นต้องรายงาน มิเช่นนั้นหากลู่เจียเสวีย
สืบสาวเอาความในภายหลัง เขาต้องตายเป็นแน่
ลู่เจียเสวียหันหน้ากลับไปโดยพลัน
โลหิตจากดาบไหลไปตามแผงคอม้า ก่อนจะหยด
ลงบนพื้น เขาสูดลมหายใจลึกก่อนถาม “เหตุใด
นางจึงเข้ามาในวังหลวง”
หลัวเซิ่นหย่วนโง่เขลาหรือไร! เขาให้นางเข้ามาใน
วังหลวงเพื่อการใด นางจะมีประโยชน์อันใดได้
“ข้าน้อยก็ไม่ทราบขอรับ” ในเวลาเช่นนี้เย่เหยียน
จะกล้าต่อคำได้อย่างไร “หรือจะให้ข้าน้อยรีบนำ
กำลังไป…”
ลู่เจียเสวียยกมือขึ้นเป็นเชิงให้เขาหยุดพูด แสง
สลัวรางจากเปลวเทียนในค่ำคืนยามรัตติกาล
สว่างไสวจากระยะไกล ค่ำคืนอันมืดมิดประหนึ่ง
สัตว์ร้ายขนาดมหึมา กองกำลังทหารเคลื่อนพล
เข้าประชิดพระตำหนักไท่เหอดุจมวลน้ำขึ้น
ราวกับเขาได้หวนไปสู่วันนั้น วันที่เขาสูญเสียนาง
ไป
นางออกไปเที่ยวชมธรรมชาติกับเซี่ยหมิ่น ขณะที่
ออกจากจวนยังมีท่าทีมีความสุข ลู่เจียเสวียคาด
ไม่ถึงว่าจะมีคนคิดลงมือ กว่าเขาจะรู้ก็สายเกินไป
เสียแล้ว เขากำลังหารือลับๆ กับองค์รัชทายาทใน
ปีนั้น ไร้หนทางจะกลับไปได้ทันการณ์
เขาเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะกระตุกบังเหียนเพื่อ
เปลี่ยนทิศทางม้า เขาตะเบ็งเสียงสั่งการคน
ด้านหลัง “ตามข้าไปที่ตำหนักคุนหนิง!”
ด้านหน้ายังมีโจวอิ้งโหย่วคอยต้านทาน เขาน่าจะ
ยืนหยัดได้ระยะหนึ่ง การเคลื่อนไหวของผู้อื่นจะ
รวดเร็วกว่าเขาได้อย่างไร ฮองเฮาคนโง่พรรค์นี้
หากนางพบว่าพวกเขาไม่แยแสความเป็นตายของ
นาง ตกอยู่สภาวะสุนัขจนตรอกแล้วจริงๆ คนที่
นางจะสังหารเป็นคนแรกก็คือหลัวอี๋หนิง!
ลู่เจียเสวียกระชับดาบพลางควบตะบึงม้าไป
ตลอดเส้นทาง ทันใดนั้นก็มีลูกธนูฝั่าอากาศพุ่ง
ตรงมาจากด้านหลัง เสียงหวีดหวิวดังราวกับทะลุ
ผ่านพายุ ไหล่ซ้ายของเขาพลันเจ็บแปลบทันที
หัวธนูครึ่งดอกแทงผ่านกระดูก ลู่เจียเสวียชะงัก
ไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งหักก้านลูกศร
ทิ้ง เขากัดฟันอดทนกระตุกบังเหียนม้าให้วิ่งเร็ว
ขึ้น แรงสั่นสะเทือนทำให้บาดแผลปริออก บังเกิด
เป็นความเจ็บปวดแสนสาหัส ทว่าเขากลับดูคล้าย
ไม่แยแสสักนิด
ในชั่วเวลานี้เอง ความรู้สึกโกรธแค้นที่มีต่อนาง
ล้วนอันตรธานสูญสิ้น เขาไม่ได้คิดถึงสิ่งอื่นใด
เพียงอยากไปช่วยนางเท่านั้น!
กองทัพทหารดุจมวลน้ำหลากเข้าปิดล้อมพระ
ตำหนักไท่เหอ แต่เพราะสูญเสียผู้บัญชาการ
ขบวนทัพจึงเริ่มระส่ำระสาย หลัวเซิ่นหย่วนนำ
พลธนูองครักษ์เสื้อแพรขึ้นไปบนกำแพง เขากล่าว
กับเต้าเหยี่ยน “ท่านมีแผนการจริงๆ ท่านล่อเขา
ออกไปได้อย่างไร” หากลู่เจียเสวียไม่ถูกล่อ
ออกไป สถานการณ์ที่นี่คงต้องตึงมือแล้ว แต่ยาม
นี้เขาเป็นผู้ดูแลกรมโยธา ที่ด้านหลังเขายังมีการ
จัดเตรียมปืนใหญ่ไว้ ใช่ว่าเขาจะไม่สามารถ
ต้านทานได้
หนึ่งปีมานี้เขาขึ้นเป็นขุนนางคนสนิทของฮ่องเต้
การเป็นขุนนางคนสนิทนี้ใช่ว่าจะเป็นได้ง่ายๆ
“ที่เจ้าขโมยราชโองการปลดฮองเฮาแล้วโยน
ความผิดไปให้ผู้บัญชาการหน่วยยวี่หลินก็มิใช่เพื่อ
รอโอกาสนี้หรือ” เต้าเหยี่ยนกล่าว
หลัวเซิ่นหย่วนได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้ม “เหตุใดศิษย์พี่
จึงกล่าวว่าข้าเป็นผู้ขโมย ชัดเจนว่าฮองเฮา
ต่างหากที่เป็นผู้สั่งการ”
“ฮองเฮาไม่ได้โง่เขลาถึงเพียงนั้น ในเมื่อทรง
ตัดสินพระทัยคิดบีบบังคับให้ฮ่องเต้ทรงสละราช
บัลลังก์แล้ว ราชโองการฉบับนี้จะมีความหมาย
อันใด มีเพียงราชโองการต้องถูกขโมยเท่านั้น
ฮ่องเต้จึงจะทรงไว้วางพระทัยให้เจ้าวางกำลัง
ทหารจำนวนมากไว้ในวังหลวง” เต้าเหยี่ยนพูด
ต่อไป “สำหรับการล่อลู่เจียเสวียออกไปนั้นเป็น
เรื่องง่ายมาก ข้าเอาตัวหลัวอี๋หนิงไปวางไว้ใกล้
ฮองเฮา ต้องขอบใจที่นางระลึกถึงเจ้าตลอดเวลา
ยินดีไปเสี่ยงอันตรายเพื่อเจ้า โอกาสเยี่ยมยอด
เช่นนี้ หากไม่ใช้คงน่าเสียดายนัก”
ร่างของหลัวเซิ่นหย่วนนิ่งค้างโดยพลัน เขาหมุน
ตัวกลับไป รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นเย็นสะท้านอย่าง
ยิ่งยวด
“ท่านว่าอะไรนะ”
“เจ้าจะตื่นเต้นไปไย ยามนี้นางไร้อันตรายแล้ว
ข้าให้องครักษ์เสื้อแพรไปช่วยนางแล้ว” เต้าเห
ยี่ยนไม่ร้อนรนแม้แต่น้อย ทว่าใบหน้าของ
หลัวเซิ่นหย่วนกลับดำคล้ำ เขายกมือบีบคอเต้าเห
ยี่ยน น้ำเสียงเย็นเยียบ “ข้าบอกแล้วว่าอย่าลาก
นางเข้ามาพัวพัน! ท่านกล้าใช้นางไปเป็นเหยื่อล่อ
ลู่เจียเสวีย ท่านเสียสติไปแล้วใช่หรือไม่!”
“เจ้าต่างหากที่เสียสติไปแล้ว!” เต้าเหยียนแกะ
มือศิษย์น้องออก น้ำเสียงเยียบเย็น “ข้าไม่ได้ทำ
ร้ายนางถึงชีวิต ข้าเพียงใช้ประโยชน์จากนาง
เท่านั้น มิเช่นนั้นเจ้าจะกำจัดลู่เจียเสวียได้อย่าง
ง่ายดายเพียงนี้หรือ ถึงอย่างไรก็ใช้ประโยชน์จาก
นางแล้ว ยามนี้เจ้ารีบพาคนไปที่ตำหนักคุนหนิง
จะดีกว่า ข้าว่าเขาน่าจะถึงแล้ว”
ชั่วขณะนี้เองที่หลัวเซิ่นหย่วนบังเกิดความคิด
อยากสังหารเต้าเหยี่ยนขึ้นมาจริงๆ ดาบกระบี่ไร้
นัยน์ตา…หากเกิดเหตุใดขึ้นกับนาง เขาจะทำ
อย่างไร!
เขาไม่พูดให้มากความอีก ผลักเต้าเหยี่ยนออกไป
อย่างแรง เต้าเหยี่ยนถูกเขาผลักจนเซถอยหลังไป
ก้าวหนึ่ง ทว่าเพียงแค่นยิ้มหยันออกมา การทำ
สงครามสู้รบ หากสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งใด
ได้ก็จงใช้!
ใจของศิษย์น้องฟุั้งซ่านไม่สงบนิ่ง กระทั่งลืมถึง
หลักการข้อนี้
“ในยามที่เจ้าต้องลงมือสังหารเขา เจ้าจงอย่า
กังวลถึงสิ่งเหล่านี้อีก” เสียงไม่ยี่หระของเต้าเห
ยี่ยนดังขึ้นจากด้านหลัง “ถึงข้าจะรู้ว่าเจ้ามีจิตใจ
โหดเหี้ยม…แต่ข้าก็ต้องเตือนเจ้าสักประโยค หาก
ขุนเขาบูรพาของเขาตั้งตระหง่านขึ้นอีกครั้ง[1] จุด
จบของเจ้าจะเป็นเช่นไร เจ้าย่อมรู้ดี”
บรรยากาศภายในตำหนักคุนหนิงเงียบสงบขึ้น
เล็กน้อย มีนางกำนัลแขวนโคมไฟใต้ชายคา โคม
ไฟถูกจุดสว่างไสวขึ้นทีละดวง
เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์ด้านนอกปลอดภัยแล้ว
หรือไม่ พวกนางจึงยังไม่กล้าออกไป พวกนางใช้
เตาเล็กๆ ในตำหนักด้านข้างต้มน้ำเพื่อชงชาดื่ม
กับของว่าง
หลัวอี๋หนิงได้ยินเสียงคร่ำครวญของฮองเฮาที่
อยากพูดบางสิ่งจากห้องด้านข้าง นางร้องจน
น้ำเสียงแหบพร่า หลัวอี๋หนิงลุกขึ้น มองไปยังแสง
ไฟในตะเกียงที่วูบไหวไปมา
ปีใหม่ปีนี้ช่างวุ่นวายเหลือเกิน!
“เจ้านั่งลงเถิด กังวลไปก็ไร้ประโยชน์” จ้าวหมิงจู
เรียกนาง “จะแพ้หรือชนะ มากสุดก็แค่ตาย” แต่
ไรมานางก็เป็นคนใจกล้า ไม่กลัวฟั้าไม่กลัวดิน
หลัวอี๋หนิงทอดถอนใจพลางนั่งลงจิบชา ไอร้อนสี
ขาวในถ้วยลอยกรุ่น นางกล่าว “…ข้าไม่อยาก
ตาย”
“ท่านไม่มีทางตาย” รองผู้บัญชาการได้ยิน
เช่นนั้นก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลัวอี๋หนิงเพียงยิ้มรับ นางจะอธิบายให้ผู้อื่น
เข้าใจได้อย่างไรว่าผู้ที่เคยผ่านความตายมาแล้ว
ครั้งหนึ่งย่อมมีแนวคิดต่อความตายแตกต่าง
ออกไป มีเพียงเคยผ่านความตายมาแล้วเท่านั้น
จึงอยากจะมีชีวิตอยู่ พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้มี
ชีวิตรอด
แม้จะต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพียงใดก็ตาม
นางเพิ่งดื่มชาร้อนหมดถ้วย ด้านนอกก็มีเสียง
อึกทึกวุ่นวายดังขึ้น องครักษ์เสื้อแพรเริ่ม
เคลื่อนไหว “ท่านรองผู้บัญชาการ มีคนนำทหาร
มาทางนี้ขอรับ!”
“มาแล้ว!” หัวใจของจ้าวหมิงจูพลันกระตุกอย่าง
ไร้สาเหตุ
รองผู้บัญชาการให้องครักษ์เสื้อแพรออกไปตั้งรับ
เขาเหลือบมองหลัวอี๋หนิงอย่างลังเล ก่อนจะชัก
มีดที่อยู่บริเวณเอวออกมาจี้ไปที่ลำคอของนาง
จากนั้นก็ดึงนางออกไปด้านนอก หลัวอี๋หนิงยังไม่
ทันตอบสนอง จ้าวหมิงจูส่งเสียงร้องพลางมอง
รองผู้บัญชาการที่วางมีดไว้บนลำคอของหลัวอี๋ห
นิง
“รองผู้บัญชาการหลิว นี่ท่านกำลังทำอะไร!”
น้ำเสียงของจ้าวหมิงจูเปลี่ยนไป
“ฮูหยินสาม ต้องล่วงเกินแล้ว” ขณะที่กล่าว
ประโยคนี้ น้ำเสียงของรองผู้บัญชาการเย็นเยียบ
อย่างยิ่งยวด เขาบีบคอนางอย่างไร้ความปรานี
“ฮูหยินโปรดอย่าขัดขืน ข้าน้อยไม่มีทางทำ
อันตรายท่านถึงชีวิต”
ทั้งที่องครักษ์เสื้อแพรเป็นคนของหลัวเซิ่นหย่วน!
หลัวอี๋หนิงถูกเขาบีบคอจนสำลักกระอักไอ ไม่รู้ว่า
เขากำลังทำสิ่งใด “ท่านบ้าไปแล้วหรือ นี่ท่าน
กำลังจะ…”
“ฮูหยินโปรดอย่าได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ชีวิตของท่าน
ไม่มีอันตราย ข้าน้อยเพียงต้องการจับกุมเขา
เท่านั้น” รองผู้บัญชาการผู้นั้นไม่ได้อธิบายไป
มากกว่านี้
บรรดาองครักษ์เสื้อแพรพุ่งตัวเข้าไปปิดล้อมสกัด
กั้นกลุ่มทหาร พวกเขาชักดาบซิ่วชุนออกมาจาก
ช่วงเอว
หลัวอี๋หนิงเห็นคนผู้หนึ่งควบม้าบุกทะยานเข้ามา
เขาสวมเสื้อเกราะ รูปร่างคุ้นเคยยิ่ง เมื่อถึง
ขั้นบันไดด้านล่างเขาก็กระโดดลงจากหลังม้าแล้ว
ยกดาบทะลวงฟันบุกฝั่าขึ้นมา ครั้นเห็นนางถูกจับ
ตัวไว้ ดาบในมือก็ยิ่งกวัดแกว่งรุนแรง เขาตะเบ็ง
เสียงกร้าว “รองผู้บัญชาการหลิว เจ้ากำลังทำ
อะไร! จับนางเป็นตัวประกันรึ เจ้าไม่กลัวว่า
หลัวเซิ่นหย่วนจะสังหารเจ้าหรือ!”
“เห็นทีใต้เท้าหลัวคงไม่ใส่ใจแล้ว” รองผู้
บัญชาการเพียงยิ้มออกมา
หลัวอี๋หนิงกำชายแขนเสื้อแน่น เหตุใดลู่เจียเสวีย
จึงมาที่ตำหนักคุนหนิงได้! ทันทีที่รองผู้บัญชาการ
เห็นเขาก็จับนางเป็นตัวประกัน นี่เขาคิดทำการ
ใด!
กำลังพลที่ติดตามลู่เจียเสวียมามีจำนวนมาก แต่
องครักษ์เสื้อแพรก็ใช่ว่าจะไร้ความสามารถ ทั้ง
สองฝั่ายเข้าปะทะกัน ดูคล้ายลู่เจียเสวียจะได้รับ
บาดเจ็บ มือแขนของเขาจึงเคลื่อนไหวไม่
คล่องแคล่วนัก ร่างของเขาชโลมไปด้วยเลือด ยืน
อยู่บนขั้นบันได มองหลัวอี๋หนิงที่อยู่ไม่ห่างออกไป
เมื่อรองผู้บัญชาการหลิวพบว่าไม่สามารถทำให้
ลู่เจียเสวียตื่นตระหนกได้ มีดที่จ่ออยู่บนลำคอ
ของหลัวอี๋หนิงจึงยิ่งขยับเข้าใกล้ “ลู่เจียเสวีย เจ้า
เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถสังหารนางได้! เจ้าจง
หยุดเสีย!”
ลู่เจียเสวียถือดาบเคลื่อนตัวเข้าใกล้ทีละก้าวโดย
ปราศจากความหวาดกลัวใดๆ ปลายมีดของรองผู้
บัญชาการหลิวเฉือนเข้าไปในชั้นผิวหนังของหลัว
อี๋หนิงแล้ว ทว่านางยังคงไม่ส่งเสียงร้องสักคำ
บุรุษผู้นั้นประหนึ่งอสูรกาย เขายกดาบขึ้นบั่น
ศีรษะคนที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วร่างหลัวอี๋หนิง
คั่นกลางด้วยม่านรัตติกาล ทั้งสองคนประสาน
สายตากันเนิ่นนาน
อันที่จริงลู่เจียเสวียอ่อนล้ามากแล้ว ต่อให้เป็น
มนุษย์ที่หล่อขึ้นจากเหล็กกล้า แต่เมื่อต้องผ่าน
การต่อสู้อย่างโชกโชนก็ย่อมเหนื่อยล้า ที่สำคัญ
บาดแผลบริเวณไหล่ของเขายังมีเลือดไหลออกมา
ตลอดเวลา เขาก้าวเท้าอันหนักอึ้งไปหานางทีละ
ก้าว หลัวอี๋หนิงก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ทันใด
นั้นเองนางก็ได้ยินเสียงดังกึกก้องราวกับภูเขาฝั๋อ
ซานพังทลาย เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้านาง ใช้ดาบ
ยันกยพลางหอบหายใจกระชั้นหนักหน่วง แต่สี
หน้าเขากลับดูผ่อนคลาย
“ข้าหลงนึกว่า…เกิดเหตุกับเจ้าแล้ว เขาไม่กล้า
สังหารเจ้าจริงๆ ” ในที่สุดเขาก็มั่นใจแล้วว่านาง
ยังปลอดภัย น้ำเสียงแหบพร่าระคนไปด้วย
รอยยิ้มจางๆ
หลัวอี๋หนิงก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ลู่เจียเสวียคิด
ว่า…เกิดเหตุกับนาง ดังนั้นเขาจึงมาช่วยชีวิตนาง
“ท่าน…” นางเดินเข้าไปใกล้แล้วจับมือของเขาไว้
ก่อนจะพบว่าง่ามนิ้วของเขาเต็มไปด้วยเลือด
ลำคอของหลัวอี๋หนิงตีบตันโดยพลัน เมื่อเห็น
ศีรษะของเขาอาบไปด้วยเหงื่อ สภาพดูอิดโรยเต็ม
กำลัง นางก็คุกเข่าลง “นี่ท่านกำลังทำอะไร ข้า
ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย!”
อาจเป็นเพราะสูญเสียโลหิตมากเกินไป
สติสัมปชัญญะของลู่เจียเสวียจึงเริ่มเลือนราง เขา
กระชับมือเล็กที่อยู่ในกำมือใหญ่ของเขาแน่น
น้ำเสียงแหบแห้งดังขึ้น “ปีนั้นข้าไม่ได้ช่วยเจ้า…
เจ้าจึงได้กล่าวโทษข้ามานานหลายปี”
หัวใจของนางสั่นคลอนเพราะถ้อยคำของเขา
ครั้นหลัวอี๋หนิงเห็นลูกธนูที่โผล่ออกมาจากแผ่น
หลังของเขา ทั้งร่างก็สั่นสะท้าน นางยื่นมือ
ออกไปสัมผัสตรงจุดนั้น
ครั้นลู่เจียเสวียเห็นดวงตาของนางแดงก่ำก็ยื่นมือ
อีกข้างออกมา คิดจะปลอบประโลมนาง แต่นั่น
กลับทำให้ใบหน้าของนางเปรอะเปือนไปด้วย
คราบเลือดรูปรอยนิ้วมือ เขาจึงทำได้เพียงยิ้ม
ออกมาอย่างอดกลั้น
“หากครานี้ข้าไม่มาช่วยเจ้า…เจ้าคงต้อง
กล่าวโทษข้าไปชั่วชีวิต”
ราวกับเหตุการณ์ทุกอย่างหวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น
เขามาช่วยนางแล้ว
หลัวอี๋หนิงแหงนหน้าขึ้น ทันใดนั้นนางก็เห็นกลุ่ม
ลูกธนูที่ยื่นออกมาบนหลังคา มีการดักซุ่ม! นี่คือ
กับดัก! เป็นผู้ใดที่วางกับดักไว้!
เต้าเหยี่ยนคิดใช้นางจับลู่เจียเสวีย!
หลัวอี๋หนิงพลันตระหนักได้ทันทีว่านี่เป็นแผนการ
ของเต้าเหยี่ยน ที่เขาให้นางเข้าวัง แท้จริงเพราะ
อยากหลอกใช้นางคว้าชัยชนะ ใช้นางทำร้ายคนที่
อยู่เบื้องหน้านางผู้นี้ บางทีหลัวเซิ่นหย่วนก็อาจมี
ส่วนรู้เห็น เพราะเขารู้ว่านางสำคัญต่อลู่เจียเสวีย
เพียงใด ลู่เจียเสวียต้องไม่มีวันเพิกเฉยนาง
หลัวอี๋หนิงสูญเสียเรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างกาย
เป็นนางที่สร้างความเดือดร้อนให้เขา! หากนางไม่
เข้ามาในวังหลวง เขาก็ไม่ต้องมาช่วยนาง
“ท่านโง่หรือไร…ผู้อื่นกล่าวอะไรท่านก็เชื่อ!” หลัว
อี๋หนิงไม่อาจสะกดกลั้นน้ำตาไว้ได้ หยาดน้ำตา
ร่วงริน
“ที่นี่มีกับดัก!” หลัวอี๋หนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแตก
พร่า นางเขย่าไหล่ของเขา “ท่านคิดไม่ถึงหรือไร
ว่าที่นี่มีกับดัก!”
ลู่เจียเสวียมองนางราวกับนางเป็นเด็กน้อยที่กำลัง
ระบายอารมณ์ แต่เขากลับไม่คิดถือสา ใบหน้า
ยังคงเปือนไปด้วยรอยยิ้ม “ข้าเองก็ไม่อยากมา…
แต่ว่า…”
แต่เมื่อข้าคิดถึงว่าเจ้าอาจตาย…เช่นนั้นข้าต้องไป
ยังแห่งหนใดเพื่อรอเจ้าอีกสิบสี่ปี ข้ารอไม่ไหว
แล้ว ถึงเวลานั้นข้าก็แก่ชราแล้ว รอคนผู้หนึ่งมา
สิบสี่ปี แล้วยังต้องรอคนผู้หนึ่งไปอีกสิบสี่ปีหรือ
ความทุกข์ทรมานที่จู่โจมถาโถมจากการไม่มี
นางในระยะเวลาสิบสี่ปีนั้น ฝันร้ายที่เห็นนางตก
หน้าผาคราแล้วคราเล่านับครั้งไม่ถ้วน ท่ามกลาง
หมอกหนาสีเทา เขาก้าวโซเซไปข้างหน้า ไม่ว่า
แห่งหนใดก็ไร้เงาของนาง
ทว่าลู่เจียเสวียกลับกล่าวเพียง “…แต่…ข้าก็
มาแล้ว”
นางคิดถึงปีนั้นที่ตนตาย คิดถึงปีเหล่านั้นที่ถูก
กักขังอยู่ในปิน
นางปรารถนาให้เขามาช่วยเพียงใด! ปรารถนาให้
มีผู้ใดสักคนมาช่วยให้นางหลุดพ้นจากความสิ้น
หวัง ความหดหู่และเจ็บปวดเหล่านั้น
ยามนี้เขามาแล้ว แม้นางจะไร้ซึ่งอาการบาดเจ็บ
ใดๆ ทว่าคนที่ช่วยนางผู้นี้ทรุดเข่าลงกับพื้น ร่าง
สูงตระหง่านดุจขุนเขาราวกับใกล้จะพังทลาย
“เหตุใดท่านจึงต้องมา!” หลัวอี๋หนิงร้องตะโกน
ดุจมีบางสิ่งที่ในที่สุดก็ถูกตีกระแทกจนพังทลาย
หลัวอี๋หนิงกอดเขาแน่น
เมื่อหลัวอี๋หนิงเงยหน้าขึ้นก็พบว่าพลธนูเหล่านั้น
เคลื่อนเข้าประชิดแล้ว ยังมีร่างอันคุ้นเคยนั้น เขา
สวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ หันหลังให้แสงยืนอยู่บน
กำแพงไม่ไกลออกไป ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด
ลูกธนูในมือของคนที่อยู่ข้างกายเขาสะท้อนแสง
เป็นประกายวาววับ พาให้หัวใจสั่นสะท้าน
ในที่สุดเขาก็มาแล้ว! เขาหมายจะสังหารลู่เจียเส
วียจริงๆ !
หลัวอี๋หนิงคร่ำครวญตะโกนจนน้ำเสียง
แปรเปลี่ยน นางมองบาดแผลที่เกิดจากลูกธนูบน
แผ่นหลังเขา ฝั่ามือที่นางสัมผัสเมื่อครู่ชุ่มไปด้วย
เลือด “ท่านเจ็บหรือไม่” ริมฝีปากหลัวอี๋หนิงสั่น
ระริกขณะกล่าว “เจ็บหรือไม่”
ลู่เจียเสวียประสานนิ้วกับมือของนาง เขาเริ่มไร้
เรี่ยวแรงแล้ว เขาพิงร่างลงบนไหล่อันบอบบาง
เหมือนยามที่พวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันในปีนั้น
นางไม่ต่อต้านอีกต่อไป เขากระซิบเสียงเบา “…
เจ็บสิ หลัวอี๋หนิง”
นางปาดน้ำตา “ไม่เป็นไร อีกครู่ท่านก็จะไม่เจ็บ
แล้ว” นางยื่นมือเข้าไปหยิบสร้อยลูกประคำของ
เขาออกมาจากสาบเสื้อ ก่อนพันวนทีละชั้นบน
ข้อมือของลู่เจียเสวีย
หลัวเซิ่นหย่วนเฝั้ามองนิ่งเงียบ เมื่อเขารู้ว่านางยัง
ปลอดภัย ความร้อนรุ่มในหัวใจก็บรรเทาลง ยาม
นี้เขาเหลือเพียงเปั้าหมายเดียวเท่านั้น
สังหารลู่เจียเสวีย!
คนทั้งสองตระกองกอดกัน เป็นช่วงเวลาที่เขาไม่
อาจแทรกแซงเข้าไปได้ตลอดกาล
หลัวเซิ่นหย่วนยกมือขึ้นอย่างไม่ยี่หระ ก่อนกล่าว
ด้วยเสียงบางเบา “ยิงธนู” ข้างกายเขาล้วนเป็น
พลธนูฝีมือเยี่ยม เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยกคันธนูขึ้น
เล็งเปั้าหมายไปยังแผ่นหลังของลู่เจียเสวีย
เป็นดั่งที่เต้าเหยี่ยนกล่าวไว้ มีเพียงสังหารลู่เจียเส
วียเท่านั้น เขาจะปล่อยเสือกลับเข้าภูเขาไม่ได้!
ทั้งร่างของหลัวอี๋หนิงสั่นสะท้าน นางราวกับ
สัมผัสได้ถึงอันตรายจึงเงยหน้าขึ้นมองไปทาง
หลัวเซิ่นหย่วน “อย่าทำเช่นนี้ หยุดเถิด!”
หลัวเซิ่นหย่วนมองใบหน้าที่เปรอะเปือนไปด้วย
คราบน้ำตาของนาง
ลู่เจียเสวียหลับตาลง หลัวอี๋หนิงสัมผัสได้ถึงมือที่
เย็นจนน่ากลัวของเขา เพราะเขาสูญเสีย
พละกำลัง ดังนั้นน้ำหนักอันหนักอึ้งของเกราะ
ทั้งหมดจึงถ่ายเทลงบนร่างนาง น้ำตานางไหล
พรากเพราะความสิ้นหวังอันหนักหน่วง นางพร่ำ
ตะโกน “พี่ชายสาม หยุดเถิด! ปล่อยเขาไปเถิด
ยามนี้เขาทำอะไรไม่ได้แล้ว โปรดปล่อยเขาไป!”
“ยามนี้ท่านชนะแล้ว ปล่อยเขาไปเถิด!” ร่างของ
หลัวอี๋หนิงสั่นสะท้าน แต่ละคำที่นางพูดออกมา
นางกล่าวด้วยอารมณ์ที่ไม่อาจสะกดกลั้น น้ำตา
พรั่งพรูไม่ขาดสาย
ทั้งที่คนผู้นั้นได้ยินคำวิงวอนของนางชัดเจน ทว่า
เขากลับมีสีหน้าเรียบเฉย ทั้งที่คนผู้นั้นรักนางถึง
เพียงนี้ แต่ยามนี้ข้างกายเขากลับเต็มไปด้วยพล
ธนู
ไม่เพียงเล็งมาที่ลู่เจียเสวีย แต่ยังเล็งมาที่นางด้วย
ราตรีนี้คลื่นลมยิ่งหนาวเหน็บ หลัวอี๋หนิงสัมผัสได้
ถึงร่างกายที่เริ่มเย็นเยียบในอ้อมกอดของนาง
น้ำเสียงนางคล้ายกำลังพึมพำ “หลัวเซิ่นหย่วน…
เต้าเหยี่ยนวางแผนหลอกใช้ข้า ยามนี้ท่านก็ยัง
อาศัยโอกาสใช้แผนซ้อนแผน มิสู้ให้เป็นเช่นนี้เถิด
ท่านจงยิงข้าให้ตายไปพร้อมกับเขา ใช้ชีวิตข้า
ชดใช้ชีวิตเขา” น้ำตาของนางหยาดหยด ซึมเข้า
ไปในคอเสื้อของลู่เจียเสวีย
เหตุใดนางจึงยังร้องไห้อีก เขาใกล้จะตายแล้ว
นางไม่ดีใจหรือ…
ลู่เจียเสวียกระชับมือของนางแน่นขึ้นเล็กน้อย
นางยากจะปรนนิบัติจริงๆ อย่าได้ร้องไห้อีกเลย…
ทุกคราที่เห็นนางร้องไห้ หัวใจเขาก็ดุจถูกเข็มเล่ม
เล็กๆ ทิ่มแทง
“เจ้าอย่าร้องไห้อีกเลย” ลู่เจียเสวียกล่าวเสียง
แผ่วเบา เขาฝืนยิ้ม “รีบหยุดร้องไห้เถิด ตายแล้ว
ก็ไม่เป็นไร…ข้าใช้ชีวิตมาเพียงพอแล้ว…”
หลัวอี๋หนิงนึกถึงลู่เจียเสวียที่เคยอุ้มลูกสุนัขมาให้
นาง ลู่เจียเสวียที่เคยคัดบทสวดแทนนาง ลู่เจียเส
วียที่ชอบสัพยอกนาง คนผู้นี้ใช้ชีวิตอยู่ในอดีตของ
นางอย่างสดใสมีชีวิตชีวา เขาจะตายได้อย่างไร!
เขาจะตายไม่ได้!
“หลัวเซิ่นหย่วน!” เสียงของนางต่ำลง “เป็นข้าที่
ทำให้เขาต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย ในอดีตข้า
ทำให้เขาเดือดร้อนก็ช่างเถิด แต่มายามนี้ข้าก็ยัง
ทำให้เขาต้องตาย ข้าจำเป็นต้องยืนหยัดปกปั้อง
เขาสักครั้ง ท่านสังหารข้าไปพร้อมกับเขาเถิด…”
หลัวเซิ่นหย่วนตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนาน ในปาก
ของเขาล้วนมีแต่รสชาติขมเฝือน หลัวเซิ่นหย่วน
ไม่มีทางรู้ว่าทุกประโยคที่นางคร่ำครวญตะโกน
ออกมาทำให้แรงที่กระชับกระบี่ยิ่งแน่นมากขึ้น
…ถ้อยคำข่มขู่เยี่ยงนี้ นางยังกล่าวออกมาได้ นาง
ไม่ใส่ใจจริงๆ หรือว่าเขาจะคิดอย่างไร
ทว่าเนิ่นนานหลังจากนั้น เขากลับเงียบลง ก่อน
จะยกมือขึ้นอีกครั้ง “…วางธนูลง”
หากคนผู้นี้ต้องตายลงที่นี่จริงๆ ก็จะตราตรึงอยู่ใน
หัวใจของหลัวอี๋หนิงไปตราบนิรันดร์ เป็นรอย
สลักจารึกฝังแน่น ไร้หนทางลบล้างแก้ไขออกไป
ได้อีก
หลัวเซิ่นหย่วนเดินไปหาคนทั้งสอง ทุกย่างก้าว
ล้วนสงบนิ่ง จากนั้นเขาก็จับข้อมือของหลัวอี๋หนิง
ออกแรงดึงนางขึ้นมา ในที่สุดเขาก็เห็นสภาพพ่าย
แพ้อันน่าอดสูของลู่เจียเสวีย เป็นความปราชัยที่
ไม่เหลือชิ้นดี
น้ำเสียงของหลัวเซิ่นหย่วนเย็นเยียบ “ข้าจะไว้
ชีวิตเจ้าสักครั้ง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ได้จบสิ้นลง
แล้ว ลู่เจียเสวีย”
ลู่เจียเสวียราวกับไม่ได้ยิน เขาแหงนหน้ามองแสง
สีทองจางๆ บนเส้นขอบฟั้า
ดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว เขากระชับสร้อย
ลูกประคำที่อยู่ในมือแน่น
ที่แท้วันนั้นนางยังตามหาสร้อยลูกประคำ…ช่างดี
เหลือเกิน
ลู่เจียเสวียหลับตาลง
เขาไม่เสียดายชีวิต แต่นี่คือชีวิตที่หลัวอี๋หนิงร้อง
ขอไว้
เขาไม่อาจทอดทิ้ง
——————–
1. ขุนเขาบูรพาตั้งตระหง่านขึ้นอีกครั้งการ
ตกอับพ่ายแพ้แต่สามารถกลับมายืนหยัด
อย่างยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง