พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 197
ท้องฟั้าทอแสงรำไร แสงสีทองสาดส่องลงบนพื้น
โลก ส่องแสงปกคลุมไปทั่วทุกมุมของพระราชวัง
ต้องห้าม คราบโลหิตเปรอะเปือนส่งกลิ่นคาว
คละคลุ้ง เหตุการณ์อันน่าเจ็บปวดเหนื่อยล้า
เหล่านั้น สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกทำให้เบาบาง
ลงด้วยแสงสีทองพร่ามัวประหนึ่งการปลอบโยน
ของกาลเวลา สันชายคาของพระราชวังโบราณ
อันหนักอึ้งแห่งนี้ต้องแสงนุ่มนวลบางเบา
อาวุธ ศพมนุษย์และโลหิตที่จับตัวแข็งกระจายไป
ทั่วพื้น บริเวณพื้นที่ที่ถูกทำลายด้วยปืนใหญ่ราว
กับเป็นยุคที่ความรุ่งเรืองยังมาเยือนไม่ถึง ลมที่
พัดโบกจากด้านนอกทั้งแห้งแล้งและหนาวเหน็บ
เหล่าทหารกำลังเข้าสะสางพื้นที่ ทุกสิ่งจบสิ้นแล้ว
เต้าเหยี่ยนจับกุมตัวโจวอิ้งโหย่วไว้ได้ รองผู้
บัญชาการเข้าควบคุมตัวฮองเฮา ส่วนหลัวเซิ่นหย่
วนนำตัวลู่เจียเสวียไปกักขังไว้ที่คุกใหญ่
บุรุษผู้สามารถยืนหยัดต่อสู้กับกองทัพนับพัน ถึง
ยามสุดท้ายใบหน้าเขาก็ยังเปือนด้วยรอยยิ้ม เขา
มองชัยชนะของหลัวเซิ่นหย่วนอย่างดูแคลน
กระทั่งยังดูหมิ่นชะตาชีวิตของตน
“ท่านเก๋อเหล่า” ผู้ติดตามนำตราพยัคฆ์ ปั้ายทอง
และปั้ายผู้บัญชาการส่งให้เขา “ของถูกนำมาแล้ว
ขอรับ”
หลัวเซิ่นหย่วนรับคำเสียงหนึ่ง เขารับมาไว้ในมือ
ก่อนจะก้าวเข้าไปในพระตำหนักไท่เหอเพื่อถวาย
รายงานกับฮ่องเต้ ยังมีเรื่องที่ต้องจัดการกับฝั่าย
ปราชัย พรรคพวกที่ยังหลงเหลือ และแผนการ
เข้าจับกุมคนเหล่านั้น เรื่องเหล่านี้เขาล้วนต้อง
จัดการด้วยตนเอง
เบื้องหลังของหลัวเซิ่นหย่วนคือองครักษ์เสื้อแพร
เขาก้าวเข้าไปในพระตำหนักไท่เหอทีละก้าว ลม
หนาวพัดเสื้อคลุมเขาจนปลิวสะบัด เขาก้าวขึ้นสู่
จุดสูงทีละก้าว ณ จุดสูงแห่งนั้นอร่ามไปด้วยแสง
สีทอง
เขาหยุดกลางขั้นบันได ก่อนหันกลับไปมอง
เส้นทางที่ก้าวผ่านมา ยังคงอ้างว้างไร้คนเคียงข้าง
นี่เป็นเส้นทางอันโดดเดี่ยวที่มุ่งไปข้างหน้า
เขาได้รับการยกย่องจากผู้คนนับหมื่น อำนาจ
เกรียงไกรแผ่ขยายไปทั่วใต้หล้า
ทว่า…เขาต้องเดินเพียงลำพัง
บรรดาฮูหยินตราตั้งที่ติดอยู่ในวังหลวงถูกทยอย
ส่งตัวกลับไป
เพียงราตรีเดียววังหลวงก็เกิดการพลิกผัน
เปลี่ยนแปลง ในขณะที่หลัวอี๋หนิงเดินทางกลับ
นางยังเห็นกองทัพทหารในชุดเกราะดำหลั่งไหล
ออกมาจากพระตำหนัก ก่อนกระจายตัวไปยังทุก
ซอกมุมของวังหลวง ยามนี้จวนตระกูลเฉิงที่อยู่ใน
ตรอกซินเฉียวถูกปิดล้อมไว้อย่างแน่นหนา ท่านผู้
เฒ่าเฉิงในวัยชราเฒ่าสวมชุดขุนนางถูกคุมตัวเข้า
วังหลวง
เฉิงหลางไม่ใช่ผู้บงการ สุดท้ายหลัวเซิ่นหย่วนก็ยัง
จับตัวเขาไม่ได้ ท่านผู้เฒ่าเฉิงอาจต้องได้รับความ
ลำบากเล็กน้อย แต่เพราะเขามีคุณงามความดี
ตระกูลเฉิงจึงอาจไม่ถึงขั้นถูกกวาดล้าง ไม่แน่ว่า
หากท่านผู้เฒ่าเฉิงพยายามสักหน่อย ฮ่องเต้อาจ
ยอมไว้ชีวิตเฉิงหลางสักครั้ง เพราะอย่างไรเฉิง
หลางก็เป็นชายหนุ่มที่มีความสามารถ ฮ่องเต้
ยังให้ความสำคัญกับเขา
เมื่อหลัวอี๋หนิงลงจากรถม้าก็พบเซี่ยอวิ้นที่นำสาว
ใช้มาดักรอนางตรงหน้าประตู ครั้นเซี่ยอวิ้นเห็น
นางก็เดินเข้ามาหาด้วยท่าทีร้อนรน “เจ้า…เจ้ารู้
หรือไม่ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง”
“เจ้าถามถึงผู้ใด” หัวสมองของหลัวอี๋หนิงยังคง
สับสนมึนงง น้ำเสียงเองก็ราบเรียบ
เซี่ยอวิ้นมีท่าทีลังเลเล็กน้อย น้ำเสียงต่ำลงโดยไม่
รู้ตัว “…เฉิงหลาง”
หลัวอี๋หนิงส่ายศีรษะ “ไม่รู้ เขายังไม่ถูกจับ ด้วย
ความฉลาดของเขาน่าจะไม่เป็นอะไร…แต่เป็นเจ้า
ฮูหยินสี่เฉิงเจ้าต้องระมัดระวังตัวไว้บ้าง”
“ข้าไม่รู้ว่าเขาจะทำเช่นนี้” สีหน้าของเซี่ยอวิ้น
เต็มไปด้วยความสับสน หวาดประหวั่นราวกับเพิ่ง
ผ่านเหตุการณ์รอดชีวิตจากภัยพิบัติ “แม้แต่เสด็จ
ปั้าก็ทรงปิดบังข้า…ข้าไม่รู้จริงๆ !”
“เจ้าไม่รู้ก็ดี” หลัวอี๋หนิงผงกศีรษะ กับเซี่ยอวิ้น
แล้ว นางไร้ความรู้สึกห่วงใยใดๆ หลัวอี๋หนิงก้าว
เข้าไปในจวน
เซี่ยอวิ้นยืนนิ่งอยู่ด้านหลังเนิ่นนาน นางนึกถึง
รอยยิ้มหยันไม่ยี่หระของเขายามที่เขาถูกนางเปิด
โปง นึกถึงท่าทีสงบนิ่งของเขาในขณะที่เขาลุกขึ้น
จัดความเรียบร้อยของแขนเสื้อ นางทอดถอนใจ
พลางกล่าวพึมพำ “อันที่จริงแต่ไรมาเขาก็รู้สึกว่า
การมีชีวิตอยู่ไร้ความหมายอันใด จวบจนบัดนี้…
เขาคงไม่ยี่หระต่อความตายแล้ว ผู้ใดจะรู้ว่าเขา
กำลังคิดการใด ร้องขอแต่ไม่อาจสมหวัง นี่คงเป็น
เรื่องที่เจ็บปวดขื่นขมที่สุดในโลกใบนี้” ถ้อยคำนี้
ของนางราวกับต้องการกล่าวให้ตนเองฟัง นางไม่
คาดหวังให้หลัวอี๋หนิงเข้าใจ นางหันไปมองอีก
ฝั่ายปราดหนึ่งก่อนกล่าว “รบกวนแล้ว ขอตัว
ก่อน”
กล่าวจบเซี่ยวิ้นก็จัดกระโปรงของตนแล้วให้สาว
ใช้ประคองกลับไปยังตระกูลเฉิง
หลัวอี๋หนิงนิ่งงันไปชั่วครู่ สุดท้ายก็ก้าวเท้าเดินเข้า
ไปในประตู
ช่วงรุ่งสางลู่เจียเสวียถูกลากออกไปจากอ้อมแขน
ของนาง นางคุกเข่าบนพื้นไม่ยอมคลายมือ
บาดแผลนั้นของลู่เจียเสวีย หากต้องไปอยู่ในคุก
เขาไม่มีทางยืนหยัดมีชีวิตรอดเป็นแน่
หลัวเซิ่นหย่วนไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดแม้เพียงประโยค
เดียว ภายใต้สถานการณ์บีบคั้น เขาจำต้องบีบ
ปลายคางของนางพลางกล่าวเน้นย้ำทีละคำ “ใน
เมื่อข้ารับปากว่าจะไว้ชีวิตเขาสักครั้ง เขาย่อมไม่
มีทางตาย เข้าใจหรือไม่”
ท่ามกลางชั้นหมอกจางๆ ของรุ่งอรุณ หลัวอี๋หนิง
สามารถเห็นกองทัพใหญ่ที่ดักซุ่มอยู่ด้านหน้าได้
ชัดเจน บรรยากาศตึงเครียดกดดันครอบคลุมไป
ทั่วบริเวณ บนหัวลูกธนูเย็นยะเยือกถูกปกคลุมไป
ด้วยชั้นน้ำแข็งบาง
แล้วเขาที่อยู่เบื้องหน้า ใบหน้านั้นจะไม่ก่อเกิด
ผลึกน้ำแข็งได้อย่างไร
หลัวอี๋หนิงร้องไห้แล้วหลับตาลง ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
อีก ไออุ่นของลู่เจียเสวียที่ยังหลงเหลืออยู่ในมือ
ค่อยๆ อันตรธานหายไป
นางก้าวไปที่เรือนเจียซู่ทีละก้าว เรือนร่างอาบ
ย้อมไปด้วยคราบโลหิต มีทั้งของลู่เจียเสวียและ
ของผู้อื่น นางไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะพลังกาย
พลังใจสูญเสียไปหมดสิ้นจึงทำให้รู้สึกทรมาน
ฝีเท้าของนางเลื่อนลอย เท้าก้าวไปพร้อมหยาด
น้ำตาที่ไหลริน สุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงคร่ำ
ครวญสะอื้นไห้ ร้องไห้ให้กับความเจ็บปวด
ทั้งหมดทั้งมวล เจินจูตกใจ รีบเข้าไปประคองนาง
“ฮูหยิน ท่านอย่าร้องอีกเลย! ไม่เป็นไรแล้วเจ้า
ค่ะ!”
หลัวอี๋หนิงคุกเข่าขดตัวอยู่บนพื้น ความเย็นเยียบ
ของแผ่นศิลาเสียดแทงเข้าที่เข่าทั้งคู่ของนางจน
รู้สึกเจ็บปวด
นางติดหนี้ผู้อื่น เกรงว่าต่อให้ชดใช้ทั้งชีวิตก็มิอาจ
ชดใช้ได้หมด เพราะในใจนางมีเพียงคนผู้นั้น นาง
ชอบหลัวเซิ่นหย่วนและจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ครานี้นางติดหนี้ลู่เจียเสวีย แต่เมื่อนางวิงวอนให้
หลัวเซิ่นหย่วนปล่อยลู่เจียเสวีย นี่ก็ถือเป็นการ
สร้างความลำบากใจให้แก่เขา สำหรับคนผู้นี้
หลักการทางการเมืองมิใช่เรื่องที่จะสามารถ
เปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย ทว่าเขาก็ยังยอมตอบตก
ลง
แผนซ้อนแผนของเขา ลูกธนูที่เล็งตรงมาที่นาง
อันที่จริงในชั่วขณะที่เขาสั่งให้พลธนูเตรียมยิง
หัวใจของเขาคงรู้สึกด้านชาแล้วกระมัง
มีคนผู้หนึ่งเยื้องย่างอย่างเนิบช้ามาหยุดเบื้องหน้า
นาง
เป็นเต้าเหยี่ยนที่เพิ่งกลับมาจากวังหลวง บน
รองเท้าหุ้มข้อของเขายังมีคราบโลหิตติดกรัง
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ “ข้าได้ยินมาว่า…เจ้าใช้
ตนเองข่มขู่หลัวเซิ่นหย่วนเพื่อให้เขายอมปล่อย
ตัวลู่เจียเสวียรึ”
หลัวอี๋หนิงไม่ตอบ มือของนางค่อยๆ กำแน่น
“เจ้าไม่เลวเลย ใจกล้ายิ่งนัก” เต้าเหยี่ยนย่อตัว
ลง มุมปากปรากฏรอยยิ้มเหี้ยม “จิตใจของเจ้า
เกิดความสั่นคลอนเมื่อถูกองครักษ์เสื้อแพรจับตัว
ไว้ใช่หรือไม่ เจ้าเข้าใจว่านี่เป็นการกระทำของ
ศิษย์น้องของข้าผู้นั้น ดังนั้นจึงได้กล้ากล่าว
ถ้อยคำเหล่านั้นออกมา ที่หลอกให้เจ้าเข้าวัง
เพราะสถานการณ์บีบคั้น ข้าเดาว่าเจ้าต้องมี
ความสำคัญต่อลู่เจียเสวียมาก…แต่คาดไม่ถึงว่า
เขาจะยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไปช่วยเหลือ
เจ้า ลู่เจียเสวียเองก็นับเป็นวีรบุรุษผู้โหดเหี้ยมคน
หนึ่ง คาดไม่ถึงว่าเขาจะมีความรักลึกซึ้งถึงเพียง
นี้”
ทั่วสรรพางค์กายของหลัวอี๋หนิงสั่นเทา
เขาคำนวณทุกสิ่งได้ถูกต้องแม่นยำ และนี่ก็คือ
จุดประสงค์ของเขา! จงใจชี้นำให้นางหลงนึกว่า
หลัวเซิ่นหย่วนมีส่วนร่วมในแผนการนี้!
นางเงื้อมือขึ้นตบใบหน้าของเต้าเหยี่ยนอย่างแรง!
นางใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ดวงตาแดงก่ำถลึง
กว้าง
คนผู้นี้คือเทพสงครามที่มีชื่อเสียงขจรยจายไปทั่ว
ใต้หล้า ตบนี้ทำให้ใบหน้าเขาถึงขั้นหันไป บน
ใบหน้าปรากฏเป็นรอยนิ้วมือจางๆ ทว่าผ่านไป
เพียงชั่วครู่ เขาก็ลุกขึ้นยืน “ถือเสียว่าให้เจ้าได้
ระบายอารมณ์สักครั้ง สถานการณ์โดยรวมสงบ
แล้ว เจ้ากลับไปชำระล้างร่างกายให้เรียบร้อย
แล้วไปปลอบประโลมศิษย์น้องผู้นั้นของข้าเถิด
ไม่มีทางเกิดเรื่องอันใดกับลู่เจียเสวีย แต่กับเขา
ข้าเองไม่อาจล่วงรู้แล้ว”
เต้าเหยี่ยนค่อยๆ ก้าวเท้าเดินจากไป กระแสลม
พัดชุดนักพรตเนื้อบางเบาของเขาให้พลิ้วไหว
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่กว่าหลัวอี๋หนิงจะหยุดร้องไห้
นางซับน้ำตา ก่อนจะให้เจินจูประคองลุกขึ้น นาง
ควรกลับไปชำระล้างร่างกายให้สะอาดแล้วจริงๆ
ชีวิตของนางยังต้องดำเนินต่อไป
จวบจนยามเย็น เขาก็ยังไม่กลับมา เวลานี้เปั่า
เกอร์มีท่าทีเชื่อฟังไม่ร้องไห้งอแง เพียงแต่สายตา
ยังคงจับจ้องที่มารดาตลอดเวลา อาจเป็นเพราะ
แม่ลูกหัวใจเชื่อมโยงถึงกัน เขาจึงทำตัวติดนางแจ
ไม่ยอมจากไป หลัวอี๋หนิงปั้อนน้ำให้เขาดื่ม ก่อน
จะให้แม่นมอุ้มเขาไปเล่นกับถิงเกอร์
หลัวอี๋หนิงนั่งครุ่นคิดเงียบๆ เป็นเวลานาน
ประเดี๋ยวก็คิดถึงนิ้วมืออันเย็นเยียบของเขา
ประเดี๋ยวก็คิดถึงใบหน้าไม่แยแสของเขา นางไร้
หนทางสงบจิตใจ คิดแล้วก็มิสู้ไปหาหนังสืออ่านที่
ห้องหนังสือของเขา นางเยื้องย่างไปยังหน้าห้อง
หนังสือของเขาก่อนจะพบว่าด้านในมีการจุด
ตะเกียงสว่างไสว
เขา…กลับมาแล้วหรือ
หลัวอี๋หนิงหยุดฝีเท้า มีท่าทีลังเลเล็กน้อย จากนั้น
นางจึงพบว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในห้องหนังสือ นางค่อยๆ
ก้าวเข้าไป
หลัวอี๋หนิงเดินพลางกวาดสายตามอง เขาเคยนั่ง
เขียนรายงาน คัดอักษรอยู่ตรงนี้ เคยนั่งอ่าน
หนังสืออยู่ข้างหน้าต่างบานนี้
ในอ่างเคลือบมีเต่าสองตัวกำลังเกาะปีนเงียบๆ
เขาเลี้ยงดูพวกมันได้ดีมาก กระดองเลื่อมมันแวว
วาว ท่าทางเกียจคร้าน กำลังกลืนกินอาหารอย่าง
แช่มช้า ชีวิตที่ไม่ต้องกังวลถึงความเป็นอยู่นับเป็น
ชีวิตที่สุขสบายที่สุด เพราะพวกมันมีสถานที่ให้
หลบคลื่นลมพายุ มีคนคอยปั้อนอาหารทุกวัน
ได้รับความเอาใจใส่ ได้รับการปกปั้องคุ้มครอง
นี่คือเต่าที่นางเคยเลี้ยงในวัยเยาว์ แต่ไรมาเขาไม่
เคยบอกกล่าวนางเรื่องนี้ แต่ไม่ว่าเขาไปที่ใดก็จะ
พาพวกมันไปด้วย นี่คือสิ่งที่เขาทำมาโดยตลอด
หลัวอี๋หนิงลูบลวดลายบนกระดองเต่าช้าๆ ก่อน
จะสังเกตเห็นจดหมายฉบับหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ
ลายมือบนซองจดหมายเป็นลายมือของเขาที่
เขียนถึงเว่ยหลิง
นางหยิบจดหมายขึ้นมาก็พบว่าซองจดหมายยัง
ไม่ได้ทำการปิดผนึก เขาเขียนอะไรถึงท่านพ่อ
หลัวอี๋หนิงจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวาง
จดหมายลง นางเดินไปมาในห้องหนังสืออยู่ชั่วครู่
สุดท้ายก็หยิบจดหมายขึ้นมาเปิดอ่าน ด้านใน
ยังคงเป็นลายมือของเขา
‘ถึงท่านพ่อตาที่เคารพ
เป็นเวลานานแล้วที่ไม่ได้พบท่าน หวังว่าท่านจะ
สบายดี ชายแดนยากแค้นกันดาร สุขภาพของ
ท่านพ่อตาเป็นอย่างไรบ้าง ในราชสำนักเกิด
เหตุการณ์ขึ้นมากมาย เรื่องเข้าใจผิดที่ท่านมีต่อ
ข้ายากจะอธิบายให้กระจ่าง หัวใจของลูกเขย
เปียมไปด้วยความกตัญูรู้คุณ ไม่เคยทำสิ่งที่ผิด
ต่อภรรยาหนิง หวังว่าท่านพ่อตาจะรับรู้ถึงความ
จริงใจ
เมื่อท่านลู่ได้รับชัยชนะยกทัพกลับมายังราชสำนัก
สถานการณ์ในวังหลวงก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
ลูกเขยยุ่งกับการสะสางกิจธุระ มีจิตใจจงรักภักดี
ต่อฝั่าบาท แม้ทุกแผนการจะถูกวางอย่างรัดกุม
แต่ทุกสิ่งล้วนเกิดความผิดพลาดได้ เรื่องนี้
เกี่ยวพันถึงระดับมหภาค ไม่อาจดำเนินการอย่าง
ไม่ระมัดระวัง มีเพียงสิ่งเดียวที่ข้าอยากร้องขอ
ท่านพ่อตา ภรรยาหนิงอ่อนแอเปราะบาง ลูกเล็ก
ก็ยังเด็ก ยังพูดไม่เป็นศัพท์ นี่เป็นเพียงเรื่องเดียว
ที่ลูกเขยยังกังวลไม่อาจวางใจ ลูกเขยจึงอยากไหว้
วานท่านพ่อตา ฝากท่านดูแลภรรยาและลูกน้อย
หากลูกเขยปราชัยชีวิตย่อมดับสูญ ภรรยาหนิง
ย่อมโศกศัลย์สุดคณนา ท่านพ่อตาโปรดเกลี้ย
กล่อมนาง มิจำเป็นต้องคะนึงถึง ลูกเขยได้ทิ้ง
ทรัพย์สมบัติไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งหมดขอมอบ
แด่ภรรยาหนิง
เนื้อหาในจดหมายสั้นกระชับ ทว่าความนัยยืด
ยาว ไม่จำเป็นต้องพรรณนาให้ละเอียด หวังว่า
ท่านจะให้คำมั่นสัญญา เป็นเหตุให้ท่านต้องเป็น
กังวลแล้ว ลูกเขยจะจดจำบุญคุณนี้ตลอดไป
ด้วยความเคารพ เขยเซิ่นหย่วน’
เมื่อนางอ่านจบ หยดน้ำตาเม็ดโตก็กลิ้งหล่นลง
บนจดหมาย ประโยคนั้น ‘หากลูกเขยปราชัยชีวิต
ย่อมดับสูญ ภรรยาหนิงย่อมโศกศัลย์สุดคณนา’
นางอ่านวนไปมาอยู่หลายครา ร่ำไห้จนแทบขาด
ใจ
หากเกิดเหตุขึ้นกับเขาจริงๆ
มิใช่ว่า…มิใช่ว่านี่ก็คือจดหมายสั่งเสียหรอกหรือ
เขาไม่เคยบอกกล่าวสิ่งเหล่านี้กับนาง ความกังวล
ความหวาดหวั่น และความหวาดกลัวของเขา เขา
เพียงปลอบประโลมนางว่าไม่เป็นไร ทว่าลับหลัง
กลับร่างจดหมายให้พ่อตาที่มีความเคลือบแคลง
ใจและตั้งปั้อมระวังต่อเขา เนื้อหาอำลาซื่อตรง
จริงใจ ร้องขอวิงวอนให้เขาช่วยดูแลนางด้วย
ถ้อยคำต้อยต่ำถ่อมตน เขาจะไม่หวาดกลัวได้
อย่างไร! คู่ต่อสู้ของเขาคือลู่เจียเสวีย!
นางพิงตัวเข้ากับโต๊ะยาว ร่างค่อยๆ ไถลทรุดลง
มือปิดปากแน่น ทันใดนั้นนางก็ตระหนักได้ว่าตน
ทำให้จดหมายเปียกแล้ว นางพยายามเช็ดด้วย
ท่าทีอเนจอนาถ ทว่ากลับทำให้รอยหมึกเปรอะ
เปือนไปทั่ว
นางครุ่นคิดว่าควรปกปิดอย่างไร มิสู้ทำการ
คัดลอกขึ้นอีกฉบับ นางรู้ว่าลายมือของตนคล้าย
กับลายมือเขา แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะสังเกตเห็น
หรือไม่
แต่นางไร้หนทางอื่นแล้ว
หลัวอี๋หนิงลุกขึ้นเพื่อหาหมึกพู่กัน นางหยิบจาน
ฝนหมึกและกระดาษขึ้นมา จากนั้นก็สูดลม
หายใจลึก คลี่กระดาษออกแล้วเริ่มลงมือคัดลอก
แต่ในขณะที่นางกำลังคัดลอกจดหมายฉบับนี้
น้ำตาก็ไหลรินออกมาอีกครั้ง ทั้งที่ทุกตัวอักษรดู
ปกติ แต่เมื่อเขียนออกมากลับให้ความรู้สึกหนัก
อึ้ง สุดท้ายมือจึงสั่นจนเขียนต่อไปไม่ได้ นาง
จำเป็นต้องหยุดพักสักครู่ ก่อนจะลงมือเขียน
ต่อไป
ภรรยาหนิงอ่อนแอเปราะบาง ลูกเล็กยังเด็ก ยัง
กล่าวไม่เป็นศัพท์…
นางเพิ่งเขียนถึงตรงนี้ก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านนอก
มีบ่าวรับใช้กล่าวขึ้นว่า “ท่านเก๋อเหล่า ท่าน
กลับมาแล้วหรือขอรับ!”
หลัวอี๋หนิงรีบซ่อนจดหมายทันที นางพับแล้วยัด
เข้าไปในแขนเสื้อ คนผู้นั้นไม่ได้ลังเลแม้เพียงชั่ว
ครู่ เขาก้าวเข้าประตูมาแล้ว
“ไม่ต้องปรนนิบัติ ถอยออกไปให้หมด” น้ำเสียง
ระคนด้วยความเย็นเยียบ ทั้งยังเจือด้วยความ
เหนื่อยล้าที่ไม่อาจพรรณนา
ทันทีที่หลัวเซิ่นหย่วนก้าวเข้ามาก็เห็นนาง นางยืน
นิ่งอยู่กับที่ จ้องมองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ ราวกับ
หลัวเซิ่นหย่วนไม่เห็นนาง เขาไม่ได้สนใจนาง
เพียงเดินตรงไปยังโต๊ะเล็กเพื่อจะรินน้ำชาให้
ตนเอง หลัวอี๋หนิงรีบปราดเข้าไปยกกาน้ำชาขึ้น
เพื่อรินชาให้เขา ก่อนที่นางจะพบว่าน้ำชาไม่ร้อน
แล้ว นางกล่าวเสียงแผ่วเบา “ชาเย็นแล้ว ข้าจะ
ให้พวกเขาไปต้มแล้วเอากลับมาใหม่!”
“ไม่จำเป็น” เขาดึงกาน้ำชาออกจากมือนางแล้ว
รินให้ตนเอง
น้ำชาเย็นแล้วจริงๆ เย็นไปทั้งปากจนถึงลำคอ
ทว่านี่กลับทำให้หลัวเซิ่นหย่วนตื่นรู้ขึ้นเล็กน้อย
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หากเจ้าจะมา
ถามไถ่เรื่องของลู่เจียเสวีย ยามนี้เขาสามารถ
รักษาชีวิตไว้ได้แล้ว เขาสร้างความสั่นสะเทือนให้
ชายแดนมานานยี่สิบกว่าปี ฮ่องเต้ทรงเก็บเขาไว้
ย่อมมีประโยชน์ เขาไม่มีทางถูกสังหารโดยง่าย
แต่จากนี้คงไม่มีทางได้อยู่ในเมืองหลวงไปตลอด
กาล เจ้าอย่าได้ถามข้าอีกเลย พรรคพวกที่เหลือ
หากสมควรตายก็ต้องตาย ที่ควรถูกเนรเทศก็ต้อง
เนรเทศ ไม่มีทางปล่อยพวกเขาไป”
หลัวอี๋หนิงจะไม่รับรู้ถึงความเหินห่างของเขาได้
อย่างไร นางกล่าวเสียงแผ่วเบา “ข้าไม่ได้มาถาม
ท่านเรื่องพวกนี้”
“เช่นนั้นเจ้ามาถามว่าข้าสบายดีหรือไม่หรือ” มุม
ปากของเขาปรากฏเป็นรอยยิ้มหยัน
หลัวอี๋หนิงดึงแขนเสื้อของเขา น้ำเสียงเจือแวว
อ้อนวอน “ข้าเห็นว่าเป็นองครักษ์เสื้อแพรจึงได้
เข้าใจว่าเป็นท่าน ข้าไม่รู้จริงๆ ! เต้าเหยี่ยนให้ข้า
เข้าวัง ข้าเพียงอยากช่วยเหลือท่าน…”
หลัวเซิ่นหย่วนปัดมือของนางออก “หลัวอี๋หนิง
ยามนี้ข้าไม่อยากฟังสิ่งเหล่านี้”
หลัวอี๋หนิงนิ่งเงียบ ริมฝีปากสั่นระริกเบาๆ
จากนั้นจึงกล่าวอย่างเนิบช้า “ข้าไม่อาจไม่ช่วย
เขา…หลัวเซิ่นหย่วน หัวใจข้าถูกคนผู้หนึ่ง
ครอบครองไว้หมดแล้ว ไม่เหลือที่ว่างให้แก่เขา
แล้ว แม้คนผู้นั้น…” หยาดน้ำตาของนางร่วงหล่น
หลัวอี๋หนิงไม่อยากร้องไห้แต่ก็ไม่อาจสะกดกลั้น
“แม้คนผู้นั้นคิดหลอกใช้ข้า คิดทำร้ายข้า แต่ข้าก็
อับจนหนทางที่จะไม่รู้สึกชอบเขา ข้าทนละอาย
ใจไม่ได้! หลัวเซิ่นหย่วน ที่เขามาช่วยข้าเช่นนั้น
จะอย่างไรข้าก็ไม่มีวันชดใช้ได้หมด!”
หลัวอี๋หนิงกล่าวด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน นางก้าว
ถอยหลังไปชนกับโต๊ะยาว น้ำตาพรั่งพรูไหลริน
ราวกับหลัวเซิ่นหย่วนถูกนางทำให้สั่นคลอน เขา
จับจ้องนาง กล่าวสิ่งใดไม่ออกนานค่อนวัน
สายตาของเขายังคงไม่สั่นไหว ทันใดนั้นเขาก็เห็น
จดหมายตกอยู่ที่พื้น
หลัวเซิ่นหย่วนรีบก้าวมาหานาง “นี่คืออะไร”
หลัวอี๋หนิงรีบเก็บขึ้นมา นางไม่อยากให้เขาเห็น
ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกดร่างของนางไว้แล้วยื่นมือ
ออกไปแย่งชิง
“ท่านอย่าดู!” หลัวอี๋หนิงจะยอมให้เขาเห็นได้
อย่างไร แต่พละกำลังของนางไม่อาจต้านทาน
เรี่ยวแรงของเขา เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนเห็นนางเก็บ
ซ่อนก็ยิ่งเข้าใจผิด คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจพบเห็น
เขากระทั่งอดสงสัยไม่ได้ว่านี่อาจเป็นจดหมายที่
หลัวอี๋หนิงเขียนติดต่อกับผู้อื่น เมื่อคิดเช่นนี้เขาก็
ยิ่งอยากช่วงชิงมาให้ได้ หลัวเซิ่นหย่วนเม้มริม
ฝีปากแน่น ยื่นมือออกไปแย่งชิง
แต่ทันทีที่เขาเปิดจดหมายออกก็ต้องตื่นตะลึง นี่
…
“นี่เจ้ากำลัง…คัดลอกจดหมายของข้า”
หลัวอี๋หนิงอับอายจนกลายเป็นความโกรธ นางถูก
เขากดไว้ไม่อาจเคลื่อนไหวจึงทำได้เพียงกล่าวว่า
“ก็บอกแล้วว่าไม่ให้ท่านดู!”
หลัวเซิ่นหย่วนวางจดหมายลง มือหนึ่งจับนางไว้
อีกมือก็กวาดของบนโต๊ะไปด้านข้าง ทันใดนั้นเขา
ก็พบจดหมายที่เปรอะเปือนน้ำตาจนทำให้หมึก
พร่าเลือน นั่นเป็นจดหมายที่เขาเขียนขึ้น
“ข้าทำจดหมายฉบับนี้เปรอะเปือน เดิมคิดว่า
หากเขียนให้ท่านใหม่ ท่านคงไม่ทันสังเกตเห็น…”
หลัวอี๋หนิงอธิบาย ทว่าทันใดนั้นนางก็เห็นเขา
หัวเราะออกมา เขาบีบมือของนางไว้ “หลัวอี๋หนิง
เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้าจะแยกแยะลายมือของเจ้า
กับข้าไม่ออก”
ผู้ใดจะรู้ว่านางจับจ้องเขาอยู่นานเท่าไร ก่อนจะ
ถามขึ้น “ท่านไม่โกรธแล้วหรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนพรูลมหายใจ “หากข้าโกรธเจ้า
เช่นนั้นคงไม่มีวันสิ้นสุดเสียที”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้อยคำเหล่านั้นของนางเมื่อครู่
ทำให้เขาซาบซึ้งจริงๆ เพียงเขาได้รับรู้ว่า…นางไม่
มีใจต่อลู่เจียเสวียแล้ว เขาจะยังนึกโกรธเคือง
อะไรได้อีก ยิ่งไปกว่านั้นนางช่างไร้สาระน่าขัน
เสียจริง เขาทนโกรธต่อไปไม่ได้แล้ว เขาโกรธจน
อยากหัวเราะแล้ว
ทว่าหลัวอี๋หนิงยังคงจับจ้องเขา อยากให้เขาพูด
ออกมาให้ชัดเจน
“ช่างเถิดๆ ! ถือเสียว่าข้าติดค้างเจ้า!” น้ำเสียง
ของเขาคล้ายจนปัญญา “ข้าไม่ได้นอนมาหนึ่งวัน
หนึ่งคืนแล้ว ไม่ได้โกรธเจ้าแล้ว ข้าอยากนอน
แล้ว”
หลัวอี๋หนิงจึงได้ร่าเริงขึ้นมา นางกอดเขาแน่น
พลางกล่าวเสียงงึมงำ “ตอนที่ข้าได้อ่านจดหมาย
ก็ร้องไห้อยู่นาน ต่อไปท่านต้องบอกเรื่องเหล่านี้
กับข้า ตกลงหรือไม่”
เขาเพียงรับคำเสียงหนึ่ง
ในเมื่อเรื่องราวสำเร็จแล้ว จดหมายฉบับนี้ก็ไร้
ประโยชน์ หลัวเซิ่นหย่วนขยำเป็นก้อนกลม คิด
จะโยนทิ้งไป
หลัวอี๋หนิงรีบห้ามปรามเขาไว้ “ไม่ได้ ข้ายัง
ต้องการ” นางคลี่จดหมายออกอย่างระมัดระวัง
แล้วเก็บเข้าไปในซองจดหมายอย่างดี จากนั้นจึง
เก็บเข้าไปในสาบเสื้อ
หลัวเซิ่นหย่วนมองดวงตาที่ปูดบวมประหนึ่ง
ผลเหอเถาของนาง ผ่านการอดนอนมาทั้งคืน ดู
ไม่ค่อยน่ามองจริงๆ แต่เมื่อยิ่งมองเขาก็ยิ่งสัมผัส
ได้ถึงความอบอุ่นราวกับผ้านวมอุ่นร้อนที่ถูกส่ง
เข้ามาในคืนราตรีอันหนาวเหน็บ
นางหันกลับมายิ้มให้เขา “ให้ข้าปรนนิบัติท่าน
นอนเถิด”
ในใจมีเพียงคนผู้นี้ ไม่อาจกักเก็บผู้ใดได้อีก
หลัวอี๋หนิงได้ยินเสียงตนกล่าว ตั้งแต่นางได้อ่าน
จดหมายฉบับนี้ ตั้งแต่หลัวเซิ่นหย่วนยอมละทิ้ง
การสังหารลู่เจียเสวียเพื่อนาง ทั้งหมดทั้งมวลนี้
ล้วนไม่ใช่สิ่งที่นางสามารถเลือกได้
นางได้แปรเปลี่ยนเป็นบุคคลอ่อนแอผู้นั้นแล้ว ใน
ภายหน้าหากหลัวเซิ่นหย่วนคิดทำร้ายนาง เขาก็
จะสามารถสร้างความเจ็บปวดให้นางได้อย่าง
แสนสาหัส
เพราะนับจากนี้ไป นางจะไร้ซึ่งปั้อมปราการใดๆ
ต่อเขา ไร้ซึ่งการระมัดระวังใด
เมื่อนางคิดแล้วก็รู้สึกอยากร้องไห้ กระบอกตา
ร้อนผ่าว
หลัวอี๋หนิงปรนนิบัติเขานอนลง เพราะความ
เหนื่อยล้า หลัวเซิ่นหย่วนจึงเข้าสู่ห้วงนิทราอย่าง
รวดเร็ว หลัวอี๋หนิงเอนกายอยู่ข้างขอบเตียง มอง
เขาอยู่เนิ่นนาน
นางก้มศีรษะลงจุมพิตบนใบหน้าของเขา
ชาติภพนี้…สุดท้ายคนผู้นี้ก็ทำให้นางต้อง
สั่นคลอน เขาชนะแล้วจริงๆ นางจะต้อง
หวาดกลัวการสูญเสีย หวาดกลัวการถูกทอดทิ้ง
หวาดกลัวว่าจะมีผู้ใดมาแย่งชิงเขาไป
กระทั่งหากมีวันหนึ่งที่เขาไม่สนใจนางแล้ว นางก็
ยังจะขอติดตามเขาต่อไป
หลัวอี๋หนิงเอนตัวลงข้างกายเขาแล้วหลับตาลง
เงียบๆ
หลัวเซิ่นหย่วนนอนหลับสนิททั้งคืน เมื่อตื่นมาใน
วันรุ่งขึ้น ข้างกายก็ไร้นางแล้ว เขายื่นมือไปสัมผัส
ผ้าปูที่นอนด้านใน ก่อนจะพบว่าไร้ซึ่งไออุ่นใดๆ
เขาขมวดคิ้วมุ่นรีบลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าทันที เมื่อเดิน
ผ่านประตูและเงยหน้ามองออกไปก็พบว่านาง
กำลังอุ้มเปั่าเกอร์เล่นอยู่ด้านนอก เปั่าเกอร์นั่ง
หัวเราะเอิ๊กอ๊ากอยู่บนเข่าของมารดา
เขาจึงได้วางใจ ยืนพิงกรอบประตูมองพวกเขา
สองแม่ลูก
นางก้มศีรษะลงพูดคุยกับเปั่าเกอร์ ไม่รู้ว่านางพูด
อะไร เมื่อเงยหน้าขึ้นถึงได้ยิ้มอย่างสดใส “ใน
ที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว! อยากกินอะไรหรือไม่”
“เกี๊ยว” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว “เกี๊ยวไส้เนื้อแพะ
อันนั้น”
“เช่นนั้นข้าจะไปทำให้ท่าน” นางยื่นเปั่าเกอร์ให้
เขา ก่อนจะนำสาวใช้ไปยังห้องครัว
หลัวเซิ่นหย่วนรับบุตรชายมา เปั่าเกอร์บิดตัวไป
มาในอ้อมกอดของบิดา เขาใช้มือเล็กๆ แปะปั่าย
ไปบนหน้าของบิดา หลัวเซิ่นหย่วนบีบแก้มนุ่ม
ของบุตรชาย ก่อนจะยิ้มให้เขา “ช้าเร็วเจ้าต้อง
ตกอยู่ในกำมือของข้าเป็นแน่ เจ้ารู้หรือไม่”
เปั่าเกอร์ยังเด็ก ไม่รู้ประสีประสา เขาไม่เข้าใจว่า
บุคคลประหลาดปันหน้าเย็นผู้นี้กำลังยิ้มอะไร!
เขาไม่รู้ว่าเส้นทางการศึกษาอันยาวนานในกาล
ข้างหน้าจะต้องดำเนินไปภายใต้การดูแลอย่าง
กวดขันของบิดา
หลังจากหลัวเซิ่นหย่วนกินมื้อเช้าเสร็จ ไม่นานก็
รีบไปสะสางเรื่องราวที่เหลือ
เขาขึ้นไปบนรถม้า เดินทางไปหาลู่เจียเสวียที่อยู่
ในคุกก่อน
ลู่เจียเสวียกำลังเอนกายจิบชา สภาพเจียนตายอยู่
รอมร่อ ทว่าอารมณ์กลับสงบนิ่ง
หลังจากเขาช่วยหลัวอี๋หนิงไว้ก็ราวกับได้ปลด
เปลื้องพันธนาการบางอย่างในใจ อารมณ์จึงผ่อน
คลายกว่าแต่ก่อน ไม่แยแสสักนิดที่ต้องถูกจองจำ
อยู่ในคุก
อาจเป็นเพราะเขาได้เติมเต็มแก้ไขในเรื่องที่เคย
รู้สึกเสียใจแล้ว
“ท่านหลัวเก๋อเหล่ามาหรือ!” ลู่เจียเสวียหัวเราะ
หยัน ใช้สตรีมาทำให้เขาต้องสยบ ไม่มีสิ่งใดน่า
เคารพสักนิด
หลัวเซิ่นหย่วนยืนอยู่เบื้องหน้าลู่เจียเสวีย ทันใด
นั้นเขาก็พลันคิดขึ้นได้ว่าคุกแห่งนี้เคยเป็นสถานที่
จองจำหยางหลิง เขาคุกเข่าอยู่ตรงนี้ กุมมือของห
ยางหลิงไว้ ฟังคำกล่าวอำลาสุดท้ายของหยางห
ลิง
จากนั้นเขาจึงตัดสินใจว่าจะต้องให้ความชอบ
ธรรมคงอยู่ตราบนิรันดร์
ไม่ว่าต้องใช้วิธีการใดหรือหนทางใด
“ใจท่านกำลังคิดสิ่งใด ข้ารู้ดี” หลัวเซิ่นหย่วนก้าว
เดินไปยังข้างกายลู่เจียเสวียเนิบช้า น้ำเสียงเรียบ
เฉย
ชายหนุ่มต่ำต้อยที่เคยยืนอยู่เบื้องหน้าเขาผู้นี้
ยามนี้กลับมีบารมีอำนาจน่าเกรงขาม มีความ
ทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่และฝีมือเหี้ยมโหดไม่
แยแสต่อสิ่งใด
ช่างร้ายกาจนัก
ลู่เจียเสวียหัวเราะ “ท่านเก๋อเหล่าไม่ได้ไประบาย
อารมณ์โกรธกับอี๋หนิงหรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนปรายตามองเขา “ท่านรู้หรือไม่ว่า
การทำให้ท่านตายเป็นเรื่องที่ง่ายดายเพียงใด
หากท่านหวงแหนชีวิตที่นางช่วยไว้ก็จงอย่าได้ยั่ว
โมโหข้า”
ลู่เจียเสวียนิ่งเงียบราวกับได้หวนกลับไปในขณะที่
เป็นเพียงบุตรชายของอนุในจวนโหว ไร้ซึ่งทุกสิ่ง
อย่าง
หลัวเซิ่นหย่วนย่อตัวลงมองผ้าพันแผลที่มีเลือด
ซึมบนร่างกายของเขา ยิ้มพลางกล่าว “วางใจเถิด
ข้าไม่มีวันปล่อยให้ท่านตาย ทว่า…ชาตินี้ทั้งชาติ
ท่านก็อย่าได้คิดหวังจะกลับมาอีก ที่ข้ามาที่นี่ก็
เพื่อพบท่านเป็นครั้งสุดท้าย อีกครึ่งเดือนนับจาก
นี้ข้าจะส่งท่านไปกักขังที่ชายแดน”
“สำหรับเรื่องราวในอดีตระหว่างท่านและนาง
อย่างไรก็เป็นอดีตไปแล้ว” หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้น
ก่อนเดินออกไปนอกห้องขัง
สุดท้ายเขายังกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ใต้เท้าลู่
ลาก่อน”
ลู่เจียเสวียไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก เพียงมองหลัวเซิ่น
หย่วนหายลับไป ก่อนจะกำสร้อยลูกประคำที่อยู่
ในมือแน่น
ข้างหูยังเป็นเสียงของนางที่ถักประสานท่ามกลาง
แสงสลัวในห้องขัง งดงามราวกับแสงในฤดูวสันต์
‘ลู่เจียเสวีย เหตุใดท่านจึงอยากแต่งงานกับข้า…
ลู่เจียเสวีย เหตุใดท่านจึงหัวเราะว่าตัวอักษรของ
ข้าน่าเกลียด! ดอกถันฮวาน่ามองอย่างไรกัน…
ลู่เจียเสวีย สุนัขที่ท่านอุ้มกลับมาหน้าตา
อัปลักษณ์นัก!’ เสียงสุดท้ายคือ ‘เจ็บหรือไม่
ลู่เจียเสวีย เจ็บหรือไม่’
เขาหลับตาลง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นตรงมุม
ปาก
เจ็บสิ หลัวอี๋หนิง
ทว่าต่อให้เจ็บเพียงใดก็ไม่มีอีกแล้ว กระทั่งความ
เจ็บปวด เขาก็จะไม่รู้สึกอีกต่อไป
ช่วงระยะเวลาสองเดือนแห่งความหนาวเหน็บ
ยากลำบาก เมืองหลวงเต็มไปด้วยการฆ่าล้างฟาด
ฟัน ผู้คนต่างบาดเจ็บล้มตาย
หลังจากความเหน็บหนาวอันทุกข์ทรมาน ในที่สุด
ก็ย่างเข้าสู่วสันตฤดู
ลมวสันต์เดือนสองดุจใบกรรไกร[1] หิมะที่ทับถม
ในลานกว้างละลายไปนานแล้ว น้ำในสระเล็กเริ่ม
มีระดับสูงขึ้น
ใบบัวแรกแย้มแห่งฤดูใบไม้ผลิเริ่มแตกหน่อแหลม
หน่อที่เพิ่งแตกให้สีแดงเรื่อ
เปั่าเกอร์ที่นั่งอยู่ในอ้อมแขนของแม่นมยื่นมือ
ออกมาจับใบหลิวที่ห้อยย้อยลงมา เมื่อเขาคว้าใบ
หนึ่งไว้ได้ก็หันกลับไปส่งให้อี๋หนิงดู “ท่านแม่
ท่านแม่”
หลัวอี๋หนิงรับเขามาอุ้มแล้วลูบแผ่นหลังของเขา
ไม่มีเหงื่อชื้น
นางมองทิวทัศน์วสันต์ที่อยู่เบื้องหน้าราวกับตก
อยู่ในภวังค์
ในที่สุดเหตุการณ์วุ่นวายในวังหลวงก็สิ้นสุดลง
โจวอิ้งโหย่วโดนตัดศีรษะ ฮองเฮาถูกปลด องค์
ชายสามถูกกักขัง องค์ชายใหญ่ได้ขึ้นสถาปนา
เป็นองค์รัชทายาท สุดท้ายฮ่องเต้ก็ไม่ได้สั่ง
ประหารลู่เจียเสวีย แต่ลู่เจียเสวียก็ถูกลดตำแหน่ง
ลงหลายขั้น ฮ่องเต้ให้เขาไปรับตำแหน่งที่ไร้
ความสำคัญที่ซัวโจว ณ ดินแดนห่างไกล หลังพัก
ฟืนหนึ่งเดือน เขาก็จะถูกส่งไปยังค่ายทหารที่
ซัวโจวทันที ถึงจะกล่าวว่าเป็นตำแหน่งที่ไร้
ความสำคัญอันใด แต่หลัวเซิ่นหย่วนก็ยังส่งคนไป
จับตามองเขา บางทีอาจมีวันหนึ่งที่แว่นแคว้นถูก
รุกรานจากชนเผ่าต่างแคว้น ยามนั้นเขาก็อาจได้
หวนสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการลู่ผู้มีอำนาจคับฟั้าอีก
ครั้ง แต่หากไม่เกิดเหตุการณ์นั้น ฮ่องเต้ก็จะต้อง
กดเขาไว้ ไม่มีวันให้เขาได้เลื่อนตำแหน่งอีกตลอด
กาล
ตราบใดที่ชนเผ่าต่างแคว้นไม่ดับสูญ ลู่เจียเสวียก็
จะไม่มีวันตาย
หลัวอี๋หนิงพลันตระหนักได้ถึงหลักการข้อนี้
เพราะในด้านนี้ไม่มีผู้ใดมีความสามารถเทียบเขา
ได้
เมื่อนางนึกถึงลู่เจียเสวียก็ทำได้เพียงนิ่งเงียบ หนี้
ที่นางติดค้างเขาไม่มีวันชดใช้ได้หมด นี่ถือเป็น
การช่วยเหลือเขาครั้งสุดท้าย หวังว่าเขาจะมีชีวิต
ที่ดีขึ้นที่ชายแดน ให้ดีกว่าในเมืองหลวงก็พอแล้ว
…ดีกว่ายามที่มีนางอยู่
เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนถึงวงศ์ตระกูล เฉิง
หลางจึงเข้ามอบตัวด้วยตนเอง เพื่อเป็นการ
ระบายโทสะ ฮ่องเต้จึงสั่งประหารคนไปกลุ่มใหญ่
ยามนี้อารมณ์เริ่มสงบขึ้นมากแล้ว เฉิงหลางถูก
ปลดเป็นสามัญชน ทว่าเขากลับไม่ยี่หระ ติดตาม
นายท่านใหญ่เฉิงไปทำการค้าที่หังโจว เขายังเคย
กลับมาเยี่ยมลูกของ…หลัวอี๋หนิง ซื้อของขวัญให้
เปั่าเกอร์ แต่ของทุกชิ้นกลับถูกพ่อของเปั่าเกอร์
โยนเข้าเก็บไว้ในคลังเก็บของ ไม่อนุญาตให้เอา
ออกมา
ขณะที่เขาเดินทางไปจากอาณาเขตเหนือ เขายัง
อุ้มเด็กอายุประมาณสามขวบคนหนึ่งมาจากด้าน
นอก เป็นเด็กที่เหลียนฝูั๋ให้กำเนิดในปีนั้น
ครั้นเซี่ยอวิ้นเห็นเด็กคนนั้นก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่อง
เด็กเมื่ออยู่ข้างนอกอีก ในใจเกิดอารมณ์สับสน
ซับซ้อน มีเพียงตัวนางเท่านั้นที่เข้าใจ
หลังเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงในวังหลวง
หลัวเซิ่นหย่วนก็ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่มีบทบาท
สำคัญต่อราชสำนักแล้ว เขากับวั่งหย่วนถือเป็น
ปรปักษ์ต่อกัน ไม่รู้ว่าการต่อสู้กับวั่งหย่วนนี้จะ
สิ้นสุดลงเมื่อใด
หลินไห่หรูนั่งอยู่ด้านหลังหลัวอี๋หนิง จับมือของ
นางไว้ หลัวอี๋หนิงจึงได้ฟืนจากภวังค์ นางได้ยิน
หลินไห่หรูเอ่ยถาม “เมื่อไรเจ้าจึงจะบอกเขา”
“รอเขากลับมาแล้วค่อยว่ากันเถิด” หลัวอี๋หนิง
ยื่นเปั่าเกอร์ที่กระโดดโลดเต้นไปมาให้แม่นม นาง
ไม่รีบร้อน “เพิ่งสองเดือนเท่านั้น”
หลินไห่หรูมองท้องน้อยๆ ของนางก่อนจะรำพัน
ขึ้นมา “หากมีเด็กผู้ชายกระโดดออกมาจากท้อง
เจ้าอีกคนหนึ่ง หลัวซานคงต้องปวดหัวเป็นแน่”
คนคอยแย่งเตียงจะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน เด็กผู้ชาย
ไม่รู้จักเอาใจอ่อนโยนเช่นเด็กผู้หญิง
ระยะนี้เปั่าเกอร์เริ่มหัดพูดแล้ว เขาปรบมืออย่าง
กระตือรือร้น “ท่านพ่อ! ปวดหัว!”
ท่าทางของเขาทำให้หลินไห่หรูต้องขบขัน นางจิ้ม
หน้าผากของเขา “ไอ้โหยว เจ้ามีความสุขจริง
เชียว!”
ท่านเก๋อเหล่ากลับมาจากด้านนอกแล้ว เขาเพิ่ง
จัดการพรรคพวกที่เหลือของโจวอิ้งโหย่ว
เรียบร้อย ท่าทางดูอิดโรยอย่างยิ่ง เมื่อเขากลับ
มาถึง อี๋หนิงจึงยกน้ำชาให้เขา พูดคุยกับเขาถึงสิ่ง
ต่างๆ มากมาย ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับถาม
คำตอบคำคล้ายกำลังขบคิดบางเรื่อง สุดท้ายอี๋ห
นิงจึงกล่าวขึ้น “อ่อ ใช่แล้ว มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้อง
บอกท่าน”
หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้าขึ้น “หืม”
ในที่สุดเขาก็ตื่นจากภวังค์สักที!
หลัวอี๋หนิงกล่าว “ลูกชายของท่านกำลังจะมี
น้องชายหรือน้องสาวแล้ว” อันที่จริงนางเพิ่ง
ตั้งครรภ์ได้สองเดือนเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะ
ระยะนี้เปั่าเกอร์เบื่ออาหารจึงได้เชิญท่านหมอมา
ตรวจ มิเช่นนั้นนางก็คงยังไม่รู้ ในขณะที่นาง
แบ่งปันข่าวนี้กับเขา มุมปากก็ยังยกยิ้มไม่หยุด
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งไปครู่ใหญ่ ผ่านไปเนิ่นนานเขา
จึงกล่าว “อ้อ เช่นนั้นก็ให้สาวใช้ชราจัดเตรียม
อาหารอร่อยๆ ให้เจ้าสักหน่อย ปริมาณอาหารก็
ให้เพิ่มมากกว่าเดิม”
หลัวอี๋หนิงมองเขา “จากนั้นเล่า”
“จากนั้น ก็ให้อยู่บำรุงครรภ์ให้ดี อย่าได้
เคลื่อนไหวไปมา” หลัวเซิ่นหย่วนพูดต่อไป ก่อน
จะวางหนังสือลงแล้วเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าภายใน
ห้อง
แต่ขณะที่เขากำลังก้าวผ่านประตูกลับสะดุดธรณี
ประตูจนร่างซวนเซไปครู่หนึ่ง
เขาได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของนางจากด้านหลัง
เบาๆ คราแรกหลัวเซิ่นหย่วนยังรู้สึกไม่พอใจ ทว่า
หลังจากนั้นก็หัวเราะขึ้นมา
หลัวเซิ่นหย่วนเดินออกมาหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้า
เสร็จ หลัวอี๋หนิงกำลังปั้อนน้ำให้เปั่าเกอร์ นาง
กล่าวกับเขา “วันนี้มีจดหมายมาจากท่านพ่อ
บอกว่าต่อไปให้พาเปั่าเกอร์ไปฝึกยุทธ์ที่ค่ายทหาร
…”
“เจ้าเคยเห็นบุตรชายของท่านเก๋อเหล่าคนใดเป็น
แม่ทัพหรือ” หลัวเซิ่นหย่วนเปลี่ยนเป็นชุดลำลอง
แล้ว เขานั่งลงข้างกายนาง “ช่างไร้สาระเสียจริง”
หลัวอี๋หนิงนั่งพิงขาของเขาแล้วหลับตาลง
หลัวเซิ่นหย่วนยังมีเรื่องต้องจัดการ แต่นางกลับ
กล่าวขึ้น “ไอ๋ ท่านให้ข้าพิงสักประเดี๋ยว! เมื่อคืน
เจ้าเด็กคนนี้เอาแต่ก่อความวุ่นวายทั้งคืน ข้า
เหนื่อยเหลือเกิน”
แน่นอนว่าเขาย่อมไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด หลัวเซิ่นหย่
วนผ่อนคลายร่างกาย ปล่อยให้นางพิงตน
ผ่านไปชั่วครู่เขาก็เห็นสองแม่ลูก…อาจต้องกล่าว
เป็นสามแม่ลูกนอนหลับไปแล้ว นางอิงแอบเขา
อย่างสงบนิ่ง
หลัวเซิ่นหย่วนแย้มรอยยิ้มบางๆ ออกมา หนึ่ง
ดวงหน้าใหญ่หนึ่งดวงเล็ก เมื่อเขาได้มอง ความ
อ่อนล้าทั้งหมดทั้งมวลก็มลายสูญสิ้น ชีวิตสงบสุข
เช่นนี้ช่างดีเหลือเกิน
นอกประตูจวนตระกูลหลัว
มีคนเดินทางสัญจรไปมาจากหลายพันลี้ ผู้อื่นต่าง
ใช้ม้าลากรถ ทว่าเขากลับใช้ลา เขากระโดดลงมา
จากรถลาลาก
แม้ผิวของเขาจะตากแดดจนคล้ำแล้วเขาก็ยัง
เลือกจะคลี่พัดออกเพื่อบดบังแสงแดดที่คล้ายมี
คล้ายไม่มี เขามองไปยังประตูสูงตระหง่านของ
ตระกูลหลัว ก่อนจะทอดถอนใจ “เห้อ พอขึ้น
เป็นท่านเก๋อเหล่าก็ต่างไปจากเดิมแล้ว!”
เดือนที่แล้วหลัวเซิ่นหย่วนให้เขากลับมาเมือง
หลวงเพื่อรายงานการปฏิบัติงาน ทั้งยังเป็น
โอกาสเหมาะที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง ทว่าเขากลับ
เพิ่งมาเอายามนี้ เพราะลาของเขาเกิดดื้อรั้น
ระหว่างทาง
ผู้ติดตามของหลินเหมาก้าวเข้าไปเคาะประตู ไม่
ทันรอให้บ่าวรับใช้กล่าวสิ่งใด หลินเหมาก็หัวเราะ
ขึ้นพลางกล่าว “เปิดประตู ใต้เท้าชิงเทียนผู้
ยิ่งใหญ่มาเยือนแล้ว!”
ร่างของหลัวอี๋หนิงพลันสั่นสะท้านโดยไร้สาเหตุ
นางสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝัน
วันเวลาในกาลข้างหน้าคงครึกครื้นกว่าเดิมแล้ว
——————–
1. เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึงต้นหลิวผลิใบใหม่ ใบ
หลิวมีลักษณะแหลมและเรียวเหมือนใบ
กรรไกร ดังนั้นสายลมฤดูใบไม้ผลิจึงเปรียบได้
กับกรรไกร