พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 23
เมื่อเสวี่ยจือ เห็นอี๋หนิงนั่งหลังตรงกะทันหันคล้าย
คิดสิ่งใดออกก็มึนงงไปเล็กน้อย
“เจี่ยเอ๋อร์ ท่านไม่สบายหรือ ซงจือเอานํ้าแกงถั่ว
เขียวออกมาด้วยหม้อหนึ่ง…”
อี๋หนิงส่ายศีรษะ นางมองดอกบัวตูมในสระนิ่ง
หลัวอี๋อวี้สาวน้อยคนหนึ่งจะเอาใบบัวไปแช่นํ้า
อะไรกันเล่า! นางเอ่ยทันใด “เสวี่ยจือ ข้าก็อยาก
ได้ดอกบัวตูม แต่เจ้าไม่ต้องเก็บให้ข้า ข้าเห็นว่า
ดอกบัวตูมเหล่านั้นที่บรรดาสาวใช้เพิ่งเก็บไปดูดี
มาก รอพวกนางออกมาจากเรือนของคุณหนูสี่
เจ้าก็ไปเอามาให้ข้าสักดอก”
เสวี่ยจือไม่ค่อยเข้าใจว่าอี๋หนิงคิดอะไร ดอกบัวตูม
เต็มสระ เด็ดมาดอกหนึ่งก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ เหตุ
ใดต้องเอาของเหลือที่ผู้อื่นเลือกแล้ว
ทว่าอี๋หนิงกลับไม่อธิบาย ทำให้นางได้แต่สงสัย
เล็กน้อย
กล่าวจบอี๋หนิงก็ลุกขึ้นปัดฝุั่นบนร่าง หันไปพูดกับ
หลัวอี๋ซิ่วที่กำลังจับก้านบัว “พี่หญิงห้า ข้าเหนื่อย
แล้ว อยากกลับแล้ว พวกเรารีบไปเถิด”
หลัวอี๋ซิ่วยังเล่นไม่สาแก่ใจ นางเดินหอบดอกบัว
เข้ามา บ่นตำหนิอี๋หนิง “บัดนี้เจ้าอ่อนแอดุจแมว
น้อยไม่มีผิด” นางบีบใบหน้ากลมเล็กของอี๋หนิง
“เนื้อขาว ๆ บนใบหน้าเติบโตมาอย่างไร้
ประโยชน์หรือไร เหตุใดถึงไม่ทนต่อความเหนื่อย
ล้าเช่นนี้”
อี๋หนิงไม่เคยคิดว่าสองสิ่งนี้จะมีความสัมพันธ์อะไร
กัน นางจูงมือหลัวอี๋ซิ่วเข้าไปด้านใน เดินพลาง
กล่าว “เมื่อกลางวันเรือนข้าทำข้าวเหนียวไก่ไว้ยัง
กินไม่หมด เหลืออีกครึ่งตัว เดี๋ยวให้ห้องครัวเล็ก
อุ่นร้อนให้ท่าน พวกเรามากินด้วยกันเถิด”
หลัวอี๋ซิ่วรู้สึกว่าอี๋หนิงตระหนี่ยิ่งนัก แต่เมื่อนึกถึง
ข้าวเหนียวไก่ที่ห้องครัวเล็กของเรือนฮูหยินผู้เฒ่า
หลัวซึ่งทำออกมาได้น่ากินที่สุด ก็เดินตามอี๋หนิง
กลับไปอย่างว่าง่าย นางอยู่ที่เรือนของอี๋หนิง กิน
ข้าวเหนียวไก่ไปครึ่งตัว ดื่มนํ้าแกงถั่วเขียวหวาน
อีกสองถ้วย ก่อนจะจากไป
ยามพลบคํ่าอี๋หนิงก็ได้รับดอกบัวตูมหนึ่งดอกจาก
เสวี่ยจือที่เอากลับมาให้นาง
หลัวเฉิงจาง หลินไห่หรู และเฉินซื่อ มาคารวะฮู
หยินผู้เฒ่าหลัว ทุกคนอยู่ในห้องหารือธุระ อี๋หนิง
จึงกลับไปยังห้องพักของตน
เสวี่ยจือใช้พัดกลมพัดคลายร้อนให้นาง เมื่อเห็น
อี๋หนิงถือดอกบัวมองไปมองมา ทั้งยังไม่พูดสิ่งใด
ก็เอ่ยถามด้วยความขบขัน “ท่านกำลังมองอะไร
อยู่หรือเจ้าคะ”
อี๋หนิงมองดอกบัวตูม พูดอย่างไม่ใส่ใจ “พรุ่งนี้จะ
เรียนเย็บปักถักร้อยข้าจะเย็บสิ่งนี้ นี่ไม่ใช่ว่ากำลัง
พินิจอย่างละเอียดอยู่หรอกหรือ”
ซงจือยกเชิงเทียนมาให้อี๋หนิง จากนั้นก็พบว่าอี๋ห
นิงกำลังลงมือเด็ดกลีบดอกบัว นางถามด้วยความ
ประหลาดใจ “คุณหนู ดอกบัวตูมดอกนี้ดีอยู่แล้ว
ท่านเด็ดกลีบมันออกมาทำอะไรหรือเจ้าคะ”
อี๋หนิงนิ่งเงียบ ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด เพียงโยนกลีบ
ดอกที่ถูกเด็ดออกลงในอ่างทองแดง สุดท้ายนางก็
พบเศษกระดาษแผ่นหนึ่งสอดอยู่ด้านในหัวใจนาง
กระตุกวูบ เสวี่ยจือถามด้วยความสงสัย
“หลังจากบ่าวเอากลับมาก็ไม่ได้แตะต้องอีกเลย
เหตุใดในดอกบัวนี้จึงมีเศษกระดาษอยู่เล่า”
อี๋หนิงค่อย ๆ คลี่กระดาษออก พบว่าบนนั้นมี
กลอนอยู่สองประโยค‘ดั่งถั่วแดงที่จารึกในลูกเต๋า
ดุจความคะนึงหาที่จารึกอยู่ในกระดูก[1]’
เดิมอี๋หนิงแค่คาดเดา คิดไม่ถึงว่าคุณหนูสี่จะไม่
รู้จักแยกแยะถูกผิดเลียนแบบหญิงสาวในบทงิ้ว
ส่งบทกลอนให้ผู้อื่น นางไม่กลัวว่าจะถูกเฉินซื่อตี
ตายหรืออย่างไร หากเรื่องนี้ถูกแพร่งพราย
ออกไป อย่าว่าแต่หลัวอี๋อวี้เลยหญิงสาวทั้งตระกูล
หลัวที่ยังไม่ได้ออกเรือนล้วนต้องพลอยเดือดร้อน
ไปด้วย!นางช่างใจกล้านัก
ซงจือเห็นสีหน้าของนางเปลี่ยนแปลงไปจึงเขยิบ
เข้ามา กระซิบถามเสียงเบา “เจี่ยเอ๋อร์ มีสิ่งใดไม่
ถูกต้องหรือเจ้าคะ”
อี๋หนิงส่งกระดาษให้ซงจือดู ซงจือเป็นคนมีไหว
พริบ ไม่นานก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าเกิดอะไร
ขึ้น สีหน้านางเปลี่ยนเป็นซีดขาวเล็กน้อย “นี่…นี่
เป็นไปได้อย่างไร! คุณหนูสี่เลอะเลือนเกินไปแล้ว
จวนของพวกเราหมั้นหมายกับตระกูลหลิวแล้ว!
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ท่านก็จะพลอย
เดือดร้อนไปด้วย คุณหนูเจ็ด เรื่องนี้พวกเราต้อง
รายงานฮูหยินผู้เฒ่านะเจ้าคะ ท่านไม่อาจแบกรับ
ไว้”
อี๋หนิงถือเศษกระดาษพลางครุ่นคิด เวลานี้หาก
ยากก็ยากตรงที่ต้องบอกกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่า
หลัว หลังจากนี้หลัวอี๋อวี้จะต้องโกรธเคืองนาง
เป็นแน่แต่หากไม่บอกฮูหยินผู้เฒ่าหลัว ด้วยนิสัย
ใจกล้าเช่นนี้ของหลัวอี๋อวี้ หากต่อไปสร้างความ
เดือดร้อนขึ้นมาจะทำเช่นไร
นางส่ายศีรษะ เอ่ยเสียงเบา “ในห้องนี้มีเพียง
พวกเจ้าสองคนปรนนิบัติอยู่ข้างกายข้า ให้ถือเสีย
ว่าไม่เคยพบเห็นกระดาษข้อความนี้มาก่อน พวก
เจ้าอย่าได้แพร่งพรายออกไป…” นางมองเสวี่ยจือ
“หยิบเชิงเทียนมา”
เสวี่ยจือเห็นว่าแม้อี๋หนิงจะอายุยังน้อย ทว่ากลับมี
ท่าทีสุขุม นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหมุน
กายไปหยิบเชิงเทียนมา
เปลวไฟเต้นไหวตามแรงลม อี๋หนิงยื่นกระดาษเข้า
ไปจุดไฟ ซงจือมองอยู่ด้านข้าง ส่วนเสวี่ยจือไป
เอากระถางธูปหอมเข้ามาให้อี๋หนิงทิ้งกระดาษที่
เผาไหม้ลงไปในกระถางธูปหอม จากนั้นจึงปิดฝา
เสวี่ยจือคล้ายจะลังเล “เจี่ยเอ๋อร์ เรื่องนี้พวกเรา
จะไม่เข้าไปยุ่งจริงหรือเจ้าคะ หากภายหน้าเรื่อง
ร้ายแพร่กระจายออกไป…”
ชื่อเสียงของตระกูลหลัวย่อมเสียหาย ตัวอี๋หนิง
เองก็คงไม่แคล้วต้องถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
อี๋หนิงกลัวว่าพวกนางจะมองว่าตนฉลาดหลัก
แหลมดุจปีศาจเกินไปเด็กคนหนึ่งจะรู้จัก
ใคร่ครวญอะไรมากมาย จึงเพียงกล่าวว่า “แต่
ไหนแต่ไรมาพี่อี๋อวี้ก็ไม่ถูกชะตากับข้า หากข้าเอา
เรื่องนี้ไปบอกท่านย่า เกรงว่าทั้งพี่อี๋อวี้และปั้า
สะใภ้จะไม่พอใจข้า”
เสวี่ยจือยังคงกังวล ทว่าของก็ถูกเผาไปแล้ว นาง
จึงไม่ได้กล่าวอะไรอีก
ยามนี้เองก็พลันมีเสียงสาวใช้รายงานมาจากด้าน
นอก บอกว่าฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเรียกให้อี๋หนิง
ออกไปหา เสวี่ยจือปรนนิบัติอี๋หนิงสวมรองเท้า
ก่อนจะจูงมือนางไปยังห้องด้านข้าง เฉินซื่อจาก
ไปแล้ว ส่วนหลินไห่หรูกับหลัวเฉิงจางยังคงนั่ง
เป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าหลัว เมื่อหลัวเฉิงจางเห็น
นางเดินออกมาก็คลี่ยิ้มพลางกวักมือเรียก “เหมย
เหมย ข้าเอาของสิ่งหนึ่งมาให้เจ้าเจ้ามาดูว่าชอบ
หรือไม่”
ตั้งแต่เรื่องปีสี่ครานั้น หลัวเฉิงจางก็ละอายใจต่อ
นางมาก ระยะนี้มักส่งของเล่นมาให้นางเสมอ แต่
อี๋หนิงไม่ได้รับไว้ นางเองก็รู้สึกปวดใจกับความไม่
เป็นธรรมที่เสี่ยวอี๋หนิงได้รับ สำหรับตัวนาง เรื่อง
เหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนยากจะปั้องกัน แล้วกับ
เด็กที่อายุเจ็ดขวบจริง ๆ เล่า ดังนั้นภาพลักษณ์
ของบิดาราคาถูกท่านนี้จึงยิ่งยํ่าแย่ลงไปอีก
เสวี่ยจือจูงนางเข้าไป อี๋หนิงมองหลัวเฉิงจางซึ่งถือ
ตะกร้ามาด้วย ในนั้นมีลูกสุนัขซึ่งตัวเท่าฝั่ามือตัว
หนึ่ง ขนขาวดุจหิมะ ม้วนเป็นเกลียวเล็กน้อยหาง
เล็กเท่าปลายนิ้วก้อยของอี๋หนิง นอนฟุบอยู่ใน
ตะกร้าอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวดูน่ารักยิ่งนัก
“ข้าไหว้วานคนให้ซื้อมา ได้ยินว่าคนในเมือง
หลวงนิยมเลี้ยงกันมากเจ้าอยากเลี้ยงหรือไม่”
หลัวเฉิงจางเกลี้ยกล่อม
อี๋หนิงตอบด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “ข้าเลี้ยงเต่า
แล้ว ไม่สามารถดูแลได้อีก”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวหัวเราะ ก่อนจะเรียกอี๋หนิงให้มา
อยู่ข้างกายแล้วโอบนางไว้ในอ้อมกอด “เจี่ยเอ๋อร์
ไม่อยากได้ก็ช่างเถิด เจ้าอย่าได้ฝืนใจนางเลย”
หลัวเฉิงจางยิ้มเจื่อน ทำได้เพียงสั่งให้คนเอาลูก
สุนัขตัวนั้นออกไป
อี๋หนิงรู้ว่าหลัวเฉิงจางละอายใจต่อตน แต่การให้
อะไรก็ได้เพียงเล็กน้อยจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นหรือ
เรื่องไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก อี๋หนิงซบอยู่ในอ้อม
กอดของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว ภายใต้แสงเทียน นาง
มองหลินไห่หรูที่กำลังมองตนด้วยรอยยิ้ม จากนั้น
ก็กล่าวด้วยนํ้าเสียงแผ่วเบา “ท่านพ่อ ข้าเองก็
อยากมีน้องชายเช่นกัน”
ท่าทีที่หลัวเฉิงจางมีต่อบุตรสาวในระยะนี้ดีมาก
เมื่อได้ยินก็เอ่ย“เซวียนเกอร์ก็คือน้องชายของ
เจ้า”
“เซวียนเกอร์ไม่ใช่น้องชายของข้า เขาเป็น
น้องชายของพี่หญิงหก”อี๋หนิงรู้ว่าคำพูดของตน
ซึ่งยังเป็นเด็กคงไม่มีผู้ใดถือสาหาความ ดังนั้นจึง
กล่าวออกมาได้ตามตรง นางเม้มปาก มือเล็กกำ
แน่น “ข้าก็อยากมีน้องชาย เขาไม่มีทางปรักปรำ
ข้าเหมือนเซวียนเกอร์…”
หลัวเฉิงจางกระแอมกระไอ เข้าใจความหมาย
ของอี๋หนิง
เขาเงยหน้ามองนาง ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกับหลินไห่
หรูต่างนิ่งเงียบไร้วาจาเขาจึงทำได้เพียงเอ่ยว่า
“อี๋หนิง เรื่องน้องชายของเจ้า…”
“ท่านพ่อ ท่านกับท่านแม่มีน้องชายให้ข้าสักคน
เถิด” อี๋หนิงคลี่ยิ้มพลางพูด “เช่นนั้นข้าก็สามารถ
พาน้องชายไปเล่นด้วยได้แล้ว”
ยามนี้หลินไห่หรูถึงได้เข้าใจความหมายของอี๋หนิง
ถึงนางจะเป็นคนตรงไปตรงมาเพียงใดก็อดหน้า
แดงเพราะเขินอายไม่ได้
“อี๋หนิงกล่าวได้ถูกต้อง” ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ย
ตามนํ้าไปกับหลานสาว“บ้านรองยังไม่มีบุตรชาย
สายตรง ควรเพิ่มน้องชายให้อี๋หนิงสักคน”
ใบหน้าหลินไห่หรูก็ยิ่งแดงกํ่า พึมพำออกมา
ประโยคหนึ่ง “ไว้ค่อยว่ากันทีหลังก็ยังไม่สายเจ้า
ค่ะ” จากนั้นไม่นานนางก็ขอตัวลากลับไป
รอกระทั่งสองสามีภรรยาจากไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่า
หลัวถึงได้ยิ้มพลางลูบศีรษะหลานสาวเบา ๆ “เจ้า
ปีศาจน้อย หากต่อไปท่านแม่เจ้ามีน้องชายให้เจ้า
จริง เจ้าต้องดูแลเขาด้วยนะ”
อี๋หนิงรับคำพร้อมกับยิ้มตาหยี
สวีมามาประคองฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเข้าไปยังห้อง
ด้านใน เตรียมตัวพักผ่อน
หัวใจอี๋หนิงพลันบีบรัด ไม่รู้ว่าแผ่นกระดาษที่เพิ่ง
เผาไปจะยังทิ้งกลิ่นไว้หรือไม่…เมื่อนางเดินเข้าไป
ด้านในก็โล่งอก เสวี่ยจือจุดธูปปั่ายเหอไว้กระถาง
หนึ่ง ทั่วทั้งห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นของปั่ายเหอ
ไร้กลิ่นแปลกปลอม
นางสบตากับเสวี่ยจือ รอยยิ้มของเสวี่ยจือไม่มี
อะไรแตกต่างไปจากปกติ
อี๋หนิงเริ่มบังเกิดความใคร่รู้ในตัวพี่หญิงใหญ่หลัว
อี๋ฮุ่ยที่แต่งไปอยู่เมืองหลวงแดนไกล นางสามารถ
บ่มเพาะขัดเกลาสาวใช้ที่โดดเด่นเช่นนี้ออกมาได้
พี่หญิงใหญ่หลัวอี๋ฮุ่ยท่านนี้คงไม่ธรรมดาเป็นแน่
——————–
[1] ดั่งถั่วแดงที่จารึกในลูกเต๋า ดุจความคะนึง
หาที่จารึกอยู่ในกระดูก เป็นบทกวีในราชวงศ์ถัง
แสดงความคิดถึงคนรัก