พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 24
ตอนที่เฉินซื่อ กลับมาจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า
หลัวก็เห็นหลัวอี๋ซิ่วฟุบอยู่กับโต๊ะ ไม่แตะข้าวแม้
เพียงครึ่งถ้วย นางจึงสั่งให้บ่าวหญิงชราเก็บถ้วย
และตะเกียบออกไปแล้วเอ่ยถาม “เจ้าไปกินอะไร
ที่เรือนของน้องสาวเจ็ดมาถึงได้กินข้าวไม่ลง”
“ไก่ครึ่งตัว” หลัวอี๋ซิ่วฟุบอยู่บนโต๊ะเล็กจนเฉินซื่อ
ต้องตีไปทีหนึ่ง
“ดูกิริยาคล้ายนั่งคล้ายไม่นั่งของเจ้าสิ นั่งให้
สำรวมเสีย!”
หลัวอี๋ซิ่วมองหลัวอี๋อวี้ที่นั่งอยู่ตรงข้าม กินข้าว
อย่างสำรวมมีมารยาทนางเป็นพี่สาวคนกลางใน
จำนวนพี่สาวน้องสาวทั้งหมด รูปโฉมงดงามเป็น
เลิศคางเรียวแหลม ผิวขาวดุจหิมะ คิ้วดุจใบหลิว
ทว่าหว่างคิ้วกลับมีกลิ่นอายทะนงไว้ตัว หลัวอี๋ซิ่ว
นั่งหลังตรง ยิ้มพลางเอ่ยถามหลัวอี๋อวี้ “ข้าได้ยิน
มาว่าหลังจากเซวียนเกอร์ทำกำไลปีสี่เสียหาย อี๋
เหลียนก็ถูกท่านอารองสั่งลงโทษให้คัดบทเรียน
ของสตรี ไม่อาจออกจากเรือนได้ พี่หญิงสี่ ท่าน
ปวดใจหรือไม่”
หลัวอี๋อวี้ปรายตามองนางด้วยสายตาเรียบเฉย
“เจ้าจะพูดมากทั้งวันเพื่ออะไร”
“ผู้ใดให้ท่านเข้ากันได้ดีกับเจ้ากีบเท้าน้อย[1] นั่น
เล่า!” หลัวอี๋ซิ่วคล้ายมีความสุขบนความทุกข์ของ
ผู้อื่น “ครานี้ท่านยังพลอยโดนลากเข้าไปพัวพัน
ด้วย”
“แต่ไหนแต่ไรอี๋เหลียนก็รู้ความ ดีกว่าเจ้ากับอี๋ห
นิงนัก!” หลัวอี๋อวี้โต้กลับ “เป็นเจ้าที่ดูแลปีสี่ไม่ดี
ทำให้เซวียนเกอร์หยิบไปเล่นได้ แต่เจ้ากลับ
กล่าวโทษอี๋เหลียน หากจะให้ข้าพูด ยามนั้นอี๋ห
นิงก็อยู่ด้วย เหตุใดจึงไม่ห้ามเซวียนเกอร์ จงใจ
ปล่อยให้เขาหยิบไปเล่นจนเสียหาย! ข้าดูแล้วนาง
มีเจตนาแอบแฝงเสียมากกว่า”
เฉินซื่อเห็นบุตรสาวทั้งสองทะเลาะกันอีกแล้วก็
ปวดเศียรเวียนเกล้าตบโต๊ะเอ่ยว่า “พอแล้ว
ทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้น มีบ้านใดบ้างที่พี่สาว
น้องสาวแท้ ๆ เป็นเช่นพวกเจ้า เรื่องปีสี่นั่นต่อไป
ไม่อนุญาตให้เอ่ยถึงอีก ปั้องกันไม่ให้เกิดเป็นข้อ
บาดหมางระหว่างพวกเรากับท่านอารองของพวก
เจ้า ที่สำคัญคือพี่ชายของพวกเจ้ากำลังอ่าน
หนังสือเตรียมสอบชิวเหวย หากไปรบกวนการ
อ่านหนังสือของพวกเขา ก็ลองดูว่าข้าจะตีพวก
เจ้าจนหนังหลุดลอกหรือไม่อี๋ซิ่ว เจ้าก็เหลือเกิน
กีบเท้าน้อยไม่น้อยอะไรกัน คำพูดนี้เรียนรู้มาจาก
ผู้ใดมีคุณหนูตระกูลใดบ้างที่เอ่ยวาจาเช่นนี้!”
ความน่ากลัวของเฉินซื่อไม่เป็นที่กังขา หลัวอี๋ซิ่
วจึงไม่กล้าทะเลาะกับหลัวอี๋อวี้ ทว่านางก็ไม่
อยากเห็นหลัวอี๋อวี้อีก ดังนั้นจึงแค่นเสียงหึ ก่อน
จะปีนขึ้นไปบนเตียง
เฉินซื่อเงยหน้ามองหลัวอี๋อวี้ สองปีมานี้บุตรสาว
ยิ่งเติบโตก็ยิ่งงดงามไม่แปลกใจเลยหากคุณชาย
ของรองเจ้าเมืองจะหลงใหลทันทีที่ได้ยลโฉมของ
หลัวอี๋อวี้ อีกทั้งชุดที่ตัดเย็บใหม่ช่วงนี้ยังไม่มีชุด
ไหนที่ไม่งาม ใบหน้าของหลัวอี๋อวี้ผัดด้วยแปั้ง
หอม เป็นเฉินซื่อที่ไหว้วานให้คนซื้อมาจากใน
เมืองแปั้งไข่มุกมีไขสีเหลืองผสมอยู่ด้วยเล็กน้อย
ยิ่งขับให้ใบหน้าของนางขาวกระจ่าง
“อี๋อวี้ บัดนี้เจ้าก็เติบโตแล้ว ต้องรู้จักการวางตัว
อย่าได้ถือสาหาความกับน้องสาวด้วยเรื่องเหล่านี้
อีก” เฉินซื่อสำทับเสียงราบเรียบ
หลัวอี๋อวี้ลุกขึ้นรับคำ
เฉินซื่อเรียกบ่าวหญิงชราเข้ามาเพื่อให้ไปส่งนํ้า
แกงบำรุงให้หลัวหวยหย่วนกับหลัวซานหย่วน
พวกเขาอ่านหนังสือตอนกลางคืน ต้องใช้พลังงาน
มาก
หลัวอี๋อวี้บอกปัดว่านางกินไม่ลงแล้วกลับห้องไป
สาวใช้ข้างกายหลัวอี๋อวี้ซึ่งกำลังรออยู่ลอบส่งของ
สิ่งหนึ่งให้นาง“คุณหนูสี่ นี่คือจดหมายตอบรับ
จากคุณชายรองเฉิงเจ้าค่ะ”
หลัวอี๋อวี้ถือเชิงเทียนเข้ามาใกล้ หัวใจโลดเต้นดุจ
กระต่ายน้อย นางรับกระดาษมาก็คลี่ออกอ่าน
ทันที มุมปากยกโค้งเป็นรอยยิ้มอย่างไม่อาจ
ควบคุม “เขากล่าวว่าเสื้อผ้าของข้าชุดนี้น่ามอง…
เจ้าไปเอาพู่กันมาให้ข้า”
สาวใช้เอ่ยอย่างเป็นกังวล “คุณหนูสี่ พวกเรา…
พวกเราอย่าเขียนอีกเลยเจ้าค่ะ หากฮูหยินทราบ
เข้า แม้บ่าวจะถูกโบยจนตายก็ยังถือว่าเบาไปที่
สำคัญคือคุณชายรองเฉิงก็ไม่มีทางได้ครองคู่กับ
ท่านจริง ๆ! ในเมื่อท่านได้หมั้นหมายกับคุณชาย
หลิวแล้ว”
หลัวอี๋อวี้ปรายตามองนาง พยายามสะกดกลั้น
โทสะ “หลิวจิ้งคู่ควรกับข้าหรือ เป็นพวกท่านแม่
ที่อยากให้เกิดงานหมั้นหมายนี้”
นางไม่เหมือนหลัวอี๋ซิ่วหรืออี๋หนิง ตั้งแต่เด็กนางก็
ถูกผู้อื่นชื่นชมนางเป็นคุณหนูแห่งตระกูลขุนนาง
ใหญ่ของเปั่าติ้ง ไม่ว่าจะความสามารถรูปโฉม
กิริยามารยาท มีสิ่งใดบ้างที่นางไม่เป็นเลิศที่สุด
แล้วเพราะเหตุใดนางถึงต้องแต่งให้กับบุตรชาย
ของท่านรองเจ้าเมืองคนหนึ่ง! นอกจากนี้หากพูด
ถึงเฉิงหลาง…หลัวอี๋อวี้เพียงได้พบเขาครั้งแรกก็
ชื่นชอบเขาแล้ว
เฉิงหลางเป็นบุรุษที่หล่อเหลาสง่างามที่สุดเท่าที่
นางเคยพบ แม้แต่พี่ชายสามในจวนก็ยังไม่อาจ
เทียบเคียงกับเขาได้ สายตาที่เขามองผู้คนช่าง
ลึกลํ้าราวกับมีความรู้สึกลึกซึ้ง ปฏิบัติต่อผู้อื่น
อย่างอ่อนโยนอบอุ่น ทุกครั้งที่นางถูกดวงตาคู่นั้น
ตวัดผ่านก็รู้สึกเหมือนทั้งร่างเบาหวิว เป็น
ความสุขชนิดหนึ่งที่ไม่อาจพรรณนา
ที่สำคัญคือ…เขาไม่ได้ไม่สนใจนาง
หลัวอี๋อวี้สูดลมหายใจเข้าลึก “เจ้าอย่าได้ยุ่ง เรื่อง
นี้มีเพียงพวกเราสามคนที่รู้ ไม่มีคนอื่นรู้อีก ผู้ใด
จะค้นพบ…”
สาวใช้ยังอยากจะพูดต่อ แต่กลับถูกหลัวอี๋อวี้
ถลึงตาใส่
สาวใช้จึงทำได้เพียงรับคำแล้วไปหยิบกระดาษ
และพู่กันมาให้คุณหนูอย่างว่าง่าย
วันต่อมาเป็นวันที่อากาศเย็นสบายด้วยสายลม
แห่งคิมหันต์อันอบอุ่นยามบ่ายหลังกลับมาจาก
การเรียนกับอาจารย์หญิง บรรดาคุณหนูก็มา
เรียนเย็บปักถักร้อยที่เรือนฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
อี๋หนิงเพิ่งเรียนเย็บปักถักร้อยครั้งแรก หมัวมัวจึง
ส่งผ้าเช็ดหน้าให้นางผืนหนึ่ง ให้นางเลือกปักลาย
ได้ตามใจ ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวสั่งไว้ว่า ผู้ที่เป็นตัว
หลักในการเรียนรู้คือหลัวอี๋อวี้กับหลัวอี๋เหลียน ยิ่ง
ไม่ต้องคาดหวังกับหลัวอี๋ซิ่ว หากหลัวอี๋ซิ่วสามา
รถนั่งอยู่บนเก้าอี้ได้หนึ่งชั่วยามเต็มก็ถือว่าผ่าน
ด่านทดสอบแล้ว
“ข้ามองพวกเข็มด้ายเหล่านี้ก็รู้สึกเวียนหัวแล้ว”
หลัวอี๋ซิ่วพูดอย่างจนปัญญา “ท่านแม่มักกล่าวว่า
ข้าไม่ตั้งใจ ทว่าข้าก็เหมือนกับเจ้า ทันทีที่เจ้าต้อง
ฝึกอักษรก็จะง่วง ส่วนข้าทันทีที่หยิบเข็มกับด้ายก็
จะง่วงเช่นเดียวกัน”
อี๋หนิงหันไปถลึงตาให้นาง “เมื่อใดกันที่ข้าฝึก
อักษรแล้วจะง่วงทันที”
“คราก่อนเจ้าบอกข้า…ว่าแบบอักษรของพี่ชาย
สามที่ให้เจ้าเล่มนั้นเลียนแบบยากมาก มองแล้ว
รู้สึกเวียน…”
ด้านหลังพลันมีเสียงกระแอมกระไอดังขึ้น
เด็กสาวทั้งสองหันกลับไปก็พบหลัวเซิ่นหย่วน เฉิง
หลาง และคนอื่น ๆยืนอยู่ด้านหลัง หลัวหวยหย่
วนกำลังยิ้มมองมาที่พวกนาง สีหน้าของหลัวเซิ่น
หย่วนเฉยเมย เหล่าเด็กสาวลุกขึ้นมาทักทาย
บรรดาพี่ชาย
หลัวหวยหย่วนหันไปเย้าแหย่หลัวเซิ่นหย่วน
“น้องชายสามน้องสาวเจ็ดรังเกียจตัวอักษรของ
เจ้าว่าไม่น่ามอง”
อี๋หนิงมองใบหน้าหล่อเหลาไร้อารมณ์ของ
หลัวเซิ่นหย่วน มองไม่ออกถึงความยินดียินร้าย
นางรีบแก้ตัว “อันที่จริงแบบอักษรของพี่ชายสาม
ดีมากเป็นข้าที่นอนไม่พอถึงได้รู้สึกง่วง”
นางไม่แก้ตัวยังดี แต่พอแก้แล้วทุกคนกลับยิ่ง
หัวเราะดังกว่าเดิมแม้แต่หลัวเซิ่นหย่วนก็ยังอด
เผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้
อี๋หนิงรู้สึกว่าช่างแปลกพิลึก มีอะไรให้น่าหัวเราะ
กัน นางทำได้เพียงหันไปถลึงตาใส่หลัวอี๋ซิ่วที่
กำลังสับสนยิ่งกว่า ผู้ใดใช้ให้นางพูดจาเหลวไหล
เฉิงหลางเห็นว่าสาวน้อยผู้นี้คือคนที่เขามอบ
สร้อยลูกประคำให้ในคราก่อนก็ยิ้มบาง “แม่นาง
น้อยนางนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก ตระกูลหลัวเป็น
ตระกูลบัณฑิต เหตุใดจึงมีคนเช่นเจ้าออกมาได้”
กล่าวจบก็ไม่ได้รั้งอยู่นาน ก้าวเท้าเข้าไปในห้อง
โถง ทุกคนคงจะมาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าหลัว หลัว
หวยหย่วนกับหลัวซานหย่วนเดินตามเข้าไปทว่า
หลัวเซิ่นหย่วนกลับเดินมาข้างกายอี๋หนิง อี๋หนิง
แสดงท่าทางจริงใจ “พี่ชายสาม แบบอักษร
เหล่านั้นข้าชื่นชอบทั้งนั้น เป็นความสัตย์จริง
ท่านลงมือเขียนด้วยตนเองทั้งหมด ข้าจะตั้งใจ
เขียนให้เสร็จ”
“เจ้ารู้ว่าเป็นลายมือข้า” หลัวเซิ่นหย่วนถามนาง
อี๋หนิงผงกศีรษะ นางเอ่ย “ข้าจำลายมือท่านได้”
ทันทีที่อี๋หนิงกล่าวเช่นนี้ นางก็รู้สึกเหมือน
หลัวเซิ่นหย่วนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาเอ่ยเสียง
เบา “แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีผู้ใดจำลายมือข้าได้”
เขาลูบศีรษะนาง “ข้าไปคารวะท่านย่าก่อน
พรุ่งนี้เจ้าไปที่เรือนข้า ข้าจะเอาหนังสือสองสาม
เล่มให้เจ้า”
รอกระทั่งร่างของเขาหายลับเข้าไปในห้องโถง
กลางแล้ว หลัวอี๋ซิ่วจึงสะกิดข้อศอกนาง “ไม่ใช่
เจ้าเคยกล่าวกับข้าว่าพี่ชายสามของเจ้าคนนี้เป็น
ลูกอนุ สถานะตํ่าต้อย เจ้าไม่อยากเล่นกับเขา
หรอกหรือ…เหตุใดบัดนี้ข้าถึงรู้สึกว่าเจ้า…” หลัว
อี๋ซิ่วใคร่ครวญอยู่นานกว่าจะหาคำออกมาได้ มอง
อี๋หนิงด้วยสายตาแปลก ๆ ชอบกล นางชะงักไป
ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอีกครา“เหตุใดข้า…เหตุใด
ข้าถึงรู้สึกว่าบัดนี้เจ้าคล้ายหวาดกลัวเขา”
อี๋หนิงอยากจะทอดถอนใจ แม้แต่หลัวอี๋ซิ่วยังมอง
ออกหรือ ไม่น่าจะชัดเจนขนาดนั้นกระมัง อันที่
จริงนางทั้งเคารพทั้งหวาดกลัวหลัวเซิ่นหย่วน
เพียงแต่ในยามปกตินางไม่แสดงออกมาเท่านั้น
อย่างไรตอนนี้เขาก็อายุเพียงสิบห้าปีเท่านั้น ไม่ใช่
ท่านราชเลขาธิการที่โหดเหี้ยมผู้นั้น
อี๋หนิงมักนึกถึงเรื่องราวที่ได้ยินในชาติที่แล้ว สวี
เก๋อเหล่า อาจารย์ผู้มีพระคุณของหลัวเซิ่นหย่วน
ผู้ที่คอยสนับสนุนเขา เพราะร่วมสมคบคิดทำ
ความชั่วกับวั่งโหยวผู้ซึ่งเป็นท่านราชเลขาธิการใน
ขณะนั้นจึงถูกโบยจนตายร่างที่เปียกโชกไปด้วย
เลือดถูกตั้งไว้ที่ประตูอู่เหมิน ในขณะที่เกี้ยวของ
หลัวเซิ่นหย่วนเคลื่อนผ่าน เขาไม่แม้แต่จะหยุด
มองสักนิด หรือตอนที่เขาขึ้นเป็นท่านราช
เลขาธิการ เคลื่อนไหวปฏิรูประบบขุนนางอย่าง
เหี้ยมโหดบีบบังคับให้ฮ่องเต้ต้องจับกุมและ
สังหารผู้คนกว่าพันคน คนที่เหลือในครอบครัว
หากไม่ถูกจับเข้าสู่บัญชีทาสก็ถูกขับไล่ไปยังไห่
หนาน
นางอยากจะเอาใจเขาจริง ๆ ผู้ใดจะรู้เล่าว่าใน
ภายภาคหน้าหลัวเซิ่นหย่วนจะเป็นอย่างไร ที่
สำคัญคือเขาดีกับนางไม่น้อย เพียงแต่เขามัก
เงียบขรึมถนอมวาจา ไม่ชอบแสดงอารมณ์
ออกมาเท่านั้น
“พี่ชายสามดีต่อข้า ข้าย่อมต้องดีต่อเขา” อี๋หนิง
พูดกับนาง “ต่อไปท่านก็ให้ความเคารพเขาบ้าง
เขาก็ถือเป็นพี่ชายสามของท่าน”
หลัวอี๋ซิ่วไม่ยี่หระ หาวหวอดอยู่หลายครั้ง ก่อน
จะหยิบสะดึงปักผ้าของตนขึ้นมาปักลายไปั๋ฮวา
ต่อ นางปักอยู่ค่อนวันก็ปักได้เพียงปีกด้านหนึ่ง
ของผีเสื้อเท่านั้น นางลอบเกียจคร้าน เงยหน้า
มองนักเรียนสองคนที่เหลือซึ่งล้วนตกอยู่ในภวังค์
หลัวอี๋เหลียนเพิ่งทำความผิดจึงระมัดระวังเก็บ
อาการ ถนอมวาจามากกว่าปกติ ทว่าพี่สาวของ
นาง หลัวอี๋อวี้ เหตุใดจิตใจจึงไม่อยู่กับเนื้อ-กับตัว
เล่า
อี๋หนิงเองก็เงยหน้ามองหลัวอี๋อวี้ ส่วนหลัวอี๋อวี้จับ
จ้องไปตามทางที่เฉิงหลางจากไป กระทั่งไม่ได้
มองเข็มที่อยู่ในมือ จนเข็มแทงเข้าที่ปลายนิ้ว
อี๋หนิงไม่เอ่ยสิ่งใด
หลัวอี๋อวี้ร้องตกใจได้สติกลับมา รีบทิ้งสะดึงในมือ
ลง
เมื่อหมัวมัวเห็นปลายนิ้วอันบอบบางของนางมี
เลือดหยดเล็ก ๆ ซึมออกมา ก็รีบสั่งให้สาวใช้เอา
ผ้าพันแผลและสิ่งของอื่น ๆ เข้ามา “คุณหนูสี่เหตุ
ใดจึงบาดเจ็บที่นิ้วได้ หากท่านเหนื่อยก็พักสักครู่
อย่าได้ฝืนทนเลยเจ้าค่ะ”
——————–
[1] กีบเท้าน้อย เป็นคำด่าสตรี เพราะในสมัยก่อน
สตรีต้องรัดเท้า กีบเท้าน้อยจึงหมายถึงสตรี