พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 26
แม้อี๋หนิง จะไม่รู้ว่าสองคนนั้นคือผู้ใด แต่เมื่อเห็น
สีหน้าของหลัวเซิ่นหย่วนนางก็คาดว่าเขาน่าจะ
พอรู้
นางอยู่ด้านหลังหลัวเซิ่นหย่วน สามารถเห็นเฉิง
หลางผ่านช่องว่างระหว่างใบไผ่ได้
อี๋หนิงได้ยินเสียงอันนุ่มละมุนที่ทอดลึกยาวของ
เฉิงหลาง “ท่านน้าสี่กล่าวไว้ว่าต้องพาคนผู้นั้น
กลับไปให้ได้ แต่พวกเจ้ากลับบอกข้าว่าเขา
หายไปแล้ว”
องครักษ์ผู้นั้นเอ่ยเสียงเบา “คุณชายรอง เป็น
ข้าน้อยที่ทำงานไม่สำเร็จท่านกล่าวว่าท่านวาง
หมากกับนักบวชรูปนั้นที่อาศัยอยู่ในตรอก แต่
เมื่อเราไปถึงที่นั่น คนก็หายไปแล้ว…”
เขายังกล่าวไม่ทันจบก็ถูกเฉิงหลางตบฝั่ามือหนึ่ง
เสียงตบนั้นดังสะท้านสะเทือน ตบจนหน้าของ
องครักษ์ผู้นั้นหันสะบัดใบหน้าปรากฏรอยบวม
แดงอย่างรวดเร็ว
เฉิงหลางพูดอย่างเย็นชา “ผู้ใดสั่งสอนให้เจ้าหา
คำแก้ตัว! คนไม่อยู่แล้วก็ไม่รู้จักหาหรือไร”
อี๋หนิงถูกเสียงตบนั้นทำให้ตกใจ
นางมองร่างสูงตระหง่านดุจหยก ท่วงท่าโดดเด่น
ของเฉิงหลาง เมื่อนึกถึงแววตาวิงวอนของหลัว
อี๋อวี้ ลมหายใจก็คล้ายจะติดขัด
หนึ่งในองครักษ์ยอมรับผิด เฉิงหลางหันหน้า
กลับมา สีหน้าเย็นยะเยือก
เมื่ออี๋หนิงเห็นสีหน้าของเขาก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงนึก
ถึงข้อความที่อยู่บนกระดาษในดอกบัวเหล่านั้น
จากนั้นก็นึกถึงท่าทีคล้ายเหินห่างคล้ายชิดใกล้
ของเฉิงหลางที่มีต่อหลัวอี๋อวี้
ทันใดนั้นใจนางก็รู้สึกปวดหนึบโดยไร้สาเหตุ
ความปวดนั้นค่อย ๆแผ่ขยายเป็นวงกว้างในหัวใจ
ในปีนั้นเด็กคนนี้…เหตุใดจึงเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ได้
เฉิงหลางที่ดูไม่คุ้นเคยคนนี้กับเด็กที่ซบอยู่บนไหล่
นาง จับแมลงปอให้นางคนนั้น ใช่คนเดียวกัน
หรือไม่
เหตุใดจึงเหมือนกับนางไม่รู้จักเขาสักนิด
ลมอ่อน ๆ พัดโชย เงาต้นไผ่พลิ้วไหวทอดอยู่บน
พื้น สายรัดเอวของอี๋หนิงสะบัดเคลื่อนไหวตาม
แรงลม
องครักษ์คนหนึ่งที่อยู่ตรงนั้นรู้สึกได้ทันควัน เขา
เงยหน้ามองมายังพุ่มไผ่ “ผู้ใดอยู่ที่นั่น”
หลังจากอี๋หนิงได้ยินก็มองตนเองทันที จึงเห็นเงา
ของสายรัดเอวกำลังพลิ้วไหวไปมาบนพื้น เพียง
มองก็รู้ได้ทันทีว่าตรงนี้มีคนหลบซ่อนอยู่ นาง
กระซิบเสียงเบา “พี่ชายสาม ขออภัย ข้าไม่รู้…”
หลัวเซิ่นหย่วนก้มหน้ามองสายรัดเอวของอี๋หนิง
ก่อนจะทอดถอนใจ“ไม่เป็นไร ที่นี่เป็นจวน
ตระกูลหลัว พวกเขาย่อมไม่กล้าสร้างความ
เดือดร้อนเจ้ายืนอยู่ตรงนี้ อย่าได้ออกไป” เขา
กล่าวจบก็เดินออกไป ยิ้มให้เฉิงหลาง“ไม่ใช่ว่าแต่
ไหนแต่ไรคุณชายรองเฉิงอ่อนโยน สุขุม เฉลียว
ฉลาด มีเหตุผลหรอกหรือ คาดไม่ถึงว่าจะมีเวลาที่
แจกจ่ายฝั่ามือให้แก่ผู้ที่อยู่ใต้อาณัติ”
เฉิงหลางเหลือบมองไปยังปั่าไผ่
ที่นั่นยังมีอีกคนหนึ่ง ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับซ่อน
นางไว้
เฉิงหลางเกิดความสนเท่ห์ในตัวของหลัวเซิ่นหย่
วน ตนรู้ว่าคนผู้นี้มีความลับมากมาย แต่ที่น่า
ประหลาดใจคือ ในจวนตระกูลหลัวกลับไม่มีผู้ใด
สักคนที่รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลของเขา
แม้แต่บิดา ท่านย่าของเขา หรือคนอื่น ๆ ก็ไม่ให้
ความสำคัญกับเขา ยามที่พี่ชายสายตรงสองคน
นั้นพูดถึงเขานํ้าเสียงยังไม่แยแสอย่างไร้การปิดบัง
เขาละสายตากลับ ยิ้มบาง “ที่แท้คุณชายสาม
หลัวก็มีนิสัยชอบแอบฟังผู้อื่น หากคุณชายสาม
หลัวอยากฟังจริง ๆ ก็กล่าวกับข้าได้ ข้าจะแจก
แจงให้ท่านฟังโดยละเอียด”
“ข้าไม่ได้มีนิสัยเช่นนี้ เพียงแต่เห็นว่าคุณชายรอง
เฉิงกำลังจัดการกับผู้ที่อยู่ใต้อาณัติ จึงไม่คิดจะ
เข้าไปรบกวนเท่านั้น” นํ้าเสียงของหลัวเซิ่นหย่วน
นุ่มนวล มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ
โต้ตอบอย่างไหลลื่น “นอกจากนี้คุณชายรองเฉิง
เองก็มีงานอดิเรกเป็นการสะกดรอยผู้อื่น ก็แค่
ต่างฝั่ายต่างเหมือนกันเท่านั้น”
เฉิงหลางจ้องเขา ไม่เอ่ยสิ่งใด
“รบกวนคุณชายรองเฉิงแล้ว เชิญท่านต่อเถิด”
หลัวเซิ่นหย่วนก้มศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะถอย
ออกไป
เฉิงหลางส่งสัญญาณให้องครักษ์ที่อยู่ด้านข้างก้าว
เข้ามา “อย่าตามให้ประชิดเกินไป แค่ดูว่าเขาพา
ผู้ใดมาด้วยก็พอ”
เขายืนรอโดยเอามือไพล่หลังอยู่ใต้เงาร่มไม้ ไม่
นานองครักษ์ก็กลับมารายงาน “คนที่หลัวเซิ่นหย่
วนพามาคือน้องสาวของเขา คุณหนูเจ็ดแห่งจวน
ตระกูลหลัว คุณชายรอง ท่านคิดจะ…”
เฉิงหลางจำคุณหนูเจ็ดผู้นี้ได้ นางมีนามเหมือนกับ
คนผู้นั้น ‘อี๋หนิง’
เขามองดอกบัวที่เติบโตอยู่ในทะเลสาบ ราวกับ
คิดสิ่งใดออกจึงนิ่งไปสักพัก “ในเมื่อเป็นแค่เด็ก
คนหนึ่ง เช่นนั้นก็ปล่อยไปเถิด เจ้าไปเก็บ
สัมภาระพรุ่งนี้พวกเราจะเดินทางกลับ”
เขาลูบปั้ายหยกในมือ พลันคิดถึงช่วงคิมหันต์ใน
วัยเยาว์ที่อาศัยอยู่ในจวนหนิงหย่วนโหว ยามนั้น
ประตูเปิดกว้าง ลมเย็นพัดโชยจากภายนอกใน
ห้องจุดธูปเอ๋อหลีไว้กระถางหนึ่งซึ่งส่งกลิ่นหอม
หวานอ่อน ๆ เขานั่งบนตักนาง พยายามแหงน
ใบหน้าเล็ก ๆ ขึ้นมองปลายนิ้วเนียนขาวของอี๋ห
นิงที่กำลังชี้ตัวอักษรบนหนังสือ สอนเขาอ่านทีละ
คำ ๆ ‘…มีเพียงข้าชมชอบบงกชกำเนิดจากโคลน
ตม แต่ไม่แปดเปือน ผ่านนํ้าใสแต่ไม่เย้ายวน นอก
ตรงในโปร่ง ไม่เลื้อย ไม่แตกกิ่งก้าน หอมขจรไกล
ผุดผ่อง ณ ดินแดนแห่งนั้นหลางเกอร์ ประโยค
เหล่านี้เจ้าจำได้หรือไม่ ต่อไปเจ้าต้องเป็นบุรุษเช่น
บงกช’
เขาในวัยเยาว์ตอบรับอย่างเชื่อฟัง ‘หลางเกอร์
ทราบแล้ว คำที่น้าสะใภ้กล่าว ข้าล้วนจำได้ขึ้นใจ’
นางยิ้มพลางลูบศีรษะเขา
ปีนั้นเขารับปากนาง บางทีก่อนนางจะตายอาจ
คาดเดาได้ถึงเรื่องตลกร้ายที่จะเกิดขึ้นกับตระกูล
ลู่และตระกูลเฉิงในภายภาคหน้าแล้วกระมัง…
ทว่าเขาถือกำเนิดท่ามกลางอำนาจ จะกำเนิดจาก
โคลนตมแต่ไม่แปดเปือนได้อย่างไร
เฉิงหลางกำปั้ายหยกแน่น หลับตาลงครู่หนึ่ง
หลัวเซิ่นหย่วนส่งอี๋หนิงกลับไปที่เรือนของฮูหยินผู้
เฒ่าหลัว ระหว่างทางอี๋หนิงยังคงคิดแต่เรื่องของ
เฉิงหลาง
อี๋หนิงตระหนักดีว่าตนไม่ควรใกล้ชิดกับเขาอีก
แม้นางจะปวดใจกับเด็กที่เคยเลี้ยงดูมา หัวใจ
หนาวเหน็บเมื่อเห็นเขากลับกลายเป็นคนเช่นนี้
ทว่าจะทำอย่างไรได้เล่า เขาเติบใหญ่เพียงนี้แล้ว
นางเองก็ไม่ใช่หลัวอี๋หนิงในจวนหนิงหย่วนโหวคน
นั้นอีกแล้ว
ต่อให้เขาเหลวไหลอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเห็นหลัวเซิ่นหย่วนส่งนางกลับมา
ก็ให้หลัวเซิ่นหย่วนกินอาหารกลางวันที่นี่
คล้ายว่าฮูหยินผู้เฒ่าหลัวจะไม่ค่อยวิตกกังวลกับ
การเรียนของหลัวเซิ่นหย่วนสักเท่าไร นางกล่าว
“เหลือเวลาอีกเพียงเดือนกว่า ๆ ก็จะถึงการสอบ
ชิวเหวยแล้ว พี่ชายใหญ่กับพี่ชายรองเจ้าอ่าน
หนังสือทั้งวัน ใกล้เผชิญหน้ากับศึกใหญ่ ข้ายัง
เกรงว่าพวกเขาจะตื่นเต้นจนเสียการ วันนี้เจ้าก็
อยู่ที่นี่อ่านหนังสือเป็นเพื่อนอี๋หนิงเถิด พักผ่อน
สักหน่อยก็ดี”
หลัวเซิ่นหย่วนไม่มีความเห็นอื่นใด น้อมรับคำ
ของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวหยิบหนังสือมานั่งอ่านข้าง
อี๋หนิง ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
อี๋หนิงอ่านหนังสือเป็นเพื่อนหลัวเซิ่นหย่วนทั้ง
บ่าย กระทั่งหลัว-เซิ่นหย่วนเห็นสีหน้านางเริ่มอม
ทุกข์ จ้องมองหนังสือราวกับมีความแค้นฝังแน่น
จึงวางหนังสือลงแล้วเอ่ยถามนาง “อ่านพอแล้ว
หรือ”
อี๋หนิงผงกศีรษะ หลัวเซิ่นหย่วนถึงได้ลุกไปกล่าว
ลาฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
อี๋หนิงกำลังนอนอยู่บนเก้าอี้เอนในห้องหนังสือ
เมื่อเห็นพี่ชายสามของตนเดินออกไปที่ระเบียง
ทางเดิน ก็พรูลมหายใจเบา ๆ คลี่ยิ้มพลางบอกลา
หลัวเซิ่นหย่วน
เสวี่ยจือถือชุดเครื่องเคลือบโต้วฉ่ายสำหรับชงชา
เข้ามา กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านพักสักครู่เถิด ข้า
ให้ชุ่ยจือทำขนมแปั้งกุหลาบมาให้ท่านแล้ว”
ซงจือถือถาดขนมเข้ามา ในถาดหยกขาวมีขนม
แปั้งกุหลาบใสแทบโปร่งแสงวางอยู่หลายชิ้น นี่
คือฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุ่ยจือสาวใช้
ที่รับผิดชอบเรื่องการทำขนมของเสี่ยวอี๋หนิง สิ่งนี้
ใช้นํ้าจากกุหลาบบดละเอียด ใช้แปั้งข้าวเหนียว
ถั่วแดงที่สุกแล้ว จากนั้นเอามานวดและใช้แบบ
พิมพ์กดเป็นรูปใบไม้เล็ก ๆ หลังนึ่งสุกแล้วก็เอา
ไปผ่านนํ้าในบ่อ จัดวางบนถาดหยก แล้วโรยด้วย
เกล็ดนํ้าตาลอีกชั้น วิจิตรงดงามยิ่งนัก
อี๋หนิงกินไปสองชิ้นก็นึกถึงเรื่องนํ้าแกงขาหมู
ขึ้นมา นางพูดกับเสวี่ยจือ “ต่อไปให้ห้องครัวเล็ก
ส่งนํ้าแกงบำรุงให้พี่ชายสามเป็นอาหารมื้อดึกเขา
ต้องตรากตรำอ่านหนังสือ”
เสวี่ยจือยิ้มพลางรินชาให้นาง “ท่านวางใจเถิด
บ่าวทราบดีเจ้าค่ะ”
อี๋หนิงจิบชาเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับลำคอ
นางมองไปยังกระถางสือหูที่วางอยู่บนโต๊ะสูง
พลันเอ่ยถาม “เสวี่ยจือคราก่อนข้าได้ยินท่านย่า
กล่าวถึงเจิ้งมามาที่ปรนนิบัติท่านแม่ของข้า ได้ยิน
ว่าหลังจากท่านแม่ข้าเสียชีวิต นางก็ออกจาก
ตระกูลหลัว” เสวี่ยจือกำลังพัดให้นาง อี๋หนิงนอน
อยู่บนเก้าอี้เอน มองนางก่อนพูดต่อ “เหตุใดนาง
ถึงต้องไป”
เสวี่ยจือตกตะลึง มือที่ถือพัดนิ่งชะงัก มองอี๋หนิง
ที่ยังเยาว์วัย ทอดถอนใจก่อนเอ่ย “ยามนั้นบ่าว
ยังเด็ก ยังเป็นเพียงสาวใช้เล็ก ๆ ของคุณหนูใหญ่
ได้ยินเพียงว่าเจิ้งมามาเป็นคนขอจากไปเองเจ้าค่ะ
“ฮูหยินผู้เฒ่ารั้งนางไว้ ทว่านางกลับยืนกรานจะ
จากไป ยามนั้นท่านมีอายุเพียงครึ่งขวบกว่า ๆ
ร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินผู้
เฒ่าทั้งเสียใจทั้งโกรธเคือง จึงกล่าวกับเจิ้งมามา
ว่า ‘ในเมื่อไปแล้ว ต่อไปก็อย่าได้กลับมาอีก’ ”
อี๋หนิงขมวดคิ้วมุ่น นางจำได้ว่ายามนั้นท่านย่าพูด
ว่าเจิ้งมามาจากไปเพราะโกรธแค้นตระกูลหลัว
นางถามต่อ “เสวี่ยจือ ท่านแม่เสียเพราะสาเหตุ
ใดกันแน่ เป็นเพราะคลอดข้า นางถึงได้รับ
บาดเจ็บจริงหรือ”
เสวี่ยจือเองก็ไม่รู้ นางมองเสี่ยวอี๋หนิงที่นั่งอย่าง
เชื่อฟังบนเก้าอี้เอนใบหน้าน้อย ๆ ไร้เดียงสามี
ส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับฮูหยินถึงห้าส่วน นํ้า
เสียงนางจึงยิ่งอ่อนโยน “บ่าวเองก็ไม่ทราบ ทว่าฮู
หยินอาลัยอาวรณ์เจี่ยเอ๋อร์นักยามที่นางจะจาก
ไปยังฝากฝังฮูหยินผู้เฒ่าให้ดูแลท่านให้ดี ส่วน
คุณหนูใหญ่คุกเข่าร้องไห้สะอื้นอยู่ข้างเตียง…”
อี๋หนิงประหลาดใจเล็กน้อย นางผงกศีรษะแล้ว
จิบชาอีกครั้ง
เสวี่ยจือกล่อมนางนอนกลางวัน อี๋หนิงเหน็ด
เหนื่อยกับการอ่านหนังสือจึงนอนบนตั่งไม้ ทว่า
ยังคงลืมตา ประเดี๋ยวก็นึกถึงใบหน้าเล็กของเฉิง
หลาง ประเดี๋ยวก็นึกถึงพี่หญิงใหญ่ที่ยังไม่เคย
พานพบผู้นั้น หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ หลับตาลง
เสวี่ยจือปล่อยม่านลง กำชับสาวใช้ที่เพิ่งเข้ามาให้
ก้าวเท้าเบา ๆ เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนกลางวัน
ของอี๋หนิง
อันที่จริงอี๋หนิงยังไม่ได้หลับ กำลังสะลึมสะลือ
นางได้ยินเสียงบ่าวหญิงชรากำลังตำหนิสาวใช้ที่
ทำผิดด้วยเสียงแผ่วเบานอกห้อง หรือกระทั่ง
เสียงการเคลื่อนไหวของเต่าในอ่างเคลือบที่พลิก
ตัวครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งยังมีเสียงลมที่พัดต้นไม้
ด้านนอกดังซ่า ๆ
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบวิ่งเข้ามาในห้อง กด
เสียงตํ่าเบา “คุณหนูหลับไปแล้วหรือยัง”
อี๋หนิงฟังออกว่าเป็นเสียงของซงจือ
เสวี่ยจือตอบ “กำลังนอนหลับ เจ้าเบาเสียงหน่อย
คุณหนูอ่านหนังสือเป็นเพื่อนคุณชายสามอยู่นาน
เพิ่งจะได้หลับไปสักพัก”
นํ้าเสียงของซงจือคล้ายไม่สามารถระงับความ
ตื่นเต้นไว้ได้ “รีบไปปลุกเจี่ยเอ๋อร์เร็วเข้า เกิด
เรื่องแล้ว”
เสวี่ยจือเงียบอยู่ชั่วครู่ เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็เริ่มตื่น
ตระหนก “เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่ เจ้าถึงได้ร้อนรน
เยี่ยงนี้ อย่างไรก็มีฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ เรียกเจี่ยเอ๋อร์
ไปจะมีประโยชน์อันใด”
“เป็นคุณหนูสี่…” ซงจือพูดต่อ “เรื่องของคุณหนู
สี่ถูกเปิดโปงแล้ว!ไม่รู้เป็นผู้ใดไปรายงานฮูหยินผู้
เฒ่า ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกคุณหนูสี่กับฮูหยินใหญ่
มาแล้ว เจี่ยเอ๋อร์ก็ทราบเรื่องนี้ พวกเราต้องรีบไป
ปลุกเจี่ยเอ๋อร์!”
อี๋หนิงฟังถึงตรงนี้ หัวใจก็สั่นสะท้าน
นางลืมตาขึ้นทันใด