พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 44
อันที่จริงอี๋หนิง ไม่มีความรู้สึกใดต่อเจิ้งมามา นาง
เพียงไม่เข้าใจวิธีการของเจิ้งมามาเท่านั้น อีกฝั่าย
เอาแต่พูดว่าเพราะอยากจะปกปั้องเสี่ยวอี๋หนิงถึง
ได้จากไป ปล่อยให้เสี่ยวอี๋หนิงอยู่ในตระกูลหลัว
อายุยังน้อยก็ได้รับความทุกข์เข็ญมากมาย โดน
วางแผนร้ายใส่ลับหลังไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เกรงว่า
เสี่ยวอี๋หนิงเองก็คงนับได้ไม่ชัดเจน
เด็กคนนี้ถูกทิ้งให้อยู่ในก้นทะเลสาบตลอดกาล ไม่
มีผู้ใดช่วยได้
อี๋หนิงพิงหน้าต่าง ลอกลวดลายลงบนกระดาษ
นางอยากจะทำแผ่นรองเข่าให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวคู่
หนึ่ง พอฝนตกท่านย่าจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดจาก
อาการไขข้อกำเริบอีกต่อไป แสงอาทิตย์ส่องผ่าน
หน้าต่าง ตกกระทบลงบนร่างของนางเงียบ ๆ อี๋ห
นิงตัวน้อยคุกเข่าอยู่ข้างโต๊ะนํ้าชาขนาดสูงใหญ่ซึ่ง
ขับให้ตัวนางยิ่งดูเป็นเด็กน้อยเปราะบาง
เสวี่ยจือเพิ่งเดินเข้าประตูมาก็เห็นอี๋หนิงกำลัง
ลอกลวดลายด้วยความตั้งใจ นางเม้มปาก ขอบ
ตาแดงเรื่ออย่างไม่อาจห้ามได้
อี๋หนิงวางพู่กันลง หยิบกระดาษขึ้นมาเปั่านํ้าหมึก
ให้แห้งพลางเอ่ยถาม “เสวี่ยจือ ข้าจะทำแผ่นรอง
เข่าให้ท่านย่าคู่หนึ่ง เจ้าว่าใช้ผ้ากำมะหยี่หรือผ้า
ไหมดี…ข้าว่าผ้ากำมะหยี่น่าจะสวมใส่สบายกว่า”
เสวี่ยจือกลับเอ่ย “เจี่ยเอ๋อร์ ท่านรีบออกไปกับ
บ่าว…” นางชะงักครู่หนึ่ง มองอี๋หนิงที่กำลังมอง
ตอบราวกับไม่เข้าใจว่านางกำลังพูดอะไรจากนั้น
นํ้าตาของนางก็ไหลรินอย่างไม่อาจสะกดกลั้น
“ท่าน…ท่านรีบ…ฮูหยินผู้เฒ่าเกิดเรื่องแล้ว!”
ประโยคสุดท้ายแหบตํ่ายิ่งนัก ทว่ากลับทำให้ทั้ง
ร่างของอี๋หนิงนิ่งค้าง
ในจวนเกิดความโกลาหลวุ่นวายอย่างที่ไม่เคย
ปรากฏมาก่อน บ้างก็ไปแจ้งฮูหยินของบ้านต่าง
ๆ บ้างก็ไปยังหน่วยงานราชการเพื่อหานายท่าน
รองบรรดาสาวใช้ต่างก็วิ่งกันวุ่น
อี๋หนิงถูกเสวี่ยจือจูงมายังห้องด้านข้างฝังตะวันตก
สาวใช้มากมายวิ่งเข้าออกห้องฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
ในมือยกนํ้าร้อน ยกนํ้าแกงโสม สาวใช้ใหญ่เอ่ย
กับสวีมามาว่า “ปั้อนนํ้าแกงโสมไม่ได้เลยเจ้าค่ะ
ท่านว่าจะทำอย่างไรดี…”
สวีมามาไม่ใช่หมอ นางจะรู้ได้อย่างไร! สวีมามา
ตื่นตระหนกจนเหงื่อท่วมศีรษะ “ไม่ต้องปั้อนแล้ว
รอท่านหมอมาถึงแล้วค่อยว่ากัน” ขณะกำลังพูด
ท่านหมอที่ถูกห้อมล้อมด้วยสาวใช้สองสามคนก็
เดินเข้ามา สวีมามาเข้าไปต้อนรับแล้วพาท่าน
หมอเข้าไปด้านใน
เมื่อนางออกมาแล้วเห็นอี๋หนิงก็รีบเดินเข้าไปหา
ย่อตัวลงพูดด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยน “เจี่ยเอ๋อร์ ท่าน
อย่าได้กลัว ตอนนี้ข้างในอลหม่านวุ่นวายท่านรอ
อยู่ด้านนอกก่อนดีหรือไม่”
อี๋หนิงยังคงรู้สึกราวกับนี่ไม่ใช่ความจริง หลายวัน
ก่อนท่านย่ายังดูแจ่มใสอยู่เลยไม่ใช่หรือ เหตุใดจึง
ล้มปั่วยอย่างกะทันหัน
แม้จะรู้ว่าช้าเร็วก็ต้องมีวันนี้ ทว่าเมื่อวันนี้มาถึง
จริง หัวใจนางก็เกิดความรู้สึกโหวงเหวงที่ไม่อาจ
พรรณนา ไม่เคยมีผู้ใดดีต่อนางเหมือนฮูหยินผู้
เฒ่าหลัวมาก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวปกปั้องนาง
เอ็นดูนาง ชาติที่แล้วอี๋หนิงถูกลอบสังหาร หัวใจ
จึงเย็นเยียบดุจนํ้าแข็ง ไม่ง่ายเลยที่จะมีคนปฏิบัติ
ดีต่อนางเช่นฮูหยินผู้เฒ่าหลัว นางนับถืออีกฝั่าย
เป็นท่านย่าแท้ ๆ มาเนิ่นนานแล้ว
เฉินซื่อกับหลินไห่หรูมาถึงแล้ว เมื่อหลินไห่หรู
เห็นนางก็กำลังจะเดินเข้ามา ทว่าสวีมามากลับให้
ฮูหยินทั้งสองคนเข้าไปหาฮูหยินผู้เฒ่าหลัวอี๋หนิง
อยากตามเข้าไปด้วย แต่สวีมามารั้งนางไว้ สายตา
อ่อนโยนเหลือคณา“เจี่ยเอ๋อร์ ท่านรออยู่ข้างนอก
ก่อน”
อี๋หนิงทำได้เพียงเอ่ย “ข้าอยากเข้าไปดูท่านย่า”
สวีมามากล่าวว่า “ท่านยังไม่ต้องเข้าไป มีฮูหยินส
องท่านอยู่ด้านในคอยตัดสินใจ ท่านหมอกำลัง
รักษาฮูหยินผู้เฒ่า มีเรื่องอะไรบ่าวจะเรียกท่าน
…”
อี๋หนิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ถอยไปด้านข้าง สวี
มามาพูดได้ถูกต้องนางเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง อยู่
ด้านในก็ช่วยอะไรไม่ได้ หากเข้าไปมีแต่จะทำให้
วุ่นวายมากขึ้น
นางมองไปยังห้องโถงกลางที่กำลังอลหม่าน
วุ่นวาย ทันใดนั้นก็บังเกิดความรู้สึกหนาวยะเยือก
ราวกับนางยังคงโดดเดี่ยวเพียงลำพัง
คล้ายกับตอนที่นางอยู่ในปินมานานหลายปี ไม่ว่า
จะรู้สึกโกรธแค้นได้รับความชอกชํ้าระกำใจ
เจ็บปวดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้างเพียงใด ทว่า
ท้ายที่สุดก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ไม่อาจพูดสิ่งใดได้
นางเป็นเพียงคนนอกคนหนึ่งซึ่งถูกบีบบังคับให้
เฝั้าดูทุกอย่าง แต่ไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวใด ๆ ได้
ในระยะไม่ไกลมีคนกลุ่มหนึ่งค่อย ๆ ก้าวเข้ามา
เป็นหลัวเซิ่นหย่วนที่ได้รับข่าวและพาคนเดินเข้า
มา
เพียงเขาเหลือบตามองก็เห็นอี๋หนิงที่ยืนโดดเดี่ยว
อยู่ด้านข้าง สีหน้านางเลื่อนลอยเล็กน้อย นางยัง
เด็กถึงเพียงนี้ ผู้คนที่เดินไปมาไม่มีผู้ใดใส่ใจดูแล
นาง นางยืนอยู่ข้างเสาต้นสูงใหญ่ ดูโดดเดี่ยวไร้ที่
พึ่ง หัวใจของเขาราวกับถูกขยำ เขาเดินไปยัง
เบื้องหน้านางแล้วย่อตัวลงมอง “เหมยเหมย เจ้า
เป็นอะไร กลัวหรือ”
อี๋หนิงเห็นใบหน้าด้านข้างที่สง่าผ่าเผยของเขา นํ้า
เสียงของเขาไม่เคยอดทนและนุ่มนวลเช่นนี้มา
ก่อน
หลัวเซิ่นหย่วนยื่นมือไปอุ้มนางขึ้น เขารูปร่างสูง
ใหญ่ สามารถอุ้มอี๋หนิงตัวเล็ก ๆ ไว้ในอ้อมแขนได้
นํ้าเสียงของเขาสงบนิ่ง “มีข้าอยู่ เจ้าไม่ต้องกลัว”
อี๋หนิงจับสาบเสื้อของเขาไว้ หลัวเซิ่นหย่วนปลุก
นางให้ตื่นจากความหวาดกลัวที่ทำสิ่งใดก็ไม่ได้
พูดอะไรก็ไม่ได้ของตนเอง นางราวกับเพิ่งได้สติ
บัดนี้นางไม่ใช่วิญญาณที่ถูกกักขังในปินแล้ว และ
จะไม่เป็นเช่นนั้นอีก นางซุกตัวเข้ากับแผงอกอุ่น
ร้อนของหลัวเซิ่นหย่วน ผงกศีรษะ ฝืนยิ้มออกมา
“อี๋หนิงไม่กลัว”
อี๋หนิงได้สติ หากเกิดอะไรกับฮูหยินผู้เฒ่าหลัวจริง
เช่นนั้นนางก็ต้องสงบนิ่ง ทั้งยังต้องสงบนิ่งให้
มากกว่านี้
หากเกิดสิ่งใดขึ้นกับฮูหยินผู้เฒ่าหลัวจริง ผู้ใดจะ
สามารถปกปั้องนางเช่นนี้ได้อีก
อี๋หนิงซุกตัวเข้ากับแผ่นอกของหลัวเซิ่นหย่วน
ครุ่นคิดเงียบ ๆ หลังจากเป็นเสี่ยวอี๋หนิงก็ราวกับ
ว่านางได้ใช้ชีวิตวัยเด็กอีกครั้ง มีคนคอยปกปั้อง
เอ็นดูจนนางคล้ายจะหลงลืมไปแล้วว่าทั้งหมดนี้
ล้วนมีอันตรายแอบแฝงอยู่รอบด้าน
จะเป็นเช่นตอนนี้ไม่ได้แล้ว นางไม่ใช่แค่เสี่ยวอี๋ห
นิง แต่ยังเป็นหลัวอี๋หนิงที่ถูกขังอยู่ในเรือนหลังนี้
มานานยี่สิบกว่าปี ช่วงเวลาในวัยเยาว์ผ่านไปแล้ว
และในภายหน้าก็จะไม่มีอีกแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนลูบศีรษะปลอบโยนนาง ก่อนจะ
อุ้มอี๋หนิงเดินไปหาสวีมามาและเอ่ยถาม “เจิ้งมา
มาไปนานแค่ไหนแล้ว ยังสามารถตามกลับมาทัน
หรือไม่”
สวีมามาตอบ “ขึ้นเรือไปแล้ว เกรงว่าคงตามไม่
ทันแล้วเจ้าค่ะ”
บัดนี้ตระกูลหลัวเต็มไปด้วยคนชราและสตรีบอบ
บาง จึงทำได้เพียงพึ่งพาเขาเท่านั้น ใบหน้า
ด้านข้างของหลัวเซิ่นหย่วนแน่วแน่ เรียวคิ้วคม
เข้มอี๋หนิงอยู่ในระยะประชิดจึงเห็นริมฝีปากที่เม้ม
เล็กน้อยของเขาได้ชัดเจนสีหน้าเช่นนี้ทำให้ผู้คน
รู้สึกสงบปลอดภัย
หลัวเซิ่นหย่วนครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนกล่าว “ไล่
ตามทางนํ้าไม่ทันก็ควบม้าไล่ตามทางบก อำเภอ
ชิงย่วนมีสะพานโค้งอยู่ ค่อยไปดักพาคนมาจากที่
นั่น”
สวีมามารีบผงกศีรษะรับคำ ไม่แปลกใจเลยที่
คุณชายสามจะได้รับความสำคัญจากฮูหยินผู้เฒ่า
หลัว เขาไม่ตื่นตระหนกแม้จะตกอยู่ใน
สถานการณ์วิกฤต จะมีสักกี่คนที่ทำได้เช่นนี้
ในขณะนี้เอง ท่านหมอก็ออกมาจากห้องของฮู
หยินผู้เฒ่าหลัว สวีมามาเดินเข้าไปรับหน้า หมอผู้
นั้นทอดถอนใจพลางเอ่ย “ฮูหยินผู้เฒ่าโรคหัวใจ
กำเริบเฉียบพลัน แม้แต่จะขยับตัวก็ไม่ได้ พูดจา
ติดขัด อาการปั่วยนี้เกิดอย่างกะทันหัน ข้าทำได้
เพียงสั่งเทียบยาปรับสมดุลให้เท่านั้น อายุของฮู
หยินผู้เฒ่าก็มากแล้ว ครั้งนี้โรคเก่ายังกำเริบขึ้นมา
อีก…แม้จะให้ยา แต่เกรงว่าคงไม่อาจช่วยกลับมา
ได้”
เมื่ออี๋หนิงได้ยินคำหนึ่งก็รู้สึกเสียใจเพิ่มหนึ่งส่วน
นางกำสาบเสื้อของหลัวเซิ่นหย่วนแน่น เอื้อนเอ่ย
สิ่งใดไม่ออก
สวีมามารู้ว่าสุขภาพของฮูหยินผู้เฒ่าทรุดโทรมไป
นานแล้ว เดิมเจิ้งมามาเคยกล่าวว่าหากมีชีวิตได้
อีกสองปีก็ถือว่าดีมากแล้ว สวีมามาขอบตา
แดงกํ่ากล่าวสิ่งใดไม่ออกแม้สักคำ
หลัวเซิ่นหย่วนจึงเอ่ย “เช่นนั้นเชิญท่านหมอรีบ
ไปเขียนเทียบยาเถิด”พูดจบก็ให้ผู้ดูแลบ้านที่อยู่
ด้านหลังพาท่านหมอออกไป
เมื่อเห็นท่านหมอจากไปแล้ว เขาจึงก้มหน้าพูด
กับอี๋หนิง “เหมยเหมยเจ้าอยากตามข้าเข้าไป
เยี่ยมท่านย่าหรือไม่”
อี๋หนิงผงกศีรษะ หลัวเซิ่นหย่วนลูบศีรษะนางเบา
ๆ พลางเอ่ย “เจ้าไม่กลัวก็พอ”
อี๋หนิงถึงเพิ่งสังเกตว่าพี่ชายสามเรียกชื่อเล่นของ
นาง อันที่จริงนี่เหมือนกับฮูหยินผู้เฒ่าหลัว ยามที่
ใกล้ชิดสนิทสนมกับนาง หรือยามที่นางปั่วยไข้ ฮู
หยินผู้เฒ่าหลัวก็จะเรียกนางว่า ‘เหมยเหมย’
คล้ายกำลังปลอบ-ประโลม ราวกับชื่อเล่นของ
เด็กตัวน้อยจะสามารถปลอบประโลมนางได้
นางโอบลำคอของพี่ชายสาม สะกดกลั้นความ
เสียใจที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยไว้ด้านใน พี่ชายสามก็
อยากจะปลอบประโลมนาง
หลัวเซิ่นหย่วนอุ้มนางเดินเข้าไปห้องด้านใน
หลินไห่หรูกับเฉินซื่อนั่งอยู่ข้างเตียงฮูหยินผู้เฒ่า
หลัว เห็นได้ชัดว่าพวกนางได้ฟังคำของท่านหมอ
แล้ว สาวใช้ใหญ่หลายคนกำลังปาดนํ้าตา
อี๋หนิงรีบลงจากอ้อมกอดของหลัวเซิ่นหย่วน วิ่ง
ไปที่ข้างเตียงของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวซีดขาวอย่างที่ไม่เคย
เป็นมาก่อน ราวกับนางชราลงไปอีกหลายเท่าใน
ชั่วพริบตา นางยังคงลืมตา เมื่อเห็นอี๋หนิงเข้ามา
แววตาก็คล้ายสว่างวาบเล็กน้อย พูดเสียงอู้อี้ใน
ลำคอ “เหมยเหมยเหมยเหมย…”
อี๋หนิงกุมมือของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว มองอีกฝั่ายที่
ปกติร่างกายแข็งแรงแต่กลับแปรเปลี่ยนเป็น
เช่นนี้อย่างกะทันหัน จากนั้นก็ไม่อาจฝืนต่อไปได้
นางร้องไห้ออกมาเองอย่างไม่อาจสะกดกลั้น
หยาดนํ้าตาร่วงริน สะอึกสะอื้น“ข้าอยู่ที่นี่ ท่าน
ย่า ข้าอยู่นี่”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองไปยังผู้คนที่นั่งอยู่ข้างกาย
นาง หลินไห่หรูโศกเศร้าอย่างมาก กำเสื้อสาวใช้
ข้างกายจนมือซีดขาว ขอบตาของเฉินซื่อแดงกํ่า
กำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดนํ้าตาเงียบ ๆ ไม่เอื้อนเอ่ย
วาจา
อี๋หนิงที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าร้องไห้อย่างน่าเวทนา
นางยังเล็กนักสะอึกสะอื้นจนหายใจหอบ
ส่วนหลัวเซิ่นหย่วนกำลังมองนางจากระยะที่ห่าง
ออกไป แววตานั้นลึกลํ้าเกินไปราวกับบรรจุไว้ทุก
สิ่ง แต่ก็คล้ายกับไร้ซึ่งสิ่งใด
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวปล่อยมืออี๋หนิง ยื่นมือออกมา
พร้อมเอ่ยปากอย่างยากลำบาก “ข้า…อยากพูด
กับหลัวเซิ่นหย่วน พวกเจ้า พวกเจ้าออกไป…”
อี๋หนิงมองนางอย่างสับสน คล้ายยังอยากจับมือ
ของนางไว้
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกลับหลับตาลง ไม่อาจทน
มองนางได้อีก
นับตั้งแต่บัดนี้อี๋หนิงต้องทำตัวให้เคยชิน เกรงว่า
ต่อไปจะไม่มีความรักความเอ็นดูจากนางแล้ว
และไม่อาจพึ่งพิงนางได้อีกแล้ว
สาวใช้ใหญ่ด้านข้างเอ่ยขึ้น “ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการ
พูดคุยกับคุณชายสามเชิญทุกท่านออกไปก่อนเจ้า
ค่ะ”
อี๋หนิงไม่รู้ว่าท่านย่าต้องการพูดสิ่งใดกับพี่ชาย
สาม ทว่านางไม่อยากไปจากท่านย่า นางกลัวว่า
เมื่อจากไปท่านย่าก็จะไม่อยู่แล้ว เป็นหลินไห่หรูที่
อุ้มนางออกไป พานางออกจากประตู
หลัวเซิ่นหย่วนเดินมายืนอยู่หน้าเตียงของฮูหยินผู้
เฒ่าหลัว ทุกคนในห้องออกไปหมดแล้ว เสียง
ประตูปิดลงดังเอี๊ยดอ๊าด
เขามองฮูหยินผู้เฒ่าหลัวนิ่ง ๆ ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวที่
เคยกระฉับกระเฉงยามนี้เห็นทีจะยํ่าแย่แล้ว นาง
เอื้อมมือออกมาจับมือของเขาไว้ มองเขาพลาง
กล่าวเนิบช้า “ข้ามีเพียงเรื่องเดียวที่ต้องการไหว้
วานให้เจ้าทำ เจ้า…ต้องทำ!”
หลัวเซิ่นหย่วนฟังเงียบ ๆ
“เหมยเหมย…ต่อไปเจ้าต้องปกปั้องนาง!” เมื่อฮู
หยินผู้เฒ่าหลัวคิดถึงความลับของอี๋หนิงก็รู้สึก
สะพรึงกลัว นางกลัวว่าผู้อื่นจะล่วงรู้แล้วทำร้าย
อี๋หนิงดังนั้นจึงจับมือหลัวเซิ่นหย่วนไว้ เอ่ยยํ้าที
ละคำ “เจ้าจะต้อง…ปกปั้องนาง…อย่าให้ผู้อื่นล่วง
…ล่วงรู้”
หัวคิ้วหลัวเซิ่นหย่วนขมวดมุ่นเล็กน้อย คำพูดนี้
ของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวหมายความว่าอย่างไร อันใด
คือห้ามให้ผู้อื่นล่วงรู้
เป็นความลับอะไรกันแน่ที่ไม่อาจให้ผู้อื่นล่วงรู้
“เจ้า…รับปากข้า” แววตาฮูหยินผู้เฒ่าหลัวสว่าง
วาบ หลัวเซิ่นหย่วนไม่เคยเห็นสีหน้าวิงวอนเช่นนี้
บนใบหน้านี้มาก่อน “ข้ามี…มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่
วันแล้ว เจ้ารับ…รับปากข้าได้หรือไม่”
เมื่อก่อนหลัวเซิ่นหย่วนพบเพียงความเย็นชาบน
ใบหน้าฮูหยินผู้เฒ่าหลัวทว่าบัดนี้นางกำลังอ้อน
วอนเขา นางไม่มีหนทางอื่นให้เลือกแล้ว ทำได้
เพียงอ้อนวอนหลานชายสามที่มีหัวใจเย็นชาทว่า
ฝีมือร้ายกาจผู้นี้เท่านั้น หวังว่าเขาจะเห็นแก่ที่
นางกำลังจะตาย ไม่ปฏิเสธนาง
หลัวเซิ่นหย่วนคุกเข่าลง ในที่สุดก็ทอดถอนใจ
ออกมา “ท่านไม่ได้รู้คำตอบอยู่แล้วหรือ เช่นนั้น
เหตุใดถึงยังต้องร้องขอ อี๋หนิงเป็นน้องสาวของข้า
ข้าย่อมปกปั้องนาง”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า “ไม่ใช่…”
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนได้ยินก็เงยหน้าขึ้น หัวคิ้วขมวด
มุ่น
“ไม่ใช่ ดังนั้นเจ้าห้าม…ให้ผู้อื่นล่วงรู้…” ฮูหยินผู้
เฒ่าหลัวหอบหายใจราวกับฝืนหายใจต่อแทบไม่
ไหว นางรู้จักหลัวเซิ่นหย่วนดี เขาดีต่ออี๋หนิงไม่ใช่
เพียงเพราะอี๋หนิงเป็นน้องสาวของเขา ดังนั้นนาง
ถึงได้วางใจที่จะพูดด้วยความสามารถของ
หลัวเซิ่นหย่วน เขาจะต้องปิดบังความลับนี้ไว้ได้
อย่างแน่นอน นางบีบมือเขาแน่น สายตาจับจ้อง
อยู่ที่เขา เอ่ยถามด้วยนํ้าเสียงร้อนรนอีกครั้ง “เจ้า
รับปากหรือไม่”
ภายในห้องไร้เสียงความเคลื่อนไหวเนิ่นนาน
หลัวเฉิงจางกลับมาแล้ว เมื่อรู้ว่ามารดาล้มปั่วย
กะทันหัน ใบหน้าก็ซีดขาว อยากจะเข้าไปในห้อง
ทันที
เหล่าสาวใช้รีบเข้ามาห้ามเขาไว้
จนกระทั่งหลัวเซิ่นหย่วนออกมาจากด้านใน
หลัวเฉิงจางถึงได้เข้าไปจากนั้นหลัวหวยหย่วน
และหลัวซานหย่วนก็ติดตามเข้าไป
หลัวเซิ่นหย่วนมองอี๋หนิง นางยืนอยู่ข้างกายหลิน
ไห่หรู หลินไห่หรูจับมือน้อย ๆ ของนาง คราบนํ้า
ตายังไม่ทันแห้ง
“พี่ชายสาม” อี๋หนิงถามเขา “ท่านย่ายังสบายดี
อยู่หรือไม่”
หลัวเซิ่นหย่วนผงกศีรษะ ยื่นมือไปหานาง “เหมย
เหมย มาหาพี่ชายสาม”
อี๋หนิงปล่อยมือหลินไห่หรูแล้วเดินไปหาเขา
หลัวเซิ่นหย่วนอยากจะพูดสิ่งใดกัน
หลัวเซิ่นหย่วนคุกเข่าลง โอบบ่าเล็กของนางแล้ว
เอ่ย “ต่อไปไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดก็อย่าได้หวาดกลัว
ต่อไปเจ้ามีข้าคอยปกปั้องเจ้า เข้าใจหรือไม่”เขา
คล้ายกำลังกล่าวคำสัตย์สาบาน นํ้าเสียงสงบนิ่ง
ทว่าหนักแน่นนัก
อี๋หนิงไม่รู้เพราะเหตุใดเขาถึงจริงจังขึ้นมาอย่าง
กะทันหัน นางผงกศีรษะ หลัวเซิ่นหย่วนถึงได้จับ
มือนางลุกขึ้นมา อี๋หนิงชำเลืองมองเขาก็พบว่าเขา
กำลังมองไปทางท่านย่า…หัวใจนางพลันกระตุก
หรือ…หรืออาการของท่านย่าจะแย่แล้ว
ยามเย็นวันนั้นจนถึงกลางดึก ทุกคนเฝั้าอยู่นอก
ห้องฮูหยินผู้เฒ่าหลัวอาการของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
ทรุดหนักลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็ไม่สามารถพูด
อะไรได้อีก เพียงมองผ้าม่านพลางหอบหายใจแรง
คนที่ไปตามเจิ้งมามายังคงไม่กลับมา
หลัวเฉิงจางสั่งให้หลัวเซิ่นหย่วนไปเตรียมการ
เรื่องหลังจากนี้ ไม่กี่วันก่อนนายท่านหลัวเพิ่งจะ
เดินทางกลับเมืองหลวง ยามนี้ยังอยู่ระหว่างทาง
ทั้งยังมีการส่งจดหมายไปให้หลัวอี๋ฮุ่ย พี่หญิงใหญ่
ของอี๋หนิง ยามนี้ก็น่าจะอยู่ระหว่างทางแล้ว
เช่นกัน
ยามรุ่งเช้ายังไม่มีเรื่องราวใดเปลี่ยนแปลง ฮูหยิน
ผู้เฒ่าหลัวยังคงสลบไสล แม้จะไม่ได้สติ ทว่ายังมี
ลมหายใจ
ทุกคนอดนอนมาทั้งคืน ดวงตาแดงกํ่า เซวียน
เกอร์ถูกอุ้มกลับไปที่ห้องของเฉียวอี๋เหนียงตั้งนาน
แล้ว หลัวอี๋ซิ่วก็กลับไปก่อน ส่วนหลัวอี๋อวี้กับหลัว
อี๋เหลียนยังคงคุกเข่าอยู่
เสวี่ยจือเกลี้ยกล่อมให้อี๋หนิงกลับไปพักผ่อนก่อน
แต่อี๋หนิงไม่ยอมไปท่านย่ายังคงเป็นเช่นนี้ เรื่องไม่
คาดคิดอาจเกิดได้ทุกเมื่อ เฉินซื่อมองนางที่มี
สภาพอย่างนี้ก็ขมวดคิ้วมุ่น “อี๋หนิง เจ้าเป็นห่วง
ท่านย่าเป็นเรื่องดี แต่หากเจ้าปั่วยจะไม่ถือเป็น
การเพิ่มภาระให้พวกเราหรอกหรือ เจ้าดูพี่หญิง
ห้าของเจ้าสิ นางยังกลับไปก่อน”
อี๋หนิงเงียบ ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงลุกขึ้นมองเฉิน
ซื่อ ยามเฉินซื่อกล่าวคำ นํ้าเสียงราบเรียบ ไม่ได้
ชายตาแลนางสักนิด
หากไร้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวคอยสนับสนุน อี๋หนิงจะ
นับเป็นอะไรได้อีก นางจึงไม่มองอี๋หนิงอยู่ใน
สายตา
อี๋หนิงเอ่ยเสียงราบเรียบ “ปั้าสะใภ้กล่าวได้
ถูกต้อง” จากนั้นก็ไม่พูดสิ่งใดอีก ถอยออกไปจาก
เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
ตรงลานกว้าง ดวงตะวันเริ่มปรากฏ วันนี้แสง
อรุณดูสว่างไสวเป็นพิเศษหลังเข้าสู่ฤดูสารทก็ยาก
นักที่จะพบบรรยากาศแจ่มใสเช่นนี้
อี๋หนิงมองดวงอาทิตย์ที่ลอยอยู่ตรงขอบฟั้า แสง
ตะวันแยงตา นางนึกถึงตนเองที่นอนอยู่บนตั่งไม้
ดวงอาทิตย์ส่องแสงสร้างความอบอุ่น ฮูหยินผู้
เฒ่าหลัวทำรองเท้าให้นางอยู่ด้านข้าง แม้มือจะ
เหี่ยวย่นด้วยความชรา ทว่ากลับนุ่มลื่นดุจผ้าไหม
ชั้นดี บางทีมือนั้นก็ลูบศีรษะนาง ยิ้มพลางเอ่ย
“ต่อไปไม่รู้ว่าอี๋หนิงของพวกเราจะแต่งงานกับคน
อย่างไร…”
ทันใดนั้นด้านหลังมีเสียงเอะอะโกลาหล มีคน
กำลังตะโกนเรียกฮูหยินผู้เฒ่า มีคนกำลังเรียก
ท่านหมอ
อี๋หนิงคล้ายรับรู้ถึงอะไรบางอย่าง รีบก้าวเท้าวิ่ง
กลับไปทันที
นางไม่สนใจเสวี่ยจือ ไม่สนใจคำสั่งของปั้าสะใภ้
นางกลัวแค่ตนเองจะไปไม่ทัน!
“ท่านย่า” อี๋หนิงวิ่งไปหน้าประตู บุกเข้าไปด้าน
ใน นางมองฮูหยินผู้เฒ่าหลัวที่เบิกตากว้างด้วย
ความตกตะลึง ทว่าท่านย่าไร้ซึ่งลมหายใจแล้วมือ
ก็ไร้การเคลื่อนไหวแล้ว
“ท่านย่า…” อี๋หนิงตะโกนเรียกอีกครั้ง ร้องไห้
เสียงดังทันที นางจับชายแขนเสื้อของฮูหยินผู้เฒ่า
หลัวไว้ ร้องไห้เสียงดังราวกับเด็กน้อย “ข้าเพิ่งไป
…ท่านอย่าไป ขอร้องท่านเถิด…” นางคุกเข่าลง
ข้างเตียง ผู้อื่นจะพยุงนางอย่างไร นางก็ไม่ลุกขึ้น
เฉินซื่อตกตะลึง นิ่งค้างอยู่กับที่ กล่าวสิ่งใดไม่
ออกอยู่นาน