พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 5
หลังจาก ให้อาหารปลากับหลัวอี๋ซิ่วเสร็จ พวก
นางกลับไปสายเล็กน้อยฮูหยินผู้เฒ่าหลัวไม่พอใจ
จึงห้ามอี๋หนิงออกมาอีก
จากนั้นฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็ลงมือสอนหนังสืออี๋หนิง
ด้วยตนเอง
ตระกูลหลัวเป็นตระกูลบัณฑิต แม้เป็นบุตรสาวก็
ต้องเรียนหนังสือเขียนอักษร ดังนั้นบิดาของอี๋ห
นิงจึงตั้งใจเชิญอาจารย์หญิงมาสั่งสอนบรรดา
คุณหนูในจวน อี๋หนิงกำลังปั่วยไม่อาจเข้าเรียนได้
แต่เมื่อว่างไม่มีสิ่งใดทำจึงลงมือฝึกลายมือสุนัข
เขี่ยของตน
อี๋หนิงฟุบตัวบนโต๊ะเล็กอย่างยากลำบาก
ชาติที่แล้วตอนที่นางยังไม่ออกเรือนก็บังคับ
ตนเองให้ฝึกเขียนอักษรทว่าฝึกฝนอยู่นานหลายปี
ก็เพียงฝืนให้เป็นตัวอักษรเท่านั้น นางคิดว่าบางที
ตนอาจไม่มีพรสวรรค์ด้านหนังสือ ดังนั้นจึงทุ่มเท
แรงกายแรงใจทั้งหมดกับงานเย็บปักถักร้อย บัดนี้
ฐานะของบุตรีสายตรงนี้สูงศักดิ์เกินไป วงศ์
ตระกูลก็เยี่ยมยอดเกินไป หากไม่เรียนหนังสือ
เกรงว่าจะไม่ได้การ
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวให้สาวใช้เอาสมุดคัดอักษรเข้ามา
ทั้งยังสั่งให้เปิดบานกั้น นางนั่งอยู่ด้านข้าง มอง
อี๋หนิงฝึกฝนพลางกล่าว “ท่านพ่อของเจ้าเป็น
บุตรที่ข้ามีเมื่อตอนที่อายุมากแล้ว แม้ทุกคนจะ
รักเอ็นดูเขา ทว่าข้ากลับไม่กล้าปล่อยปละหย่อน
ยาน ดังนั้นเขาจึงสามารถเขียนบทความชั้นดี
ออกมาได้ ส่วนท่านแม่ของเจ้ามาจากตระกูลกู้
ถือเป็นสตรีเฉลียวฉลาด เจ้าห้ามทำให้พวกเขา
เสียหน้า”
อี๋หนิงผงกศีรษะหงึกหงัก ก้มหน้าคัดอักษร
หลังจากนั้นไม่นานฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็มองนางอีก
ครั้ง กลับพบว่านางผล็อยหลับไปบนโต๊ะยาวเสีย
แล้ว แก้มอ่อนนุ่มของเด็กน้อยแนบบนกระดาษมี
ร่องรอยเปรอะเปือนของนํ้าหมึก ผิวขาวดุจ
ซาลาเปา ไฝสีชาดตรงหางคิ้วเม็ดนั้นดูน่ารักยิ่งนัก
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองแล้วก็ยิ้ม ก่อนจะสั่งสวีมามา
เสียงเบา “อุ้มนางเข้าไปนอนเถิด”
อี๋หนิงฝึกคัดตัวอักษรจนเผลอหลับ เมื่อตื่นมา
พบว่าตนนอนอยู่ในห้องเล็กด้านข้างก็รู้สึกละอาย
ใจเล็กน้อย หลังจากนางเปลี่ยนเป็นเด็กก็มีนิสัย
ของเด็กจริงเสียด้วย ระหว่างคัดอักษรยังเผลอ
หลับได้ ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเห็นว่าในที่สุดนางก็ตื่น
เสียทีจึงให้สาวใช้จัดโต๊ะอาหารคํ่า
อี๋หนิงรู้สึกว่าการคัดตัวอักษรเหนื่อยจริง ๆ หลัง
กินข้าวหมดถ้วยหนึ่งยังเพิ่มโจ๊กข้าวเหนียวพุทรา
แดงอีกเต็มถ้วย ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ย “หากว่ากัน
ตามหลักการ ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าต่างมี
ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ ไฉนเจ้าจึงไม่ได้
ความเล่า”
อี๋หนิงเองก็จนปัญญา หากชาตินี้จะให้ถูกเรียกว่า
สตรีเก่งกาจคงหมดหวังแล้ว นางทอดถอนใจ
“ท่านย่า ข้าก็อยากคัดอักษรให้ดี แต่ทันทีที่เห็น
หนังสือก็รู้สึกง่วง ข้าก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนี้เจ้า
ค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวยิ้มพลางลูบศีรษะหลานสาว
“พี่ชายใหญ่กับพี่ชายรองของเจ้าจะกลับมาแล้ว
หลายวันก่อนหน้าเจ้าไม่ได้บอกว่าจะคัดอักษรให้
ดีไว้อวดพี่ชายทั้งสองหรอกหรือ เหตุใดจึงเกียจ
คร้านเสียแล้ว”
พี่ชายใหญ่กับพี่ชายรองที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
กล่าวถึงคือบุตรชายแท้ ๆของเฉินซื่อแห่งบ้าน
หลัก หากจะกล่าวไป เฉินซื่อก็ช่างมีวาสนานัก
แม้ท่านลุงของอี๋หนิงจะมีอนุ แต่ก็มีบุตรีจากอนุ
เพียงสองคน ส่วนเฉินซื่อกลับให้กำเนิดบุตรสาย
ตรงชายสองหญิงสอง
ตรงกันข้ามกับหลินไห่หรูที่ไร้วาสนาเช่นนี้
หลังจากแต่งเข้ามาก็ไร้ทายาท เพราะเหตุนี้นาง
จึงไม่มีจุดยืน ถูกเฉียวอี๋เหนียงเหยียบหัวอยู่เป็น
นิจหลังจากเฉียวอี๋เหนียงให้กำเนิดบุตรชาย หลัง
ก็ยิ่งเหยียดตรงเรื่อย ๆ
พี่ชายทั้งสองถูกเฉินซื่ออบรมสั่งสอนให้มีนิสัย
สุภาพอ่อนโยน มักปฏิบัติต่อบรรดาน้องสาวเป็น
อย่างดี เสี่ยวอี๋หนิงชอบพี่ชายต่างครอบครัวทั้ง
สองคนนี้นัก หลายวันก่อนพวกเขาเดินทางไป
เคารพอาจารย์ท่านหนึ่งด้วยกัน เสี่ยวอี๋หนิงยัง
คิดถึงพวกเขาอยู่หลายวัน
ทว่าอี๋หนิงย่อมไม่ได้สนใจสิ่งใดในตัวพี่ชายสองคน
นี้ พี่ชายต่างครอบครัว ต่อให้สนิทสนมอย่างไรก็
เป็นคนละครอบครัว ไม่มีทางเทียบกับน้องสาว
แท้ ๆ สายตรงได้
ผ่านไปไม่กี่วัน พี่ชายสองคนนั้นก็กลับมา
หลัวอี๋อวี้กับหลัวอี๋ซิ่วมีความสุขมาก ห้องทางฝัง
ประจิมเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยหัวเราะครื้นเครง
หลัวหวยหย่วนกับหลัวซานหย่วนเอาของขวัญ
มากมายมาแจกจ่ายให้บรรดาน้องชายน้องสาว
หลัวอี๋อวี้กับหลัวอี๋ซิ่วได้รับปินหยกมรกตทรงนํ้า
เต้า ส่วนของอี๋หนิงได้กำไลหยกเหอเถียนอวี้
[1] สองวงหยกทั้งสองวงคล้องเกี่ยวกัน เมื่อสวม
ใส่ก็จะเกิดเสียงดังกรุ๋งกริ๋ง วิจิตรงดงามนัก ของ
หลัวอี๋เหลียนเป็นปั้ายหยกฮกลกซิ่ว ส่วนหลัวเซ
วียนหย่วนที่อายุสามขวบได้รับกุญแจอายุยืนหนึ่ง
ดอก
หลัวอี๋ซิ่วไม่เคยใส่ใจเรื่องเล็กน้อย ทว่าหลัวอี๋อวี้ก
ลับเหยียดริมฝีปากเอ่ยรำพึงรำพัน “เหตุใดของ
น้องสาวเจ็ดจึงงดงามกว่า”
วันนี้หลัวอี๋อวี้สวมชุดสีชมพูอ่อนขาว กระโปรงปัก
สีขาวหิมะ สายคาดเอวสีเขียวเข้ม ขับเน้นให้ดู
เพริศพริ้งโดดเด่นยิ่งนัก
เฉินซื่อรู้ว่าบุตรสาวคนโตของตนมีนิสัยไม่ยอม
ผู้ใดมาแต่ไหนแต่ไร นางจึงวางถ้วยชาลงแล้ว
กล่าวเสียงเรียบ “น้องสาวของเจ้าอายุยังน้อย
ของขวัญจะดีกว่าพวกเจ้าก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา”
อี๋หนิงเขย่ากำไลทั้งสองวง ช่างสวยยิ่งนัก นางสั่ง
ให้เสวี่ยจือเก็บรักษาไว้ให้ดี
ขณะนั้นเองก็มีสาวใช้เข้ามายอบกาย กล่าวว่า “ฮู
หยินผู้เฒ่า คุณชายสามมาคารวะเจ้าค่ะ”
อี๋หนิงได้ยินประโยคนี้จึงหันไปมองที่ประตูโดยไม่
รู้ตัว เมื่อร่างผอมสูงปรากฏขึ้น ทุกคนก็มองไปที่
เขาอย่างอดไม่ได้ หลัวเซิ่นหย่วนคารวะฮูหยินผู้
เฒ่าด้วยท่าทีไม่แข็งกร้าวหรือถ่อมตัวจนเกินไป ฮู
หยินผู้เฒ่าหลัวให้เขานั่งลง
อี๋หนิงมองเขา เมื่อเห็นเขาสวมชุดคลุมลายใบไผ่สี
ฟั้าอ่อนตัวหลวมก็คิดในใจว่าเขาคงชอบลายใบไผ่
ไม่น้อย ยามสาวใช้ยกนํ้าชามาให้ เขาก็ใช้มือขวา
ยกถ้วยชาขึ้น ระหว่างที่แขนเสื้อร่นลง อี๋หนิงก็
สังเกตเห็นรอยแผลเป็นน่ากลัวรอยหนึ่งตรง
บริเวณหลังมือของเขา เมื่อคิดได้ว่าเกิดจากการ
ช่วยชีวิตเสี่ยวอี๋หนิง อี๋หนิงก็รู้สึกว่ารอยแผลเป็นนี้
ช่างทิ่มแทงตาเหลือเกิน
ไอร้อนจากถ้วยชาลอยอบอวล แสงอาทิตย์ในช่วง
ปลายฤดูวสันต์กำลังดีขับเน้นให้ใบหน้าหล่อเหลา
ด้านข้างของหลัวเซิ่นหย่วนดูสงบนิ่งมากขึ้น ราว
กับเขาไม่เห็นความครื้นเครงทั้งมวลในที่นี้
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มพลางกล่าว “หวยหย่วนเอ็นดู
เหมยเหมยของพวกเราเด็กคนนี้ก็คิดถึงพวกเจ้า
หลายวันก่อนยังพูดกับข้าว่าจะตั้งใจคัดอักษรให้
พี่ชายทั้งสองดู เฝั้ารอคอยให้พวกเจ้ากลับมา
พวกเจ้าดูสิ ตัวอักษรของนางไม่ใช่ว่าดูดีกว่าแต่
ก่อนแล้วหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวให้เสวี่ยจือหยิบกระดาษตัวอักษร
ที่อี๋หนิงเขียนออกมาให้ทุกคนชม หลัวหวยหย่วน
ดูแล้วก็ยิ้ม “มีความก้าวหน้าไม่น้อย เหมยเหมย
พี่ชายใหญ่มอบพู่กันขนจิ้งจอกเงินให้เจ้าด้ามหนึ่ง
เจ้าใช้คล่องมือหรือไม่”
อี๋หนิงทำได้เพียงตอบว่า “คล่องมือ คล่องมือเจ้า
ค่ะ”
เมื่อเห็นว่าถึงยามเที่ยงแล้ว เฉินซื่อก็รู้สึกเกรงใจที่
จะอยู่กินอาหารที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว นาง
จึงพาบุตรชายบุตรสาวลากลับไป
ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับรั้งรอ เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะหยิบห่อกระดาษห่อหนึ่งออกมาจากในอก
เสื้อ
“ท่านย่า นี่คือขนมเถาเพี่ยนที่เรือนของหลานทำ
ขึ้น ข้าชิมแล้วรสชาติหอมนุ่มละมุนลิ้น จึงได้แบ่ง
ส่วนหนึ่งมาให้ท่านขอรับ”
เขาวางห่อกระดาษลงบนโต๊ะตัวเล็ก
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวปรายตามอง ก่อนเอ่ยเสียง
ราบเรียบ “ขนมเล็กน้อยเรือนข้าก็ทำ ไม่ต้อง
รบกวนนํ้าใจนี้ของเจ้า เจ้าเอากลับไปเถอะ”
หลัวเซิ่นหย่วนนั่งนิ่งไม่ไหวติง
อี๋หนิงซึ่งกำลังดื่มนํ้าแทบสำลัก นางเงยหน้ามอง
หลัวเซิ่นหย่วนที่มีสีหน้าสงบนิ่ง ในใจก็ราวกับถูก
ลูกแมวข่วน คิดอยากรับของสิ่งนี้แทนฮูหยินผู้
เฒ่าหลัว
หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มหยันตนเอง “เช่นนั้นก็เป็น
หลานที่คิดมากไป” เขาเอาห่อกระดาษเก็บเข้าใน
อกเสื้อ ลุกขึ้นกล่าวลา
ในที่สุดอี๋หนิงก็อดกลั้นไม่อยู่ นางกระแอมกระไอ
เสียงหนึ่ง “เอ่อท่านย่าเจ้าคะ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า
อยากกินขนมเถาเพี่ยน ให้พี่ชายสามวางขนมไว้
เถิดเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวสะกิดปลายจมูกหลานสาว กล่าว
อย่างเอ็นดู “เมื่อครู่เจ้าเพิ่งกินขาหมูปรุงรสไป
ครึ่งขา ทั้งยังกินโจ๊กไปอีก จะกินขนมลงหรือ
ระวังอาหารจะไม่ย่อย”
อี๋หนิงกะพริบตาปริบ ๆ “ข้าอยากกินอีกนี่เจ้า
คะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเงียบอยู่ชั่วครู่ก็ทอดถอนใจ
“ช่างเถิด ช่างเถิดน้องสาวเจ็ดของเจ้าอยากกินก็
วางของไว้ที่นี่เถอะ”
หลัวเซิ่นหย่วนวางของลงบนโต๊ะเล็กอีกครั้ง ก่อน
จะคารวะแล้วถอยออกไป
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเปิดกระดาษห่อออก บิขนมสี
ขาวก้อนเล็ก ๆ ออกมาคำหนึ่งแล้วปั้อนให้อี๋หนิง
“กินเสีย ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากกินหรือ เจ้าเด็กไม่รักดี
ขนมแค่นี้พวกเราทำไม่ได้หรือไร ต้องให้พี่ชาย
สามของเจ้าทิ้งไว้ให้อีก”
อี๋หนิงยิ้มอย่างละอายใจ กินขนมในมือฮูหยินผู้
เฒ่าหลัว หลังจากนั้นก็กินคำที่สอง คำที่สาม
กระทั่งขนมถูกส่งมาทั้งชิ้น นางถึงได้กอดแขนฮู
หยินผู้เฒ่าหลัวไว้ “ท่านย่า ข้ากินขาหมูไปครึ่งขา
แล้ว กินขนมไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ”
“ดูก็รู้ว่าเจ้ามีความคิดพิเรนทร์” ฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
จิ้มหว่างคิ้วของหลานสาว “อาหารไม่ย่อยแล้ว
กระมัง เสวี่ยจือ ไปต้มนํ้าแกงบ๊วยมาให้เหมยเจี่ย
เอ๋อร์ดื่ม”
นอกเรือนทิศประจิม หลัวเซิ่นหย่วนยืนอยู่ใต้ต้น
ไห่ถังที่เพิ่งออกดอกแรกแย้ม ฟังเสียงสนทนา
ระหว่างฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกับอี๋หนิงที่อยู่ด้านใน
บ่าวที่ติดตามเขาถามเสียงเบา “คุณชายสาม
ข้าน้อยไม่เข้าใจขอรับในเมื่อท่านรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่า
หลัวไม่ชอบท่าน ไม่มีทางรับของจากท่าน แล้ว
เหตุใดจึงยังส่งเข้าไปอีกเล่าขอรับ”
หลัวเซิ่นหย่วนแหงนหน้ามองดอกไห่ถังที่บาน
สะพรั่งเต็มต้น กล่าวเสียงเนิบช้า “เจ้าจะเข้าใจ
สิ่งใด” เสียงหัวเราะของเด็กหญิงในห้องดังกังวาน
สดใสราวกับเด็กน้อยที่ไร้ความกังวลใด ๆ ไม่นาน
เขาก็ชักสายตากลับ เอ่ยว่า“ไปเถิด”
ภายในห้อง เฉินซื่อจุดไฟสว่าง
หลังกลับมาจากเรือนฮูหยินผู้เฒ่าหลัว นางก็
หารือเรื่องการเรียนกับบุตรชายทั้งสอง หลัวอี๋ซิ่ว
ง่วงนอน ผล็อยหลับไปในอ้อมแขนของมารดาไม่
นานก็มีสาวใช้เข้ามารายงานว่าคุณหนูสามเก็บตัว
เสียใจอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกมากินมื้อคํ่า
หากไม่พูดถึงก็ยังดี แต่เมื่อพูดขึ้นมาเฉินซื่อก็ไม่
พอใจ จึงสั่งคนให้ไปเรียกหลัวอี๋อวี้มา เมื่อเห็นอีก
ฝั่ายปันหน้าบึ้งตึงก็เอ่ยสั่งสอน “เจ้าถึงวัยปักปิน
แล้ว เหตุใดจึงไม่รู้ความยิ่งกว่าซิ่วเจี่ยเอ๋อร์อีกเล่า
รู้สึกไม่พอใจหรือถือสาหาความกับเด็กตัวเล็ก ๆ
พูดไปก็มีแต่จะทำให้ผู้อื่นหัวเราะ น้องสาวเจ็ด
ของเจ้าอายุน้อยกว่าเจ้า ทั้งยังเป็นที่โปรดปราน
ของท่านย่า ยอมให้หน่อยจะเป็นไรไปเล่า”
หลัวอี๋อวี้ถูกอบรมสั่งสอนไปชุดหนึ่งก็กล่าวด้วย
ความน้อยเนื้อตํ่าใจ“ข้าโมโหพี่ชายใหญ่ เหตุใดถึง
ดีกับน้องสาวเจ็ดมากกว่าข้า”
เฉินซื่อแค้นที่เหล็กไม่อาจเป็นเหล็กกล้า[2] เอ่ย
เสียงเย็นเยียบ“หลัวอี๋หนิงไม่มีมารดาคอยอบรม
จึงจองหองไปบ้าง ทว่าเจ้าเป็นลูกที่ข้าให้กำเนิด
เลี้ยงดูอบรมมาอย่างดี แต่บัดนี้กลับเลี้ยงจนนิสัย
เสียแล้ว เหตุใดเจ้าจึงไม่คิดว่ารูปลักษณ์
ความสามารถของเจ้ามีสง่าราศีกว่านาง ตำแหน่ง
ขุนนางของท่านพ่อก็สูงกว่าท่านอาของเจ้า พี่ชาย
ทั้งสองคนของเจ้าก็เรียนหนังสือเก่ง ในภายหน้า
หากสามารถสอบผ่านจงจวี่[3] กับจิ้นซื่อได้ หลัว
อี๋หนิงจะเทียบกับเจ้าได้อย่างไร เจ้าดูอี๋ซิ่วสิ เหตุ
ใดจึงไม่เคยกล่าวสิ่งใดสักครั้ง”
หลัวอี๋ซิ่วที่ถูกเอ่ยนามแหงนหน้าขึ้นมาจากใน
อ้อมแขนของเฉินซื่อด้วยอาการสะลึมสะลือ
หลัวอี๋อวี้โมโหก็เพราะจุดนี้
ทั้งที่ทุกคนเป็นพี่ชายน้องสาวของนาง เหตุใดหลัว
อี๋ซิ่วจึงชอบอี๋หนิงมากกว่า แม้แต่พี่ชายทั้งสองคน
ก็ยังดีต่ออี๋หนิงมากกว่า ทั้งที่นิสัยอี๋หนิงเย่อหยิ่ง
จองหอง นางมักรู้สึกเสมอว่าไม่ว่าด้านใดอี๋หนิงก็
ไม่อาจทัดเทียมนางแล้วจะให้ทนยอมให้อีกฝั่าย
อยู่เหนือกว่าได้อย่างไร
“พวกเขาทั้งสามคนล้วนชอบอี๋หนิง เห็นอี๋หนิง
เป็นพี่น้องของพวกเขาแล้ว” หลัวอี๋อวี้โมโหจนนํ้า
ตาคลอเบ้า
หลัวหวยหย่วนปลอบโยนนางด้วยนํ้าเสียง
อ่อนโยน “น้องสาว ฟังคำกล่าวนี้ของเจ้าสิ ข้ากับ
อี๋หนิง อย่างไรก็ไม่ใช่คนครอบครัวเดียวกัน แต่
เจ้าคือพี่น้องร่วมอุทร ข้าย่อมสนิทสนมกับเจ้า
มากกว่า ยังไม่ต้องกล่าวถึงหลัวอี๋หนิง แต่ใน
ครอบครัวนี้เราสองพี่น้องถือว่ามีความสัมพันธ์
ใกล้ชิดกันมากที่สุด ข้าย่อมปกปั้องเจ้ามากที่สุด
สิ่งของเหล่านี้มีราคาค่างวดใดกันน้องสาว เจ้า
ตรึกตรองให้ถี่ถ้วนเถิด ว่าข้ามอบสิ่งดี ๆ ให้นาง
ด้วยเหตุผลใด”
หลัวอี๋อวี้เบิกดวงตาที่คลอไปด้วยหยาดนํ้าตาจ้อง
มองเขา
หลัวหวยหย่วนถอนหายใจหนักหน่วง “เจ้ารู้
หรือไม่ว่าพี่สาวของอี๋หนิงฮุ่ยเจี่ยเอ๋อร์แต่งกับท่าน
โหวแห่งจวนใด”
หลัวอี๋อวี้เอ่ย “ข้าย่อมทราบ เป็นตระกูลฟูั่ติ้งเปั่ย
โหว”
“เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าตระกูลฟูั่มีสัมพันธ์อันดีกับ
ผู้ใด” หลัวหวยหย่วนถามอีกครั้ง แน่นอนว่าเขา
ไม่คาดหวังว่าน้องสาวผู้นี้จะเข้าใจจึงเอ่ยต่อ
“ตระกูลฟูั่ติ้งเปั่ยโหวมีสัมพันธ์อันดีกับตระกูลลู่ห
นิงหย่วนโหว ท่านโหวฟูั่ซ่าวและลู่เจียเสวียคบค้า
สมาคมโดยส่วนตัว ลู่เจียเสวียผู้นั้นมีอำนาจล้นฟั้า
เพราะเหตุผลนี้ ตำแหน่งของติ้งเปั่ยโหวในราช
สำนักถึงได้เป็นดั่งนํ้าขึ้น เรือย่อมลอยสูงตาม มิ
เช่นนั้นเหตุใดทุกคนถึงได้โอนอ่อนให้กับน้องสาว
เจ็ดเล่านั่นมิใช่เพราะฮุ่ยเจี่ยเอ๋อร์แต่งให้กับติ้งเปั่ย
โหวซื่อจื่อหรือ…”
หลัวอี๋อวี้รู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้ช่างซับซ้อนเกี่ยว
โยงกันไปมา ทว่านางฉลาด ถือว่าฝืนพอเข้าใจได้
โดยสรุปคือ ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนยิ่งนักนี้พัวพัน
ถึงหน้าที่การงานของเหล่าพี่ชาย ดังนั้นนางจึงไม่
ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยพลการ
หลัวอี๋อวี้ผงกศีรษะพร้อมนํ้าตา กล่าวเสียงเบาว่า
นางเข้าใจแล้ว
เฉินซื่อพรูลมหายใจ “ช่วงนี้ข้าปล่อยปละละเลย
เจ้าเกินไป ช่างเถิดต่อไปเจ้าไม่ต้องตามพวกอี๋ซิ่ว
ไปเข้าเรียนแล้ว เจ้าใกล้ถึงเวลาหารือเรื่องการ
หมั้นหมายแล้ว ข้าจะต้องอบรมเจ้าให้ดี”
——————–
[1] เหอเถียนอวี้ ถือเป็นหนึ่งในสี่หยกที่มีชื่อเสียง
ของจีน
[2] แค้นที่เหล็กไม่อาจเป็น
เหล็กกล้า หมายถึง ขัดใจที่คนที่คาดหวังไม่ได้
เป็นอย่างที่หวังไว้
[3] ลำดับชั้นการสอบจอหงวน
1. เซิงหยวนหรือซิ่วไฉ คือ ผู้สอบผ่านระดับ
อำเภอ ซึ่งจะมีการจัดสอบปีละครั้ง
2. จวี่เหริน คือ ผู้สอบผ่านระดับมณฑลหรือ
จังหวัด เรียกว่าการสอบจงจวี่ ซึ่ง 3 ปีจัดสอบ
หนึ่งครั้ง
3. ก้งซื่อ คือ ผู้สอบผ่านระดับประเทศ ซึ่งจะมี
สิทธิ์เข้าสอบระดับสูงสุด คือ ระดับราชวังแห่ง
นครหลวง
4. จิ้นซื่อ คือ ผู้สอบผ่านระดับราชวังแห่งนคร
หลวง ซึ่ง 3 ปีจัดสอบหนึ่งครั้ง