พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 59
เดือนสี่ ผืนนภาอบอุ่นแจ่มใส อากาศในฤดูวสันต์
กำลังเย็นสบาย ทันทีที่อี๋หนิงตื่นก็สั่งการให้สาวใช้
ปลูกต้นไผ่ดำในสวน
ต้นล่าเหมยที่เคยปลูกในสวนต้นนั้นไม่รอดพ้นช่วง
ฤดูเหมันต์ พวกนางขุดรากที่ตายแล้วออกมา
ก่อนจะปลูกต้นไผ่ดำลงไป อี๋หนิงจิบนํ้าอึกหนึ่งสั่ง
ให้ชิงชวี่ใส่ดินเพิ่ม
ชิงชวี่ถาม “คุณหนูเจ็ด ปลูกอย่างนี้แล้วต้นไผ่จะ
รอดหรือเจ้าคะ”
อี๋หนิงยิ้ม เห็นนางที่มีเหงื่อออกเล็กน้อยจึงยื่น
ผ้าเช็ดหน้าให้ “เหตุใดจะไม่รอดเล่า เจ้ารอดูเอง
แล้วกันว่ามันจะรอดหรือไม่”
ชิงชวี่รับผ้าเช็ดหน้าของนางมาอย่างลังเล
ผ้าเช็ดหน้าของคุณหนูเจ็ดทุกผืน หากไม่ตัดเย็บ
จากผ้าไหมหังโจวก็เป็นผ้าสูจิ่น[1] หากเป็นผ้า
ไหมหังโจวก็จะมีลายดอกไม้ที่ถูกเย็บปักอย่าง
วิจิตรประณีตโดยสาวใช้ฝีมือชั้นเยี่ยมหรือไม่ก็
เป็นคุณหนูเจ็ดเย็บปักด้วยตนเอง นางอายุยังน้อย
ทว่างานเย็บปักที่รังสรรค์ออกมาประณีตงดงาม
นัก ตนจะกล้าเอามาเช็ดเหงื่อได้อย่างไร
พอครุ่นคิดแล้ว ชิงชวี่ก็เอาผ้าเช็ดหน้าเก็บไว้ใน
อ้อมแขน
อี๋หนิงเดินเข้าไปในเรือน ระยะนี้หลินไห่หรูยุ่งมาก
จึงละเว้นให้พวกนางไม่ต้องไปคารวะ ทุกวันเมื่อ
ตื่นมา ตอนเช้านางต้องคัดอักษร เมื่อคืนหลังจาก
เสวี่ยจืออุ้มนางกลับมาจากเรือนของพี่ชายสาม
นางก็หลับลึก วันนี้จึงตื่นแต่เช้าตรู่
อี๋หนิงจำได้อย่างเลือนรางว่าหลัวเซิ่นหย่วนกล่าว
บางสิ่งกับนาง แต่ก็ไม่แน่ชัดว่าเป็นความฝันหรือ
ความจริง เพียงได้ยินมาว่าหลัวเซิ่นหย่วนตื่นไป
คารวะท่านพ่อตั้งแต่เช้าตรู่ จากนั้นก็ออกจาก
เรือนไปทำธุระข้างนอก
ตอนนี้นางนั่งอยู่ข้างหน้าต่างบานหนึ่งในห้อง
หนังสือ กำลังทำสมาธิเขียนตัวอักษร ทันใดนั้นก็
ได้ยินเสียงคนเคาะโต๊ะหนังสือ
อี๋หนิงเงยหน้าขึ้นก็เห็นหลินเม่ากำลังยืนเอามือ
ไพล่หลัง มองห้องหนังสือของนางพลางผงกศีรษะ
“ห้องของเจ้าตกแต่งได้เรียบหรูนัก”
อี๋หนิงวางพู่กันลง เอ่ยถามเขา “วันนี้ญาติผู้พี่เม่า
ว่างหรือ”
อี๋หนิงรู้สึกว่านางยังพอรักษานํ้าใจอยู่บ้าง มีหรือที่
หลินเม่าจะว่างเพียงวันนี้ เขาราวกับคนว่างงานที่
ไม่มีอะไรทำทั้งวัน
ดวงตาเรียวยาวรูปหงส์หรี่ลง เขายังคงสวมชุดเต้า
ผาว ท่วงท่าดุจเทพเซียน ลอยพลิ้วเหนือโลกีย์
เขาพูดเสียงหนักแน่น “ข้ามีธุระ”
อี๋หนิงมองเขา ปันท่าตั้งใจฟัง
ทว่าเสียงของเขากลับเอื่อยเฉื่อยลงเล็กน้อย “ปีนี้
ญาติผู้น้องอี๋หนิงอายุสิบสองแล้วใช่หรือไม่”
อี๋หนิงมึนงงเล็กน้อย เขาจะถามเรื่องนี้ไปไย นาง
ส่ายศีรษะ “ยังขาดอีกห้าเดือน หากญาติผู้พี่เม่า
ไม่มีธุระแล้ว ข้าได้ยินว่าที่เรือนของพี่ใหญ่
บรรยากาศกำลังครึกครื้น ท่านอยากไปเยี่ยม
เยือนสักหน่อยหรือไม่”
หลินเม่าเหลือบตามองนางอย่างลึกซึ้ง มุมปากยก
โค้ง “ไม่อยาก ทว่าข้าเองก็ต้องขอตัวก่อน”
เมื่อกล่าวจบก็รํ่าลานางแล้วเดินออกไป อี๋หนิงได้
แต่มึนงงกับการมาการไปของเขา นางตัดสินใจ
แล้วว่าจะไม่ไปคาดเดาว่าคนเหล่านี้กำลังคิดอะไร
หลัวเซิ่นหย่วนคนหนึ่ง หลินเม่าก็อีกคน คนแรก
ความคิดลึกซึ้งเกินไปคนหลัง…ความคิดดูไม่ค่อย
เหมือนคนปกติ
อี๋หนิงเรียกเสวี่ยจือเข้ามา ให้ส่งบ่าวหญิงชราไป
ติดตามหลินเม่าเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาเดินวนไป
มาจนเดินผิดก็ยังไม่รู้ตัว ทว่าไม่นานเสวี่ยจือก็เดิน
ย้อนกลับมา บอกอี๋หนิงว่า “…คุณชายญาติผู้พี่ไม่
อนุญาตให้ผู้ใดติดตามเจ้าค่ะ”
หลินเม่าไปที่เรือนของหลินไห่หรู หลินไห่หรูเพิ่ง
คุยกับบ่าวหญิงชราคนหนึ่งเสร็จเรื่องยืนยันเทียบ
เชิญที่จะส่งออกไปจากบ้านรอง เมื่อเห็นหลินเม่า
เดินเข้ามา นางก็จิบชาอึกหนึ่งแล้วเอ่ย “เจ้ามาได้
ประจวบเหมาะนัก พี่สะใภ้เขียนจดหมายมาถาม
ว่าเจ้าถึงแล้วหรือยัง เจ้าก็เขียนจดหมายตอบนาง
สักฉบับ! อย่าได้รำคาญนาง นางเป็นห่วงเจ้า ข้า
ได้ยินนางพูดว่านางอยากจัดการเรื่องคู่ครองให้
เจ้า หญิงสาวคนนั้นเป็นถึงบุตรีของท่านรองเจ้า
เมืองชั้นรองเมืองหยางโจว แต่พอเจ้าฟังก็ไม่สบ
อารมณ์ หนีไปเล่นแร่แปรธาตุทันทีเจ้าอายุก็ไม่
น้อยแล้ว จะทำอะไรพวกเราก็ไม่อาจยุ่ง แต่เจ้า
ช่วยทำให้คนในครอบครัวไม่ต้องกังวลกับเรื่อง
ของเจ้าได้หรือไม่”
หลินเม่านั่งลงจิบชา ฟังหลินไห่หรูพูดอยู่นานถึง
ได้เอ่ยปาก “ท่านอาหญิง ข้าอยากแต่งกับญาติผู้
น้องอี๋หนิง”
เมื่อหลินไห่หรูได้ยินว่าเขาอยากจะแต่งงาน ใน
ที่สุดก็เผยรอยยิ้มให้หลานชาย “ดี! กระทั่ง
น้องชายหกที่อยู่ข้างห้องเจ้าก็เริ่มยุ่งกับเรื่อง
คู่ครองแล้ว หากเจ้ายังไม่แต่ง เขาจะแต่งข้าม
หน้าเจ้าได้อย่างไร หากเจ้ายังไม่รีบอีกเขาก็จะ
ร้อนรนแล้ว ข้าจะเขียนจดหมายให้พี่สะใภ้ทันที
ทว่าเจ้าบอกว่าจะแต่งกับผู้ใดนะ”
“ญาติผู้น้องอี๋หนิงขอรับ” หลินเม่าพูดอีกครั้ง
หลินไห่หรูเบิกตากว้าง
ประหนึ่งนางได้ยินเรื่องน่าสะพรึงกลัว คล้ายยัง
ปรับตัวสู่สภาวะปกติไม่ได้ เอ่ยถามอย่างตกตะลึง
“เจ้า…กำลังพูดเล่นหรือ”
แต่นางกลับเห็นหลานชายที่มักจะฉีกยิ้มตาหยีอยู่
เป็นนิจมีสีหน้าเคร่งขรึม ไร้ความทะเล้นหยอกล้อ
ใด ๆ เขาเงยหน้ามองนางด้วยสีหน้าจริงจัง “งาน
สมรสเป็นเรื่องใหญ่ มิอาจล้อเล่นได้ ข้าอยาก
แต่งงานกับญาติผู้น้องอี๋หนิง ทว่าตอนนี้นางยัง
เด็กเกินไป อย่างไรก็ต้องรออีกสามสี่ปี แต่ไม่
เป็นไร มิสู้พวกเราแลกเปลี่ยนของหมั้นหมายกัน
ไว้ก่อน หากท่านตกลงข้าก็จะกลับไปเชิญท่านแม่
มาสู่ขอนางทันที”
หลินไห่หรูคันไม้คันมือ อยากจะหยิกเขายิ่งนัก
“หลินเม่า ปกติเจ้าชอบพยศไม่เข้าร่องเข้ารอยก็
ช่างเถิด ทว่าอย่าได้เอาเรื่องพรรค์นี้มาล้อเล่น อี๋ห
นิงเพิ่งจะอายุเท่าไร! หากคำพูดนี้ถูกเผยแพร่
ออกไป ผู้อื่นจะมองเจ้าอย่างไร นอกจากนี้ เรื่อง
งานแต่งของอี๋หนิงก็ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะตัดสินใจได้”
หลินไห่หรูไม่ได้พูดต่อ เรื่องการแต่งงานของอี๋ห
นิง หลัวอี๋ฮุ่ยไม่มีทางยอมเฝั้าดูอยู่ด้านข้าง ส่วน
หลัวเซิ่นหย่วนก็ต้องยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยว แม้
ความมั่งคั่งของตระกูลหลินจะทิ้งห่างตระกูลหลัว
ไปหลายขุม ทว่าตำแหน่งขุนนางในราชสำนักของ
ตระกูลหลัวอยู่สูงเหนือตระกูลหลิน…กล่าวสรุป
เป็นประโยคหนึ่งได้ว่า นางไม่มีทางตอบตกลง!
ยามนี้ใบหน้าของหลินเม่ายังคงมีรอยยิ้มประดับ
ดังเดิม “ท่านอาหญิงท่านอย่าได้ตกใจ อายุของ
ญาติผู้น้องอี๋หนิงยังน้อย ข้าทราบดี อย่างไรข้าก็
ต้องแต่งงาน แต่ไม่ใช่เพราะยามนี้ข้ามีความคิดใด
ต่อนาง เพียงแต่ข้าไม่นึกรังเกียจ นางดูเป็นคนน่า
สนุกดี”
เมื่อก่อนหลินไห่หรูมักคาดหวังให้หลินเม่าสุขุม
ขึ้นมาสักนิด ทว่าเมื่อครู่ตอนที่ท่าทีเขาเคร่งขรึม
จริงจังกลับทำให้นางตกใจจริง ๆ กลายเป็นการ
ยิ้มร่าเช่นนี้ที่ทำให้นางสบายใจ หลินไห่หรูลอบ
พรูลมหายใจ ก่อนเอ่ยว่า “เจ้าคิดวิธีการนี้เพื่อ
หวังว่าจะได้ถ่วงเวลาแต่งงานให้ช้าออกไปเสีย
มากกว่า”
หลินเม่าส่ายศีรษะ ยกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาดื่ม
“หากยามนี้นางปักปินแล้ว ตอนนี้ให้ข้ารีบ
แต่งงาน รับนางกลับไปจะเป็นอะไรไป”
เช่นนั้นเขาก็จะได้บีบขยำแก้มนางทุกวัน เลี้ยงดู
และเล่นกับนาง
เมื่อหลินเม่าเห็นสีหน้าชั่งใจของหลินไห่หรูก็เขยิบ
เข้าใกล้เพื่อเกลี้ย-กล่อม “ท่านอาหญิง หากอี๋ห
นิงเติบใหญ่ ไม่ว่าจะกับผู้ใด นางก็ต้องแต่งอยู่ดีข้า
กับท่านต่างรู้จักถึงแก่นแท้ของกันและกันดี
นอกจากนี้ หากนางได้แต่งเข้าตระกูลหลินย่อมไม่
มีทางได้รับความเจ็บชํ้านํ้าใจ แม้ตระกูลหลินของ
พวกเราจะมีคนเยอะ บรรยากาศครึกครื้น ทว่า
ทุกคนล้วนนิสัยดี ท่านแม่ของข้ายิ่งรอแทบไม่ไหว
อยากให้ข้ารับนางกลับไปเป็นลูกสะใภ้โดยเร็ว ข้า
รู้ว่าท่านเอ็นดูญาติผู้น้องอี๋หนิง เช่นนั้นจะไม่เป็น
การดีกว่าหรือ หากพานางไปอยู่ที่บ้านของพวก
เรา”
ทันทีที่หลินเม่ากล่าวประโยคนี้ออกมา หลินไห่หรู
ก็เริ่มหวั่นไหว
ถูกต้อง อุปนิสัยของพี่ชายใหญ่กับพี่สะใภ้ดีมาก
แต่ไหนแต่ไรพี่สะใภ้น้องสะใภ้ต่างสนิทสนม
ปรองดอง ที่สำคัญหากแต่งอี๋หนิงเข้าตระกูลหลิน
ได้ตระกูลหลินก็จะเป็นถิ่นฐานของนาง! ยังมีหลิน
เม่าอีก ยามหลินเม่าอยู่ในตระกูลหลิน เขาก็
ประดุจอันธพาลน้อยผู้มีอิทธิพลของตระกูล
“จะว่าไป…” ริมฝีปากของหลินไห่หรูเริ่มแห้งผาก
นางรู้สึกว่าเรื่องนี้กะทันหันเกินไป เดิมยังรู้สึกว่า
อี๋หนิงเหมาะสมกับกู้จิ่งหมิงมากกว่า ชาติตระกูล
ของกู้จิ่งหมิงสูงส่งกว่าตระกูลหลัว ที่สำคัญยังดู
ไว้ใจได้
“หากเจ้ามีความสุขุมเช่นกู้จิ่งหมิง ข้าคงไม่กังวล”
หัวคิ้วของหลินเม่าขมวดเล็กน้อย เขารู้ว่ากู้จิ่งห
มิงเจ้าเด็กนั่นค่อนข้างได้รับความนิยมจากเด็ก
สาว ยามนี้บุตรีทั้งสองของตระกูลหลัวล้วนพึงใจ
อีกฝั่าย ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉมหรือชาติตระกูล ที่ห
ยางโจว เขาเองก็ได้รับความชื่นชอบจากบรรดา
หญิงสาวไม่น้อย ทว่าทุกคนเกรงกลัวนิสัยไม่
แน่นอนของเขา เดิมเขายังหลงนึกว่าอุปนิสัยรัก
อิสระเป็นตัวของตนเองจะไม่ใช่ปัญหา ทว่าหาก
อยากจะสร้างครอบครัว ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะ
ทำให้ผู้คนกังวลว่าเขาจะสุขุมมั่นคงไม่เพียงพอ
กู้จิ่งหมิงมีอะไรดี ทั้งวันเอาแต่ฉีกยิ้ม ปฏิบัติต่อ
ทุกคนด้วยความอ่อนโยน แม้ในใจรู้สึกเดียดฉันท์
เหยียดหยาม ทว่ากลับไม่เคยแสดงสู่ภายนอก
“ยามนี้เจ้ายังไม่ต้องรีบร้อน” เมื่อหลินไห่หรูเห็น
เขาเริ่มขบคิดอย่างลึกซึ้ง ก็รีบขุดคำเกลี้ยกล่อม
มาโน้มน้าวหลานชายที่เฉลียวฉลาดจนคล้าย
ปีศาจคนนี้ทันที “รอไปอีกสักสามปี หากเจ้ายัง
อยากจะแต่งงานกับอี๋หนิงจริงก็สอบให้ได้
ตำแหน่งหรือสร้างผลงานอะไรบ้าง พี่ชายสาม
ของอี๋หนิงเป็นถึงเจี่ยหยวน บิดาของนางยังเป็นจิ้
นซื่อ เจ้าว่านางจะสนใจคนที่ไร้ความสำเร็จอันใด
เป็นชิ้นเป็นอันหรือ ถึงยามนั้นหากเจ้ายังอยาก
แต่งงานกับนางอยู่ ข้าก็จะคิดว่าเจ้ามีความจริงใจ
ย่อมต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน”
ไร้ความสำเร็จอันใดเป็นชิ้นเป็นอัน เดิมประโยค
ทำนองนี้สำหรับหลินเม่าปราศจากพลังทำลาย
ล้างใด ๆ ทว่าวันนี้เมื่อได้ยิน หัวคิ้วเขากลับ
กระตุกโดยพลัน
ไม่ใช่ว่าเขาเรียนหนังสือไม่ได้ เพียงแต่เมื่อเกิดมา
ก็รํ่ารวยมีเงินทองทั้งยังเฉลียวฉลาด จึงเป็นที่รัก
ถูกเอาอกเอาใจอยู่เป็นนิจ ดังนั้นเขาจึงหมดความ
สนใจในเรื่องเหล่านี้
อย่ามองว่ายามปกติท่านอาหญิงดูเลอะเลือน พอ
พูดขึ้นก็ดูมีเหตุมีผลเช่นกัน หากเขากลับมาสู่ขอ
อี๋หนิงพร้อมตำแหน่งขุนนาง คิดว่าว่าที่พี่ภรรยา
สามของเขาคนนั้นคงไม่มีทางคัดค้านเป็นแน่
หลินเม่าครุ่นคิด ก่อนจะผงกศีรษะ “ในเมื่อเป็น
เช่นนี้ก็รออีกสักสามปีแล้วกัน”
หลินไห่หรูดีใจอย่างยิ่ง นางรู้ว่าหลินเม่าเป็นคน
ฉลาด หากเขาอยากรํ่าเรียนหนังสือ ตำแหน่งจวี่
เหรินก็ไม่ใช่ปัญหา! หากพี่สะใภ้รู้ว่านางสามารถ
เกลี้ยกล่อมให้หลินเม่ากลับไปเรียนหนังสือได้ คง
แทบทนไม่ไหวอยากจะส่งพระพุทธรูปทองคำมา
เป็นของกำนัลให้นาง นางถามด้วยความปีติ
“เช่นนั้นเจ้าจะไปเรียนแล้วหรือ”
หลินเม่าเหลือบตามองหลินไห่หรู พูดอย่างแช่ม
ช้า “ผู้ใดกล่าวว่าข้าจะไปเรียนหนังสือ ตรากตรำ
สิบปีก็เป็นได้เพียงขุนนางขั้นเล็ก ๆ อีกทั้งข้าก็
ไม่ได้ฉลาดปราดเปรื่องเหมือนหลัวเซิ่นหย่วน ข้า
ย่อมมีแผนการของตน”เขาวางถ้วยชาลง
“ขอบคุณสำหรับนํ้าชาของท่านอาหญิง สามปีให้
หลังข้าจะกลับมาสู่ขอกับท่านอีกครั้ง เรื่องนี้ท่าน
อย่าเพิ่งบอกญาติผู้น้องอี๋หนิง อย่าทำให้นางต้อง
ตกใจ”
หลินไห่หรูลอบคิดว่านางย่อมไม่มีทางพูดออกไป
จากนั้นก็มองหลินเม่าบอกลาจากไป
ตอนเที่ยง เมื่ออี๋หนิงมากินข้าวที่เรือนของหลินไห่
หรูก็เห็นแม่เลี้ยงพินิจนางตั้งแต่บนจรดล่าง จึง
เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านแม่…ท่านกำลัง
พินิจสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ”
หลินไห่หรูพินิจพิเคราะห์อยู่หลายครา ก่อนจะฝืน
ยิ้มออกมา “ไม่มีอะไร มื้อเที่ยงแม่นึ่งสาลี่ไว้ให้เจ้า
แม่จะให้คนไปยกมา ช่วงบ่ายพวกเราไปดูสินสอด
ของพี่ชายใหญ่เจ้าด้วยกัน”
สาลี่นึ่งลูกนั้นวางอยู่บนถาดเคลือบสีขาวหิมะ
ด้านในใส่ข้าวเหนียวชวนเปั้ย เก๋ากี้ ทั้งยังราดด้วย
นํ้าผึ้งสองช้อน กลิ่นหอมหวานชวนกินยิ่ง
เพิ่งจะกินมื้อเที่ยงเสร็จ หลัวอี๋เหลียนก็พาเซวียน
เกอร์เข้ามาเพื่อไปยังบ้านหลักพร้อมกัน เซวียน
เกอร์จูงมือพี่สาว ยิ้มพลางเอ่ยกับนาง “…ท่านพ่อ
ถามข้าว่าการเรียนเป็นอย่างไรบ้าง ข้าจึงบอกว่า
พี่สาวสอนข้าท่องบทกลอนเมื่อท่านพ่อได้ยินก็
อารมณ์ดียิ่งนัก!” เขาพูดพลางเดินเข้ามาด้านใน
นับวันเซวียนเกอร์ก็ยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้
ชัดว่าไม่คล้ายเฉียว-อี๋เหนียงสักนิด แต่กลับ
ประหนึ่งหลัวเฉิงจางที่พิมพ์สลักร่างออกมา เพียง
แค่ดูอ่อนเยาว์กว่าเท่านั้น
เมื่อหลินไห่หรูเห็นก็รู้สึกไม่สบายใจนัก มายามนี้
ยังต้องได้ยินคำกล่าวบิดาเมตตาบุตรกตัญู
เหล่านั้นอีก นางให้หลัวอี๋เหลียนพาเซวียนเกอร์
นั่งลงด้วยท่าทีเรียบเฉย ส่วนตนเองเดินเข้าไป
เปลี่ยนชุดในห้องด้านในเพื่อจะได้ออกไปพร้อม
กัน
หลัวอี๋เหลียนลูบศีรษะของน้องชาย เซวียนเกอร์
ยิ่งมีความสุข ตอนนี้หลัวอี๋เหลียนถึงได้เอ่ยเนิบช้า
“เซวียนเกอร์ เหตุใดจึงไม่ทักทายพี่หญิงเจ็ดเล่า”
เซวียนเกอร์คล้ายเพิ่งสังเกตเห็นอี๋หนิง ท่ามกลาง
การเร่งเร้าของหลัวอี๋เหลียน จึงขานเรียก “พี่
หญิงเจ็ด!”
อี๋หนิงวางช้อนเล็กในมือลง ยิ้มให้เขา “ดูเหมือน
เซวียนเกอร์จะสูงขึ้นอีกแล้ว”
เซวียนเกอร์ผงกศีรษะ เขาจับมือหลัวอี๋เหลียน
ยื่นคอมองเข้าไปในห้องด้านใน เขาเห็นรูปปันเจ้า
แม่กวนอิมองค์หนึ่งตั้งประดิษฐานอยู่ที่ห้อง
ด้านข้างฝังประจิมจึงเอ่ยถามหลัวอี๋เหลียน “ท่าน
พี่ นั่นคือพระโพธิสัตว์กวนอิมใช่หรือไม่ขอรับ”
หลัวอี๋เหลียนประคองแผ่นหลังของเซวียนเกอร์
เอาไว้ ตอบด้วยนํ้าเสียงนุ่มนวล “นี่คือเจ้าแม่
กวนอิมประทานบุตร จะได้ประทานน้องชายมา
ให้เซวียนเกอร์อย่างไรเล่า ต่อไปฮูหยินก็จะมี
น้องชายให้เซวียนเกอร์แล้ว”
เซวียนเกอร์พลันย่นจมูก “ข้าไม่อยากได้น้องชาย!
ข้าไม่ชอบน้องชาย!”
รอยยิ้มของอี๋หนิงไม่แปรเปลี่ยน เซวียนเกอร์ยัง
เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งคงไม่ถูกต้องหากนางจะไป
ถือสาหาความกับเขา
หลัวอี๋เหลียนรู้สึกว่าเซวียนเกอร์คล้ายจะพูดผิดไป
นางวางเขาลงปล่อยให้เขาเล่นอยู่ด้านข้าง ก่อน
จะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “น้องสาวเจ็ดอย่าได้ถือสา
เซวียนเกอร์เพียงพูดเล่นเท่านั้น”
“ข้าเองก็เป็นพี่สาวของเขา ไม่เป็นไร” อี๋หนิงผงก
ศีรษะให้เสวี่ยจือ“เอาผลเหอเถามาให้เขากิน”
ยามบ่ายพวกนางเดินทางไปที่บ้านหลักพร้อมกัน
ที่บ้านหลักกำลังเตรียมสินสอด จัดได้ถึงยี่สิบหาบ
เตรียมขนไปยังบ้านของเจ้าสาว
คุณหนูที่หลัวหวยหย่วนกำลังแต่งรับเข้ามาคือ
บุตรีของใต้เท้าโจวแห่งอำเภอสวี่สุ่ยเขตข้างเคียง
ไม่นับว่าห่างไกลนัก อาจเป็นเพราะความ
ประหม่าก่อนแต่งงาน หลัวหวยหย่วนถึงได้หลบ
ไปอยู่ที่เรือนหน้า ในห้องใหญ่มีเฉินซื่อกับบรรดา
ฮูหยินกำลังสรวลเสกันอย่างครึกครื้น
เมื่อเห็นหลินไห่หรูพาเด็กจากบ้านรองเข้ามา เฉิน
ซื่อก็เรียกให้อี๋หนิงเข้าไปโดยเฉพาะ ก่อนจะ
แนะนำให้บรรดาฮูหยินรู้จัก “นี่คืออี๋หนิง เซิ่นหย่
วนคือพี่ชายสามของนาง”
เมื่อทุกคนได้ยินชื่อของหลัวเซิ่นหย่วน อี๋หนิงก็
สังเกตเห็นประกายในดวงตาของพวกนางทันที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครอบครัวที่บุตรสาวยัง
ไม่ได้ออกเรือน
อันที่จริงนางอยากบอกบรรดาฮูหยินเหล่านี้ว่าไร้
ประโยชน์ที่จะคิด คนเช่นพี่ชายสามของนาง ไม่มี
ทางคิดถึงเรื่องแต่งงานหากยังไม่ได้ตำแหน่งจิ้
นซื่อที่สำคัญพอถึงปีหน้า เมื่อเขาสอบคัดเลือก
ช่วงฤดูวสันต์ได้เป็นจิ้นซื่อแล้ว คนที่หวังจะมา
หมั้นหมายกับเขายิ่งต้องมีมากมายมหาศาล
หลัวเซิ่นหย่วนจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรือ ยามนี้
เขาไม่มีทางยอมรับการหมั้นหมายแน่นอน
บรรดาฮูหยินดึงนางไปกล่าวยกยอปอปันอยู่พัก
ใหญ่ หลัวอี๋เหลียนนั่งจิบชารออยู่อีกด้าน รอยยิ้ม
แข็งเกร็งเล็กน้อย
เฉินซื่อไม่มีทางแนะนำบุตรสาวของอนุห้องข้าง
เช่นนางให้บรรดาฮูหยินที่มียศถาบรรดาศักดิ์
เหล่านี้ได้รู้จัก
——————–
[1] ผ้าสูจิ่น เป็นผ้าที่ตั้งชื่อตามแหล่งผลิต ‘สู’
ที่ตั้งอยู่ในแถบเสฉวน