พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 60
ยามราตรี บ้านหลักถูกประดับประดาด้วยแสงไฟ
สว่างไสว หลังจากการส่งสินสอดก็เป็นเวลารับ
มอบตัวเจ้าสาว ญาติพี่น้องจากแดนไกลของ
ตระกูลหลัวต่างมารวมตัวกัน มีบางคนที่มีสาย
สัมพันธ์ห่างไกลเกินไป หลินไห่หรูจึงไม่รู้จัก เป็น
เฉินซื่อที่จับจูงพาอี๋หนิงไปทักทายผู้คน
อี๋หนิงยิ้มพลางทำความรู้จักกับญาติจากแดนไกล
ของตระกูลหลัวจนครบถ้วน เมื่อนางถอยออกมา
เสวี่ยจือก็ส่งนํ้าให้ทันที เมื่ออี๋หนิงรับมาก็รีบดื่ม
อึกหนึ่ง ลำคอของนางแห้งผากแล้ว
ทันใดนั้นหลัวอี๋ซิ่วก็โผล่ออกมาจากด้านข้าง
กระซิบเรียกนางให้ตามตนเข้าไปยังห้องด้านใน
ห้องด้านในเงียบสงัด บรรดาสาวใช้กับบ่าวหญิง
ชราต่างคอยปรนนิบัติอยู่ด้านนอก ห้องด้านในจุด
เทียนเอาไว้ หลัวอี๋ซิ่วลากอี๋หนิงมานั่งบนตั่งไม้ข้าง
หน้าต่าง กระซิบถามว่า “เหตุใดวันนี้จึงไม่เห็น
ญาติผู้พี่หมิงของเจ้า”
อี๋หนิงเองก็ไม่รู้เช่นกัน นางแบมือออก
หลัวอี๋ซิ่วถามนางอย่างกระตือรือร้น “อี๋หนิง ญาติ
ผู้พี่ของเจ้าชื่นชมสตรีเช่นไร”
“ข้าไม่ได้สนิทกับเขา” อี๋หนิงตัดสินใจตัดไฟแต่
ต้นลม นางพูดต่อ“ท่านเพิ่งจะพบเขาไม่กี่ครั้งก็
ชอบเขาแล้วหรือ คราก่อนยังปะทะฝีปากกับพี่
หญิงหกเพราะเขาอยู่เลย”
“ที่ข้าปะทะฝีปากกับอี๋เหลียน เป็นเพราะข้าไม่
อาจทนกับพฤติกรรมเหล่านั้นของนาง” หลัวอี๋ซิ่ว
เชิดริมฝีปาก พูดเสียงแผ่วเบา “ข้าชอบเขาจริง ๆ
เขารูปโฉมน่ามองถึงเพียงนั้น ผู้ใดบ้างจะไม่ชอบ!
พี่สาวบุตรอนุของเจ้าคนนั้นก็ยังชอบเขามิใช่รึ”
อี๋หนิงคิดถึงคำประกาศหลักการสมรสของหลัวอี๋
ซิ่ว
“เช่นนั้นท่านจึงอยากแต่งงานกับเขา” อี๋หนิง
ย้อนถาม
หลัวอี๋ซิ่วได้ยินคำของอี๋หนิง นัยน์ตาก็พลันเป็น
ประกาย คล้ายนางจะชื่นชอบเขาจริง ๆ นาง
เขยิบเข้าใกล้หูของอี๋หนิง “หากข้าบอกว่าใช่ อี๋ห
นิงเจ้าจะช่วยข้าได้หรือไม่”
อี๋หนิงตั้งท่าระมัดระวังทันใด นางนึกถึงผลงานอัน
ยิ่งใหญ่ของหลัวอี๋อวี้พี่สาวของหลัวอี๋ซิ่ว ดังนั้นจึง
เอ่ยทันควัน “พี่หญิงห้า จะทำสิ่งใดต้องพึงระลึก
ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา อย่าได้กระทำการวู่วาม
ญาติผู้พี่หมิงมีชาติกำเนิดสูงศักดิ์ เขาไม่มีทาง
ยอมรับเรื่องพรรค์นี้”
หลัวอี๋ซิ่วกล่าวอย่างเคืองขุ่น “ข้าไม่ได้จะทำสิ่งใด
เพียงแค่อยากให้เจ้าช่วยสืบว่าเขาชมชอบดอกไม้
ชนิดใด ข้าจะทำสนับเข่าให้พี่ชายใหญ่กับพี่ชาย
รอง จะได้ทำให้เขาด้วยคู่หนึ่ง”
ยามนี้เพิ่งเข้าสู่ฤดูวสันต์ จะทำสนับเข่าอันใดกัน
อี๋หนิงไม่คิดจะเปิดโปงอีกฝั่าย เพียงผงกศีรษะรับ
เบา ๆ มิใช่เรื่องแปลกที่หญิงสาวซึ่งถูกเลี้ยงดูมา
อย่างทะนุถนอมให้อยู่แต่ในเรือนเช่นหลัวอี๋ซิ่วจะ
หวั่นไหวเมื่อได้พบชายหนุ่มผู้ลํ้าเลิศ ทว่าหญิง
สาวส่วนใหญ่ไม่ได้ใจกล้าเหมือนหลัวอี๋อวี้ เช่นนั้น
นางก็จะลองดูแล้วกัน แค่คำพูดเพียงประโยค
เดียวเท่านั้นมิใช่หรือ
หลัวอี๋ซิ่วถึงได้ยิ้มร่าอย่างมีความสุข นางมอบ
กำไลทองหนักอึ้งคู่หนึ่งให้กับอี๋หนิง
อี๋หนิงกลับไปที่ห้องพร้อมกำไลทองหนักคู่หนึ่ง
วันรุ่งขึ้นเมื่ออี๋หนิงตื่นขึ้นมาและเห็นกำไลที่วาง
อยู่บนโต๊ะเครื่องแปั้งก็นึกขึ้นได้ทันที
อี๋หนิงเล่นกำไลทองคู่นั้นอย่างชั่งใจ หลัวอี๋ซิ่วดีต่อ
นาง ก็แค่ช่วยอีกฝั่ายครั้งหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้
ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ นางทอดถอนใจสั่ง
ให้เสวี่ยจือเก็บกำไล ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังสวน
ไผ่
กู้จิ่งหมิงสั่งให้บ่าวรับใช้ขนย้ายโต๊ะหนังสือออกมา
วางด้านนอก กำลังวาดภาพอยู่บนโต๊ะ
เมื่อเห็นว่าอี๋หนิงมาเยือน กู้จิ่งหมิงจึงให้บ่าวรับใช้
เอาก้อนนํ้าตาลกวนซึ่งเอามาจากเจินติ้งมาให้อี๋ห
นิงลองชิม เขาเอ่ยถาม “ยากนักที่ญาติผู้น้องอี๋ห
นิงจะมาเยี่ยมเยือนข้า มีธุระสำคัญอันใดหรือ”
อี๋หนิงส่ายหน้า เดินไปที่หน้าโต๊ะหนังสือ เขา
กำลังวาดภาพวสันต์พเนจรลายเส้นวิจิตรประณีต
วาดได้เยี่ยมยอดนัก นางดูแล้วจึงเอ่ยปากชื่นชม
“ภาพวาดของญาติผู้พี่หมิงเยี่ยมยอดนัก ท่านคง
เป็นศิษย์ของอาจารย์ที่มีชื่อเสียงกระมัง”
“พี่ชายสามของเจ้าได้รับการบ่มเพาะจากใต้เท้า
ซุน น่าจะมีฝีมือการวาดภาพโดดเด่นเป็นแน่” กู้
จิ่งหมิงสะบัดพู่กันเส้นสุดท้าย ก่อนจะเรียกบ่าว
รับใช้ให้เอาภาพไปใส่กรอบ
“เขาวาดภาพไม่เป็น” อี๋หนิงพูดอย่างขอไปที
กู้จิ่งหมิงคล้ายแปลกใจเล็กน้อย อี๋หนิงจึงหัวเราะ
พลางอธิบาย “พี่ชายสามไม่ชอบวาดภาพ ทว่า
ตัวอักษรของเขานับได้ว่าไม่เลว”
กู้จิ่งหมิงยิ้มเล็กน้อย แสงอาทิตย์สาดส่องลงบน
แผ่นหลังของเขา ทำให้ชายหนุ่มชวนมองนัก เขา
ผงกศีรษะ “ในที่สุดก็มีสิ่งที่ข้าเหนือกว่าเขาเสียที
ในเมื่อเจ้าชอบภาพนั้น ข้าก็จะให้คนใส่กรอบแล้ว
เอาไปส่งให้เจ้า”
อี๋หนิงกล่าวขอบคุณสำหรับภาพวาด นางรู้สึกว่า
การถามตามตรงน่าจะเหมาะสมกว่า อย่างไรก็
เป็นแค่การถามเพียงประโยคเดียวเท่านั้นดังนั้น
จึงเอ่ย “ญาติผู้พี่หมิง ท่านชอบดอกไม้ชนิดใด
หรือ”
กู้จิ่งหมิงเอียงหน้า ปรายตามองนางคราหนึ่ง
คล้ายไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงถามเรื่องนี้
กะทันหัน ทว่ายังคงตอบ “ไม่มีที่ชอบเป็นพิเศษ
พวกดอกกล้วยไม้ก็ถือว่าไม่เลว”
“ญาติผู้น้องอี๋หนิงมาหรือ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นจากทางด้านหลังนาง
หลินเม่าเดินเข้ามาโดยเอามือไพล่หลัง สายตาที่
มองอี๋หนิงเจือด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“เจ้ามาหาข้าหรือ”
กู้จิ่งหมิงอดยิ้มไม่ได้ เลิกคิ้วขึ้น “พี่ชายห้าหลิน
นางมาหาข้าต่างหาก”
“จริงหรือ” หลินเม่ายังคงมองนางพลางยกริม
ฝีปากยิ้ม ทว่าแววตาและสายตากลับทอดนิ่ง
เป็นความจริงจังที่ไม่อาจพรรณนา
แววตานั้นต่างไปจากเดิม เมื่อเขาจ้องมาที่ดวงตา
ของนางตรง ๆ นางก็สัมผัสได้เช่นกัน
อี๋หนิงมองดวงตาของเขา จากนั้นก็พบว่าดวงตา
ของหลินเม่างดงามจริง ๆ นัยน์ตาเข้มลึกดำขลับ
กระจ่างใส คล้ายไม่ว่าเขาจะพูดสิ่งใด ทุกคนก็จะ
เชื่อว่านั่นคือความจริง นางพลันกระจ่างว่าเหตุใด
เหล่าขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ถึงได้ถูกเขาหลอกเอา
เงินสำเร็จ เพราะยามเขาประสานสายตากับนาง
ตรง ๆนั่นคือดวงตาที่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจหลีกหนี
พ้น
อี๋หนิงอดหลบสายตาของเขาไม่ได้ นางไม่เข้าใจ
ว่าเหตุใดตนถึงได้รู้สึกประหม่า
ขณะนั้นเองก็มีบ่าวรับใช้เดินเข้ามา กล่าวว่า
คุณชายสามหลัวกำลังรอนางอยู่ที่เรือนด้านข้าง
ของนาง
เมื่ออี๋หนิงได้ยินว่าพี่ชายสามต้องการพบนางก็
บอกลาคนทั้งสอง ครั้นเห็นร่างของอี๋หนิงจากไป
ไกลแล้ว หลินเม่าถึงเอ่ยกับกู้จิ่งหมิง “ต่อไปพวก
เราจะได้เกี่ยวดองสนิทสนมกันมากขึ้นแล้ว ยาม
นั้นเจ้าจะต้องเรียกข้าว่าพี่ชายห้าหลิน” เขาไม่มี
ทางยอมลดขั้นสรรพนามเรียกขานตามเจ้าเด็ก
น้อยนั่น ในตระกูลลำดับชั้นอาวุโสของเขาสูงส่ง
ไม่แน่ว่าอาจจะช่วยส่งเสริมลำดับชั้นของอี๋หนิงให้
สูงขึ้นอีกสักหน่อย
กู้จิ่งหมิงชำเลืองมองเขาด้วยความงุนงง หัวคิ้ว
ขมวดมุ่น กล่าวเตือนเขา“นางเป็นญาติผู้น้องของ
ข้า ทั้งยังเป็นน้องสาวโดยสายเลือดของหลัวเซิ่น
หย่วนท่านห้ามทำอะไรตามอำเภอใจ อี๋หนิง
กำพร้ามารดาแต่เล็ก ไม่ว่าเรื่องใดล้วนต้อง
ระมัดระวัง”
แม้ไม่รู้ว่าหลินเม่ามีแผนการอะไร ทว่าเตือนไว้
ก่อนย่อมดีกว่า อี๋หนิงยังเด็กนัก ท่านแม่ของเขาก็
ห่วงใยอี๋หนิงเป็นล้นพ้น เขาต้องคอยดูแลนาง
หลินเม่าเพียงโคลงศีรษะ “ข้าระมัดระวังยิ่งนัก”
พูดจบก็หมุนตัวเดินเข้าไปด้านใน
หลัวเซิ่นหย่วนอยู่ในห้องหนังสือของอี๋หนิง อ่าน
หนังสือพลางรอนางเมื่อเห็นอี๋หนิงเดินเข้ามา
อย่างรีบร้อนก็เลิกคิ้วขึ้น “มีคนไล่ตามเจ้ามา
หรือ”
อี๋หนิงสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมกับส่ายศีรษะ
เดินไปข้างกายหลัวเซิ่นหย่วนแล้วเอ่ยถาม
“พี่ชายสามมาหาข้ามีธุระอะไรหรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนมาหานางย่อมมีธุระ รายได้ที่เกิด
จากทรัพย์สมบัติส่วนตัวของอี๋หนิงในช่วงเวลา
สองปีที่ผ่านมา เขาใช้เวลาทั้งคืนเดินทางไป
ยังเซียงเหอเพื่อช่วยนางจัดการเรียบร้อยแล้ว
ยามนี้จึงเอามาให้นางดู
อี๋หนิงพลิกสมุดบัญชี ไม่นานก็ลืมเรื่องของหลิน
เม่าไปอย่างรวดเร็วเพราะนางค้นพบว่าในระยะ
สองปีนี้ รายได้ของร้านค้าเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว!
บัดนี้ทรัพย์สมบัติที่ท่านย่าทิ้งไว้ให้นางทั้งหมด
รวมเป็นมูลค่าถึงหนึ่งหมื่นสี่พันตำลึง
นางมองหลัวเซิ่นหย่วนอย่างตกตะลึง
นางรู้ว่าเขาเก่งกาจ แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจะเก่งกาจ
ถึงเพียงนี้!
หลัวเซิ่นหย่วนยื่นมือไปปิดสมุดบัญชีของนาง
“สิ่งเหล่านี้มีไว้ให้เจ้าดูเท่านั้น ยามนี้ยังมอบให้
เจ้าไม่ได้”
อี๋หนิงฉีกยิ้มตาหยี “ข้าย่อมทราบ” นางเรียกสวี
มามาเข้ามา ให้ไปบอกห้องครัวว่ามื้อเย็นให้
เตรียมอาหารเลิศรสหลากหลายชนิดไว้ หลัวเซิ่น
หย่วนมองนาง นางจึงเอ่ย “วันนี้ข้าเลี้ยงท่าน
เอง”
หลัวเซิ่นหย่วนมองดวงตารูปเมล็ดซิ่งที่แวววาว
เป็นประกาย คล้ายมีสัมผัสของจิตวิญญาณ
บริสุทธิ์อันแสนตราตรึง ดุจผืนนภาครามกระจ่าง
หมื่นลี้หลังพิรุณโปรย เขาคลี่ยิ้ม เอ่ยถามเนิบช้า
“เลี้ยงข้าวข้า? นั่นมิเท่ากับใช้เงินของบ้านรอง
หรอกหรือ”
เงินของบ้านรองมีเขาเป็นคนดูแล
ทว่าอี๋หนิงคิดว่าขอเพียงเจตจำนงถูกต้องก็ใช้ได้
แล้ว รูปแบบวิธีการมิใช่สิ่งสำคัญ
นางให้สาวใช้ยกกระดานหมากเข้ามา กล่าวไว้
นานแล้วว่าจะวางหมากล้อมกับหลัวเซิ่นหย่วน
ประจวบเหมาะที่สองวันนี้ฝีมือการวางหมากของ
นางก้าวหน้าขึ้นพอดี รอกระทั่งหลัวเซิ่นหย่วน
หยิบหมากสีขาว อี๋หนิงจึงหยิบหมากสีดำ นางนึก
ถึงภาพเหตุการณ์ก่อนที่อาจารย์ผู้เฒ่าซ่งจะจาก
ไปนางเพิ่งสังหารเขาจนราบคาบก็เอ่ยอย่างมั่นใจ
“ให้ท่านวางก่อน”
หลัวเซิ่นหย่วนกำลังลูบตัวหมากที่ทำจากหยก
ท่าทางเหมือนได้ยินในสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนจึง
เงยหน้ามองนาง “จริงหรือ”
แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีผู้ใดเดินหมากกับเขาแล้ว
เสนอให้เขาวางหมากก่อน
อี๋หนิงผงกศีรษะ ยอมให้หลัวเซิ่นหย่วนวางหมาก
ก่อน
หลัวเซิ่นหย่วนลูบไล้ตัวหมาก ยิ้มออกมา
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าเดินก่อน”
ในช่วงเวลาหนึ่งเค่อ อี๋หนิงก็สูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง
พ่ายแพ้ย่อยยับช่วงเวลาอีกหนึ่งเค่อถัดมา อี๋หนิง
ก็ไร้หนทางเดินหมากแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนมองนาง นางกำตัวหมากสีดำ หยก
สีดำบริสุทธิ์เคลื่อนไหวอยู่ระหว่างนิ้วมือขาว
ละเอียด หัวคิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย คล้ายกำลัง
ใคร่ครวญว่าหมากของนางค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่ความ
เพลี่ยงพลํ้าได้อย่างไร จากนั้นไม่นานนางก็เงย
หน้ามองเขา “พี่ชายสาม แท้จริงแล้วท่านเป็น
ยอดฝีมือ…”
ดูเหมือนเขาจะไม่เคยพูดว่าตนเป็นพวกไร้ฝีมือ…
“อีกรอบ” อี๋หนิงตัดสินใจยอมแพ้ตานี้ นาง
ประมาทฝีมือการเดินหมากของหลัวเซิ่นหย่วน
เกินไป ไม่ใช่เพียงแค่ประมาทเท่านั้น แต่ระดับ
ฝีมือของนางยังห่างชั้นกับหลัวเซิ่นหย่วนอีกหนึ่ง
แสนแปดพันลี้ อี๋หนิงดึงจิตวิญญาณของความ
กระหายใคร่รู้ในการเดินหมากออกมา จัดเรียง
กระดานใหม่อีกครั้ง “อย่าได้ออมมือให้ข้า”
เมื่อครู่เพื่อดับอารมณ์เหิมเกริมของอี๋หนิง เขาจึง
ไม่ได้ออมมือให้นางสักตัว
ฝีมือการเดินหมากของอี๋หนิงนับว่าไม่เลว
เพียงแต่ต้องมาเผชิญกับเขาเท่านั้น ตอนที่เขา
อายุสิบห้าปีก็เหมือนจะไม่มีผู้ใดเอาชนะฝีมือการ
เดินหมากของเขาได้แล้ว
ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนไม่ได้อธิบายให้ชัดเจน เพียง
นั่งเล่นเป็นเพื่อนอี๋หนิง
จนกระทั่งหลินไห่หรูส่งคนมาเชิญพวกเขาไปกิน
ข้าว การแข่งขันเดินหมากถึงได้ยุติลง อี๋หนิงยังคง
พ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่สิ่งนี้กลับกลายเป็นแรงกระตุ้นไฟในการต่อสู้
ของนาง อี๋หนิงตัดสินใจว่า หลังจากนี้ทุกวัน นาง
จะไปหาหลัวเซิ่นหย่วนเพื่อฝึกฝนทักษะการเดิน
หมาก
ก่อนนอนนางยังจำคำไหว้วานของหลัวอี๋ซิ่วได้ จึง
หาผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกกล้วยไม้ส่งไปให้หลัวอี๋
ซิ่ว
ถือว่าเป็นการช่วยเหลืออีกฝั่ายแล้ว
ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นในพิธีวิวาห์ อี๋หนิงเห็นหลัวอี๋
ซิ่วสวมชุดกระโปรงสีแดงชมพูที่มีลายดอก
กล้วยไม้ปักอยู่ด้านหน้า ทำผมทรงมวยห่วงคู่ บน
ศีรษะปักปินหยกขาวคู่หนึ่ง ที่หูประดับด้วยต่างหู
รูปดอกกล้วยไม้ขนาดเล็กดูสดใสมีชีวิตชีวา