พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 65
หลังจากกลับมา จากการไหว้พระขอพรที่วัดต้า
ฉือในวันรุ่งขึ้น หลัวอี๋ซิ่วก็รุดมาหาอี๋หนิงด้วย
อารมณ์ขุ่นเคือง
“ดูนางสิ วางตนเอาแต่ใจจนเคยตัว กล้าดีอย่างไร
มาดูถูกข้า!” นางโกรธจนกระดกนํ้าชาในกาจน
หมด ก่อนจะสั่งให้สาวใช้รินเพิ่มให้นางอีกหน่อย
อี๋หนิงวางพู่กันลง รับผ้าจากเสวี่ยจือมาเช็ดมือ
ก่อนจะเดินไปหานางพลางเอ่ยถาม “ท่านเป็น
อะไรไปรึ”
หลัวอี๋ซิ่วถึงได้สาธยายให้นางฟัง
เมื่อวานขณะจุดธูปขอพร อี๋หนิงไม่อยู่จึงไม่เห็น
หลัวอี๋ซิ่วชนกระถางธูปจนขี้เถ้าธูปในกระถางหก
กระจายใส่กระโปรงของจ้าวหมิงจู แค้นเก่ายังไม่
ทันชำระแค้นใหม่ก็ประดังเข้ามา สีหน้าของจ้าวห
มิงจูถมึงทึงโดยพลันหลัวอี๋ซิ่วรู้ว่าตนเป็นฝั่ายผิด
จึงรีบขอโทษขอโพยนาง วันรุ่งขึ้นยังถูกเฉินซื่อ
บังคับให้เอาผ้าไหมเค่อซือสองพับที่เพิ่งซื้อมาใหม่
ไปมอบให้นางเพื่อเป็นการขอขมา ทว่าขณะหลัว
อี๋ซิ่วยังไม่ทันเดินออกจากลานบ้านก็ได้ยินสาวใช้
ข้างกายจ้าวหมิงจูกระซิบพึมพำ ‘…ทำอาภรณ์
ของคุณหนูพวกเราไหม้เสียหาย แต่กลับเอา
สิ่งของพรรค์นี้มาไถ่โทษ’
ในยามนั้นหากไม่ใช่เพราะมีสาวใช้ขวางไว้ หลัวอี๋
ซิ่วคงรีบปรี่เข้าไปแล้ว
ตั้งแต่เด็กนางก็มีเฉินซื่อเป็นคนสั่งสอนอบรมมา
จะทนข่มอารมณ์เคืองขุ่นเช่นนี้ได้อย่างไร
“อาภรณ์ชุดนั้นของจ้าวหมิงจูถักทอด้วยขนนกยูง
ย่อมมีราคาสูงกว่าเค่อซือธรรมดาทั่วไป” อี๋หนิง
เพียงเอ่ยว่า “อย่าได้โมโหเลย”
หลัวอี๋ซิ่วตบโต๊ะ “ให้นางรอดูไปเถิด! ก็แค่คนที่
ได้รับอุปถัมภ์เท่านั้นแต่ตาคู่นั้นแทบจะพลิก
กลอกไปถึงบนฟั้าแล้ว ไม่ได้มีชาติกำเนิดสูงศักดิ์
จริง ๆเสียหน่อย พี่หญิงใหญ่ของเจ้าเป็นถึงฮูหยิ
นของซื่อจื่อ อุปนิสัย กิริยาท่าทางการวางตัวยัง
ดีกว่านางเป็นไหน ๆ”
อี๋หนิงรู้ว่านางเพียงพล่ามไปเรื่อยเปือยเท่านั้น ไม่
คิดจะทำอะไรจริงจังจึงพับกระดาษคัดตัวอักษร
ต่อไป
หลังจากบ่นพึมพำอยู่ค่อนวัน ในที่สุดหลัวอี๋ซิ่วก็
หยุดลง อี๋หนิงปรายตามองนาง “ไม่พูดต่อแล้ว
หรือ”
“กระหายแล้ว…” หลัวอี๋ซิ่วเท้าคาง สีหน้าหมด
อาลัยตายอยาก
นางเอี้ยวตัวไปมองตัวอักษรของอี๋หนิง ก่อนจะ
เอ่ยอย่างตกตะลึง“เดี๋ยวนี้เจ้าเขียนอักษรได้ดี
เพียงนี้เชียว”
อี๋หนิงกล่าว “ความมุมานะชดเชยความโง่เขลา
เป็นความดีความชอบของพี่ชายสามข้า”
ไร้พรสวรรค์ก็ต้องอาศัยพรแสวง
อาจเป็นเพราะหลัวอี๋ซิ่วได้เห็นตัวอักษรของนาง
จึงยิ่งไม่สบอารมณ์อีกฝั่ายอยู่กินมื้อเที่ยงที่เรือน
ของอี๋หนิงอย่างเกียจคร้านแล้วค่อยจากไป ทั้งยัง
ฉกของหวานของนางไปด้วย
ยามเที่ยงบ่าวรับใช้เข้ามาส่งข่าวว่าคุณชายสาม
กลับมาแล้ว
อี๋หนิงไปที่เรือนเฟิงเซี่ยถัง บ่าวรับใช้สองสามคน
ที่เคยปรนนิบัติเขาในอดีต บัดนี้เปลี่ยนมาเป็นสาว
ใช้สองสามคน ด้านนอกมีองครักษ์ท่าทางเคร่ง
ขรึมคอยยืนรักษาการณ์อยู่หลายคน ภายในเรือน
ตกแต่งประดับประดาดูสงบร่มรื่น อี๋หนิงนั่งฟัง
เขาพูดอยู่ด้านข้าง สาวใช้ที่ปรนนิบัติเขาเหล่านั้น
ล้วนเป็นคนที่หลินไห่หรูคัดสรรด้วยตนเอง
สำรวม ขยันขันแข็ง มีสาวใช้สองคนที่หน้าตา
งดงามดุจหยาดนํ้าค้างบนบุปผา พวกนางยกนํ้า
ชาอาหารว่างมาให้นางด้วยรอยยิ้ม เอ่ยอย่างนอบ
น้อม “คุณหนูเจ็ดลองชิมดูสิเจ้าคะเป็นนํ้าแกงถั่ว
เขียวที่ระยะนี้คุณชายสามโปรดปราน พวกบ่าว
จึงเตรียมไว้มากหน่อย”
อี๋หนิงยกถ้วยขึ้นชิมรสอย่างตั้งใจ รสชาติอ่อนไป
นิด ทว่าเป็นรสชาติที่หลัวเซิ่นหย่วนชอบ เห็นที
สาวใช้เหล่านี้จะดูแลปรนนิบัติได้อย่างละเอียดถี่
ถ้วน
หลัวเซิ่นหย่วนคุยธุระเสร็จจึงเดินมาหานาง “อี๋ห
นิง มาที่ห้องหนังสือ”
อี๋หนิงเดินตามเขาไปอย่างเชื่อฟัง
ห้องหนังสือของเขากว้างขวางกว่าเดิมเล็กน้อย
บนกำแพงมีภาพอักษรภาพหนึ่งแขวนอยู่ ลาย
พู่กันอ่อนช้อยพลิ้วไหว ด้านข้างชั้นวางหนังสือมี
อ่างเคลือบกลางเก่ากลางใหม่ใบหนึ่ง ในนั้นเต็ม
ไปด้วยม้วนกระดาษ ถัดไปเป็นกระถางพลูด่างใบ
หนึ่ง แสงอาทิตย์จากด้านนอกสาดส่องเข้ามาได้
อย่างพอเหมาะ ดูเขียวร่มรื่นสบายตา
“อี๋หนิง” หลัวเซิ่นหย่วนเคาะมุมโต๊ะเบา ๆ เงย
หน้าเรียกสตินาง “อย่ามัวแต่เหม่อลอย”
เขากำลังท่อง ‘หลุนอวี่[1]’ คงเป็นเรื่องที่เป็นไป
ไม่ได้ที่จะสอนให้อี๋หนิงสอบเคอจวี่ ทว่าอย่างน้อย
ต้องให้นางท่องตำราทั้งสี่ให้ได้คล่อง ยามนี้ถือว่า
ใช้ได้พอประมาณแล้ว คราก่อนหลินไห่หรูยังถาม
เขา ‘เจ้าบีบบังคับให้อี๋หนิงเรียนสิ่งเหล่านี้ไปเพื่อ
อะไร ในบรรดาเจี่ยเอ๋อร์ทั้งหมด แม่ว่านางขยัน
ที่สุดแล้ว’
เพราะเรื่องของเฉียวอี๋เหนียง หลัวอี๋เหลียนจึงยิ่ง
เงียบขรึม ส่วนหลัวอี๋ซิ่ว เป็นเพราะเหตุผลทาง
ร่างกายที่นางจะรู้สึกง่วงงุนทันทีที่จับต้องหนังสือ
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงหลัวอี๋อวี้ ซึ่งรอผ่านช่วงกลาง
ฤดูสารทนี้ไปก็จะออกเรือนแล้ว ตระกูลหลิวส่ง
คนมาบอกกล่าวฤกษ์งามยามดีแล้ว
เดิมทีเฉินซื่อหมายจะรอให้หลิวจิ้งผ่านการสอบจิ้
นซื่ออีกครั้งเสียก่อนครั้งที่แล้วเขาสอบไม่ผ่าน
ทว่าคนของตระกูลหลิวไม่ยินยอม พวกเขารอ
หลัวอี๋อวี้ไว้ทุกข์มาสองปี ถือว่าแสดงความกตัญู
อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้วหากให้รอต่อไปอายุ
ของหลิวจิ้งก็จะมากเกินไปแล้ว
ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนตระหนักชัดว่า ความมั่งคั่ง
และเกียรติยศเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ความรู้ถึงจะ
เป็นสิ่งยืนยาว พวกตระกูลขุนนางที่ไร้ภูมิหลัง
หากตกอับก็จะไม่หลงเหลือสิ่งใด ถ้าเข้าใจ
หลักการเหล่านี้ก็จงตั้งใจเล่าเรียนให้มากเสีย
หน่อย แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ไม่มี
อะไรต้องหวั่นเกรงหากจะกลัวก็ต้องกลัวพวก
ตระกูลที่เมื่อภายนอกล่มจม ภายในก็ผุพังสลาย
ไม่เหลือชิ้นดี
เขาให้อี๋หนิงขยันรํ่าเรียนมากหน่อยเพราะหวังดี
ต่อนาง บัดนี้นางยังเด็กเมื่อโตไปนางก็จะเข้าใจ
เอง
ทว่าอี๋หนิงก็ไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านแต่อย่างใด แม้
พรสวรรค์ในด้านนี้จะน้อยนิดไปสักหน่อย แต่ก็ไม่
เคยพรํ่าบ่น มีบางครั้งที่ให้นางคัดอักษรกว่าหนึ่ง
ชั่วยาม ฟุบลงบนโต๊ะแล้ว แต่มือยังคงคัดต่อไปได้
เขาเดินมาถึงข้างกายนาง นางก็ยังไม่รู้สึกตัว
หมกมุ่นจนลืมรอบข้าง
ยามนี้อี๋หนิงถึงได้สติ ท่องบทความท่อนนั้นต่อไป
จนจบ ชาติภพที่แล้วนางกลํ้ากลืนความขื่นขม
จากการดื่มนํ้าหมึกลงท้องน้อยไปหน่อย ที่สำคัญ
หลังจากแต่งเข้าตระกูลลู่ เมื่อบรรดาสะใภ้มา
นั่งเล่นต่อคำกัน คำของนางก็มักจะเป็นคำที่ยํ่าแย่
ที่สุด
ยามนั้นลู่เจียเสวียไม่เข้าใจตัวตนที่แท้จริงของนาง
ยังเอ่ยกลั้วหัวเราะ‘เจ้าแอบซ่อนเร้น
ความสามารถไว้ใช่หรือไม่’
ควรรู้ว่าตระกูลหลัวของนางเคยให้กำเนิด
มหาบัณฑิต ฮูหยินผู้เฒ่าให้นางตบแต่งเข้ามา
เพราะเห็นในความสามารถของบรรพบุรุษนาง
อี๋หนิงโกรธอยู่หลายวัน ไม่สนใจไยดีเขา ลู่เจียเส
วียจึงเอาลูกสุนัขตัวหนึ่งมางอนง้อนาง เจ้าลูก
สุนัขตัวนั้นชอบเลียนิ้วมือคนยิ่งนัก ทุกครั้งที่ได้
ยินอี๋หนิงเรียก มันก็จะกระดิกหางอย่างมี
ความสุข ต่อมาเมื่อนางตายไปเจ้าสุนัขตัวนั้นวิ่ง
ไปทั่วก็ไม่พบเจ้าของ ผู้ใดปั้อนอะไรให้มันก็ไม่
ยอมกิน จึงสิ้นใจไปเช่นนั้น
หลัวเซิ่นหย่วนปิดหนังสือลง ชะงักไปชั่วครู่ ก่อน
จะเอ่ยถาม “คราก่อนเจ้าทะเลาะกับคุณหนูซ่ง
ด้วยเรื่องอะไร”
เขารู้ว่านางทะเลาะกับคุณหนูซ่ง
ครั้งนั้นอี๋หนิงถูกบีบคั้นจนโมโห ต่อมาเมื่อคิดดู
แล้วก็รู้สึกว่าน่าขันนางจะถือสาเด็กสาวตัวเล็ก ๆ
คนหนึ่งไปทำไมเล่า ทว่ายามนั้นนางโกรธมากจริง
ๆ จึงกล่าววาจาเชือดเฉือนคุณหนูซ่งไปยกหนึ่ง
พูดจนใบหน้าอีกฝั่ายแดงกํ่า หาคำโต้ตอบไม่ได้
“นางว่าท่านแม่ประโยคหนึ่ง ข้าก็แค่โกรธจนทน
ไม่ไหวเท่านั้น” อี๋หนิงเข้าใจว่าเขากำลังจะตำหนิ
ตนจึงรีบเอ่ย “คราหน้าข้าไม่ทำแล้ว หลังจากนั้น
นางยังส่งของขวัญมาขอโทษข้า”
หลัวเซิ่นหย่วนยกมือขึ้นลูบศีรษะของนาง เขาจะ
ตำหนินางไปไย
ทั้งสองคนต่างปกปั้องคนของตน นางปกปั้อง
หลินไห่หรู เขาปกปั้องคุ้มครองนาง จะอย่างไรนี่ก็
คือน้องสาวของเขา
หลัวเซิ่นหย่วนผงกศีรษะ “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้า
อยากจะไปพบท่านแม่พร้อมกับข้าหรือไม่”
หลินไห่หรูกำลังสนทนาเรื่องลูกกับหลัวอี๋ฮุ่ย ว่า
หลังคลอดเด็กควรอยู่ที่ห้องอุ่นฝังบูรพาหรือจะ
อยู่ห้องอุ่นฝังประจิมดี หากเป็นเด็กผู้ชายควรตั้ง
ชื่อเล่นว่าอะไร จะให้นับถือผู้ใดเป็นพ่อแม่บุญ
ธรรม พูดคุยจนหลินไห่หรูยกมือลูบท้องตนไปมา
พลางยิ้มน้อย ๆ เต็มเปียมไปด้วยความคาดหวัง
ต่อการมาเยือนของลูกน้อย
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนพบหลัวอี๋ฮุ่ยก็คารวะนาง
หลัวอี๋ฮุ่ยประคองเขาขึ้น กล่าวด้วยแววตาซึ่งแฝง
ความซับซ้อน “ยามนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องคารวะข้า
แล้ว” นางหันกลับไปชำเลืองมองอี๋หนิง ถามเสียง
ตํ่า“เจ้ารู้เรื่องที่ฮ่องเต้ประชวรแล้วหรือยัง”
อันที่จริงหลัวเซิ่นหย่วนรู้ข่าวตั้งแต่เมื่อหลาย
เดือนก่อนแล้ว แต่หากหลัวอี๋ฮุ่ยพูดขึ้นมา แสดง
ว่าเรื่องนี้คงแพร่กระจายออกมาแล้ว
“ท่านพ่อใกล้จะได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว ไม่นานมานี้
ท่านราชเลขาธิการวั่งจิ้นถูกล้อมจับในข้อหา
กระทำความผิด มีการจับกุมขุนนางซึ่งเป็นฝั่าย
องค์ชายใหญ่ไปหลายคน…”
หลัวอี๋ฮุ่ยกล่าวกับเขา “ท่านพ่อติดตามใต้เท้าซุน
แม้จะเป็นคนของฝังองค์รัชทายาท ทว่าบัดนี้องค์
ชายใหญ่ถูกกระตุ้นให้กริ้วแล้ว ทรงจับตามองคน
ขององค์รัชทายาทอย่างเข้มงวด เจ้าต้องบอกให้
ท่านพ่อระวังให้มาก”หลัวอี๋ฮุ่ยรู้ว่าน้องชายลูกอนุ
ผู้นี้มีสติปัญญาเฉียบแหลมจึงไม่ได้กล่าวอะไรให้
มากความ
ข่าวของหลัวอี๋ฮุ่ยล้วนมาจากในจวนโหว บรรดา
ตระกูลขุนนางมีเส้นสายใกล้ชิดกับเหล่าเชื้อพระ
วงศ์จำนวนมาก ข่าวสารจึงรวดเร็วที่สุด
หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ย “ระยะนี้ท่านพ่อติดต่อใกล้ชิด
กับใต้เท้าซ่งใต้เท้าซ่งกล่าวกับท่านพ่อว่าไม่ต้อง
กังวล เกรงว่าจะมีคนต้องการลงมือแล้วข้าได้ยิน
ว่า…ผู้บัญชาการลู่ไปที่ตำหนักบูรพาบ่อยครั้ง”
สีหน้าหลัวอี๋ฮุ่ยปรากฏร่องรอยตื่นตระหนก
เล็กน้อย นางไม่รู้ว่าหลัวเซิ่นหย่วนและหลัวเฉิง
จางได้เตรียมการล่วงหน้าไว้แล้ว
เมื่ออี๋หนิงได้ยินถึงตรงนี้ก็เงยหน้าขึ้น อันที่จริง
นางสามารถบอกทั้งสองคนได้ตามตรง ว่า
ท้ายที่สุดผู้ที่จะได้ขึ้นรับตำแหน่งฮ่องเต้องค์ต่อไป
คือองค์รัชทายาท ทว่าระหว่างเส้นทางมิได้
ราบรื่นนัก องค์ชายใหญ่จะถูกคนลอบสังหาร
ระหว่างการล่าสัตว์ สำหรับรายละเอียดเรื่องเวลา
นางไม่ทราบทว่าต้องมีลู่เจียเสวียเป็นผู้บงการ
หลักแน่นอน เพราะเหตุนี้เขาถึงได้รับความดี
ความชอบใหญ่หลวง ก้าวกระโดดเลื่อนขั้นอย่าง
รวดเร็ว ไม่มีขุนนางฝั่ายบู๊คนใดมีกำลังอำนาจ
ทัดเทียมเขา เขาจะขึ้นเป็นคนสนิทของฮ่องเต้
องค์ใหม่
สำหรับตระกูลหลัวที่มีความสัมพันธ์ห่างไกลไม่ได้
รับการเลื่อนตำแหน่งใด ๆ ทว่าใต้เท้าซ่งคล้ายจะ
ได้รับการเลื่อนขั้น ต่อมาเขายังเอ่ยปากสนับสนุน
ชื่อของหลัวเซิ่นหย่วน…
ขณะนั้นยวี่เกอร์ซึ่งตื่นจากการนอนกลางวันก็ถูก
แม่นมอุ้มเข้ามา เขาเพิ่งตื่นจึงมีอาการติดมารดา
งอแงจะหาหลัวอี๋ฮุ่ยให้ได้
หลัวอี๋ฮุ่ยตบหลังยวี่เกอร์เบา ๆ ไม่พูดถึงข่าวลับ
ในราชสำนักอีก
อี๋หนิงหยิบกลองปั๋องแปั๋งออกมากล่อมยวี่เกอร์
ยามบ่ายม่านพิรุณพลันโปรยปราย นอกชายคามี
สายฝนเทกระหนํ่าวรุณไหลตามสันเรือน ยวี่เก
อร์ชอบใจอย่างยิ่ง พุ่งตัวไปที่หน้าประตู เฝั้ามอง
อย่างตั้งใจ บริเวณระเบียงทางเดินมีคนผู้หนึ่งเดิน
เข้ามาอย่างรีบเร่ง กระทั่งร่มก็ไม่ได้กาง เสื้อคลุม
บนร่างเปียกชื้นไปทั่ว กล่าวว่าต้องการพบหลัว-
เซิ่นหย่วน หลัวเซิ่นหย่วนเดินไปที่ระเบียง คนผู้
นั้นกระซิบเสียงตํ่าที่ข้างหูของเขา “คุณชายสาม
มีแขกสูงศักดิ์มาเยือนที่จวนขอรับ”
ยากนักที่หลัวเซิ่นหย่วนจะมีช่วงเวลาผ่อนคลาย
ในยามบ่าย ทว่าเขาฟังออกถึงความจริงจังที่แฝง
อยู่ในนํ้าเสียง “เป็นแขกสูงศักดิ์ท่านใด”
“บ่าวเห็นด้านนอกจวนตระกูลหลัวเต็มไปด้วย
องครักษ์ไม่คุ้นหน้าอย่างน้อยสองสามร้อยคน ยืน
นิ่งไม่ไหวติงท่ามกลางสายฝน นายท่านใหญ่สวม
ชุดขุนนางไปที่เรือนด้านหน้าแล้ว ทว่ายามนี้นาย
ท่านรองไม่ได้อยู่ในจวนแม้แต่เทียบนามสักฉบับ
แขกท่านนั้นก็ไม่ได้ส่งเข้ามา ทว่าผู้ติดตามเขา
แจ้งว่าเป็นผู้บัญชาการลู่” นํ้าเสียงของเขาพลัน
ตึงเครียด “เป็นหนิงหย่วนโหวนายท่านใหญ่เพิ่ง
เชิญท่านผู้นั้นไปที่เรือนหน้าขอรับ”
หลัวเซิ่นหย่วนให้บ่าวคนนั้นไปตามหลัวเฉิงจางที่
หน่วยงาน ส่วนตนเข้าไปในห้องด้านข้างฝัง
ประจิม เอ่ยถามหลัวอี๋ฮุ่ย “พี่หญิงใหญ่ ท่าน
กล่าวว่าครั้งนี้ท่านพาหลานสาวของจวนอิงกั๋วกง
กลับมาด้วยใช่หรือไม่ขอรับ”
หลัวอี๋ฮุ่ยผงกศีรษะ “ช่วงบ่ายนางต้องนอน
กลางวัน ดังนั้นข้าจึงไม่ได้พานางมาด้วย”
“ข้าว่าท่านไปเรียกนางมาจะเป็นการดีกว่า”
หลัวเซิ่นหย่วนกระซิบเสียงเบา “ลู่เจียเสวียมา
เยือนที่จวนของพวกเราแล้ว”
ใต้หล้ามีสายพิรุณกำลังโหมกระหนํ่า เหตุใดลู่เจีย
เสวียจึงมาเยือนโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า
หลัวเซิ่นหย่วนไร้เบาะแส สำหรับเขา แม้ลู่เจียเส
วียจะไม่ใช่ชื่อที่ไม่เคยคุ้น ทว่าเขายังไม่เคยพบ
ลู่เจียเสวียเลยสักครั้ง ลู่เจียเสวียเป็นถึงผู้
บัญชาการขุนนางขั้นสอง ไม่ใช่ผู้ใดก็จะสามารถ
พบได้
อี๋หนิงตะลึงงันโดยพลัน
นางเงยหน้ามองหลัวเซิ่นหย่วน “พี่ชายสาม…
ท่านกล่าวว่า…กล่าวว่าผู้ใดมาเยือนนะเจ้าคะ”
นางเบิกตากว้าง เดิมดวงตาของนางก็กลมมน
ยามนี้สีหน้าเช่นนั้นดูประหนึ่งเด็กน้อยที่กำลังตื่น
ตกใจ
“ท่านผู้บัญชาการลู่” หลัวเซิ่นหย่วนลูบเส้นผม
ของนาง “เจ้าไม่รู้จักเจ้าอยู่เล่นกับยวี่เกอร์เถิด”
มือเท้าของอี๋หนิงหนาวสะท้านน้อย ๆ
นางพลันคิดถึงบทสนทนาของลู่เจียเสวียที่ได้ยิน
โดยไม่ตั้งใจ
หากลู่เจียเสวียอยากจะรู้ว่านางเป็นผู้ใด อันที่จริง
ก็ไม่นับเป็นเรื่องยากเพียงสอบถามคนในวัดก็
ทราบแล้ว
ทว่าเขามาเพราะนางหรือ
อี๋หนิงไม่รู้ คนผู้นี้คือลู่เจียเสวีย
คราแรกที่เขามาสู่ขอนาง เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูง
ใหญ่อบอุ่นถ่อมตนหลังนางสิ้นใจ เขาก็เป็นผู้
บัญชาการลู่ผู้มีอำนาจคับฟั้า
อี๋หนิงรู้สึกว่าตัวนางเองไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริง
ของเขามาก่อน
——————–
[1] หลุนอวี่ เป็นคัมภีร์พื้นฐานของสำนักปรัชญา
ขงจื๊อ เป็นคัมภีร์รวมบทสนทนาที่เหล่าศิษย์สำนัก
ขงจื๊อได้รวบรวมขึ้นหลังการมรณกรรมของขงจื๊อ