Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 66

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 66
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

เสียงพิรุณด้านนอก ยังคงดังไม่ขาดสาย ทว่าเบา

บางลงไม่น้อยแล้ว

อี๋หนิงจับมือยวี่เกอร์ สอนเขาวาดรูป ยวี่เกอร์นั่ง

ก้มหน้ามองกระดาษอย่างเชื่อฟัง ทันใดนั้นเขาก็

พลันเงยหน้าขึ้น ถามนางด้วยนํ้าเสียงนุ่มละมุน

“ท่านน้า ท่านดูสิว่ายวี่เกอร์วาดได้ดีหรือไม่”

อี๋หนิงหอมแก้มนุ่ม ๆ ของเขา “ยวี่เกอร์วาดได้

เก่งที่สุด”

ยวี่เกอร์ถูกนางหอมแก้มจนรู้สึกคันยุบยิบ ถูไถ

ใบหน้ากับเสื้อของนางพิงตัวอยู่ในอ้อมกอดของ

นาง วาดรูปอย่างตั้งใจ

หลายวันมานี้เจ้าเด็กผู้นี้สนิทสนมกับนางมาก

เมื่อคืนยังงอแงจะนอนกับนาง หลัวอี๋ฮุ่ยหัวเราะ

ไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก กล่าวอบรมเขา ‘…กลางดึก

ห้ามงอแงกลับมานะ! หากเจ้ารบกวนการนอน

ของท่านน้า ข้าจะจัดการเจ้า’

ยวี่เกอร์ขบคิด สุดท้ายก็ไม่ยืนกรานจะไปนอนกับ

นางอีก

หลินไห่หรูแกะถั่วลิสงให้ทั้งสองคนอยู่ด้านข้าง

แกะเปลือกชั้นสีแดงออก เม็ดถั่วลิสงอวบอิ่มเต็ม

เม็ด ขาวนุ่มเย้ายวนใจ ถั่วลิสงจานนี้เพิ่งถูกขุด

ขึ้นมา รสชาติอร่อยลํ้ายิ่งกว่าถั่วลิสงที่ถูกตาก

แดดจนแห้ง อี๋หนิงชอบมาก

ทว่าเวลานี้สิ่งเหล่านี้กลับไม่อาจดึงดูดความสนใจ

จากนางได้ นางมองไปที่ระเบียงทางเดิน พี่หญิง

ใหญ่ไปเชิญจ้าวหมิงจู เมื่อจ้าวหมิงจูได้ยินว่าลู่เจีย

เสวียมาที่นี่ก็รีบรุดไปที่เรือนหน้าอย่างรวดเร็ว

ณ ที่นั้น หลัวอี๋ฮุ่ยซึ่งมีบรรดาสาวใช้รายล้อม มี

บางคนคอยกางร่มให้นาง กำลังเดินเยื้องกรายเข้า

มาใกล้ เมื่อถึงระเบียงทางเดินจึงหุบร่มลง ทันทีที่

หลัวอี๋ฮุ่ยก้าวผ่านประตูก็พูดกับหลินไห่หรู “…ผู้

มาเยือนเป็นผู้บัญชาการลู่จริง ๆ กล่าวว่าระหว่าง

ตรวจตราผ่านมาที่นี่ ท่านลุงกำลังจัดเตรียมงาน

เลี้ยงอยู่ที่บ้านหลัก เขาสั่งให้ทุกคนไปที่นั่น”

อี๋หนิงพลันถามขึ้น “เขาไม่ได้มาหาแม่นางหมิงจู

หรือเจ้าคะ”

หลัวอี๋ฮุ่ยยิ้มพลางส่ายศีรษะ “ข้าพาหมิงจูไปพบ

เขา เขาถึงเพิ่งรู้ว่าหมิงจูอยู่ที่นี่ เมื่อได้ยินว่าพวก

เราต้อนรับดูแลหมิงจูเป็นอย่างดี เขายังสั่งให้ผู้ใต้

บัญชามอบของปั่าลํ้าค่าให้แก่พวกเรา ยามนี้

กำลังสนทนากับท่านลุงอยู่ที่บ้านหลัก ทั้งยังมอบ

ของขวัญให้กับอี๋อวี้กับอี๋ซิ่วด้วย”

หลินไห่หรูวางถั่วลิสงที่แกะเปลือกเรียบร้อยแล้ว

ลงในจานใบเล็กปัดเศษถั่วบนมือ ยิ้มพลางเอ่ย

“แม่กำลังสงสัยอยู่เชียวว่าผู้บัญชาการลู่มี

รูปลักษณ์อย่างไร ด้านนอกต่างรํ่าลือกันแปลก

พิสดารยิ่งนัก ทั้งสังหารพี่น้องทั้งแย่งชิงตำแหน่ง

โหว แม่ยังหลงนึกว่าจะมีสามเศียรหกกรเสียอีก!

อี๋หนิงเจ้ารีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้า ประเดี๋ยวไป

พร้อมกับแม่” หลินไห่หรูครุ่นคิดแล้วจึงเอ่ยกับรุ่ย

เซียง “ไปที่เรือนของกัวอี๋เหนียง เรียกเซวียน

เกอร์มาด้วย”

เด็กในครรภ์ไม่เป็นอะไร ตัวนางเองยังมีนิสัยลืม

ง่าย ไม่ถือสาคิดแค้นเซวียนเกอร์เนิ่นนานแล้ว

อี๋หนิงหยิบถั่วลิสงสองสามเม็ดขึ้นมาเคี้ยว รส

หอมหวานแผ่ซ่านอบอวลอยู่ในปาก นางกล่าว

“ไม่ต้องยุ่งยากเพียงนั้น ชุดนี้ก็ดีอยู่แล้วมิใช่หรือ

เจ้าคะ”

ลู่เจียเสวียเชี่ยวชาญการมองคนราวกับเป็นหนึ่ง

ในพรสวรรค์ของเขาหากตั้งใจแต่งกายไป เพียง

เขาปรายตามองก็รู้ได้ทันที เท่านี้ก็รู้แล้วว่าคนผู้

นั้นมีความคิดเห็นต่อเขาเช่นไร

นางไม่อยากเปลี่ยนอาภรณ์ หากลู่เจียเสวียเห็น

เข้าจะคิดว่าพวกนางให้ความสำคัญกับเขาเป็น

พิเศษ!

หลินไห่หรูไม่บังคับนาง อี๋หนิงจะสวมชุดไหนก็ดูดี

ทั้งสิ้น

เส้นทางไปยังบ้านหลักต้องผ่านปั่าไผ่ที่อยู่ด้าน

นอกเรือนไผ่ ผ่านสระนํ้าเล็ก ๆ อีกสระหนึ่งจึงจะ

ถึง ระหว่างทางฝนยังคงโปรยปราย เสวี่ยจือกาง

ร่มให้อี๋หนิง นางก้าวเดินอย่างแช่มช้า องครักษ์

ของลู่เจียเสวียยืนเรียงรายหนาแน่นอยู่นอกโถง

บุปผา อี๋หนิงยังไม่ทันก้าวเข้าไปด้านใน นางก็

มองเห็นลู่เจียเสวียนั่งตระหง่านอยู่กลางโถงบุปผา

ผ่านม่านพิรุณและกิ่งไผ่ที่ปลูกไว้ในเรือน

รูปร่างเขาสูงใหญ่ อายุเลยวัยสามสิบปีแล้ว ความ

แข็งกร้าวและเย็นชาดูเบาบางลงไม่น้อย บนร่าง

สวมโย่วเหริน เขาใช้ชีวิตในสนามรบมาแรมปียาม

นี้ท่านั่งสำรวมเรียบร้อย เครื่องหน้าทั้งห้าหล่อ

เหลาสง่าผ่าเผย สันกรามคมชัด สันคิ้วนูนเด่น ดู

คุ้นตา แต่กลับให้ความรู้สึกไม่คุ้นเคยสักนิด

ราวกับคนผู้นี้เพียงปรากฏตัวในภวังค์ฝันของนาง

เท่านั้น

เสียงสรวลเสเฮฮาระหว่างท่านลุงกับท่านปั้าสะใภ้

ลอยแว่วมา เสียงสาวใช้จัดเรียงจานรองถ้วยชา

บางครั้งบางคราถึงจะมีเสียงตอบรับทุ้มตํ่าดังขึ้น

อี๋หนิงพลันไม่รู้ว่าควรจะก้าวเข้าไปอย่างไร เมื่อ

ต้องเผชิญหน้ากับเขาจริง ๆนางยังคงอยากจะ

หมุนตัวกลับแล้ววิ่งหนีไป

อี๋หนิงใช้ชีวิตในปินมาเนิ่นนาน ขบคิดถึงปัญหา

หนึ่งมาโดยตลอดเหตุใดพี่สะใภ้ใหญ่จึงกล่าวว่า

ลู่เจียเสวียสังหารตน พี่สะใภ้คุกเข่าสวดมนต์อยู่

เบื้องหน้าพระพุทธรูปทุกวัน นอกจากสวดให้ลู่

เจียหรัน สามีที่ด่วนจากไปแล้วนางยังสวดให้ตนผู้

เป็นน้องสะใภ้ที่จากไปก่อนวัยอันควรด้วย เพราะ

ทั้งคู่ต่างเป็นคนที่ตายเพราะความเยือกเย็นและ

มักใหญ่ใฝั่สูงของลู่เจียเสวีย

แต่เมื่ออี๋หนิงนึกถึงลู่เจียเสวียในวัยหนุ่ม นึกถึง

ยามที่เขายิ้มหัวเราะหยอกเย้าตนก็รู้สึกไม่ค่อย

เข้าใจนัก

เขาเคยกล่าวกับอี๋หนิงว่า ‘เจ้าเล่นต่อคำไม่เป็นก็

ช่างเถิด ทว่าเหตุใดลายมือยังยํ่าแย่อีกเล่า ยัง

เทียบข้าไม่ได้เลย’

ไท่ฟูั่เหรินให้พวกนางบรรดาสะใภ้คัดลอกพระ

คัมภีร์ นางให้สาวใช้ข้างกายตนมาเขียนแทน

ทว่าสุดท้ายกลับถูกเขาจับได้ ลู่เจียเสวียแย่งพู่กัน

ในมือนางไปแล้วกล่าวว่า ‘มา ข้าจะช่วยเจ้าเขียน

สักสองสามบท ข้าว่าสาวใช้ของเจ้าคัดลอกไม่ได้

หรอก ทว่าตัวอักษรของเจ้าน่าเกลียดเกินไปจริง

ๆ หากส่งออกไปคงไม่แคล้วทำให้ข้าต้องอับอาย’

หรือต่อมายามที่นางถูกเขาจับได้ว่าเล่นกระโดด

เชือกกับสาวใช้ตัวน้อยเขาก็จ้องมองนางแล้วทอด

ถอนใจ ‘คราแรกที่ข้าแต่งงานกับเจ้า ยังหลงนึก

ว่าตนเองได้แต่งงานกับภรรยาที่เป็นกุลสตรี ทว่า

เพิ่งแต่งเข้ามาไม่ทันไรก็เผยธาตุแท้ออกมาเสีย

แล้ว…เหตุใดต่อหน้าคนภายนอกเจ้าถึงดูเหมือน

กุลสตรีนักเล่า’

อี๋หนิงถลึงตามองเขา กล่าวเสียงเยียบเย็น ‘หาก

ไม่ชอบข้า ข้าก็จะกลับไป!’

นางให้สาวใช้ขนผ้านวมของเขาไปไว้ที่ห้อง

หนังสือ ไม่อนุญาตให้เขานอนที่ห้อง

ลู่เจียเสวียนอนที่ห้องหนังสืออยู่สามวันอย่าง

อารมณ์ดี เขาขดตัวนอนบนตั่ง นอนจนปวดเอว

ปวดหลังไปหมด ต่อมาเขาจึงถือเชือกมาเส้นหนึ่ง

เอ่ยกลั้วหัวเราะ ‘ข้าเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง เจ้า

อย่าให้ข้านอนที่ห้องหนังสืออีกเลย หน่วย

อารักขาในบ้านพากันหัวเราะเยาะข้ากัน

หมดแล้ว!’

ยามนั้นหัวใจของอี๋หนิงสั่นสะท้านไปทั้งดวง นาง

ได้แต่สงสัยว่าเหตุใดชายหนุ่มที่มีรูปโฉมหล่อเหลา

ผู้นี้ถึงได้น่ามองนัก รอยยิ้มประหนึ่งตะขอเกี่ยว

หัวใจคน นางรู้สึกว่าการมีชีวิตเช่นนี้ช่างมี

ความสุข แม้ทุกวันเขาจะเอาแต่หยอกเย้าหัวเราะ

ไปกับนาง ไม่ได้ทำงานเป็นเรื่องเป็นราว ทว่าเขา

ดีกับนางจริง ๆ

หลังจากนางตกเขาเสียชีวิต จวนหนิงหย่วนโหวก็

เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เขาถือกระบี่อาบ

โลหิตเดินเข้ามาในจวนโหว สีหน้าเย็นเยียบชา

ด้าน บนร่างสวมเกราะที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นโลหิต

นายทหารที่ติดตามเขาล้วนเคยผ่านการฝึกอย่าง

เข้มงวด นั่นเป็นครั้งแรกที่อี๋หนิงได้เห็นลู่เจียเสวีย

ในสภาพเช่นนี้ นางได้แต่สงสัยว่าเขาคือลู่เจียเส

วียที่นางรู้จักผู้นั้นจริงหรือทั้งที่ประจักษ์ชัด…

ประจักษ์ชัดว่าเขาต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง!

ต่อมานางได้ยินพี่สะใภ้ใหญ่เซี่ยหมิ่นกล่าวกับสาว

ใช้ว่า ‘ลู่เจียเสวีย…ข้ามองเขาผิดไปจริง ๆ!

เหี้ยมโหดถึงเพียงนี้ กระทั่งลู่เจียหรันยังสังหารได้

ลง…อี๋หนิงชาติตระกูลไม่สูงส่ง เขากล้าปฏิเสธว่า

เขาไม่ได้เป็นคนทำให้นางตายหรือ แต่เขากลับ

โยนความผิดมหันต์นี้มาใส่หัวข้า! เขาได้รับ

ผลประโยชน์จากเรื่องนี้มากมายเพียงใด อาศัย

เหตุผลที่ภรรยาถูกสังหาร ช่วงชิงตำแหน่งโหวไป

โดยชอบธรรม…’

จากนั้นลู่เจียเสวียก็ขึ้นเป็นหนิงหย่วนโหว ลู่เจียเส

วียมีอำนาจเกรียงไกรคับฟั้า ทุกการกระทำของ

เขาล้วนต่างไปจากคนที่อี๋หนิงเคยรู้จัก ลู่เจียเสวีย

ที่เคยลากนางขึ้นมากลางดึก กล่าวว่าตนลอบ

ปลูกต้นถันฮวาไว้ต้นหนึ่งคืนนี้ดอกของมันกำลัง

จะผลิบาน ทั้งสองคนนั่งคุกเข่า เฝั้ามองดอกไม้

อยู่ทั้งคืนก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางทุบตีเขา ทว่า

ลู่เจียเสวียกลับไม่รู้สึกเจ็บสักนิดทั้งยังพูดกลั้ว

หัวเราะ ‘เจ้าตีข้าระบายความโกรธเถิด อย่าได้

โมโหอีกเลย!’

หรือบางครั้งขณะนางกำลังเล่นกับเจ้าสุนัขตัว

น้อย เขาก็จะวาดภาพเหมือนให้นาง ทั้งยังให้คน

เอาไปใส่กรอบแขวนไว้ที่ห้องหนังสือให้นางอี๋หนิง

เห็นแล้วก็รู้สึกทั้งขันทั้งโมโห

ทว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงการเสแสร้งแกล้งทำ

เท่านั้น ส่วนนางก็เป็นเพียงเครื่องมือที่เขาใช้ใน

การอำพราง ไม่มีผู้ใดสงสัยตัวตนที่เขาปิดซ่อนไว้

รวมไปถึงตัวนางเอง หากไม่ใช่เพราะนางเห็นการ

เปลี่ยนแปลงเหล่านั้นด้วยตาของตน อี๋หนิงคงไม่

มีวันเชื่อ

สายตาด้านชาเย็นเยียบของลู่เจียเสวียปรากฏใน

ภาพฝันของนางนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้นาง

ตระหนักชัดว่าตนใช้ชีวิตอย่างน่าขบขันเพียงใด

กระทั่งคนร่วมเรียงเคียงหมอนยังมองไม่ชัดเจน

ทว่าเหตุใดลู่เจียเสวียถึงต้องอาศัยการตายของ

นางมาสร้างมูลเหตุหลังจากนางตายเขายังไม่ยอม

แต่งงานใหม่ เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่…

อี๋หนิงไม่รู้และไม่อยากขบคิดอีกต่อไป เรื่อง

เหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับนางแล้ว

หลัวอี๋ฮุ่ยพานางเข้าไปในโถงบุปผา

จ้าวหมิงจูนั่งอยู่ข้างกายลู่เจียเสวีย ยิ้มสนทนากับ

เขาอย่างสดใสพราวเสน่ห์ “ท่านโหว ท่านไปที่

วัดต้าฉือมาหรือยังเจ้าคะ ข้าว่าทิวทัศน์ที่นั่น

งดงามยิ่งนัก ไม่ทราบว่าหลายวันนี้ท่านลุงเป็น

อย่างไรบ้างเจ้าคะ ข้าจากมาสองวันแล้ว เขาไม่

โกรธเคืองข้าใช่หรือไม่เจ้าคะ”

หลัวอี๋อวี้กับหลัวอี๋ซิ่วได้แต่ยิ้มแข็งทื่ออยู่ด้านข้าง

อดกลั้นต่อคำผรุสวาทนับหมื่นพันที่เกิดขึ้นในใจ

เงียบ ๆ พวกนางนั่งอย่างสงบเสงี่ยม สะโพกนั่ง

บนม้านั่งเพียงหนึ่งในสามส่วนเท่านั้น

เสียงของลู่เจียเสวียทุ้มตํ่าเป็นเอกลักษณ์ นํ้าเสียง

เรียบเฉย “ระยะนี้ท่านลุงของเจ้ามีภารกิจรัดตัว”

จ้าวหมิงจูเห็นหลัวอี๋ฮุ่ยเดินเข้ามาจึงลุกขึ้นไปจูง

มือของหลัวอี๋ฮุ่ยแล้วเอ่ย “ท่านนี้คือพี่ฮุ่ยที่ข้าเล่า

ให้ท่านฟัง นางเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูลหลัว

ดีต่อข้ายิ่งนัก! ข้ากลับไปต้องกล่าวชื่นชมนางบ่อย

ๆ แน่นอน”

หลัวอี๋ฮุ่ยยอบตัวคารวะลู่เจียเสวีย ลู่เจียเสวีย

เพียงผงกศีรษะ จากนั้นสายตาเขาก็เบนไปที่ร่าง

ของเด็กสาวซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง

…เป็นนางจริง ๆ

อายุยังน้อย ทว่าเริ่มฉายแววเจิดจรัสออกมา

หลายส่วน เครื่องหน้าทั้งห้าเพริศพริ้งชวนตะลึง

ที่ปลายหางคิ้วมีไฝสีแดงเข้มเม็ดเล็ก ๆ อยู่เม็ด

หนึ่ง…นางก้มศีรษะไม่ได้มองเขา

“ท่านนี้คือคุณหนูในจวนนี้เช่นเดียวกันหรือ”

ลู่เจียเสวียพลันเอ่ยถาม

นิ้วมือของอี๋หนิงที่อยู่ใต้แขนเสื้อจิกเข้ากลางฝั่า

มือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าว “คารวะใต้เท้าท่าน

ผู้บัญชาการ”

ผู้อื่นต่างเรียกเขาว่า ‘ท่านโหว’ การเรียกเช่นนี้ทำ

ให้ดูนอบน้อมและใกล้ชิด ทว่านางกลับเรียกขาน

เขาว่าท่านผู้บัญชาการ ทั้งนํ้าเสียงยังระคนด้วย

ความเย็นชาสามส่วนโดยไร้สาเหตุ

ลู่เจียเสวียไม่รู้ว่านางได้ยินบทสนทนาของตนกับ

เต้าเหยี่ยนในวันนั้นมากน้อยเพียงใด เมื่อเขารู้ว่า

เด็กสาวในวันนั้นเป็นคนของตระกูลหลัวนั่นก็

ไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้ว สิ่งที่เขาทำเป็นโทษมหันต์

ร้ายแรง แต่ยังพอทำเนาที่ว่าตระกูลหลัวเป็นฝั่าย

เดียวกับเขา อย่างน้อยพวกเขาคงไม่กล้าทำลาย

เส้นทางอนาคตของตนเอง

บ่าวรับใช้ยกถาดผลพุทราเถาเหมินสดใหม่เข้ามา

ผลพุทรานี้ถูกส่งมาจากทางใต้ กรอบหอมรสชาติ

อร่อย

นายท่านใหญ่หลัวยิ้ม รีบอาศัยโอกาสเอ่ย “ท่าน

โหว ผลพุทรานี้ควรค่าแก่การลิ้มรส ข้าไหว้วานให้

คนซื้อมาจากจินหลินเลยทีเดียว”

ลู่เจียเสวียจับจ้องอี๋หนิงอยู่นาน ก่อนจะละสายตา

ไปพูดคุยกับนายท่านใหญ่หลัว

ลู่เจียเสวียไม่ชอบกินพุทรา อี๋หนิงพลันนึกขึ้นได้

เขารังเกียจว่าพุทรามีรสชาติแปลกประหลาด

หากในโจ๊กมีพุทรา เขาจะคีบพุทราทั้งหมดมาใส่

ในชามนาง อย่างไรนั่นก็เป็นของโปรดของอี๋หนิง

ทว่านางกลับเห็นเขาหยิบพุทราผลหนึ่งขึ้นมา กิน

อย่างไม่รีบไม่ร้อนไม่รู้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย

เพราะสีหน้ายามกินของเขายังคงไร้การ

เปลี่ยนแปลงใด ๆ

จากนั้นก็หยิบขึ้นมาอีกผล

“อี๋หนิง มิใช่เจ้ากำลังอยากกินพุทราเถาเหมินอยู่

รึ” หลัวอี๋ฮุ่ยหยิบจานหนึ่งจากในถาดที่สาวใช้ถือ

อยู่ วางไว้เบื้องหน้าอี๋หนิงแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“จานนี้ยกให้เจ้าทั้งหมด สดใหม่นัก เจ้ากินให้

มากหน่อย”

การเคลื่อนไหวของลู่เจียเสวียพลันชะงักค้าง เขา

หันไปเอ่ยถาม “เจ้ามีนามว่าอี๋หนิงหรือ”

หลัวอี๋หนิงวางจานลง ลุกขึ้นยืนพลางพูดเสียงแผ่ว

เบา “ก่อนที่ท่านผู้บัญชาการจะมาเยือนที่นี่ ไม่ได้

รู้จักนามของข้ามาแล้วหรอกหรือเจ้าคะ”

ลู่เจียเสวียต้องมาหานางหลังจากสืบได้ความแล้ว

แน่นอน เขาแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว ทว่าอี๋หนิงไม่

อยากร่วมแสดงละครกับเขาอีกต่อไป

ลู่เจียเสวียพลันคลี่ยิ้มออกมา นางคล้ายจะคุ้นเคย

กับเครื่องหน้าหล่อเหลาทั้งห้านั้นอย่างยิ่งยวด คิ้ว

ดวงตาที่ประหนึ่งมีตะขอเกี่ยว หล่อเหลาอย่างยิ่ง

“ข้าไม่รู้ เจ้าคาดเดาไว้แล้วว่าข้าจะต้องมาพบเจ้า

หรือ”

หลัวอี๋ฮุ่ยได้ยินอี๋หนิงใช้วาจาเยี่ยงนี้กับลู่เจียเสวีย

เหงื่อเย็นก็พลันผุดขึ้นกลางฝั่ามือ คนผู้นี้คือลู่เจีย

เสวีย! อี๋หนิงกำลังทำอะไร นายท่านใหญ่กับเฉิน

ซื่อต่างไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ทุกคนต่าง

จับจ้องอี๋หนิง

ทันใดนั้นจ้าวหมิงจูก็พูดขึ้น “หลัวอี๋หนิง เจ้า

กล่าววาจาเช่นนี้กับท่านโหวได้อย่างไร!”

หลัวอี๋หนิงเดินมาตรงหน้าลู่เจียเสวีย มองใบหน้า

อันแสนคุ้นเคยของเขา นางชะงักไปชั่วครู่ ก่อน

จะเอ่ยออกมาตามตรง “ข้าไม่รู้อะไรทั้งสิ้นทั้งยัง

ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ท่านผู้บัญชาการลู่โปรด

วางใจ ข้าเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง จะไป

รู้อะไรได้”

ลู่เจียเสวียเคยผ่านเหตุการณ์ฝนโลหิตคาวเลือด

ผ่านการลาจากของญาติมิตรคนสนิทมาอย่างโชก

โชน ทุกเหตุการณ์ขึ้นลงของชีวิตมนุษย์ ยากจะ

ทำให้เขาเกิดริ้วคลื่นอารมณ์ใด ๆ เด็กสาวคนนี้

เฉลียวฉลาดนัก นางรู้ว่าเขามาหานางด้วยเหตุใด

ที่สำคัญยังกล่าววาจาตรงไปตรงมา เขาเปลี่ยน

ท่าทางการนั่ง ถามต่อ “หากเจ้าเป็นเพียงเด็กสาว

ธรรมดา เหตุใดจึงรู้ว่าข้าต้องมาหาเจ้า”

อี๋หนิงอดกลั้น ก่อนจะตอบ “ข้าคาดเดาเอา”

ผู้อื่นไม่เข้าใจในบทสนทนาของพวกเขา ทำได้

เพียงเหงื่อตกแทนหลัวอี๋หนิง

เมื่อลู่เจียเสวียได้ฟังก็พลันรู้สึกว่าน่าขัน

อุปนิสัยนี้…ค่อนข้างคล้ายคลึง ชื่อยังเหมือนกัน

แววตาของลู่เจียเสวียดำดิ่งลงเล็กน้อย ในความ

ทรงจำมีคนผู้หนึ่งซึ่งมักจะเป็นเช่นนี้ ใส่อารมณ์

กับเขาโดยไร้เหตุผล คำอธิบายที่ออกจากปากก็

มักจะทำให้ผู้คนต้องหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

ยามนั้นเขาชอบหยอกเย้านาง ครั้นนางโกรธ

ขึ้นมา ไม่ว่าผู้ใดหน้าไหนนางก็ไม่สนใจ ราวกับลูก

แมวน้อยที่กางกรงเล็บ ไร้พลังทำลายล้างใด ๆ

ทว่าอย่างไรก็อยากจะข่วนสักรอย ต้องทำให้เขา

รู้สึกเจ็บปวดด้วยถึงจะพอใจ!

เขาชอบนางเป็นล้นพ้น รักเอ็นดูยิ่ง ทว่าสุดท้ายก็

ไม่อาจเก็บไว้ข้างกายได้

กระทั่งมีบางครั้งที่รู้สึกโกรธเคือง สิ้นหวัง

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็พลันรู้สึกว่าเด็กสาว

ตรงหน้าน่าเอ็นดูไม่น้อยในเมื่อเป็นคนตระกูล

หลัว เช่นนั้นก็ช่างเถิด เรื่องฆ่าปิดปากพรรค์นี้เป็น

เรื่องยุ่งยาก ในเมื่อนางเฉลียวฉลาดย่อมไม่หา

เรื่องใส่หัวตนเอง

“อี๋หนิง เจ้ามีนามว่าอี๋หนิงใช่หรือไม่” ขณะที่

ลู่เจียเสวียเอ่ยปากเรียกชื่ออักษรสองตัวนี้ออกมา

อีกครั้ง กลับก่อให้เกิดความรู้สึกไม่คุ้นเคย

เล็กน้อย เขากล่าว “เจ้ามาตรงหน้าข้า”

จ้าวหมิงจูมองหลัวอี๋หนิงอย่างตะลึงงัน

ลู่เจียเสวียเป็นคนอารมณ์ไม่ปกติ ขณะนี้เขาอาจ

สรวลเสเฮฮากับเจ้าทว่าจังหวะถัดมาอาจลอบถือ

มีดสังหารคน นางหลงนึกว่าหลัวอี๋หนิงล่วงเกิน

เขาแล้ว คงต้องประสบกับความโชคร้ายแน่นอน

ทว่าไม่รู้ว่าคำกล่าวใดของอี๋หนิงทำให้เขาพอใจ ไร้

ท่าทีขุ่นเคืองแล้ว

ในเวลานี้เองก็มีคนเดินเข้ามาในโถงบุปผาอย่าง

รีบร้อน เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา

หลัวอี๋หนิงได้ยินนํ้าเสียงร้อนรนของพี่ชายสาม

“อี๋หนิง!”

ก่อนที่เขากับหลัวเฉิงจางจะมาก็พอรู้โดยคร่าว ๆ

ถึงสาเหตุที่ลู่เจียเสวียมาปรากฏตัวที่นี่แล้ว ทั้งยัง

รู้ว่าอีกฝั่ายมีการสืบถามถึงคุณหนูที่มีอายุสิบสอง

สิบสามในจวน ขบคิดแล้วก็คาดเดาได้ไม่ยากว่า

ลู่เจียเสวียมาตามหาอี๋หนิงที่สำคัญยังมาเพราะ

ประสงค์ร้าย

หลังจากหลัวเซิ่นหย่วนสืบสาวจนกระจ่างชัดก็ไป

ที่ห้องหลัก ทว่าหลัวอี๋หนิงออกไปกับหลินไห่หรู

แล้ว เขาจึงรีบรุดมาที่บ้านหลัก

เมื่อได้ยินลู่เจียเสวียเรียกอี๋หนิงเข้าไปหา เขาจึง

รีบเอ่ยปากรั้งนางไว้

อี๋หนิงหันหน้าไปก็ถูกหลัวเซิ่นหย่วนที่ก้าวเข้ามา

หนึ่งก้าวจับมือไว้เขาดึงอี๋หนิงไปไว้ด้านหลังตน

กล่าวคารวะลู่เจียเสวีย “ใต้เท้าผู้บัญชาการได้ยิน

ชื่อเสียงของท่านมานาน”

อี๋หนิงรู้สึกเสมอว่าหลัวเซิ่นหย่วนมีสิ่งประหลาด

อยู่สิ่งหนึ่ง นั่นคือไม่ว่าเบื้องหน้าจะเป็นผู้ใด เขา

ล้วนไม่เคยแสดงท่าทีแข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่งหรือ

แสดงความถ่อมตัวจนดูต้อยตํ่า ในอดีตเบื้องหน้า

ท่านย่าก็เป็นเช่นนี้บัดนี้เบื้องหน้าลู่เจียเสวียก็ยัง

เป็นเช่นนี้ คล้ายเขาไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดแต่ไหน

แต่ไรมาก็ล้วนอดกลั้นสงบนิ่ง

หลัวเซิ่นหย่วนชำเลืองมองลู่เจียเสวียปราดหนึ่ง

คนผู้นี้คือคู่ต่อสู้ในราชสำนักในภายภาค

หน้า ณ เวลานี้สถานะของเขายังตํ่ากว่า หลัวอี๋ห

นิงอาจเข้าใจผิดไปเอง ทว่านางรู้สึกว่าบรรยากาศ

ระหว่างพวกเขาสองคนดูไม่ค่อยปกติ มือที่พี่ชาย

สามจับนางไว้บีบแน่นจนทำให้นางเจ็บเล็กน้อย

นางสัมผัสได้ถึงลมหายใจถี่กระชั้นของหลัวเซิ่น

หย่วน รู้ว่าเขาต้องสืบสาวเรื่องราวจนกระจ่าง

แล้วถึงได้เร่งรุดมาหานาง

ลู่เจียเสวียเห็นหลัวเซิ่นหย่วนปกปั้องอี๋หนิงไว้

ด้านหลังก็รู้ว่าอีกฝั่ายมาช่วยนาง เขาย่อมรู้จัก

หลัวเซิ่นหย่วน เจี่ยหยวนที่อายุสิบห้า หากไม่ใช่

เพราะต้องไว้ทุกข์ให้ท่านย่า ก็อาจจะมีจิ้นซื่ออายุ

สิบหกถือกำเนิดขึ้น แต่ไหนแต่ไรมาพวกบัณฑิต

รับราชการเหล่านี้กับลูกหลานตระกูลขุนนางเช่น

พวกเขาถือเป็นคนสองฝั่ายที่แตกต่างกันอย่าง

ชัดเจน มีเพียงเฉิงหลางคนเดียวที่ทั้งบุ๋นบู๊ล้วนชํ่า

ชอง

“ข้าเองก็เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของคุณชาย

สามหลัว” ลู่เจียเสวียลูบแหวนที่สวมอยู่ตรงหัว

แม่มือ ยิ้มพลางเอ่ย “ข้าเพียงอยากจะมอบ

ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คุณหนูในจวน ไม่

จำเป็นต้องตื่นตระหนกไป”

เขาให้ผู้ใต้บัญชาเอากล่องมา หลัวเซิ่นหย่วนเข้า

ไปรับไว้เอง ไม่ให้อี๋หนิงแตะต้อง เขาก้มศีรษะลง

กล่าว “ข้าขอขอบคุณใต้เท้าผู้บัญชาการแทน

น้องสาวของข้าด้วย”

หลัวเฉิงจางให้หลัวเซิ่นหย่วนพาบุตรสาวถอย

ออกไป เขาก้าวเข้ามาคารวะลู่เจียเสวีย “ผู้

พิพากษาเมืองเปั่าติ้ง หลัวเฉิงจางขอรับ”

ในฐานะผู้มีตำแหน่งสูงกว่า ลู่เจียเสวียเพียงผงก

ศีรษะ สนทนากับเขาด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ ไม่

สนใจหลัวอี๋หนิงอีก

ก็แค่เด็กสาวคนหนึ่ง ในเมื่อไร้ภัยคุกคามใด ๆ

เขาจึงไม่ไยดีอีก

อี๋หนิงยืนอยู่ด้านข้าง มองมือของหลัวเซิ่นหย่วนที่

ยังกอบกุมมือของนางไว้ไม่ยอมปล่อย เมื่อลมเย็น

พัดผ่านเข้ามาภายในห้อง แผ่นหลังถึงได้รู้สึก

หนาวสะท้าน คำพูดเหล่านั้นที่พูดกับลู่เจียเสวีย

ช่างอันตรายนักหากลู่เจียเสวียรู้สึกไม่สบอารมณ์

ขึ้นมา นางอาจต้องประสบเคราะห์ร้ายแล้วแม้จะ

กล่าวว่านางพอเข้าใจในตัวลู่เจียเสวียหลายส่วน

จึงได้จัดการไปตามสัญชาตญาณ แต่ยามนี้เมื่อ

ย้อนกลับมาคิด ก็ทำให้นางรู้สึกเหมือนไปเดิน

เตร็ดเตร่อยู่หน้าประตูผีมารอบหนึ่ง

ลู่เจียเสวียมองนางไม่ออก…สมควรจะมองไม่ออก

ลู่เจียเสวียมาตรวจตราที่เมืองเปั่าติ้ง หลัวเฉิงจาง

กับนายท่านใหญ่หลัวย่อมต้องติดตามเขาไป

ก่อนที่ลู่เจียเสวียจะจากไปได้กล่าวกับจ้าวหมิงจู

“หมิงจู เจ้าก็รีบกลับไปเถิด ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยคิดถึง

เจ้านัก”

จ้าวหมิงจูยืนตัวตรง รอยยิ้มระคนด้วยแววออด

อ้อน “ข้าทราบแล้ววันมะรืนข้าก็กลับแล้วเจ้า

ค่ะ”

คนในตระกูลหลัวออกมาส่งเขาขึ้นรถม้า อี๋หนิง

เห็นรถม้าสีเขียวดำคันนั้นลับตาไป เหล่าองครักษ์

ติดตามก็พากันจากไปแล้ว นางถึงได้พรูลมหายใจ

ออกมาอย่างโล่งอก

อี๋หนิงอดชำเลืองมองจ้าวหมิงจูที่อยู่ห่างออกไป

ไม่ได้ นางพบว่าจ้าวหมิงจูเองก็กำลังมองมาที่นาง

ด้วยสายตาเย็นยะเยือก จ้าวหมิงจูพาบ่าวหญิง

ชราเดินตรงมาหาอี๋หนิง เอ่ยเสียงตํ่า “ท่านโหว

ไม่ใช่คนที่เจ้าคิดอาจเอื้อมได้ เจ้าอย่าได้มีใจคิดไม่

ซื่อ”

“คุณหนูหมิงจูหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ”

อี๋หนิงเพียงยิ้ม “ข้าไม่ค่อยเข้าใจ”

“คนเช่นเจ้า ข้าพบเห็นมามากนัก” จ้าวหมิงจูก

ล่าวเสียงราบเรียบ“ขุนนางชนชั้นสูงศักดิ์ไม่ใช่คน

ที่พวกเจ้าคิดอาจเอื้อมได้”

จ้าวหมิงจูเดินนำคนของนางจากไป

“ที่แท้ก็ไม่ใช่คุณหนูผู้ดีโดยแท้จริง” หลัวอี๋ซิ่วที่มี

อคติกับจ้าวหมิงจูอดถากถางไม่ได้ “ดูท่าทางเชิด

คางขึ้นฟั้านั่นสิ นางเป็นเพียงบุตรสาวบุญธรรม

ของท่านผู้บัญชาการลู่ไม่ใช่หรือ!”

อี๋หนิงยิ้ม เพียงกล่าวว่า “อย่าไปสนใจนางเลย”

ทั้งสองคนเดินพลางพูดคุย บรรยากาศดูน่า

อภิรมย์

ทางด้านหลัวเซิ่นหย่วน เมื่อส่งลู่เจียเสวียจากไป

เรียบร้อย สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นอึมครึม เขาก้าวเท้า

ยาว ๆ ไปจับแขนของอี๋หนิงไว้ “อี๋หนิง เจ้าตาม

ข้ามา”

อี๋หนิงไม่เคยได้ยินนํ้าเสียงของหลัวเซิ่นหย่วนที่

เดือดดาลเช่นนี้มาก่อน

หลัวอี๋ซิ่วถึงกับตกใจ พูดตะกุกตะกัก “ข้ายังมี

เรื่องจะคุยกับอี๋หนิง…”

อี๋หนิงโบกมือ หมายบอกให้หลัวอี๋ซิ่วรอตน ทว่า

กลับถูกหลัวเซิ่นหย่วนลากตัวจากไปก่อน

หลัวเซิ่นหย่วนนั่งลงจิบชาในห้องหนังสือ

ที่ด้านนอกประตู ฝนหยุดตกแล้ว

เขามีท่าทีกระสับกระส่ายหรืออาจหงุดหงิด อี๋ห

นิงรู้สึกว่ามิใช่เรื่องง่ายเลย ที่บนร่างของพี่ชาย

สามผู้ไร้คลื่นอารมณ์อยู่เป็นนิจจะปรากฏอารมณ์

หลากหลายออกมาให้นางได้เห็นภายในวันเดียว

เขาคงถูกนางบีบคั้นกดดันจนร้อนรนแล้ว…ถึงได้

ล่วงเกินลู่เจียเสวีย และน่าจะสืบสาวเรื่องราวจน

ได้ความแล้ว

“พี่ชายสาม…” อี๋หนิงเอ่ยเสียงเบา “ท่านโกรธข้า

หรือ”

หลัวเซิ่นหย่วนแค่นยิ้ม เอ่ยถามนาง “เจ้ายังรู้ด้วย

รึว่าข้าโกรธ”

อี๋หนิงยืนนิ่งอยู่กับที่ มือแนบข้างลำตัว ไม่เอื้อน

เอ่ยสิ่งใด หลัว-เซิ่นหย่วนมองเส้นผมของนาง เส้น

ผมนั้นคลอไล้ไปตามลำคอเรียวยาวของนางช่วง

ไหล่บอบบาง แก้มของนางเนียนนุ่มชมพูระเรื่อ

ท่าทางดื้อรั้นไม่ยอมเอ่ยวาจาของนางยิ่งทำให้เขา

เดือดดาล

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าโกรธเจ้าเพราะเหตุใด”

อี๋หนิงผงกศีรษะ “ข้าไม่ได้บอกท่าน…ว่าข้าพบ

ลู่เจียเสวียที่วัดต้าฉือ”

“การที่เจ้าพบเขาแล้วยังมีชีวิตอยู่” นํ้าเสียงของ

หลัวเซิ่นหย่วนสงบลงเล็กน้อย “การที่เจ้าพบเขา

กำลังหารือกับเต้าเหยี่ยนเรื่องแผนลอบปลงพระ

ชนม์องค์ชายใหญ่แล้วยังรอดชีวิตถือเป็นความ

โชคดีของเจ้า เจ้าไม่บอกข้าแต่แรกก็ช่างเถิด แต่

เหตุใดต่อมาเจ้าถึงยังไม่บอกข้าอีก”

หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้น สาวเท้าเข้าใกล้นางทีละ

ก้าว “หากลู่เจียเสวียโหดเหี้ยมมากกว่านี้อีกสัก

นิด การลอบสังหารเจ้าก็เป็นเรื่องเล็กน้อย เจ้ารู้

หรือไม่”

อี๋หนิงก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งตามการขยับ

เคลื่อนเข้าใกล้ของเขา นางรู้สึกว่านํ้าเสียงของ

พี่ชายสามแข็งกร้าวเล็กน้อย คล้ายต้องการพุ่งจู่

โจมนาง

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด นางยังคงชินกับ

การปิดซ่อนทุกสิ่งไว้ในใจและแก้ปัญหาด้วย

ตนเองเสมอ เพราะไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเหลือ

นางได้ นี่เหมือนเป็นสัญชาตญาณของนาง ที่

สำคัญอาจเป็นเพราะคนผู้นั้นคือลู่เจียเสวีย นาง

จึงยิ่งไม่ยินดีที่จะลากหลัวเซิ่นหย่วนเข้ามาอยู่ใน

การต่อสู้นี้

อาจเป็นเพราะเจ้าเด็กน้อยถูกทำให้ตกใจจึงไม่

ยอมพูดอะไรครู่ใหญ่ดวงตากลมโตซึ่งมองมาที่เขา

คล้ายมีความหวาดหวั่น หลัวเซิ่นหย่วนทอดถอน

ใจกล่าวเสียงตํ่า “อี๋หนิง ข้าเป็นพี่ชายสามของ

เจ้า เจ้ามีเรื่องอะไรต้องบอกข้าข้าจะช่วยเจ้า

แก้ปัญหาเอง”

เขาหวังว่ายามที่อี๋หนิงได้รับภัยคุกคาม คนที่นาง

คิดถึงคนแรกจะเป็นเขา

ไม่ใช่ผู้ใดอื่น หรือแม้แต่ตัวนางเอง

“พี่ชายสาม ท่านบอกว่านักบวชผู้นั้น…คือเต้าเห

ยี่ยนหรือ” อี๋หนิงเงียบอยู่นาน ก่อนจะย้อนถาม

หลัวเซิ่นหย่วนปรายตามองนางด้วยสายตาเย็น

เยียบ “นี่คือประเด็นสำคัญที่เจ้าได้ยิน”

“ไม่ใช่” นางรีบคล้องแขนเขา พูดเอาใจ “ข้าไม่รู้

ว่าคนผู้นั้นคือลู่เจียเสวีย…”

“ไม่รู้ เช่นนั้นยามที่เจ้าเจอเขา เจ้าจะวิ่งหนี

ทำไม” หลัวเซิ่นหย่วนถามเสียงเยียบเย็น

เขารู้ได้อย่างไร! กระทั่งเรื่องที่นางวิ่งหนี เขาก็ยังรู้

อี๋หนิงปิดบังต่อไปไม่ได้จึงทำได้เพียงกล่าวว่า

“พี่ชายสาม ครั้งหน้าข้าจะไม่ทำแล้ว…ท่านอย่า

โมโหอีกเลย หรือจะให้ข้าทำรองเท้าให้ท่านสักคู่”

นางแหงนหน้ามองเขา แววตาทั้งกระจ่างสดใสทั้ง

ระยิบระยับ ทำให้หลัวเซิ่นหย่วนคิดถึงตอนอี๋หนิง

ยังเล็ก ท่าทางที่พยายามเอาอกเอาใจเขาอย่าง

ที่สุด ทว่ากลับแสร้งวางท่าว่าไม่มีอะไรช่างดูน่ารัก

ยิ่งนัก

เขาไม่รู้จะระบายความโกรธเคืองที่ไม่อาจอธิบาย

ออกมาได้อย่างไรแม้อี๋หนิงจะมีความผิด แต่ก็

ไม่ใช่ความผิดฉกรรจ์ อันที่จริงนางฉลาดเฉลียวยิ่ง

นัก นางรู้ว่าคนผู้นั้นคือลู่เจียเสวีย เมื่อต้อง

เผชิญหน้ากับเขาในตระกูลหลัว แม้จะตกอยู่

ภายใต้สถานการณ์อันตราย นางกลับไม่หวั่นเกรง

กระทั่งยังเปิดเผยตรงไปตรงมา

ในสถานการณ์เช่นนั้น การสารภาพอย่าง

ตรงไปตรงมาเป็นวิธีที่ดีที่สุด

เขาไม่ควรโกรธนางเกินไป นางทำได้ดีที่สุดแล้ว

อี๋หนิงยังคงสงสัยเรื่องเต้าเหยี่ยน “พี่ชายสาม

ท่านรีบบอกข้ามาเร็วเข้าท่านรู้จักนักบวชผู้นั้น

หรือ”

เต้าเหยี่ยนเป็นคนของลู่เจียเสวีย ที่สำคัญยังเป็น

วีรบุรุษซึ่งช่วยผู้ประสบเคราะห์ร้ายจากการ

รุกรานของโจรสลัดในเมืองผิงติ้ง เป็นคนที่

ชาวประมงแถบชายฝังเคารพนับถือ

“เต้าเหยี่ยน…กล่าวได้ว่าเป็นศิษย์พี่ของข้า”

หลัวเซิ่นหย่วนพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ

“พวกเรานับถืออาจารย์คนเดียวกัน เพียงแต่เขา

ออกบวชไปแล้ว รู้แจ้งเห็นชัดว่าปัญจขันธ์ล้วน

ว่างเปล่า หากไม่ใช่เพราะลู่เจียเสวียบีบบังคับให้

เขาลงจากเขา เขาคงพเนจรไปทั่วสารทิศแล้ว”

หลัวเซิ่นหย่วนเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับเต้าเหยี่ยน

มิน่าเล่า เขาถึงมีพิณที่เต้าเหยี่ยนสร้างเองกับมือ

อี๋หนิงตกตะลึงไปชั่วขณะ ชาติภพที่แล้วนางไม่รู้

ว่าหลัวเซิ่นหย่วนกับเต้าเหยี่ยนมีความสัมพันธ์กัน

เช่นนี้

“เจ้ารีบกลับไปเถิด” หลัวเซิ่นหย่วนหายโกรธนาง

แล้ว เขาถอนหายใจอีกครั้งก่อนเอ่ย “ข้าคำนวณ

ดูแล้ว พี่หญิงใหญ่ของเจ้าน่าจะรอเจ้าอยู่”

วันนี้นางทำเรื่องอุกอาจพรรค์นี้ ทั้งยังกล้าวางตัว

เป็นปรปักษ์ต่อหน้าลู่เจียเสวีย เกรงว่าเมื่อกลับไป

คงถูกจัดการเป็นแน่ หลัวอี๋ฮุ่ยไม่มีทางปล่อยนาง

ไว้

ในศาลาพักม้า เทียนถูกจุดสว่างไสว ลู่เจียเสวีย

กำลังนั่งอ่านรายงาน

ผู้ใต้บัญชายกสุราเข้ามา ลู่เจียเสวียยกขึ้นดื่มอึก

หนึ่ง ก่อนจะปิดหนังสือรายงาน หลับตาลงพลาง

แค่นเสียงหัวเราะเย็นเยือก “วั่งจิ้นช่างโง่เขลานัก

แหวกหญ้าให้งูตื่น ครานี้ยุ่งยากแล้ว”

ผู้ใต้บัญชายิ้มปลอบประโลมเขา “ท่านพักผ่อน

สักครู่เถิดขอรับ”

ลู่เจียเสวียโยนหนังสือรายงานทิ้งไป มององครักษ์

ที่ยืนเรียงรายอยู่ด้านนอกเนิ่นนาน จู่ ๆ ก็พลันพูด

ขึ้น “เฉียวหลิน เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าคุณหนูเจ็ดแห่ง

ตระกูลหลัวดูคุ้นตา…”

ผู้ใต้บัญชาครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะตอบ

“ข้าน้อยรู้สึกคุ้นตาอยู่บ้างจริง ๆ! อิงกั๋วกงเว่ย

หลิงของพวกเราก็มีไฝเม็ดหนึ่งอยู่ที่ปลายหางคิ้ว!

แม้รูปโฉมของคุณหนูเจ็ดท่านนั้นจะไม่ละม้าย

คล้ายคลึง ทว่าตำแหน่งของไฝกลับเหมือนกันทุก

กระเบียดนิ้ว หากจะกล่าว ดวงตาก็ดูคล้ายอยู่

เล็กน้อยขอรับ”

เมื่อผู้ใต้บัญชากล่าวเช่นนี้ ลู่เจียเสวียถึงคิดขึ้นมา

ได้ เว่ยหลิงเคยพูดว่าเมื่อสิบปีก่อนเขาเคยมี

สัมพันธ์กับหญิงสาวที่ด้านนอกคนหนึ่ง ทั้งยัง

น่าจะให้กำเนิดบุตรคนหนึ่ง เขาชอบนางมาก

ภายหลังยังกลับไปเสาะหา ทว่านางหายตัวไป

อย่างไร้ร่องรอย ปีนั้นเขายังตามหาอยู่นาน…

เหมือนจะมีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่

โดยเฉพาะไฝที่ปลายหางคิ้วซึ่งแทบจะเหมือนกัน

ทุกประการ

ช่างบังเอิญนัก อยู่ที่เมืองเปั่าติ้งเหมือนกัน อายุ

ไล่เลี่ย รูปโฉมยังคล้ายคลึงกับเว่ยหลิงถึงเพียงนั้น

แต่เห็นได้ชัดว่านางเป็นคุณหนูเจ็ดของตระกูล

หลัว ทั้งยังน่าจะถือกำเนิดจากสายตรง

“เจ้าเขียนจดหมายบอกกล่าวเว่ยหลิงสักคำ”

ลู่เจียเสวียไม่ขบคิดให้มากความ เอ่ยปากสั่งการ

“เพื่อตามหาหญิงสาวคนนั้น เว่ยหลิงถึงกับไม่

ยอมแต่งงานอยู่แรมปี ไม่แน่อาจยังมีเบาะแสอยู่”

ผู้ใต้บัญชารับคำแล้วถอยออกไป

ลู่เจียเสวียหลับตาลง เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ นึกถึง

ชื่อนั้นในใจเงียบ ๆ

หลัวอี๋หนิง…นางจากเขาไป น่าจะเป็นเวลาสิบปี

แล้ว

ยาวนานนัก สิบปีแล้วจริง ๆ

ยามที่เขาคิดถึงชื่อนี้ก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงความ

ขื่นขมอันลึกซึ้งซึ่งไหลเวียนอยู่ในลมปราณ ในช่วง

เวลาสิบปีที่ผ่านมา จากความโกรธแค้นสิ้นหวังใน

คราแรกจนถึงความสงบนิ่งในยามนี้ แม้แต่ตัวเขา

เองก็ลืมไปแล้วว่าเคยมีคนผู้หนึ่งที่เขาชอบสุด

หัวใจ

ทว่าหลัวอี๋หนิงตายไปแล้ว เขาไม่อาจตามนาง

กลับมาได้อีก ความสิ้นหวังอันน่าเศร้านั้น เขาไม่

ยินดีที่จะคิดถึงเรื่องนั้นมาโดยตลอด เพราะมีแต่

จะบีบคั้นให้เขาต้องคลุ้มคลั่ง

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 66"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

63ef2662UmtVckMc
Top Star ระบบปั้นเธอให้เป็นดาว
27/09/2023
aileen4188
เผยตัวตนลับ จับหัวใจเธอ
05/03/2023
65d4753b8ff1a8001d619f2d
ปลายจวักครองใจ
01/11/2024
QWhAtB
ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
08/03/2025

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.