พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 67
เมื่ออี๋หนิงกลับมาถึงห้องหลัก หลัวอี๋ฮุ่ยก็กำลังนั่ง
รอนางด้วยสีหน้าตึงเครียด
นางยืนนิ่งอย่างเชื่อฟัง น้อมรับคำตำหนิของพี่
หญิงใหญ่ หลัวอี๋ฮุ่ยสั่งสอนนางอยู่ค่อนวัน ก่อน
จะเอ่ย “ช่างเถิด ตำหนิเจ้าไปแล้วจะอย่างไร
ตั้งแต่เด็กเจ้าก็ใจกล้า เดิมข้ายังหลงนึกว่าเมื่อเจ้า
เติบโตขึ้นจะรู้จักอดกลั้นมากกว่านี้ ไม่คิดว่าจะยัง
มีนิสัยเช่นนี้อยู่”
สาวใช้ยกนํ้าแกงเข้ามาให้หลัวอี๋ฮุ่ยดื่ม นางดื่มนํ้า
แกงบำรุงเสร็จก็โบกมือให้อี๋หนิงกลับไป “กลับไป
พักผ่อนเสีย พรุ่งนี้ยังต้องส่งแม่นางหมิงจู”
อี๋หนิงฉีกยิ้มตาหยี เขย่ามือนางพลาง
ประจบประแจง “พี่หญิงใหญ่ ข้ารู้ตัวว่าผิดไป
แล้ว ท่านอย่าได้โกรธข้าเลยได้หรือไม่”
หลัวอี๋ฮุ่ยหลุดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ นาง
เป็นแม่คนแล้วอุปนิสัยจึงอ่อนโยนกว่าแต่ก่อน
นางโอบไหล่ของอี๋หนิงพลางตบเบา ๆหลัวอี๋ฮุ่ย
พบว่าเด็กน้อยคนนี้สูงขึ้นเล็กน้อยแล้ว ร่างกายที่
เดิมอวลไปด้วยกลิ่นหอมของนํ้านม บัดนี้แปร
เปลี่ยนเป็นกรุ่นกลิ่นหอมสดชื่นจาง ๆ แล้ว
“ข้าจะโกรธเจ้าได้อย่างไร ต่อให้โกรธก็โกรธที่เจ้า
ไม่หวงแหนชีวิตของตน” หลัวอี๋ฮุ่ยกล่าวเสียงตํ่า
“ลู่เจียเสวียเป็นผู้ใด เขาจะทนให้ผู้อื่นมาวางท่า
เหิมเกริมต่อหน้าเขาได้หรือ เคราะห์ดีที่วันนี้เขา
ไม่ถือสาเอาความเจ้ามิเช่นนั้นข้าคงทำได้เพียง
กลับไปคุกเข่าอ้อนวอนติ้งเปั่ยโหว ขอให้เขาช่วย
ไปขอความเมตตาจากผู้บัญชาการลู่แล้ว”
อี๋หนิงรู้ว่าพี่หญิงใหญ่เกรงกลัวลู่เจียเสวีย ผู้ใดบ้าง
จะไม่กลัวเขาคิดว่านางจะไม่กลัวเขาหรือ
หลังจากอี๋หนิงกลับไปก็พิงกายอยู่ข้างหน้าต่าง
ขบคิดเรื่องราวเงียบ ๆท่ามกลางม่านรัตติกาล
นางเห็นเพียงโคมไฟใต้ชายคาที่สาวใช้เพิ่งจุด แสง
นวลละมุนส่องลงบนเสาระเบียงและบาน
หน้าต่าง สามารถได้ยินเสียงจิ้งหรีดขับกล่อม
ในคํ่าคืนคิมหันตฤดู สวีมามายกแตงโมที่แช่ไว้ใน
บ่อนํ้ามาให้นางกินนํ้าแตงโมเย็น ๆ รสชาติหอม
หวานสดชื่นนัก ช่วยบรรเทาคลื่นร้อนระอุให้เบา
บางลงหลายส่วน
นางพลันนึกถึงเรื่องในปีนั้นที่นางเพิ่งแต่งงาน
เป็นคิมหันตฤดูที่ร้อนแผดเผาเช่นเดียวกัน ลู่เจีย
เสวียอยู่ด้านข้างคอยพัดให้นาง นางอ่านหนังสือ
ไปพลางกินแตงโมไปพลาง ลู่เจียเสวียมองนาง
เหงื่อไหลเต็มแผ่นหลัง ทว่านางกลับไม่มองเขาสัก
นิด ในที่สุดเมื่อนางจิ้มแตงโมชิ้นหนึ่งขึ้นมา เขาก็
รีบงับเข้าปากอย่างรวดเร็ว เคี้ยวพลางพูด ‘หวาน
จริง ๆ ด้วย มิน่าเล่า เจ้าถึงไม่ยอมแบ่งข้า!’
นางมองลู่เจียเสวีย เขาจึงเอ่ยถาม ‘ทำไมรึ ข้าพัด
ให้เจ้าอยู่นานค่อนวัน ขอกินแตงโมเพียงคำเดียว
ก็มิได้หรือไร’
นางครุ่นคิดก่อนจะวางหนังสือลง ‘นายท่านสี่
หรือท่านจะไปพูดกับท่านโหวสักประโยค ขอ
ตำแหน่งผู้บัญชาการสักหน่วย’
ยามนั้นเขามองนางด้วยสายตาไม่กระจ่างชัด ทว่า
ใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้ม ‘หรือเจ้าเองก็
รู้สึกว่าข้าไม่เอาไหน’
ในบรรดาบุตรที่ถือกำเนิดจากอนุทั้งหมดในจวนห
นิงหย่วนโหว มีเขาเพียงคนเดียวที่ไม่รู้จักความ
ทะเยอทะยาน ทว่าเขากลับมีสัมพันธ์อันดีกับทุก
คน ในบรรดาน้องชายที่เกิดจากอนุ ลู่เจียหรันดี
กับลู่เจียเสวียมากที่สุดมักบ่นว่าเขาเอาแต่ขี่ม้าล่า
เหยี่ยวทั้งวัน ไม่เป็นการเป็นงาน ทว่าลู่เจียเสวียก
ลับไม่สะทกสะท้าน ทั้งยังวางท่าประหนึ่งภูมิใจ
หลังจากแต่งงานรับอี๋หนิงเข้ามา เขาก็ยิ่งไร้ความ
ทะเยอทะยาน
ยามนั้นนางตอบไปว่าอย่างไร อี๋หนิงจำได้ไม่ชัด
ลู่เจียเสวียแค่หลอกลวงนางเท่านั้น เขาไม่เคย
กล่าวอะไรที่สำคัญจริงจังกับนางสักประโยค ยาม
นั้นนางยังปลอบใจตนเองว่าแม้เขาจะไม่เอาการ
เอางาน แต่อย่างน้อยก็ไม่เหมือนกับบรรดา
บุตรชายของขุนพลชั้นรองเหล่านั้นที่เลี้ยงสตรีไว้
นอกบ้าน ทั้งยังไม่ล้างผลาญสมบัติของวงศ์
ตระกูล มากสุดก็เพียงวางเดิมพันไพ่ผายจิ่วกับ
ลูกหลานขุนนางตระกูลอื่นเท่านั้น
กระทั่งนางเสียชีวิตและได้เห็นว่าลู่เจียเสวียใช้
วิธีการโหดเหี้ยมเพียงใดในการกวาดล้างจวนหนิง
หย่วนโหว ถึงเพิ่งตระหนักว่าเพราะคนทั้งจวน
รวมไปถึงลู่เจียหรันไม่มีผู้ใดระแวงสงสัยเขา
ดังนั้นเขาจึงบรรลุผลสำเร็จได้อย่างง่ายดาย เขา
ไม่เคยกล่าวความจริงใด ๆ กับนาง และตัวตน
ของเขาก็ไม่เคยเป็นแบบที่แสดงให้นางเห็น อะไร
ที่เรียกว่าไม่เป็นการเป็นงาน อะไรที่เรียกว่าขี่ม้า
ล่าเหยี่ยว ล้วนเป็นสิ่งที่เขาแสดงให้ผู้อื่นดูทั้งสิ้น
ช่างทำให้ผู้คนหนาวเหน็บถึงกระดูก
ต่อมาเมื่อลู่เจียเสวียเดินผ่านปั้ายวิญญาณของ
นาง เขาไม่เคยมองตัวอักษรบนนั้นอย่างเต็มตา
เลยสักครั้ง หลังจากนั้นในจวนหนิงหย่วนโหวจึงมี
คนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าลู่เจียเสวียเคยมี
ภรรยา บางทีแม้แต่ตัวเขาเองก็อาจลืมเลือนไป
แล้วว่า เขาอาศัยเหตุผลที่เซี่ยหมิ่นสังหารภรรยา
เอกของเขา สร้างความลำบากให้เซี่ยหมิ่น
อี๋หนิงเลื่อนจานแตงโมเล็ก ๆ ที่เหลือไปไว้
ด้านข้าง เอ่ยเสียงราบเรียบ“สวีมามา เก็บไป
เถิด”
บางทีการได้พบลู่เจียเสวียอาจกลับกลายเป็นทำ
ให้นางผ่อนคลายมากขึ้น คืนนี้อี๋หนิงจึงนอนหลับ
สนิทอย่างเต็มอิ่ม ชิงชวี่ที่คอยเฝั้าดูแลนางตอน
กลางคืน พัดกระถางซึ่งเผาเปลือกผลส้มโอเบา ๆ
เพื่อขับไล่ยุง บรรยากาศภายในเรือนเงียบสงบ
วันต่อมาเป็นวันที่จ้าวหมิงจูจะกลับไป พวกอี๋หนิง
ต้องออกมาส่งนางทว่าเมื่อมาถึงบริเวณกำแพงบัง
รัศมีกลับพบว่าจ้าวหมิงจูยังไม่ตื่น
รอจนดวงอาทิตย์เริ่มเคลื่อนตัวสูง จ้าวหมิงจูถึงได้
พาสาวใช้ออกมาอย่างแช่มช้า ต่อให้จะมีร่มกาง
ทว่าบรรดาเจี่ยเอ๋อร์ก็ตากแดดจนเหงื่อท่วมกาย
แล้ว จ้าวหมิงจูดูเหมือนจะเพิ่งตื่น ร่างกายกรุ่น
กลิ่นหอมเย็น ก่อนนางจะจากไปยังยิ้มพลางเอ่ย
กับพวกอี๋หนิง “วันนี้ทำให้ทุกท่านต้องคอยนาน
แล้วหากวันใดพวกเจ้าไปเยือนเมืองหลวงก็ไปหา
ข้าที่จวนอิงกั๋วกงได้ ข้าขอเชิญพวกเจ้ามาเป็น
แขกสักสองสามวัน มาเยี่ยมชมความเจริญรุ่งเรือง
ของเมืองหลวงเสียบ้างก็ดี”
บ่าวหญิงชราซึ่งอยู่อีกด้านเร่งเร้านาง “คุณหนูห
มิงจู หากยังไม่ออกเดินทางอีก ฮูหยินผู้เฒ่าจะ
ร้อนใจแล้วนะเจ้าคะ!”
จ้าวหมิงจูถึงได้กล่าวอำลาพวกนางและเดินขึ้นรถ
ม้า มีสาวใช้สองสามคนถือกล่องเข้ามา สาวใช้ที่
สวมชุดกระโปรงสีครามอมเขียวยอบกายลง ยิ้ม
พลางพูดว่า “คุณหนูทุกท่าน นี่เป็นของที่
คุณหนูหมิงจูของพวกเรามอบให้ทุกท่าน ของ
กำนัลเล็กน้อยไม่พอแสดงความจริงใจ หลายวันนี้
รบกวนคุณหนูทุกท่านแล้ว”
พอหลัวอี๋อวี้ได้ยิน สีหน้าก็พลันหม่นลง
ทุกคนมีสถานะเท่าเทียมกัน แต่เห็นได้ชัดว่าจ้าวห
มิงจูกำลังตกรางวัลให้พวกนาง เห็นพวกนางเป็น
อะไร จำเป็นต้องให้นางตกรางวัลให้หรือ
อี๋หนิงนำกล่าวขอบคุณ เมื่อกลับไป นางก็เอา
สิ่งของด้านในออกมาดูจากนั้นก็พบว่าเป็นปิน
สลักอันหนึ่ง ฝีมือประณีตงดงามไร้ใดเปรียบ เนื้อ
ใสขาวดุจหิมะ ดูไม่เหมือนของที่จ้าวหมิงจูจะ
มอบให้ คราก่อนของที่มอบให้อี๋หนิงก็เป็นเพียง
กำไลทองสองวงเท่านั้น ไม่ได้มีนํ้าใจถึงขั้นนี้ อี๋ห
นิงพลันนึกถึงลู่เจียเสวียขึ้นมา ต้องเป็นลู่เจียเสวีย
ที่สั่งกำชับไว้เป็นแน่ เขาต้องรู้ว่าจ้าวหมิงจูมีนิสัย
หยิ่งทะนง นี่จึงเป็นสิ่งที่เขามอบชดเชยให้กับพวก
นางที่ต้องดูแลจ้าวหมิงจู วันนั้นที่เขามอบของให้
นางกล่องหนึ่ง ด้านในก็เป็นหยกคุณภาพเยี่ยมชิ้น
หนึ่ง
อี๋หนิงให้สาวใช้เก็บของไว้
หลัวอี๋ฮุ่ยพำนักอยู่ในตระกูลหลัวถึงเดือนเก้าจึงได้
จากไป ตอนที่นางจากไปเป็นช่วงที่ดอกตันกุ้ยส่ง
กลิ่นหอมรัญจวนพอดี เป็นเทศกาลกินขนมไหว้
พระจันทร์
วันเกิดของอี๋หนิงตรงกับช่วงก่อนวันไหว้
พระจันทร์ไม่กี่วัน ก่อนหน้านี้เพราะการไว้ทุกข์ใน
จวนจึงไม่ได้จัดงานเลี้ยงรื่นเริง ปีนี้หลินไห่หรู
ตั้งใจจัดงานวันเกิดให้อี๋หนิงอย่างดี เฉียวอี๋เหนียง
นั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของงานเลี้ยงในที่ไกล มองเซ
วียนเกอร์ซึ่งอยู่ข้างกายกัวอี๋เหนียงอย่าง
กระสับกระส่ายต่อมาเมื่อทุกคนเคลื่อนย้ายไปที่
ห้องด้านข้างฝังประจิม นางจึงสบโอกาสไปหาเซ
วียนเกอร์
เซวียนเกอร์กำลังเล่นแผ่นตัวต่อปริศนาเจ็ดแผ่น
กับเพื่อนร่วมเรียนหนังสือ เขาไม่สังเกตเห็นเฉียว
อี๋เหนียงแม้แต่น้อย
กระบอกตาของเฉียวอี๋เหนียงพลันร้อนผ่าว ร้อง
เรียกเบา ๆ “เซวียน-เกอร์ เจ้าจำแม่ไม่ได้แล้ว
หรือ”
เซวียนเกอร์หันหน้าไปมอง เมื่อเห็นเฉียวอี๋เหนียง
ก็คล้ายมีท่าทีลังเล“อี๋เหนียง…”
เฉียวอี๋เหนียงยิ่งปวดใจ เข้าไปจับบ่าเล็ก ๆ ของ
เด็กน้อย คุกเข่าลงแล้วเอ่ย “เซวียนเกอร์ เหตุใด
เจ้าจึงไม่เรียกข้าว่าแม่แล้ว”
เซวียนเกอร์กล่าวแช่มช้า “พี่หญิงเจ็ดบอกว่า
บัดนี้ข้าถูกบันทึกภายใต้ชื่อของฮูหยิน ฮูหยินถึง
จะเป็นท่านแม่ ข้าทำได้เพียงเรียกท่านว่าอี๋เหนียง
อี๋เหนียง ข้าจะเข้าไปกินขนมไหว้พระจันทร์แล้ว
ท่านจะเข้าไปหรือไม่”
อากัปกิริยาของเขาทั้งสุภาพทั้งเหินห่าง พูดคุยให้
ความสนิทสนมกับนางยังไม่เท่าเพื่อนร่วมเรียน
หนังสือเมื่อครู่นี้เลย
เฉียวอี๋เหนียงรู้สึกเหมือนหัวใจถูกคว้านเป็นรูโหว
มวลลมหนาวสะท้านพุ่งเข้าจู่โจม ล้วนเป็นเพราะ
การสั่งสอนของคนพวกนั้น สอนให้เขาวางตนเหิน
ห่างจากนาง เป็นพวกเขาที่เพาะบ่ม! เล็บสีแดง
เข้มจิกเข้าที่กลางฝั่ามือนางพยายามทุกวิถีทาง
เพื่อไม่ให้หลัวเฉิงจางรังเกียจเดียดฉันท์ตน ทว่า
เขากลับไม่ยอมปริปากเรื่องของเซวียนเกอร์สัก
ครั้ง กระทั่งพูดก็ยังไม่เคยพูดถึงไม่รู้ว่าเมื่อไรเซ
วียนเกอร์ถึงจะได้กลับมาอยู่กับนาง…
บ่าวหญิงชราของกัวอี๋เหนียงที่อยู่ในห้องเดิน
ออกมา เรียกเซวียนเกอร์เข้าไปกินขนมไหว้
พระจันทร์ กล่าวว่าเก็บขนมไหว้พระจันทร์รสเนื้อ
หมักกับถั่วต้นสนที่เขาโปรดปรานไว้ให้ เมื่อเซ
วียนเกอร์ได้ยินก็ตื่นเต้นดีใจอย่างมากรีบกล่าว
อำลานางแล้ววิ่งเข้าไปด้านใน
เมื่อเฉียวอี๋เหนียงกลับไปก็ไม่ยอมพูดจา หลัวอี๋
เหลียนเดาว่าท่านแม่ของตนจะต้องไปพบ
น้องชายมาแน่นอน นางทอดถอนใจ บิดผ้าร้อน
ในมือส่งให้เฉียวอี๋เหนียงประคบหน้าผาก เพื่อ
น้องชายแล้ว ท่านแม่ไม่ยอมกินดื่มกระทั่ง
บุตรสาวอย่างนางก็ไม่สนใจแล้ว สำหรับท่านแม่
น้องชายสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด
หลัวอี๋เหลียนยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดินนอกเรือน
ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงคลื่นหนาวสะท้านอันบาด
ลึก แม้หลัวอี๋หนิงจะกำพร้า แต่ก็ยังมีหลินไห่หรู
คอยรักเอ็นดู แต่นางเล่า…มีผู้ใดรักเอ็นดูนางอย่าง
แท้จริงบ้าง ท่านพ่อเลี้ยงดูนางประหนึ่งเลี้ยงดูนก
น้อยตัวหนึ่งในกรง ยามดีใจก็หยอกล้อเล่นกับนาง
เมื่อไม่ชอบนาง ไม่ว่าวิธีการลงโทษใดก็สั่งลงมือ
ได้
นางทอดสายตามองไปไกล เห็นคนผู้หนึ่งสวมชุด
คลุมสีฟั้ากำลังเดินอยู่ริมทะเลสาบ เขาคล้ายกับ
สังเกตเห็นนางเช่นกันจึงหันหน้ามา ก้มศีรษะแล้ว
ยิ้มให้นาง
เป็นหลิวจิ้ง คู่หมั้นของหลัวอี๋อวี้ เขาเองก็มา
ร่วมงานเลี้ยงด้วย
หลิวจิ้งมองนางที่ยืนอยู่ตรงนั้น ชั่งใจอยู่ประเดี๋ยว
ก่อนจะเดินเข้ามาเขาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลนัก
ประสานมือขึ้นทักทาย “ท่านนี้คือคุณหนูหกใช่
หรือไม่ ในจวนกำลังครึกครื้น เหตุใดจึงมายืนตรง
นี้เพียงลำพัง”
หลัวอี๋เหลียนจำได้ว่านางเคยพบเขายามนางยัง
เด็ก บัดนี้เขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ได้ยินว่าฝึกงาน
ที่กรมโยธาใกล้จะครบสามปีแล้ว สามารถรับ
ตำแหน่งเป็นขุนนางที่ปรึกษาอะไรทำนองนั้นได้
แล้ว แต่ไหนแต่ไรมาหลิวจิ้งเป็นคนซื่อสัตย์เถร
ตรง อบอุ่นทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจ แต่อาจเป็น
เพราะเขาเป็นคนสงวนวาจาจึงทำให้ผู้คนมองว่า
เขาเป็นคนเรียบง่าย หลัวอี๋เหลียนยิ้มพลางเอ่ย
“คุณชายหลิวไม่อยู่เป็นเพื่อนพี่หญิงสี่หรือเจ้า
คะ”
หลิวจิ้งหัวเราะ ทว่านํ้าเสียงกลับเศร้าหมอง
เล็กน้อย “นาง…ไม่ค่อยชอบให้ข้าอยู่เป็นเพื่อน”
หลัวอี๋อวี้ไม่ค่อยชอบเขาสักเท่าไร เขาตระหนักดี
แต่ทำได้เพียงวางตนหน้าด้านหน้าทนไม่รับรู้
หลัวอี๋เหลียนรู้ว่าหลัวอี๋อวี้มีใจทะเยอทะยาน หลิว
จิ้งเป็นคนที่พอจะอะลุ่มอล่วยเข้าไปอยู่ในสายตา
นางได้เท่านั้น ทั้งที่เขามีเรือนร่างสูงตระหง่านแต่
กลับต้องวางท่าค้อมหลังถ่อมตน ชวนให้น่า
เวทนาหลายส่วน ในใจนางพลันบังเกิดความรู้สึก
เห็นอกเห็นใจ นางกล่าวเสียงแผ่วเบา “ท่านทำดี
ต่อนางบ่อย ๆ นางย่อมรู้เอง”
หลิวจิ้งยิ้มน้อย ๆ เขาก็ทำได้เพียงทำดีต่อหลัว
อี๋อวี้เท่านั้น เขารู้ว่าตนไม่คู่ควรกับนาง หลิวจิ้ง
เงยหน้าขึ้น คุณหนูหกแห่งจวนตระกูลหลัวค่อย
ๆเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เป็นโฉมงามสะคราญนางหนึ่ง
ในความงามยังแฝงด้วยความทะนงตนที่แม้แต่
หลัวอี๋อวี้ก็ไม่มี ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก่อเป็นความ
งดงามเกินไปจนทำให้เกิดเป็นภาพลวง เขาชะงัก
ไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ย “คุณหนูหกไม่จำเป็นต้อง
โศกศัลย์ ท่านแม่มักกล่าวกับข้าเสมอว่า อันเรื่อง
ทุกข์ยากบนโลกนี้ล้วนต้องล่วงผ่านไปเป็นอาจิณ”
เขาไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการล่วงเกินแม้แต่น้อย พูด
จบก็กุมมือประสานเดินจากไป
หลัวอี๋เหลียนมองแผ่นหลังสูงตระหง่านทว่าถ่อม
ตนของเขา ตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ ชุดคลุมบน
ร่างของเขาดูกลางเก่ากลางใหม่ มองแล้วชวนให้
รู้สึกสะท้อนใจ
นางสะบัดศีรษะ เมื่อเดินเข้าไปในเรือนก็เห็น
เฉียวอี๋เหนียงกำลังพูดคุยอยู่กับหญิงชราผู้ดูแล
ร้านค้าคนหนึ่ง นํ้าเสียงอ่อนระโหยโรยแรง “…ผล
ประกอบการของร้านนั้นจะยํ่าแย่ก็ช่างเถิด ทว่า
จะปล่อยจ้าวสวี่ซื่อผู้นั้นไว้ไม่ได้ ขโมยเงินในร้าน
แล้วยังกล้าเอาไปเล่นพนันอีกรึ โบยให้พิการแล้ว
โยนออกไปเสีย เหตุใดถึงต้องมาถามความเห็น
ข้า!”
สาวใช้ที่คุกเข่าอยู่ด้านข้างกำลังใช้ค้อนหยกทุบ
นวดขาให้นาง เนื่องจากเฉียวอี๋เหนียงผ่ายผอมลง
ร่างที่เอนอยู่บนเก้าอี้เอนจึงก่อเกิดเป็นภาพความ
งดงามของสภาพการณ์โรคาอันดูงดงามเป็นพิเศษ
ชนิดหนึ่ง
เมื่อหญิงชราเห็นภาพเช่นนั้นก็ลอบถอนใจ ความ
เพริศพริ้งเช่นนี้ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไม่ว่าจะ
อย่างไรนายท่านรองก็จำต้องรั้งเฉียวอี๋เหนียงไว้
ข้างกายให้ได้ นางคลี่ยิ้มแล้วเอ่ย “อี๋เหนียงเข้าใจ
ผิดแล้วเจ้าค่ะ ที่จ้าวสวี่ซื่อขโมยเงินเพราะ
ต้องการเอาไปรักษาภรรยา…จะว่าไปภรรยาคน
นั้นของเขาก็คืออดีตสาวใช้ในจวนของพวกเราที่
แต่งงานออกไป นางเคยปรนนิบัติอดีตฮูหยินรอง
มาก่อน ไม่รู้ว่าปั่วยเป็นโรคใด ต้องใช้เงินซื้อโสม
ประหนึ่งเผากระดาษเพื่อยื้อชีวิต! จ้าวสวี่ซื่ออับ
จนหนทางถึงได้ขโมยเงินในร้าน ในบ้านเขาไม่
เหลืออะไรแล้ว พวกบ่าวจะรวบรวมเงินกันเอง
เพียงขับไล่เขาออกไปก็พอแล้วเจ้าค่ะเหตุใดจึง
ต้องโบยเขาจนพิการด้วยเล่าเจ้าคะ”
เฉียวอี๋เหนียงได้ยินว่าคนผู้นั้นเคยปรนนิบัติรับใช้
อดีตฮูหยินรองก็คิดถึงอี๋หนิงขึ้นมา พอนางคิดถึง
เซวียนเกอร์ของตนก็ให้รู้สึกเคียดแค้นจนต้องขบ
ฟันแน่น นางยืดตัวขึ้น “ขโมยเงินแล้วยังจะกล่าว
วาจาแก้ตัวอันใดอีก ข้าไม่สนใจว่าเขาจะเอาเงิน
ไปรักษาผู้ใด! ข้าบอกให้โบยจนพิการก็โบย ยังไม่
รีบไปอีกรึ! หากผู้ใดกล้าออมมือก็จงไสหัวไป
พร้อมกับคนผู้นั้น”
หลัวอี๋เหลียนได้ยินก็อดเกลี้ยกล่อมไม่ได้ “ท่าน
แม่ เขาน่าเวทนาอยู่แล้วนะเจ้าคะ ปล่อยให้แล้ว
กันไปเถอะเจ้าค่ะ”
ทว่าเฉียวอี๋เหนียงกลับพูดอย่างเย็นชา “เขามี
อะไรน่าเวทนากัน ที่น่าเวทนาคือน้องชายแท้ ๆ
คนนั้นของเจ้า! ถูกผู้อื่นสั่งสอนจนกระทั่งมารดา
แท้ ๆ ก็ไม่รู้จักแล้ว” นางพิงตัวลงบนเก้าอี้เอนอีก
ครั้ง “ไม่ว่าผู้ใดหน้าไหนก็ไม่อนุญาตให้แสดง
ความเมตตา จะตายก็ตายไป ถึงตายแล้วก็ยังไม่
สาสมกับบาปกรรมที่ก่อไว้”
เมื่อหญิงชราที่ดูแลร้านเห็นว่าไร้หนทางผ่อนปรน
ก็ถอยออกไปด้วยความลำบากใจ หลัวอี๋เหลียน
ทอดถอนใจ บัดนี้ท่านแม่เกลียดแค้นคนพวกนั้น
เข้ากระดูก เมื่อได้ยินชื่อย่อมไม่มีทางใจอ่อน
นางให้สาวใช้ยกยาเข้ามาให้มารดาดื่ม ไม่เอื้อน
เอ่ยสิ่งใดอีก
งานเลี้ยงฉลองวันเกิดของอี๋หนิงจัดยาวจนถึง
เทศกาลไหว้พระจันทร์ เดิมนางไม่อยากฉลอง
จะจดจำอายุของเด็กน้อยให้ชัดเจนไปเพื่ออะไร
ทว่าหลินไห่หรูกลับดึงมือนางไว้พร้อมกับพูดด้วย
สีหน้าจริงจัง “อี๋หนิง หลังวันเกิดปีนี้ข้าก็สามารถ
เริ่มหาบ้านสามีให้เจ้าได้แล้ว”
เมื่ออี๋หนิงได้ยินก็ตกใจ หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่
ออก
หลินไห่หรูมองอี๋หนิงที่ทรวดทรงองค์เอวเริ่มแสดง
ถึงวัยดรุณี ในที่สุดเจ้าเด็กคนนี้ก็หยุดการ
เจริญเติบโตทางด้านข้างเสียที ข้อมือเรียวเล็กกำ
ได้ในมือเดียว บนดวงหน้าเล็กขาวเนียนดุจหยกมี
ไฝสีแดงเม็ดเล็กตรงปลายหางคิ้วซึ่งยิ่งขับให้งาม
พริ้มเพราตกตะลึง หากนางเติบโตเต็มวัยจริง ๆ ก็
ไม่รู้ว่าจะงามสะคราญเพียงใด แม้อาจจะไม่
เหมือนราชนิกุลชั้นสูงศักดิ์เหล่านั้นแต่การเฟั้นหา
คนที่ทั้งรํ่ารวยทั้งมีชีวิตสุขสบายให้นางย่อมเป็น
เรื่องที่เป็นไปได้
หลินไห่หรูกำลังพินิจพิเคราะห์หลินเม่าหลานชาย
ของตนอย่างตั้งใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเกิดของอี๋หนิงวันรุ่งขึ้น
นางก็ได้รับของขวัญวันเกิดที่หลินเม่าส่งมา เป็น
ปินจักจั่นทองคู่หนึ่ง มันถูกวางอยู่บนผืนผ้าไหม
ในกล่อง งดงามวิจิตร ทั้งยังน่าสนใจ ด้วยอุปนิสัย
ชอบโอ้อวดของหลานชายตน หากเขาทำสิ่งใด
แล้วมักแทบจะรั้งรอไม่ไหว อยากจะปั่าวประกาศ
ให้คนทั้งใต้หล้าได้รับรู้ ทว่าครั้งนี้เขาส่งของขวัญ
วันเกิดมา แม้แต่กระดาษข้อความสักแผ่นก็ไม่มี
แนบมาด้วย
อี๋หนิงไม่สนใจเท่าไรนัก หลินเม่าส่งของขวัญวัน
เกิดมาให้นาง กู้จิ่งหมิงก็ส่ง พี่ชายสามเองก็ส่ง
เมื่อเทียบกันแล้ว ของขวัญของหลินเม่าก็ไม่ได้ถือ
ว่าเลิศหรูสักเท่าไร
ทว่าหลินไห่หรูรู้จักหลานชายดีกว่าผู้ใด เพียงนาง
เห็นกล่องใบนี้ หัวใจก็กระตุกวูบ เพราะของสิ่งนี้
เป็นของที่เขาทำขึ้นด้วยตนเอง หากมองเพียงผิว
เผินย่อมมองไม่ออก ทว่าสิ่งที่เขาประดิษฐ์ บน
กล่องจะสลักอักษรจ้วนซูตัว ‘เม่า’ เอาไว้ นี่คือ
ความเคยชินของเขา
เขากำลังเฝั้ารอด้วยความตั้งมั่น
หลินไห่หรูสัมผัสได้ถึงเหงื่อชื้นกลางฝั่ามือ คำพูด
เหล่านั้นในคราแรกของนางมีเจตนาหมายจะ
ล่อลวงเขาอย่างไร มีเพียงตัวนางเท่านั้นที่รู้
ไม่นานก่อนหน้านี้ เพื่อหาครอบครัวสามีให้หลัวอี๋
ซิ่ว เฉินซื่อร้อนรนจนไม่เป็นสุข หลัวอี๋ซิ่วชอบ
น้องชายร่วมอุทรของพี่สะใภ้ เรื่องนี้ย่อมถูกเฉิน
ซื่อปฏิเสธคัดค้าน สุดท้ายเมื่อผ่านช่องทางของ
น้องชายเฉินซื่อ เฉินซื่อจึงสามารถหาคู่ครองที่
เหมาะสมให้หลัวอี๋ซิ่วได้ เป็นคนในเมืองหลวง
ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวเก๋อเหล่าโดยแท้จริง
รุ่นก่อนยังมีจิ้นซื่อถึงสามคนทั้งยังเป็นบุตรชาย
สายตรง มีคุณสมบัติเป็นเลิศ เมื่อได้ยินภูมิหลัง
ของครอบครัวเช่นนี้ เฉินซื่อจึงหาแม่สื่อไปหารือ
เรื่องงานแต่งด้วยความปีติยินดี
เมื่อหลัวอี๋ซิ่วผู้มองคนจากรูปลักษณ์ภายนอก
ทราบข่าวก็กลับมากอดอี๋หนิงร้องห่มร้องไห้ ทว่า
สุดท้ายเมื่อได้รู้จากแม่สื่อว่าคุณชายผู้นั้นหน้าตา
ไม่เลว จึงไม่ได้คัดค้านอีกต่อไป
เมื่อหลัวอี๋ซิ่วได้แต่งงานกับตระกูลชนชั้นเช่นนี้
หากอี๋หนิงแต่งกับตระกูลที่ด้อยกว่าก็คงจะดูไม่
ค่อยเหมาะสมนัก แน่นอนว่าเฉินซื่อย่อมลำพอง
ใจด้วยเหตุนี้ หลัวอี๋หนิงได้รับความโปรดปราน
จากฮูหยินผู้เฒ่าหลัวแล้วอย่างไรเล่า ได้รับทรัพย์
สมบัติทั้งหมดแล้วอย่างไรเล่า ล้วนไม่อาจสู้หลัวอี๋
ซิ่วที่ได้คู่ครองคุณสมบัติเป็นเลิศ
หลินไห่หรูเขียนจดหมายถึงหลัวอี๋ฮุ่ย ถามความ
คิดเห็นเรื่องงานแต่งของอี๋หนิง ทว่าหลัวอี๋ฮุ่ยกลับ
ตอบกลับเพียงหนึ่งประโยค เซิ่นหย่วนยังไม่
แน่นอน เรื่องงานวิวาห์ของอี๋หนิงยังไม่รีบร้อน
ประโยคที่ไม่ชัดเจนพรรค์นี้ หลินไห่หรูอ่านไม่
ค่อยเข้าใจนัก นางครุ่นคิดอยู่นาน นี่หมายความ
ว่าอย่างไรกันแน่ ต้องการให้หลัวเซิ่นหย่วนเป็น
คนตัดสินใจเรื่องมงคลสมรสของอี๋หนิง หรือมี
เจตนาเรียบง่าย หมายให้นางไม่ต้องคิดมาก
หลังจากตรึกตรองอยู่ค่อนวัน หลินไห่หรูก็
ตัดสินใจเอาไปให้หลัวเซิ่นหย่วนดู
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนดูแล้วก็ไม่ตอบทันใด ผ่านไป
ชั่วครู่จึงเอ่ย “คำกล่าวนี้ของพี่หญิงใหญ่
หมายความว่าอย่างไร ท่านไม่ทราบจริงหรือ”
หลินไห่หรูยิ้มพลางกล่าว “หากแม่รู้คงไม่รบกวน
เจ้าแล้ว” หลัวเซิ่นหย่วนกำลังเตรียมตัวสอบ
คัดเลือกช่วงฤดูวสันต์ที่จะจัดขึ้นหลังเข้าสู่วสันต์
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หลัวหวยหย่วนเองก็กำลัง
เตรียมตัวสอบคัดเลือกช่วงฤดูวสันต์เช่นเดียวกัน
เพื่อการอ่านหนังสือของหลัวหวยหย่วน เฉินซื่อ
สั่งให้คนไปดักจับจักจั่นที่อยู่บนต้นไม้รอบบริเวณ
ห้องเขาให้หมด เพื่อไม่ให้รบกวนการอ่านหนังสือ
ของเขา นางเชื่อมั่นในความสามารถของบุตรชาย
ว่าเขาต้องผ่านการคัดเลือกได้เป็นจิ้นซื่ออย่าง
แน่นอน เขาจะไปสอบระดับแคว้นพร้อมกับ
หลัวเซิ่นหย่วน อย่างน้อยก็ต้องมีผลคะแนนสอบ
เทียบสูงตํ่าออกมา
หลัวเซิ่นหย่วนได้เป็นเจี่ยหยวน แต่หากเป็น
เพราะโชคช่วยจริง ๆ เล่าผู้ที่สอบได้เป็นเจี่ย
หยวน แต่กลับตกการคัดเลือกระดับแคว้นก็ใช่ว่า
จะไม่มีการสอบระดับแคว้นและการสอบหน้า
พระที่นั่งเป็นการสอบที่สำคัญที่สุดหากสำเร็จ
ชื่อเสียงก็จะโด่งดังขจรขจายไปทั่วหล้า กระทั่งมี
ชื่อจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ จ้วงหยวน[1] ที่สอบ
ได้ลำดับที่หนึ่ง ตามด้วยปังเหยี่ยนและทั่นฮวา
ย่อมเป็นเกียรติยศอันรุ่งโรจน์ของวงศ์ตระกูล!
หลัวเซิ่นหย่วนกำลังอ่านหนังสือ สำหรับคำถามที่
แม่เลี้ยงเอามาถามในวันนี้ สีหน้าการตอบรับของ
เขาดูเรียบเฉยอย่างยิ่ง
เขาจิบนํ้าชาอึกหนึ่ง ตัดสินใจบอกให้หลินไห่หรู
รับรู้ “พี่หญิงใหญ่ให้ท่านดูแลข้าอ่านหนังสือให้ดี
อย่ามัวกังวลเรื่องงานสมรสของอี๋หนิง ท่านเองก็
อย่าได้คิดเหลวไหลไร้สาระ ยามนี้อี๋หนิงยังเด็ก
นัก” พูดจบก็เดินจากไปทิ้งประโยคนี้ไว้ให้หลินไห่
หรูค่อย ๆ ขบคิด
อี๋หนิงรู้เรื่องที่หลินไห่หรูไปพูดคุยกับหลัวเซิ่นหย่
วน ทว่าเวลายังไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา[2] เขาก็จากไป
แล้ว เมื่อนางไปเยี่ยมหลินไห่หรูจึงบอกกล่าวอีก
ฝั่ายอย่างอ้อมค้อม “…ยามนี้พี่ชายสามกำลังยุ่ง
หากท่านมีธุระอะไรมาหาข้าก็ได้”
หลินไห่หรูจึงเอ่ยถาม “ปั้าสะใภ้ของเจ้าหา
ครอบครัวสูงศักดิ์ในเมืองหลวงให้หลัวอี๋ซิ่ว เจ้ามี
ความคิดเห็นอย่างไร”
อี๋หนิงไม่เข้าใจว่านางถามถึงเรื่องนี้เพราะเหตุใด
ด้วยหลงนึกว่านางรู้สึกเบื่อเพราะกำลังตั้งครรภ์
จึงตอบว่า “ย่อมต้องดีใจแทนนาง ท่านแม่ หาก
ท่านรู้สึกเบื่อ ข้าจะไปเล่นไพ่เป็นเพื่อนท่านกับฮู
หยินเกาดีหรือไม่”
จะเป็นการดีกว่าหากไม่ไปรบกวนหลัวเซิ่นหย่วน
ยามนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของว่าที่ท่านราช
เลขาธิการ
หลินไห่หรูมองใบหน้าที่ดูไร้เดียงสาของอี๋หนิงก็
พลันนึกขึ้นได้ หากแม่บังเกิดเกล้าของนางกับ
ท่านย่าของนางยังอยู่แล้วได้เห็นนางในขณะนี้ก็ไม่
รู้ว่าจะมีความสุขเพียงใด ช่างเป็นเด็กที่เยี่ยมยอด
อะไรเยี่ยงนี้ หลินไห่หรูลูบผมของอี๋หนิงช้า ๆ ยิ้ม
พลางเอ่ย “แม่เพียงถามดูเท่านั้น จะรู้สึกเบื่อ
หน่ายอันใดได้!”
ไม่เบื่อก็ดี อี๋หนิงลอบคิด สำหรับเรื่องงานแต่ง
ของนาง…นางยังเล็กไม่รีบร้อน อีกทั้งหลัวเซิ่นหย่
วนก็ใกล้จะเข้าร่วมการสอบระดับแคว้นแล้วนาง
กังวลถึงการสอบระดับแคว้นของพี่ชายสามอยู่
ไม่รู้ว่าเขาจะสอบได้อันดับที่เท่าไร
เมืองหลวง ในตรอกอวี้จิ่ง อากาศในฤดูสารท
หนาวเย็น
เฉิงหลางเดินเข้ามาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
หลายปีก่อนอิงกั๋วกงซื่อจื่อเว่ยหลิงไร้ทายาท ทั้ง
ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ด้านนอกด้วยเหตุของสงคราม
ต่อมาเขาจึงรับเฉิงหลางที่ในขณะนั้นยังเยาว์วัย
มาเป็นหลานชาย มารดาของเฉิงหลางจึงได้ขึ้น
เป็นห้องหลักด้วยเหตุผลนี้ ต่อมาสองปีให้หลัง
อิงกั๋วกงซื่อจื่อก็อุ้มจ้าวหมิงจูกลับมาให้ฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยเลี้ยงดู ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยถึงได้ดูมีชีวิตชีวา
ขึ้น เฉิงหลางยังไม่ทันก้าวเข้าไปก็ได้ยินเสียง
สรวลเสเฮฮาดังมาจากด้านใน ขณะที่เขาเข้าไปก็
เห็นจ้าวหมิงจูกำลังพูดคุยหัวเราะกับฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ย “…บ้านของพวกนางเป็นพื้นที่ชนบท คุณหนู
เจ็ดของพวกนางส่งเม็ดบัวมาให้ข้ากิน ข้าจึงมอบ
กำไลทองคู่หนึ่งให้นางเป็นของกำนัล จะได้ไม่ถือ
ว่านางเลี้ยงเม็ดบัวข้าโดยเสียเปล่า!”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยรักเอ็นดูจ้าวหมิงจูยิ่งนัก ถูกนาง
หยอกเย้าจนหัวเราะเสียงดัง ของที่ส่งถึงมือจ้าวห
มิงจู ไม่มีชิ้นใดที่ไม่สวยงามประณีตเป็นเลิศ
อาภรณ์เครื่องประดับล้วนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
อาภรณ์ถักทอด้วยทองคำ กำไลทองที่ฝังพลอยสี
เขียวขี้นกการเวก นางได้รับการเลี้ยงดูทะนุถนอม
ประดุจบุปผชาติฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจับมือของจ้าวห
มิงจูไว้พลางเอ่ย “เจ้าไม่อยู่ในจวน ข้ารู้สึกเบื่อ
หน่ายยิ่งนัก ดีที่เจ้ากลับมาแล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ดี
เช่นเจ้า!”
เฉิงหลางเรียกขาน “ท่านยาย” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่
ยถึงได้สังเกตเห็นเขานางคลี่ยิ้มออกมาทันที สั่งให้
เขาลุกขึ้นและเดินมาเบื้องหน้านาง
เฉิงหลางเป็นคนที่นางเห็นมาตั้งแต่เล็กจนเติบ
ใหญ่ นางย่อมรักเอ็นดูเขา ที่สำคัญครั้งก่อนเฉิง
หลางยังสอบคัดเลือกช่วงฤดูวสันต์ได้ลำดับที่สาม
ยามนี้รับตำแหน่งเป็นองครักษ์ผู้ติดตามในกรมขุน
นาง แม้เหตุผลส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะท่านน้าแท้
ๆ ของเขา ทว่าความเก่งกาจของเฉิงหลางก็มิใช่
สิ่งที่ผู้คนเคลือบแคลง ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยรู้ว่ามีสตรี
มากมายในเมืองหลวงพึงใจในตัวเขา มีคนอยาก
แต่งงานกับเขามากมายนับไม่ถ้วน
“เจ้ามาได้ประจวบเหมาะนัก!” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
เอ่ย “ญาติผู้น้องหมิงจูของเจ้าเพิ่งกลับมาพอดี
รีบเข้ามาเร็วเข้า”
เมื่อมีอะไรดี ๆ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็ล้วนอยากมอบ
ให้จ้าวหมิงจู เฉิงหลางมีคุณสมบัติยอดเยี่ยมถึง
เพียงนี้ นางย่อมไม่อยากให้นํ้าหลากไหลเข้าผืน
นาผู้อื่น จึงหมายมั่นให้พวกเขาครองคู่กัน เฉิง
หลางยิ้มแย้มอยู่เสมอ มักแสดงท่าทีเจ้าสำราญทำ
ให้ผู้อื่นบังเกิดความรู้สึกดีไปทั่ว กับจ้าวหมิงจู
นางก็มองไม่ออกว่าพึงใจหรือไม่พึงใจในตัวเขากัน
แน่ ฮูหยินผู้เฒ่าคาดเดาไม่ถูกจริง ๆ
“ญาติผู้พี่เฉิงหลาง” จ้าวหมิงจูลุกขึ้นยอบตัว
คารวะ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม“คราก่อนหมิงจูให้ญาติผู้
พี่เฉิงหลางซื้อเครื่องประดับศีรษะไข่มุกบุษบามา
ให้ข้าไม่ทราบว่าญาติผู้พี่เฉิงหลางได้ซื้อมาหรือไม่
เจ้าคะ”
ตั้งแต่เล็ก จ้าวหมิงจูก็ได้รับการเอาอกเอาใจทะนุ
ถนอม ทั้งฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย อิงกั๋วกง เฉิงหลาง
หรือแม้แต่ลู่เจียเสวีย มีผู้ใดบ้างที่ไม่ดีต่อนางนาง
ไม่รู้สึกว่าการร้องขอสิ่งของจากเฉิงหลางเป็นเรื่อง
ไม่เหมาะสม ก่อนหน้านี้ไม่นานเฉิงหลางได้
เดินทางไปยังหังโจว นางได้ยินว่าที่หังโจวมีร้าน
ขายเครื่องประดับศีรษะไข่มุกบุษบาร้านหนึ่งซึ่ง
เยี่ยมยอดนัก ดังนั้นจึงให้เฉิงหลางช่วยซื้อกลับมา
ให้นาง
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยังตั้งใจเขียนจดหมายบอกเฉิง
หลางเพื่อเป็นการยํ้าเตือน
เฉิงหลางยิ้มน้อย ๆ ภายใต้แสงเหลืองนวล
ใบหน้าหล่อเหลาด้านข้างงดงามประดุจไข่มุก
ประดุจหยก เขาเอ่ย “ย่อมซื้อมาแล้ว อีกครู่จะให้
คนเอามามอบให้ญาติผู้น้อง”
“เจ้าควรเอามาด้วยตนเอง” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยอด
พูดไม่ได้ “ในเมื่อหมิงจูชอบก็ควรเอามาให้นาง
เห็นเร็วขึ้นอีกหน่อย”
เฉิงหลางคำนับ “หลานทราบแล้วขอรับ คราหน้า
จะต้องเอามามอบให้ญาติผู้น้องโดยเร็วแน่นอน”
จ้าวหมิงจูนั่งลง มองท่วงท่างามสง่าของเฉิงหลาง
นี่คือบุคคลที่สตรีทั่วทั้งเมืองหลวงหมายจะครองคู่
ด้วย เขาโดดเด่นสะดุดตาจริง ๆ ทว่าแล้วอย่างไร
เล่า จะแต่งหรือไม่แต่งก็ต้องดูความยินยอมพร้อม
ใจของนาง สิ่งที่ผู้อื่นร้องขอไม่ได้กลับถูกเอามา
วางเบื้องหน้านาง บางทีนางอาจจะไม่ต้องการคน
ที่นางพึงใจจริง ๆ…กลับเป็นคนอีกผู้หนึ่ง คนผู้นั้น
ยอดเยี่ยมเหนือคนสามัญ ทำให้หัวใจนางต้องสั่น
สะท้านได้ยิ่งกว่าผู้ใด บารมีอำนาจเกริกก้องคับ
ฟั้า ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ นางก็เฝั้ามองเขามา
โดยตลอด แล้วผู้อื่นจะสามารถเล็ดลอดเข้าสู่
สายตานางได้อย่างไร
“หลานยังต้องไปที่เรือนของท่านลุงเว่ยหลิง เขา
กล่าวว่ามีเรื่องอยากจะหารือกับข้า เกรงว่าคง
ต้องขอตัวก่อนขอรับ” เฉิงหลางกล่าวอำลา
“อีกสักครู่เจ้าก็กลับมาเล่าเรื่อง ‘วสันตสารท
[3]’ ให้หมิงจูฟังสักหน่อยเถิดนางกำลังอ่านเรื่อง
นี้อยู่” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกำชับ
เฉิงหลางยิ้มรับคำ เขาเงยหน้าขึ้นมองจ้าวหมิงจู
ในใจลอบหัวเราะเหยียดหยัน ยามนี้ถูกโอบอุ้ม
เชิดชูเสียสูงส่ง ถึงคราวร่วงหล่นก็ต้องยิ่งดูน่า
สมเพช ความรู้สึกที่เขามีต่อจ้าวหมิงจูคือรังเกียจ
ดูแคลน สำหรับเขาแล้วหญิงสาวทุกคนในโลกนี้
ล้วนไม่ต่างกัน ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยอยากให้จ้าวหมิงจู
แต่งงานกับเขา นั่นถือเป็นการเชิดชูจ้าวหมิงจู
มากเกินไปแล้ว
กลับเป็นจ้าวหมิงจูที่ไม่เคยสำเหนียกว่าตนกำลัง
ถูกคํ้าชู เกรงว่าแม้แต่เขาเอง นางก็ยังไม่
ปรารถนาจะแต่งงานด้วย ไม่แต่งก็ดี เพียงแค่คิด
ว่าต้องแต่งงานกับนาง เขาก็รู้สึกไม่สบายไปทั้ง
ร่างแล้ว
เฉิงหลางออกจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย เดิน
ไปยังเรือนของอิงกั๋วกง
อิงกั๋วกงเว่ยหลิงอยู่ในห้องหนังสือ องครักษ์ของ
เขามอบภาพวาดเหมือนให้เขาภาพหนึ่ง รูปร่าง
ของเว่ยหลิงสูงใหญ่ คิ้วยาวตวัดเฉียงขึ้นที่ปลาย
หางคิ้วมีไฝเม็ดหนึ่ง แม้จะเป็นคนมีอายุแล้ว แต่
ไฝเม็ดนั้นขับให้ใบหน้าของเขาดูอ่อนละมุนขึ้น
เล็กน้อย ขับให้มองดูหล่อเหลาน่ามอง เขาถือ
ภาพวาดนั้นอยู่นานไม่เอ่ยวาจา ผ่านไปครู่หนึ่งจึง
เอ่ย “เป็นคุณหนูเจ็ดแห่งตระกูลหลัวแน่หรือ”
องครักษ์ตอบ “ข้าน้อยวาดด้วยตนเอง ไม่มีทาง
ผิดเพี้ยนแน่นอนขอรับ”
“มารดาของนางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่” เว่ยหลิ
งถามต่อ
องครักษ์ส่ายหน้า เขาลังเลก่อนจะกล่าว
“ข้าน้อยไปสืบความมาแล้วมารดาของคุณหนูเจ็ด
…หลังจากให้กำเนิดคุณหนูเจ็ดได้ครึ่งปีก็จากไป
ก่อนให้กำเนิดคุณหนูเจ็ด นางเคยไปพำนักที่วัด
แห่งนั้นมาก่อนแน่นอนขอรับ”
สีหน้าของเว่ยหลิงซับซ้อน คล้ายตื่นเต้นแต่ก็
คล้ายข่มซ่อนอารมณ์เจ็บปวดไว้ เขานั่งลงบน
เก้าอี้ไม้ โบกมือให้องครักษ์ถอยออกไป
เฉิงหลางเดินเข้ามา เอ่ยถาม “ท่านลุง มีข่าวของ
…ญาติผู้น้องที่ข้าไม่เคยพบหน้าแล้วหรือขอรับ”
เว่ยหลิงผงกศีรษะไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ก่อนหน้านี้หนึ่งเดือน ลู่เจียเสวียไปตรวจตราที่
เมืองเปั่าติ้ง อีกฝั่ายบอกว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับเขา ที่ปลายหางคิ้วยัง
มีไฝเม็ดหนึ่ง อายุยังใกล้เคียงกับที่เขากล่าวไว้
ลู่เจียเสวียต้องไปตรวจตราที่ค่ายใหญ่ซานซีจึงไม่
อาจตรวจสอบให้ละเอียด เพียงให้คนมาแจ้งข่าว
เขา เมื่อเว่ยหลิงได้ยินหัวใจก็เต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง
…อุบัติเหตุครั้งหนึ่งในปีนั้น ไม่รู้ว่าจะเป็นนาง
หรือไม่! เรื่องนี้วนเวียนอยู่ในหัวใจของเขามาสิบ
กว่าปี หากไม่ใช่เพราะถวิลหานาง เขาจะครอง
ตนไร้คู่มาโดยตลอดรึ เขาส่งคนไปตรวจสอบนาน
กว่าหนึ่งเดือน คาดหวังว่าจะได้พบนาง แต่ก็กลัว
ว่าจะเป็นเพียงความเพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ ทว่ารอ
จนได้ฟังรายงาน ยามนี้เขากลับกล่าวสิ่งใดไม่ออก
กู้หมิงหลานตายแล้ว แต่กลับทิ้งบุตรสาวไว้ให้เขา
คนหนึ่ง
เด็กคนนี้อายุสิบสอง ใบหน้าในภาพเหมือนมีรูป
โฉมคล้ายคลึงกับกู้หมิงหลานอยู่หกเจ็ดส่วน ทว่า
ไฝที่ปลายหางคิ้วกลับเหมือนเขา ในใจเว่ยหลิง
บังเกิดความผูกพัน นี่คือบุตรสาวของเขา แม้หมิง
หลานจะล่วงลับไปแล้ว แต่ยังทิ้งบุตรสาวไว้ให้เขา
คนหนึ่ง เด็กสาวคนนี้ถูกทิ้งให้เลี้ยงดูอยู่ในตระกูล
ขุนนางธรรมดาสามัญ ไม่เคยได้พบหน้าบิดาที่
แท้จริง
เฉิงหลางเองก็เคยได้ยินผู้ใต้บังคับบัญชาของเว่ย
หลิงกล่าวว่า ระยะนี้เว่ยหลิงกำลังตามหา
บุตรสาวที่ถูกทิ้งไว้ด้านนอก เมื่อครู่นี้พอได้ยิน
องครักษ์กล่าวเช่นนี้ก็พอจะคาดเดาได้เจ็ดแปด
ส่วน เขาเดินไปมองภาพเหมือน รู้สึกคุ้นตาอยู่
หลายส่วน “ญาติผู้น้องที่ท่านลุงกล่าวถึง…คือ
คุณหนูเจ็ดแห่งตระกูลหลัว”
เว่ยหลิงได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็เงยหน้าขึ้นมอง “เจ้า
…เคยพบนางหรือ”
“เคยพบครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนขอรับ” เฉิง
หลางพูด “เด็กคนนี้น่ารักนัก แต่น่าเสียดายที่
บิดาผู้นั้นเอ็นดูอนุทำลายภรรยา ทำให้นางพลอย
ได้รับความลำบากไปด้วย ข้าได้ยินว่าต่อมาท่าน
ย่าของนางก็สิ้นใจทำให้นางไร้คนดูแล ไม่รู้บัดนี้
จะเป็นอย่างไรแล้ว เดิมควรได้รับการเลี้ยงดูสวม
อาภรณ์หรูหรา กินอาหารเลิศรสในจวนอิงกั๋วกง
…น่าเสียดายที่ต้องถูกเลี้ยงดูในตระกูลขุนนาง
ธรรมดา แก่งแย่งชิงดีกับพี่น้อง”
เมื่อเว่ยหลิงได้ยินถึงตรงนี้ สีหน้าก็เริ่มยํ่าแย่
บุตรสาวของเขา…เดิมสมควรได้สวมอาภรณ์
หรูหรา กินอาหารเลิศรส ถูกผู้คนอุ้มชูประคองจน
เติบใหญ่! เหตุใดจึงไปอยู่ในเมืองเปั่าติ้ง อยู่ใน
สถานที่เช่นนั้น ทนรับความลำบาก เขากับลู่เจีย
เสวียร่วมกันฝั่าฟันในสนามรบมาทั้งชีวิต หรือ
แม้แต่บุตรสาวคนเดียวของตนเอง เขาก็ดูแล
ไม่ได้!
ต่อให้หมิงหลานเสียชีวิตไปแล้ว เขาก็ต้องรับเด็ก
คนนี้กลับมาให้ได้นี่คือบุตรสาวที่หมิงหลานทิ้งไว้
ให้เขา
ทันใดนั้นเว่ยหลิงก็ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าบึ้งตึง ก่อน
จะเรียกองครักษ์เข้ามา “ไปเคลื่อนย้ายพลทหาร
ชั้นเยี่ยมห้าร้อยนายจากค่ายเทพสงครามติดตาม
ข้าเดินทางไปยังเมืองเปั่าติ้ง!”
ที่เฉิงหลางต้องการคือผลลัพธ์นี้ ญาติผู้น้องคนนี้
จะถูกรับกลับมาหรือไม่ เขาไม่สนใจ ทว่าหาก
คุณหนูที่แท้จริงของจวนอิงกั๋วกงกลับมา ไม่รู้ว่า
จ้าวหมิงจูจะวางตนอย่างไร แต่ที่เขาคาดไม่ถึงก็
คือเว่ยหลิงจะรีบร้อนถึงขั้นนี้ ที่สำคัญยังสั่ง
เคลื่อนย้ายพลทหารชั้นเยี่ยมห้าร้อยนาย ขบวน
ทัพนี้ยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว!
เฉิงหลางรีบเข้าไปถาม “ท่านลุง ท่านจะไปรับ
นางที่เมืองเปั่าติ้งเดี๋ยวนี้เลยหรือขอรับ”
เว่ยหลิงหยิบม้วนภาพวาด กล่าวเสียงราบเรียบ
“คุณหนูของจวนอิงกั๋วกง จะปล่อยให้ร่อนเร่อยู่
ภายนอกได้อย่างไร”
นายทหารเข้ามาสวมเสื้อคลุมให้เขา เขาสาวเท้า
ยาว ๆ ออกไป กองกำลังองครักษ์แห่งจวนอิงกั๋ว
กงเตรียมพร้อมรอเขาอยู่ด้านนอกแล้ว
——————–
[1] จ้วงหยวน หรือจอหงวน คือผู้ที่สอบได้ลำดับ
ที่หนึ่งในการสอบหน้าพระที่นั่ง ลำดับที่สองเรียก
ปังเหยี่ยน ลำดับที่สามเรียกทั่นฮวา
[2] เวลาหนึ่งถ้วยชาเท่ากับ 15 นาที
[3] วสันตสารท เป็นเรื่องราวในยุครัฐศึกซึ่งเป็น
ยุคย่อยของราชวงศ์โจวตะวันออกที่อ่อนแอไร้
อำนาจ