พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 7
เมื่อกลับมา ถึงเรือนฮูหยินผู้เฒ่าหลัว อี๋หนิงก็จาม
อยู่หลายครั้ง
หัวคิ้วของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวพลันขมวดมุ่น รีบเรียก
หลานสาวมานั่งข้างตน “เหตุใดจึงไม่สบายอีก
แล้ว อาการปั่วยหายดีแล้วมิใช่หรือ”
อี๋หนิงนวดคลึงจมูก รู้สึกเวียนศีรษะเล็กน้อย
“อาจเพราะต้องลมเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองจมูกเล็ก ๆ ของเด็กน้อยที่
เริ่มแดงเรื่อ ดวงตามีชั้นละอองนํ้าปกคลุม ก็ร้อง
ตะโกนเรียกสวีมามา “ให้ห้องครัวเล็กต้มยามา”
อี๋หนิงตกนํ้าคราที่แล้วบาดเจ็บถึงภายใน ยังไม่ทัน
หายดีก็ต้องลมเย็นเสียแล้ว
เสวี่ยจือหยิบผ้านวมออกมาห่อทั้งร่างของอี๋หนิง
คืนนี้อี๋หนิงต้องขลุกตัวอยู่ในผ้านวม ให้ฮูหยินผู้
เฒ่าหลัวปั้อนอาหารคํ่ากับยา
ฮูหยินผู้เฒ่าสัมผัสหน้าผากนาง หัวคิ้วก็ยิ่งขมวด
มุ่น “พรุ่งนี้ไม่ต้องไปเรียนแล้ว”
อี๋หนิงนึกถึงเรื่องที่พรุ่งนี้หลัวเซิ่นหย่วนจะเอา
แบบอักษรมาให้ นางจะปล่อยให้เขารอได้อย่างไร
ที่สำคัญคือเพิ่งจะเข้าเรียนวันแรกก็หยุดแล้ว ไม่รู้
อาจารย์หญิงกู้จะต่อว่านางอย่างไรอีก แค่ไม่
สบายนิดหน่อย นอนสักตื่นก็น่าจะไม่มีปัญหา
นางจึงส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น “หากข้าสองสามวัน
ไม่ไปทีอาจารย์หญิงกู้จะตำหนิเอาได้ อย่างไรก็
ต้องไป”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวไร้หนทาง ทำได้เพียงห่อตัว
หลานสาวให้แน่นขึ้นอีกนิดอี๋หนิงซึ่งราวกับดักแด้
นั่งอยู่บนตั่งไม้ ยื่นมือหนึ่งออกมาอย่าง
ยากลำบากเอื้อมมือไปหยิบองุ่นแห้งที่ติดบนขนม
เปียะมากิน
อี๋หนิงกินองุ่นแห้งพลางพูดคุยเรื่อยเปือยกับฮู
หยินผู้เฒ่าหลัว “ท่านย่าท่านมักบอกว่าท่านแม่
ข้าเฉลียวฉลาดมีเหตุผล ท่านเล่าให้ข้าฟังสัก
หน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวไม่สนใจว่าหลานสาวกินขนม
เปียะอย่างไร ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็ยิ้มออกมา “ท่าน
แม่ของเจ้าเป็นคนดีมาก นางอายุสิบขวบ หลิวซื่อ
ท่านยายของเจ้าก็สิ้นใจจากไป ปั้าสะใภ้ของเจ้า
เลี้ยงดูนางจนเติบใหญ่ครอบครัวอื่นพี่สะใภ้กับ
น้องสามีมักไม่ถูกกัน ทว่าแม่ของเจ้ากับปั้าสะใภ้
กลับเข้ากันได้ดีมาก ยามที่ท่านแม่เจ้าออกเรือน
ปั้าสะใภ้เจ้ายังร้องห่มร้องไห้อยู่หลายวัน ดึงมือ
ข้าไปกำชับว่าน้องสามีคนนี้จิตใจดีที่สุด ให้ข้า
รับปากว่าจะดูแลนาง…”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวลดนํ้าเสียงลง “หลังจากท่านแม่
เจ้าแต่งเข้ามาก็รักใคร่ปรองดองกับท่านพ่อเจ้าดุจ
ฉินเส้อสอดประสาน ความสัมพันธ์ของทุกคนใน
ครอบครัวชื่นมื่น ยามนั้นท่านพ่อของเจ้ายังไม่ได้
รับตำแหน่งจิ้นซื่อ ต่อมา…ท่านพ่อเจ้าไปรับ
ตำแหน่งขุนนางที่หยางโจว พอกลับมาก็พาเฉียว
อี๋เหนียงกลับมาด้วย”
มือเล็กที่หยิบองุ่นแห้งของอี๋หนิงชะงัก เอ่ยถาม
“คือเฉียวอี๋เหนียงในตอนนี้หรือเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวผงกศีรษะ “เป็นนาง นางเป็นคน
ที่ท่านพ่อของเจ้าพากลับมาจากหยางโจว กล่าว
ว่ามีภูมิหลังเป็นตระกูลขุนนาง ทว่าไม่มีหลักฐาน
ชัดเจน พวกเราไม่ใช่ตระกูลขุนนางธรรมดา
สามัญทั่วไป ข้ากับท่านแม่ของเจ้าจะยอมตกลง
รับนางเข้าบ้านได้อย่างไร เป็นเฉียวอี๋เหนียงที่
คุกเข่าร้องไห้หน้าประตูเรือนของท่านแม่เจ้า รํ่า
ไห้อยู่สองวันเต็ม ๆ ท่านแม่ของเจ้าถึงยอมรับ
ปากอนุญาตให้นางเข้าตระกูล หลังจากเฉียวอี๋
เหนียงเข้าตระกูลได้ครึ่งปีก็ตั้งครรภ์คลอดออกมา
เป็นอี๋เหลียน พี่หญิงหกของเจ้าคนนั้น โตกว่าเจ้า
สองปีพี่หญิงใหญ่ของเจ้าไม่ชอบนางอย่างยิ่ง” ฮู
หยินผู้เฒ่าหลัวพลันชะงักไป
อี๋หนิงไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงหยุดชะงัก จึงจับ
จ้องมองนาง
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวลูบศีรษะนางพลางกล่าวต่อ
“ท่านแม่ของเจ้าเห็นใจเฉียวอี๋เหนียง เห็นว่านาง
บอบบางน่าสงสาร แต่คาดไม่ถึงว่านางจะสวม
บทบาทเป็นสุกรเขมือบพยัคฆ์ ล่อลวงท่านพ่อเจ้า
จนลุ่มหลงมัวเมา ยามนั้นท่านพ่อเจ้ายังมีอนุอีก
สองคน แต่กลับไม่ได้รับความเอ็นดูเท่านาง…ไม่
กล่าวถึงเฉียวอี๋เหนียงของเจ้าผู้นั้นแล้ว” ฮูหยินผู้
เฒ่าหลัวสะกิดปลายจมูกเล็ก ๆของอี๋หนิง มอง
นางที่กำลังแหงนดวงหน้าไร้เดียงสาเล็ก ๆ เครื่อง
หน้าทั้งห้านั้นคล้ายคลึงกับมารดาของนางยิ่งนัก
นํ้าเสียงของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวหนักอึ้งขึ้น
“ต่อมาหลังจากที่ท่านแม่ของเจ้าให้กำเนิดเจ้า
ร่างกายก็ค่อย ๆ ยํ่าแย่ลง ก่อนจะจากไปภายใน
ครึ่งปี…ยามนั้นนางจับมือข้าไว้ รํ่าไห้กล่าวกับข้า
ว่าไม่ว่าสิ่งใดก็สามารถสละทิ้งได้ เพียงแต่ลูกน้อย
ในห่อผ้าอ้อมนี้ ผู้ใดจะดูแลนาง ท่านแม่เจ้ามี
ความรักลึกซึ้งและอาลัยอาวรณ์ต่อเจ้ายิ่งนัก ข้า
ให้สัญญากับนางว่า ตราบเท่าที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ก็
จะไม่มีผู้ใดมารังแกเจ้าได้”
อี๋หนิงรับฟังเงียบ ๆ ทันใดนั้นปลายจมูกก็รู้สึก
แสบร้อน
ยามที่มารดาคนเดิมของนางเสียชีวิตก็คงจะอาลัย
อาวรณ์นางเป็นล้นพ้นเช่นเดียวกัน มารดาตาย
แล้ว เด็กน้อยในผ้าอ้อมถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดด
เดี่ยวบนโลก ไร้คนดูแล ต้องล้มลุกคลุกคลาน
เติบโตมาด้วยตนเอง คงคาดไม่ถึงว่าชีวิตทั้งชีวิต
ในภายหน้าจะไม่ราบรื่นถึงเพียงนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวยิ้มพลางเอ่ย “ที่ย่าพูดกับเจ้า
ไม่ใช่เพราะอยากให้เจ้าเสียใจ”
อี๋หนิงโผเข้าสู่อ้อมกอดของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว ยิ้ม
กล่าวว่า “บัดนี้ข้ามีท่านย่าเอ็นดู ทั้งยังมีพี่หญิง
ใหญ่ หากท่านแม่ที่อยู่ที่บ่อนํ้าทั้งเก้า[1] เห็นแล้ว
ย่อมรู้สึกซาบซึ้งแน่นอนเจ้าค่ะ”
นี่เป็นคำพูดจากใจจริง หลายวันมานี้ที่ได้อาศัยอยู่
กับฮูหยินผู้เฒ่าหลัวนางได้ถือฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
เป็นท่านย่าจริง ๆ ไปแล้ว
เช่นนั้นนางจะต้องมีชีวิตที่ดี ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่
สามารถทำร้ายนางได้ง่าย ๆ
อี๋หนิงกอดแขนฮูหยินผู้เฒ่าหลัวแล้วหลับตาลง
เฉียวอี๋เหนียงกำลังยืนอยู่ตรงหน้า
ประตู ทอดสายตาออกไปไกล
ไม่นานสาวใช้ของนางก็วิ่งเข้ามา “อี๋เหนียง นาย
ท่านมาแล้วเจ้าค่ะ”
มุมปากของเฉียวอี๋เหนียงปรากฏรอยยิ้มบาง รีบ
สั่งให้สาวใช้ประคองนางกลับเข้าไป รอจน
หลัวเฉิงจางมาถึงก็เห็นบนโต๊ะมีกับข้าววางอยู่
สามจานอี๋เหลียนกำลังคีบอาหารใส่ในถ้วยเล็ก
ของน้องชาย เซวียนเกอร์[2] ที่มีอายุสามขวบถูก
เฉียวอี๋เหนียงอุ้มไว้ในอ้อมแขน กำลังปั้อนข้าวให้
เมื่อเห็นหลัวเฉิงจางมาถึง เฉียวอี๋เหนียงก็รีบเดิน
เข้าไปรับผ้าคลุมกันลมที่เขาเพิ่งปลดออก
หลัวเฉิงจางเห็นว่าอาหารของนางเรียบง่ายก็เอ่ย
ถาม “เหตุใดจึงกินอาหารเรียบง่ายเช่นนี้”
เฉียวอี๋เหนียงถอนหายใจอย่างนุ่มนวล “ท่านพี่ไม่
มา อนุจะทำใจกินสิ่งดี ๆ ลงได้อย่างไรเจ้าคะ อนุ
คิดเสมอว่าฐานะของตนต้อยตํ่า ยังคงเป็นบุตร
กำพร้าคนเดิมผู้นั้น ทั้งยังไม่กล้าลืมบุญคุณของ
ท่านพี่”
ไม่ผิด ที่เฉียวอี๋เหนียงเอ่ยคำประจบสอพลอ
เหล่านี้ เป็นเพราะสองคืนก่อนหลัวเฉิงจางไปค้าง
แรมที่เรือนของหลินไห่หรู
หลัวเฉิงจางมองแววตาอ่อนโยนดุจสายธารของ
นางก็ยิ่งตื้นตันกับความรักลึกซึ้ง อดเข้าไปโอบบ่า
ของนางและเอ่ยเสียงนุ่มเบาไม่ได้ “เยว่ฉานผู้อื่น
ล้วนรักในอำนาจของข้า แต่ข้าตระหนักดีว่าเจ้า
ปฏิบัติต่อข้าอย่างจริงใจที่สุด เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว
ข้าย่อมไม่มีทางปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม…”
เฉียวอี๋เหนียงยิ้มกว้าง ปรนนิบัติหลัวเฉิงจางให้นั่ง
ลง หลัวเฉิงจางมองบุตรสาวที่นั่งกินข้าวเรียบร้อย
ทั้งยังมีเซวียนเกอร์นั่งอยู่ในอ้อมแขนของนาง
เรียกนางว่าพี่สาว เขาวางท่าเป็นบิดาผู้เมตตา
อ่อนโยน เอ่ยถามหลัวอี๋เหลียน“วันนี้พวกเจ้าพี่
น้องเข้าเรียนด้วยกัน เรียนเป็นอย่างไรบ้าง”
หลัวอี๋เหลียนปั้อนอาหารให้น้องชายตัวน้อย
กล่าวเสียงนุ่มนวล “ผ่านไปด้วยดีเจ้าค่ะ วันนี้
น้องสาวเจ็ดก็มา อาจารย์หญิงกู้สอนหนังสือ
ละเอียดตัวนางเองก็มีหลักการ ลูกชอบยิ่งนัก
เพียงแต่วันนี้น้องสาวเจ็ดพูดคุยกับพี่หญิงห้าจน
ทำให้อาจารย์หญิงไม่ค่อยพอใจ แน่นอนว่าย่อม
ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด น้องสาวเจ็ดยังมีจิตใจซุกซน
ของเด็กน้อย นั่งไม่นิ่งก็เป็นเรื่องสมควร…”
เมื่อพูดถึงหลัวอี๋หนิง หลัวเฉิงจางก็ขมวดคิ้วมุ่น
บุตรสาวคนเล็กช่างไม่รู้ความเอาเสียเลย
หลัวอี๋เหลียนพูดอย่างไม่สบายใจ “ท่านพ่ออย่าได้
ถือโทษน้องสาวเจ็ดเลยเจ้าค่ะ อย่างไรนางก็อายุ
ยังน้อย”
“ถึงอายุยังน้อยแต่ก็เจ็ดขวบแล้ว ควรรู้ความได้
แล้ว!” หลัวเฉิงจางรู้สึกว่าไม่สมควรพะเน้าพะนอ
เอาใจนางแล้ว “ยามเจ้าอายุเจ็ดขวบยังรู้เรื่อง
กว่านางมาก นางไม่รู้ความเอาเสียเลย” หลัวเฉิง
จางวางตะเกียบลง รู้สึกกินไม่ค่อยลงแล้ว
วันรุ่งขึ้นยามตื่นมา อี๋หนิงยิ่งรู้สึกหัวหนักเท้า
เบา นางลองสัมผัสหน้าผากก็รู้ว่าไข้ขึ้นแล้ว
เสวี่ยจือเป็นห่วงนาง หลังจากถึงศาลาสดับลมก็
รีบเรียกสาวใช้ให้ต้มชาร้อนให้อี๋หนิงดื่ม อี๋หนิงยก
ถ้วยดื่มชาร้อน เสวี่ยจือเห็นนางทรมานก็วางใจไม่
ลง ยอบตัวลงเอ่ยเสียงนุ่มนวล “เจี่ยเอ๋อร์ มิสู้ให้
บ่าวอยู่ที่นี่ดูแลท่านเถิด”
ระหว่างเรียน ทั้งสาวใช้และแม่นมต่างไม่ได้รับ
อนุญาตให้อยู่ด้านใน
อี๋หนิงเองก็กังวลว่าร่างเล็กจ้อยนี้ของตนจะทนไม่
ไหว หากมีสิ่งใดผิดวิสัยเสวี่ยจือจะได้ดูแลทัน
ดังนั้นจึงพยักหน้ารับคำแล้วสั่งให้ซงจือและคน
อื่น ๆ ถอยออกไป
ระหว่างเรียนอาจารย์หญิงกู้มักจับจ้องไปทางเสวี่
ยจือ
เสวี่ยจือเป็นผู้ใด ขณะที่ปรนนิบัติอยู่ข้างกายหลัว
อี๋ฮุ่ยมีเหตุการณ์ใหญ่เล็กอันใดบ้างที่ไม่เคยเผชิญ
นางยังเป็นคนที่หลัวอี๋ฮุ่ยอบรมสั่งสอนมาด้วย
ตนเอง หมายทิ้งไว้ให้เป็นสาวใช้ข้างกายที่น่า
ภาคภูมิใจที่สุดของน้องสาวดังนั้นเสวี่ยจือจึงเมิน
เฉยต่อสายตาของอาจารย์หญิงกู้ สีหน้าท่าทางยิ่ง
ดูผ่อนคลาย
ในที่สุดอาจารย์หญิงกู้ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป วาง
หนังสือลงแล้วกล่าว“คุณหนูเจ็ด ท่านให้สาวใช้
ของท่านออกไปได้หรือไม่ นี่คือการรํ่าเรียน มิใช่
การมาแสวงหาความเพลิดเพลิน เป็นการรับคำ
สอนจากนักปราชญ์ เข้าใจหลักการ บรรลุเหตุผล
หากทุกคนเลียนแบบท่าน คิดอยากยกนํ้าชาก็ยก
คิดอยากนวดขาก็นวดกันในห้องนี้ แล้วทุกคน
จะรํ่าเรียนกันอย่างไร”
อี๋หนิงเงยหน้ามองอาจารย์หญิงกู้
ว่าด้วยใจที่เที่ยงธรรมแล้ว นางรู้สึกยกย่องอีกฝั่าย
ยิ่งนัก ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินบรรพบุรุษน้อยผู้นี้
ทว่าอาจารย์หญิงกู้กลับตรงไปตรงมา ผู้อื่นไม่กล้า
ล่วงเกิน แต่นางกลับขัดตากับการกระทำของ
เสี่ยวอี๋หนิง อยากจะสร้างความลำบากให้บรรพ
บุรุษน้อยผู้นี้
อี๋หนิงฝืนรักษาสติ โต้ตอบด้วยอาการสำรวม
“อาจารย์หญิง วันนี้ข้ารู้สึกไม่ดีนัก ถึงให้เสวี่ยจือ
มาคอยดูแลอยู่ด้านข้าง ท่านวางใจ เสวี่ยจือเป็น
คนรักษากฎระเบียบ นางไม่มีทางรบกวนการ
สอนของท่าน”
ทว่าอาจารย์หญิงกู้กลับไม่ตอบรับ กล่าวอย่างยืน
กราน “กฎเกณฑ์ย่อมเป็นกฎเกณฑ์ ไร้กฎเกณฑ์
ก็ไม่อาจก่อเป็นรูปร่าง หากภายหลังคุณหนูห้าก็
อยากจะพาสาวใช้มาเข้าเรียนด้วย…”
หลัวอี๋ซิ่วที่จิตใจกำลังล่องลอยอยู่บนผืนฟั้า เมื่อ
ถูกเอ่ยนามก็พลันได้สติ ส่วนอี๋เหลียนที่อยู่
ด้านข้างก็ชมไฟข้ามฝัง[3] ดั่งที่ทำอยู่เป็นนิจ หาก
เหตุการณ์ไม่สุดวิสัยก็ไม่มีทางยอมเอ่ยปากง่าย ๆ
เพียงเฝั้ามองพวกนางในมือกำพู่กันแน่น
อาจารย์หญิงกู้กล่าวต่อ “หากข้าผ่อนปรนครั้ง
หนึ่ง คราหน้าก็จะมีผู้อื่นอาศัยคำกล่าวอ้างนี้
หรือว่าข้าจะต้องผ่อนปรนอีกครั้ง”
เสวี่ยจือยอบตัวลง “อาจารย์หญิงเข้าใจผิดแล้ว
เจี่ยเอ๋อร์ไม่สบายจริง ๆ เดิมฮูหยินผู้เฒ่าไม่อยาก
ให้เจี่ยเอ๋อร์มา ทว่านางยืนกรานจะมาเข้าเรียน
บ่าวขอรับรองว่าเพียงครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น
เพียงยกชาร้อนให้คุณหนูเจ็ดหากอาการไม่ดีก็แค่
ดูแลเล็กน้อย”
เมื่ออาจารย์หญิงกู้เห็นว่านางสาธยายไปมากมาย
แต่ทั้งสองคนยังไม่ยอมฟัง นํ้าเสียงจึงเริ่มไม่ดีนัก
“คุณหนูเจ็ดไม่สบายก็ไม่ต้องมาเรียนข้าจะคิดเสีย
ว่าฐานะของข้าไม่คู่ควรที่จะสั่งสอนคุณหนูเจ็ด
เหตุใดต้องสรรหาคำกล่าวอ้างมากมายมาพูดกับ
ข้า”
อาจารย์หญิงกู้ท่านนี้ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ยิ่งนัก
เป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้า หลัวเฉิงจางถูก
ชะตาตรงจุดนี้ถึงได้เชิญนางมาสอน มิเช่นนั้น
อาจารย์หญิงทั่วไปจะควบคุมอารมณ์ของเสี่ยวอี๋ห
นิงได้อย่างไร
ทว่าบัดนี้นางกลับพูดจนอี๋หนิงเองก็เริ่มมีอารมณ์
คุกรุ่นแล้ว
“เสวี่ยจือ ไม่ต้องพูดแล้ว” อี๋หนิงพูดด้วยนํ้าเสียง
ราบเรียบ “อาจารย์หญิงกล่าวได้ถูกต้อง เจ้าถอย
ออกไปเถิด”
เสวี่ยจือมองอี๋หนิงก็เห็นคุณหนูกำลังมองตนด้วย
แววตาสงบนิ่งทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนเห็นเค้าลาง
ของคุณหนูใหญ่อยู่หลายส่วน นางจึงวางใจรับคำ
แล้วถอยออกไป
“อาจารย์หญิงเชิญสอนต่อเถิด ครานี้ไม่มีคน
รบกวนท่านแล้ว” อี๋หนิงผายมือเชิญ
อาจารย์หญิงกู้เคยเห็นเจ้านายน้อยผู้นี้วางตน
จองหองโอหัง ทั้งยังเคยเห็นนางกลั่นแกล้ง
บุตรสาวอนุ ทว่าไม่เคยเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วย
ความสงบนิ่งและแววตาเรียบเฉยของนาง ท่าที
แน่วแน่เช่นนี้กลับทำให้ดูน่าเกรงขามอยู่หลาย
ส่วน ทว่าอาจารย์หญิงกู้ก็รู้สึกว่าช่างไร้เหตุผล
เด็กเจ็ดขวบคนหนึ่งจะเอาความน่าเกรงขามมา
จากที่ใด อาจารย์หญิงกู้พินิจมองอี๋หนิงอีกครั้ง
ดวงหน้าเล็กดุจก้อนแปั้ง ชัดเจนว่าเป็นเพียงเด็ก
คนหนึ่ง
“หากคุณหนูเห็นว่าคำกล่าวของข้าไร้เหตุผลและ
ท่านไม่เห็นด้วย ข้าก็ไม่มีสิ่งใดจะกล่าว” อาจารย์
หญิงกู้ยังคงรู้สึกเหมือนถูกหันปลายเข็มเข้าหาจึง
สั่งลงโทษรุนแรง “ท่านทำผิดกฎพาสาวใช้เข้า
เรียน อีกสักครู่รบกวนคุณหนูเจ็ดอยู่ต่อเพื่อ
คัด ‘กฎของผู้เป็นศิษย์’ ห้าจบเป็นการลงโทษ
คัดจบค่อยไปกินข้าวได้”
“น้อมรับคำสั่งสอนของอาจารย์หญิง” อี๋หนิง
รับคำเสียงราบเรียบ
หลัวอี๋ซิ่วเท้าคางผล็อยหลับไปแล้ว หลัวอี๋เหลียน
เอ่ยเสียงนุ่มนวล“น้องสาวเจ็ด แม้จะรู้สึกว่าไม่
สบายก็ไม่ควรทำลายกฎระเบียบ”
อี๋หนิงมองหลัวอี๋เหลียนด้วยสายตาเย็นชา มอง
พี่สาวบุตรอนุผู้งดงามดุจบุปผากำลังส่งรอยยิ้ม
บางเบาให้กับตน
“พี่หญิงหกกล่าวได้ถูกต้อง” อี๋หนิงเอ่ยนํ้าเสียง
สงบนิ่ง
เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน อาจารย์หญิงก็เดินมา
ตรงหน้าอี๋หนิง “ข้าจะไม่คอยจับตาดูคุณหนูเจ็ด
หากคุณหนูเจ็ดให้สาวใช้คัดแทน ข้าก็ไร้คำกล่าว
ต้องดูว่าคุณหนูเจ็ดจะยอมรักษาสัจจะหรือไม่”
อี๋หนิงนิ่งเฉยปราศจากวาจา เพียงม้วนปลายแขน
เสื้อขึ้นเพื่อฝนหมึก
อาจารย์หญิงกู้พาบ่าวรับใช้จากไปแล้ว หลัวอี๋ซิ่ว
เข้ามาดึงชายเสื้อนาง“อี๋หนิง เจ้าจะคัดจริงหรือ
ไปกินข้าวเถิด ข้าจะให้สาวใช้ข้าคัดแทนเจ้าเอง”
อี๋หนิงส่ายหน้า นางเกิดความดื้อรั้นขึ้นมาจริง ๆ
ในจวนแห่งนี้ ผู้ที่มองนางแล้วขัดตาไม่ได้มีเพียง
อาจารย์หญิงกู้คนเดียวแต่เป็นเพราะเห็นแก่หน้า
ท่านย่าและพี่หญิงใหญ่จึงแสร้งแสดงท่าทีเป็น
มิตรอาจารย์หญิงกู้ก็แค่แสดงออกมาเท่านั้น เสี่ยว
อี๋หนิงอารมณ์โมโหร้าย หากเติบโตพร้อมกับ
ชื่อเสียงเช่นนี้ ในภายหน้านางเองย่อมลำบาก แค่
คัดอักษรเท่านั้นมิใช่หรือ เช่นนั้นก็คัดเถิด
——————–
[1] บ่อนํ้าทั้งเก้า เป็นสถานที่ที่คนจีนเชื่อว่าเมื่อ
ตายไปแล้วจะไปอยู่ที่นี่
[2] เกอร์ เป็นคำเรียกขานเด็กผู้ชาย
[3] ชมไฟข้ามฝัง เป็นหนึ่งในกลศึกสามก๊ก
อุปมาถึงการใช้โอกาสที่ศัตรูเกิดความปันปั่วน
ภายใน แล้วพึงรอจังหวะโจมตี