พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 70
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากตื่น สวีมามาก็เข้ามาช่วยทำ
ผมให้อี๋หนิง
เส้นผมของอี๋หนิง จะกล่าวว่าดีก็มิได้เต็มปาก เส้น
ผมของหลินไห่หรูต่างหากจึงจะเรียกว่าดี ทั้งเยอะ
ทั้งดำขลับ ง่ายต่อการมวยผม เส้นผมของอี๋หนิง
ละเอียดทั้งยังอ่อนนุ่ม เมื่ออยู่ในมือก็ให้สัมผัส
ประหนึ่งปุยเมฆ ครั้นปล่อยสยายก็ลื่นเงางาม
ประดุจแพรไหม สีเลื่อมอ่อนยามต้องแสง แม้จะ
น่ามอง ทว่ากลับไม่ง่ายต่อการเกล้ามวย
หลังจากสวีมามามวยผมให้นางเสร็จเรียบร้อยก็
ใช้หวีสางเก็บงานอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะเอ่ยถาม
“เจี่ยเอ๋อร์รู้สึกว่างามหรือยังเจ้าคะ”
อี๋หนิงพินิจมองตนเองในคันฉ่อง สวีมามาทำมวย
เปียแบ่งเกล้าให้นางดูอ่อนเยาว์สดใส งดงามยิ่ง
นัก ในเรือนของนางมียอดฝีมือในการมวยผมอยู่
ไม่น้อย นางรู้ดีว่าผมของตนเกล้ามวยไม่ง่ายนัก
เพราะละเอียดนุ่มเกินไปนางยิ้มเอ่ย “ฝีมือการ
มวยผมของท่านย่อมเป็นเลิศ”
สาวใช้ยกโจ๊กพุทราแดงกับขนมเปียะเข้ามา แม้
อี๋หนิงจะไม่ปวดท้องแล้ว แต่ก็ยังปวดเมื่อยตาม
ช่วงเอวและข้อเข่า นางพิงหมอนอิง กินโจ๊กพลาง
ถาม “เมื่อคืนหลังจากพี่ชายสามกลับไปแล้วได้ส่ง
ข้อความใดมาหรือไม่”
เสวี่ยจือโคลงศีรษะ “ไม่มีคนของคุณชายสามเข้า
มาเลยเจ้าค่ะ”
อี๋หนิงได้ยินก็ให้ประหลาดใจเล็กน้อย วางถ้วยลง
นางมักคิดถึงสีหน้าของพี่ชายสามที่จับจ้องนาง
เมื่อวาน เป็นความรักใคร่ทะนุถนอมที่ดูไม่คุ้นเคย
นางกินขนมเปียะได้เพียงเล็กน้อยก็กินไม่ลงแล้ว
จึงสั่งให้สาวใช้เอาไปเก็บ ยามนี้ซงจือก็พาหญิง
ชราคนหนึ่งเข้ามา หญิงชราผู้นั้นคารวะนาง
กล่าวด้วยรอยยิ้ม “สิ่งที่คุณหนูสั่งการลงไป บ่าว
จัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ เหลือแค่วัดตัว
คุณชายสามก็สามารถลงมือตัดเย็บได้แล้วเจ้าค่ะ”
หญิงชราผู้นี้เป็นคนของโรงตัดเย็บเครื่องนุ่งห่ม
เสื้อผ้าอาภรณ์ในจวนล้วนตัดเย็บจากโรงตัดเย็บนี้
อี๋หนิงกำลังเตรียมเสื้อผ้าให้หลัวเซิ่นหย่วนเอาไป
ใช้ระหว่างเดินทางไปเมืองหลวง ถุงเท้าที่ใช้ในฤดู
หนาว นางสามารถตัดเย็บเล่น ๆ ได้ ทว่าอาภรณ์
สำหรับสวมเกินความสามารถของนางแล้วดังนั้น
นางจึงหาหญิงชรายอดฝีมือจากโรงตัดเย็บมาช่วย
ทำเสื้อกันหนาวสักสองสามชุดให้พี่ชายสาม อี๋ห
นิงถาม “สาวใช้ช่วยวัดตัวมิได้หรือ”
หญิงชราส่ายหน้าพลางเอ่ย “อาภรณ์ที่สวมในฤดู
หนาวต้องแนบกายถึงจะอบอุ่น บ่าวต้องทำการ
วัดด้วยตนเองจึงจะได้ขนาดพอดีตัว บรรดาสาว
ใช้ไม่รู้ว่าควรจะวัดขนาดเท่าไรจึงจะเหมาะสมเจ้า
ค่ะ”
อี๋หนิงครุ่นคิดแล้วจึงเอ่ย “เช่นนั้นข้าจะพาท่าน
ไปเอง หลังจากวัดตัวพี่ชายสามแล้วท่านจะได้
ช่วยวัดตัวเสวี่ยจือด้วย” อี๋หนิงชี้ไปที่เสวี่ยจือ
“ข้าจะทำเสื้อผ้าใหม่ให้นาง”
เสวี่ยจือผ่านวัยที่จะถูกปล่อยตัวออกจากจวนแล้ว
นางเป็นสาวใช้ใหญ่ข้างกายอี๋หนิงที่มีหน้ามีตา
มากที่สุด ตอนอี๋หนิงยังเล็กยังไม่กล้าปล่อยนางไป
จากจวน ทว่าหากเสวี่ยจืออายุมากเกินไปคงไม่
เหมาะสมนัก อี๋หนิงจึงวานให้หลัวเซิ่นหย่วนช่วย
หาคู่ให้นาง เป็นครอบครัวธรรมดาครอบครัวหนึ่ง
ในสวี่สุ่ย คนผู้นั้นยังเป็นถึงบัณฑิตซิ่วไฉ เมื่อได้ยิน
ว่าเสวี่ยจือเป็นสาวใช้ใหญ่ที่ปรนนิบัติคุณหนูของ
ตระกูลหลัว ครอบครัวนั้นก็ยินดีเป็นล้นพ้น การ
ได้แต่งงานกับสาวใช้ที่ออกมาจากจวนตระกูลขุน
นางเช่นพวกนางถือว่าดีกว่าหญิงสาวสามัญทั่วไป
มาก
เสวี่ยจือปรนนิบัติอี๋หนิงมานานหลายปี แม้อี๋หนิง
จะอาลัยอาวรณ์ แต่ไม่ยินดีที่จะรั้งความก้าวหน้า
ในชีวิตของนาง ที่สำคัญเสวี่ยจือยังพึงพอใจใน
ครอบครัวนั้น อี๋หนิงกำลังครุ่นคิดว่าจะมอบเงิน
ให้เสวี่ยจือเป็นสินเดิมจำนวนเท่าไรดี
เสวี่ยจือถูกอี๋หนิงหยอกล้อจนใบหน้าแดงเรื่อ รีบ
ปฏิเสธ นางเป็นเพียงบ่าวไพร่ จะคู่ควรกับเสื้อผ้า
ที่ทำจากโรงตัดเย็บในจวนได้อย่างไร ทว่าอี๋หนิง
กลับกดมือของนางไว้ ให้นางไม่ต้องปริปาก ก่อน
จะยิ้มกล่าว “ต่อไปหากจะตัดเย็บเสื้อผ้าใหม่ก็มา
ทำที่จวน สินเดิมเครื่องประดับที่แบกออกไปต้อง
ให้มีจำนวนมากกว่าสิบหาบ!”
สาวใช้ในเรือนต่างพากันปิดปากหัวเราะ เสวี่ยจือ
ทั้งโกรธทั้งขำ ทว่าสายตาที่มองอี๋หนิงกลับอ่อน
ละมุนอย่างยิ่งยวด
อี๋หนิงพาหญิงชราจากโรงตัดเย็บไปพบหลัวเซิ่น
หย่วน เมื่อเขาเห็นนางพาคนมาที่เรือนก็แปลกใจ
เล็กน้อย วางหนังสือลงแล้วเดินมาหานาง คิ้วหนา
เข้มขมวดมุ่นน้อย ๆ กล่าวเสียงตํ่า “มิใช่ว่าเจ้าไม่
สบายหรือ เหตุใดจึงยังวิ่งเล่นไปทั่ว”
อี๋หนิงฉีกยิ้มกว้าง “เมื่อวานท่านบอกว่าจะเลี้ยง
ข้าวข้า ข้ายังไม่ได้กินเลย วันนี้จึงมาฝากท้องกับ
ท่าน” เมื่อเห็นสีหน้าของเขาคล้ายไม่เห็นด้วยอี๋ห
นิงก็หยิบสายวัดของหญิงชราจากโรงตัดเย็บ
ออกมา แกว่งไปมาให้เขาดู“ข้าหาคนจากโรงตัด
เย็บมาทำเสื้อผ้าสำหรับสวมในฤดูหนาวให้ท่าน
สักสองสามชุด ได้ยินว่าสภาพอากาศที่เมืองหลวง
หนาวเย็นกว่าที่นี่เล็กน้อยเมื่อท่านไปถึงจะได้สวม
ได้ทันที พี่ชายสาม ท่านยกแขนขึ้น จะได้วัดตัวให้
ท่าน”
หลัวเซิ่นหย่วนมองนางอย่างจนปัญญา “อี๋หนิง
หากเจ้าไม่มีอะไรทำข้าจะหาอาจารย์สอนพิณให้
เจ้าสักคน”
อี๋หนิงเร่งเร้าให้เขายกแขนขึ้น หญิงชราก็ก้าวเข้า
มาวัดตัวให้เขาหลัวเซิ่นหย่วนจึงทำได้เพียงยก
แขน เขารูปร่างสูงใหญ่ ยามหญิงชราวัดตัวให้เขา
จึงต้องเขย่งปลายเท้า อี๋หนิงเห็นเขายืนไม่ตรงก็
เอื้อมมือไปดึงเอวเขา“พี่ชายสาม ท่านยืนตัวตรง
หน่อย จะได้วัดได้แม่นยำ”
ทันทีที่มือของนางสัมผัสเอวเขา ร่างกายของ
หลัวเซิ่นหย่วนก็คล้ายแข็งเกร็งขึ้นทันใด
รอจนหญิงชราวัดเสร็จเรียบร้อยและก้าวถอย
ออกไป หลัวเซิ่นหย่วนถึงได้พรูลมหายใจ ก่อนจะ
ให้สาวใช้ยกชาร้อนมาให้นางและเอ่ยถาม “เจ้า
มาที่เรือนของพี่ชายสามก็เพื่อสิ่งนี้หรือ”
อี๋หนิงพูดกลั้วหัวเราะ “มิใช่กล่าวว่ามาฝากท้อง
กับท่านหรือ” เมื่ออี๋หนิงรู้สึกว่าหลัวเซิ่นหย่วนนั่ง
ห่างจากนาง พูดจาไม่ค่อยถนัด จึงเดินไปนั่งข้าง
กายเขา จับมือเขาไว้แล้วเอ่ย “ทว่ายังมีอีกเรื่อง
หนึ่ง ข้าอยากให้เสวี่ยจือตบแต่งออกไปอย่าง
ยิ่งใหญ่ ข้าได้ยินว่าท่านมีบ้านอยู่หลังหนึ่งที่
อำเภอสวี่สุ่ย ท่านให้ข้ายืมได้หรือไม่”
หลัวเซิ่นหย่วนสัมผัสได้ถึงความนุ่มละมุนที่ทาบ
ทับบนมือเขา ทั้งร่างเขาพลันแข็งเกร็ง นํ้าเสียงมี
ร่องรอยสะกดกลั้น “อี๋หนิง เจ้านั่งให้สำรวม
หน่อย”
อี๋หนิงไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรไปจึงเงยหน้ามองเขา
ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับไม่ยอมสบตานาง เขาดึง
มือกลับไป ก่อนจะกล่าว “จะให้เจ้ายืมก็ได้”
ดวงตาของอี๋หนิงแวววาวด้วยม่านนํ้า ประหนึ่ง
สัตว์ไร้เดียงสาที่ถูกรังแก แววตาเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็
ไม่อาจใจร้ายกับนางได้ลงคอ
อี๋หนิงได้ยินเขารับปากก็ไม่คิดอะไรมาก กล่าว
อย่างยิ้มแย้ม “เช่นนั้นข้าไม่จ่ายเงินนะ!”
มุมปากของหลัวเซิ่นหย่วนขยับยกขึ้นเล็กน้อย
“แน่นอนว่าเจ้าไม่ต้องจ่าย”
อี๋หนิงอยู่ในห้องหนังสือของเขา รอคนจัดโต๊ะ
อาหาร เขาเขียนบทความส่วนอี๋หนิงนั่งอ่าน
หนังสืออยู่บนเก้าอี้เอน ขาเรียวยาวขดไขว้กัน
นางสวมเสื้อสีฟั้า ชายกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ทิ้ง
ตัวลงมา แสงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างตกกระทบ
บนกระโปรงของนาง สายตาของอี๋หนิงแน่วแน่
อันที่จริงเวลานางตั้งใจทำสิ่งใดจะมีสมาธิมุ่งมั่น
ขนตายาวงอน นัยน์ตาใสกระจ่าง ท่าทางราวกับ
เรื่องราวภายนอกไม่อาจดึงดูดความสนใจไปจาก
นาง ยามนี้เหมือนนางกำลังสงสัยในบางจุด หัวคิ้ว
จึงขมวดมุ่นเล็กน้อย กัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว
นางมีความเคยชินไม่ดีนี้ เมื่อคิดอะไรไม่ออกก็จะ
มีอาการเช่นนี้
เขาจำได้ว่าตอนที่เด็กสาวคนนี้ยังเป็นก้อนกลม
อ้วนเล็กอยู่นั้น นางน่ารักดุจตุ๊กตาในภาพวาด
ทว่าเพียงพริบตาก็เติบโตเป็นดรุณีร่างอรชรเสีย
แล้ว หลัวเซิ่นหย่วนไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่
ความรู้สึกของเขาเริ่มผิดแปลกไปบางทีอาจเป็น
ตอนที่เขากลับมาจากเมืองหลวง และอี๋หนิงที่เติบ
ใหญ่แล้วเข้ามากอดเขาจากด้านหลัง เขาก็พลัน
ตระหนักได้ว่านางไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไป หรือ
บางทีอาจเป็นตอนที่นางผล็อยหลับในอ้อมกอด
เขา ขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา จับแขนเสื้อเขา
ไว้ พึ่งพาเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างไร้ข้อกังขา
หรืออาจเป็นยามที่เขาได้ยินว่าหลินเม่าหมายมั่น
จะสู่ขอนาง ในใจก็พลันบีบรัดแน่นเขม็งตึง
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเป็นไปได้ เขาเป็นพี่ชายใหญ่
โดยนามของอี๋หนิงต่อให้เขาจะรู้ว่าตนกับอี๋หนิงไม่
มีสายสัมพันธ์ทางสายเลือด กระทั่งเคยสืบเรื่อง
บิดาบังเกิดเกล้าของนางอย่างลับ ๆ ทว่าสถานะ
ของอี๋หนิง อย่างไรก็ไม่อาจเปิดเผย และถึงแม้เขา
จะไม่ใช่พี่ชายใหญ่ของอี๋หนิง แต่เขาโตกว่านางถึง
แปดปี เขาเป็นชายหนุ่มที่ควรจะลงหลักปักฐาน
ได้แล้ว ทว่าอี๋หนิงยังเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง
เท่านั้น
ตรรกะเหตุผลร้อยพันยํ้าเตือนเขาว่า เขาต้องทำ
เป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งนี้ทำง่ายนัก
หรือ
ราวกับอี๋หนิงสัมผัสได้ว่ามีคนกำลังจับจ้องนางจึง
พลันเงยหน้าขึ้นเอ่ยถาม “พี่ชายสาม…”
หลัวเซิ่นหย่วนเบนสายตาไปทางอื่น กล่าวเสียง
เรียบเฉย “มีอะไรหรือ”
นางชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเดินไปหยุดข้างกายเขา
“ข้าไม่เข้าใจความหมายตรงจุดนี้ในหนังสือ”
เพราะเมื่อครู่นางกัดริมฝีปาก ริมฝีปากจึงแดงกํ่า
หลัวเซิ่นหย่วนบังคับสายตาตนให้หันมองไปทาง
อื่น อธิบายให้นางฟัง“ ‘จวงจื่อ[1]’ ความหมาย
คลุมเครือยากจะเข้าใจ เจ้ายังเด็ก อ่านให้น้อย
หน่อย‘ความสุขอันยิ่งใหญ่’ บทความนี้กล่าวถึง
การถือกำเนิด การตาย และการเวียนว่ายตาย
เกิด ซึ่งเป็นไปตามมติแห่งสวรรค์…”
อี๋หนิงตั้งใจฟังอย่างละเอียด เพราะนางได้ประสบ
ด้วยตนเองจึงรู้สึกสนใจบทความนี้อย่างยิ่ง รอจน
เขาบรรยายจบก็ถึงเวลาเที่ยงแล้ว ห้องครัว
รายงานว่าสำรับจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนวางหนังสือลง แล้วพานางออกไป
ประจวบเหมาะกับมีบ่าวคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่าง
เร่งรีบ เขาคำนับหลัวเซิ่นหย่วน “คุณชายสาม
เฉียวอี๋เหนียงรับคนผู้หนึ่งเข้ามาในจวน กล่าวว่า
เป็นญาติจากแดนไกลของสาวใช้ในเรือน มาที่
จวนเพื่อเยี่ยมญาติขอรับ”
อี๋หนิงได้ยินคำของบ่าวก็ชำเลืองมองหลัวเซิ่นหย่
วน เขาเฝั้าจับตาเฉียวอี๋เหนียงมาโดยตลอด
เฉียวอี๋เหนียงเจ้าเล่ห์มากแผนการ เขาย่อมต้อง
จับตาดูนาง หลัว-เซิ่นหย่วนก้าวเดินพลางถาม
“เป็นมาอย่างไร”
บ่าวรับใช้คนนั้นรีบเอ่ย “ข้าน้อยส่งคนไปดู เป็น
สตรีปั่วยหนักผู้หนึ่งถูกหามเข้าไปในเรือนของ
เฉียวอี๋เหนียง หากมาเพื่อเยี่ยมญาติจริง เหตุใดจึง
มาในสภาพที่ขาข้างหนึ่งเหยียบอยู่ในโลงศพ
เช่นนี้ ข้าน้อยคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำจึงรีบมา
รายงานคุณชายสามขอรับ”
เฉียวอี๋เหนียงเชิญคนปั่วยหนักเข้ามาในเรือนด้วย
จุดประสงค์ใด อี๋หนิงบังเกิดความสงสัย ระยะนี้
สภาพจิตใจของเฉียวอี๋เหนียงไม่สู้ดีนัก เรื่องของ
เซวียนเกอร์ทำให้นางตระหนกร้อนรน ทว่า
พฤติกรรมน่าสับสนซับซ้อนเช่นนี้อี๋หนิงคาดเดาไม่
ถูกจริง ๆ
หลัวเซิ่นหย่วนชะงักฝีเท้า ครุ่นคิดก่อนสั่งการ
“ไปตรวจสอบสถานะของสตรีนางนั้น อย่าให้อี๋
เหนียงรู้ตัว”
บ่าวรับใช้รับคำสั่ง ก่อนจะจากไป
อี๋หนิงถามเขา “ท่านเฝั้าจับตาเฉียวอี๋เหนียงมา
โดยตลอดเลยหรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนเพียงคลี่ยิ้มบาง กล่าวกับนาง “ข้า
ให้ห้องครัวจัดเตรียมเนื้อห่านอบไว้ให้เจ้า อีกครู่
เจ้าก็กินให้มากหน่อย”
เฉียวอี๋เหนียงเดินไปมาอยู่ในห้อง จิตใจร้อนรนดุจ
สุมไฟ
หลัวอี๋เหลียนนั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ เงียบขรึมไม่เอ่ย
วาจา นางกำลังรู้สึกว่าเพื่อน้องชายแล้ว ท่านแม่
ใกล้จะเสียสติเต็มที แม้แต่คำพูดผีสางพรรค์นี้ยัง
เชื่อ ทว่าทันทีที่นางอยากจะเอ่ยปากอธิบาย
เฉียวอี๋เหนียงก็ขัดไว้ “ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จต้อง
ลองฟังดูก่อนจึงจะรู้ หากเป็นเรื่องเท็จก็แล้วไป
แต่ถ้าจริงขึ้นมา…เช่นนั้นก็น่าสนุกแล้ว!”
กระทั่งบ่าวรับใช้เข้ามารายงานว่ารับคนเข้า
มาแล้ว กำลังรออยู่ที่ห้องอุ่นฝังบูรพา เฉียวอี๋
เหนียงถึงพรูลมหายใจโล่งอก พูดกับนาง “อี๋
เหลียน หากนางไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของท่านพ่อเจ้า
นางก็เป็นเพียงสิ่งตํ่าตมที่ถือกำเนิดจากการเสพ
สมโลกีย์ เจ้าก็จะเปลี่ยนเป็นคุณหนูเพียงคนเดียว
ของบ้านรอง ต่อไปจะมีผู้ใดกล้ารังแกเจ้าอีก”
หลัวอี๋เหลียนไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไร แม้นางกับ
เฉียวอี๋เหนียงจะเป็นแม่ลูกกัน ทว่าเฉียวอี๋เหนียง
เติบโตขึ้นในตลาด ส่วนนางเป็นคุณหนูที่ถือ
กำเนิดจากอนุในตระกูลหลัว บางครั้งก็ไม่เข้าใจ
คำศัพท์ที่มารดาเอ่ยออกมาในสายตาของนาง
นางมีความเคียดแค้นต่อหลัวอี๋หนิงจริง หากไม่ใช่
เพราะหลัวอี๋หนิง นางจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้
เช่นไร แต่อย่างไรนางก็ไม่มีทางสาดคำพูดพรรค์นี้
ไปบนร่างของอี๋หนิง
เฉียวอี๋เหนียงจัดปินปักผมให้เรียบร้อย ก่อนจะ
เดินนำสาวใช้ไปยังห้องอุ่นฝังบูรพา
ในห้องอุ่นมีกลิ่นยาฉุนรุนแรง แสงไม่ค่อยสว่างนัก
สาวใช้รายงานว่านางมาถึงแล้ว เมื่อเฉียวอี๋เหนียง
เดินเข้าไปก็ต้องหรี่ตามองถึงเห็นชัดบนแผ่นไม้
หามมีสตรีใบหน้าเหลืองซูบเซียวนอนอยู่ เสื้อผ้า
เก่าโทรม นางจ้องมองใบหน้านั้นอยู่นาน
พยายามนึกว่าอีกฝั่ายเป็นคนที่เคยปรนนิบัติอยู่
ข้างกายกู้หมิงหลานจริงหรือไม่ ทว่าเวลาผ่านไป
นานหลายปีแล้ว กระทั่งรูปลักษณ์ของกู้หมิง
หลานเป็นอย่างไร นางยังเกือบลืมไปแล้ว แล้วจะ
จดจำสาวใช้ที่ไม่สะดุดตาคนหนึ่งได้อย่างไร
หลิวอันเจียยอบกายอยู่ด้านข้าง “อี๋เหนียง นี่คือ
จางซื่อเจ้าค่ะ” นางย่อตัวลง ตบบ่าของจางซื่อ
เบา ๆ “อี๋เหนียงมาเยี่ยมเจ้าแล้ว”
จางซื่อลืมตาขึ้นช้า ๆ แววตาเลื่อนลอยอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะเห็นใบหน้างดงามใบหน้าหนึ่ง สตรีสวม
อาภรณ์เลิศหรูนั่งอยู่บนเก้าอี้กลม กำลังจับจ้อง
นาง นางยังพอจำรูปลักษณ์ของคนผู้นี้ได้อย่าง
เลือนราง เป็นเฉียวอี๋เหนียงเมื่อเทียบกับสิบปีที่
แล้วอีกฝั่ายไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไปมากนัก ที่
แปรเปลี่ยนล้วนเป็นพวกนาง แก่ชรา เจ็บปั่วย
ล้มตาย ร่างของจางซื่อสั่นสะท้านเล็กน้อย
หลับตาลงช้า ๆ
“บ่าวไม่อาจลุกขึ้นคารวะท่าน อี๋เหนียง…โปรด
อภัยด้วย…” จางซื่อพูดอย่างเชื่องช้า “ขอบคุณอี๋
เหนียงที่ไว้ชีวิตสวี่ซื่อ บ่าว…บ่าวจะเล่าเรื่องราว
ในปีนั้นให้ท่านฟังเจ้าค่ะ”
เฉียวอี๋เหนียงรู้สึกว่าบรรยากาศในเรือนเงียบกริบ
อย่างประหลาดไม่มีผู้ใดกล้าปริปาก ห้องอุ่นฝัง
บูรพาไม่ได้ถูกใช้งานมานานแรมปีแล้ว มีแต่กลิ่น
เศษไม้ผุพัง เฉียวอี๋เหนียงยกถ้วยชาขึ้น มองจาง
ซื่อพลางเอ่ย “เจ้าพูดเถอะ ข้ากำลังฟังอยู่ ขอ
เพียงเรื่องที่เจ้าเล่าเป็นเรื่องจริง ข้าไม่เพียงจะไม่
เอาเรื่องสวี่ซื่อ แต่ยังจะดูแลให้ทั้งชีวิตของพวก
เจ้าได้อยู่อย่างสุขสบายไร้กังวล”
สีหน้าของจางซื่อซับซ้อนเล็กน้อย เล่าเรื่องราวใน
ปีนั้นอย่างแช่มช้ากู้หมิงหลานถูกคนจับตัวไปตอน
อยู่ที่อารามชี ลูกน้อยที่ให้กำเนิดก่อนกำหนดรวม
ไปถึงการตายเพราะตรอมใจ…จางซื่อเล่าพลาง
สะอื้น เวลายิ่งผ่านไปสีหน้าของเฉียวอี๋เหนียงก็ยิ่ง
ตื่นตระหนก
นางอดลุกขึ้นไม่ได้ เดินไปที่ข้างเตียง จับมือจาง
ซื่อไว้ “เจ้ากล่าวว่าหลัวอี๋หนิงนั่น เป็นเพียง
บุตรสาวขององครักษ์หรอกหรือ”
“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ…” จางซื่อกล่าว “ข้า
เห็นปั้ายที่ห้อยตรงเอวเขา…อายุครรภ์ของฮูหยิน
ไม่ถูกต้อง ยามนั้นเจิ้งมามาอยากให้ทำแท้งทว่า
นางไม่ยินยอม พวกเรารู้ว่าภัยพิบัติมาเยือนแล้ว
ฮูหยินกล่าวว่าเดิมนางก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
แล้ว เพื่อปกปั้องเด็กคนนี้…ต่อให้นางตายก็
ยินยอม”
มือของเฉียวอี๋เหนียงบิดผ้าเช็ดหน้าแน่น นางรู้ว่า
สิ่งที่จางซื่อเล่าเป็นเรื่องจริง เรื่องทั้งหมดนี้
ประกอบกันได้พอดิบพอดี ทุกความสงสัยถูก
อธิบายแล้ว!
กู้หมิงหลานคลอดบุตรในเดือนเก้า บ่าวหญิงชรา
ที่ปรนนิบัตินางพากันออกจากตระกูลหลัวไป นาง
ตรอมใจจนล้มปั่วย รูปลักษณ์ของหลัวอี๋หนิงกับ
หลัวเฉิงจางไม่มีจุดใดละม้ายคล้ายคลึงกันสักนิด
เฉียวอี๋เหนียงคิดไปถึงการตายของฮูหยินผู้เฒ่า
หลัว เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าหลัวพบเจิ้งมามา อาการ
ปั่วยก็กำเริบ หรือเพราะฮูหยินผู้เฒ่าหลัวรู้ความ
จริง อารมณ์จึงพลุ่งพล่านจนถึงแก่ความตาย
เฉียวอี๋เหนียงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าควรจะเป็นเช่นนั้น!
นัยน์ตานางฉายประกายวาววาม ยิ้มเยียบเย็น
“ที่แท้ก็เป็นสายเลือดชั้นตํ่า แต่กู้หมิงหลานกลับ
เอามาเชิดชูเป็นคุณหนูสายตรง!”
บุตรสาวขององครักษ์ที่ไร้หัวนอนปลายเท้ากลับ
ถูกเลี้ยงดูประหนึ่งคุณหนู กู้หมิงหลานเอาความ
กล้ามาจากที่ใด เอาเด็กชั้นตํ่าคนหนึ่งมาปลอม
แปลงหลอกตาว่าเป็นไข่มุกลํ้าค่า ทั้งยังกดหัวนาง
มานับแรมปี
เฉียวอี๋เหนียงอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ เพียงนาง
เปิดเผยชาติกำเนิดที่แท้จริงของหลัวอี๋หนิง อีก
ฝั่ายก็จะไม่ใช่คุณหนูสายตรงอีกต่อไป ในเมื่อเป็น
สายเลือดของชนชั้นตํ่าก็ควรจะใช้ชีวิตเยี่ยงคนชั้น
ตํ่า จะปล่อยให้อาศัยอยู่ในฐานะคุณหนูตระกูล
หลัวต่อไปอีกไม่ได้ เพียงไร้หลัวอี๋หนิง หลินไห่หรู
จะต่อกรกับนางได้หรือ! เซวียนเกอร์ของนาง ช้า
เร็วนางก็จะได้อุ้มกลับมาแล้ว!
——————–
[1] จวงจื่อ เป็นจอมปราชญ์จีน มีชีวิตเมื่อ
ประมาณ 2,300 ปีที่ล่วงมา ตรงกับยุคจั้นกว๋อ
ท่านเป็นปราชญ์ใหญ่ผู้รังสรรค์แนวคิดอมตะที่ถูก
จัดอยู่ในสำนักคิดปรัชญาเต๋า เป็นปราชญ์รุ่นหลัง
เล่าจื๊อ ผู้รจนาคัมภีร์เต้าเต๋อจิง ได้รับการยกย่อง
เป็นหนึ่งในสามจอมปราชญ์แห่งสำนักคิดฝั่ายเต๋า