พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 73
ในห้องเงียบกริบไปชั่วครู่
“อยู่ในจวนของท่านจริง ๆ” เว่ยหลิงทอดถอนใจ “สิบกว่าปีที่แล้วเพราะความเลอะเลือนของข้าถึง ได้ทําความผิดมหันต์ จนก่อให้เกิดเป็นผลลัพธ์ใน วันนี้ หลายปีมานี้ข้าใคร่ครวญไม่หยุด เมื่อได้ยิน ข่าวของนางจึงรีบมาที่จวนของท่าน ใต้เท้าหลัว จะกล่าวโทษข้าก็ดี เคียดแค้นข้าก็ช่าง แต่อย่างไร ข้าก็ต้องพาตัวอี๋หนิงกลับไปให้จงได้ เด็กเป็นผู้ บริสุทธิ์ นางไม่อาจอยู่ที่จวนของใต้เท้าหลัวต่อไป ได้อีก”
รอยยิ้มของหลัวเฉิงจางพลันแข็งค้าง เขาแน่นิ่งไม่ ตอบสนอง
ทว่าอิงกั๋วกงกลับค่อย ๆ วางถ้วยชาลงอย่าง มั่นคง สะบัดชายเสื้อก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่ง
“ขอให้ใต้เท้าหลัวเอาตัวบุตรสาวของข้าออกมา ด้วย วันนี้ข้าจะพานางจากไป ข้าได้ยินว่าใต้เท้า หลัวขับไล่นางไปอยู่ที่เรือนร้าง เห็นทีคงไม่อยาก พบนางแล้ว” เว่ยหลิงเงยหน้าขึ้น แววตาสุกสกาว “หากใต้เท้าหลัวมีข้อเรียกร้องใดก็เชิญเสนอ ออกมาได้ หากไม่ผิดต่อหลักคุณธรรม เว่ยหลิ งย่อมไม่มีทางปฏิเสธ”
ปกติอิงกั๋วกงเว่ยหลิงยอมคุกเข่าให้ผู้ที่อยู่ใน พระราชวังเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เขาซึ่งเป็นเพียง ขุนนางฝ่ายบุ๋นขั้นสี่จะปล่อยให้อิงกั๋วกงคุกเข่าให้ ได้อย่างไร!
ทว่าหลัวเฉิงจางกลับลืมเรื่องที่ต้องประคองเขา ขึ้นเสียหมดสิ้น พูดพึมพํา “เป็นท่าน…กับกู้หมิง หลาน…เป็นท่าน”
“ยามนั้นข้าไม่รู้ว่านางคือผู้ใด” เว่ยหลิงเอ่ยเนิบ ช้า “นางเองก็ไม่ยินยอมใต้เท้าหลัวอย่าได้ถือโทษ นาง…”
“อย่าได้ถือโทษนางรึ” หลัวเฉิงจางแสยะยิ้มโดย ไม่รู้ตัว “นางไม่รักษากฎจารีตของภรรยา ลอบ คบหากับผู้อื่น มีสิ่งใดน่าแก้ต่างกัน! ท่าน…ท่านก็ เช่นกัน ฐานะสูงศักดิ์ เหตุใดจึงกระทําเรื่องพรรค์ นี้!”
เว่ยหลิงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าการมาเยือนตระกูลหลัว จะเกิดผลลัพธ์เช่นไรเขามองหลัวเฉิงจางที่เดือด ดาลจนตัวสั่นเทา ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ไม่ว่าเขาจะอ้างเหตุผลกลใดก็ไม่อาจลบล้าง ความผิด หลังจากเขาดื่มเลือดกวาง สติสัมปชัญญะก็พร่าเลือน…เขากระทําเรื่องนั้นลง ไปจริงเช่นนั้นก็ปล่อยให้หลัวเฉิงจางพูดไปเถิด
ตอนที่รถม้าของอิงกั๋วกงเคลื่อนเข้าสู่ตระกูลหลัว ก็มีคนเอาข่าวไปรายงานหลัวเซิ่นหย่วนแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนปิดหนังสือลง ตกอยู่ในภวังค์ครู่ หนึ่ง เขาส่งจดหมายให้เว่ยหลิง คาดไม่ถึงว่าวัน
ถัดมาอีกฝ่ายก็มาเยือนถึงประตูแล้ว อย่างน้อยก็ สามารถพิสูจน์ได้ว่าเว่ยหลิงให้ความสําคัญกับอี๋ห นิง ต่อไปคงไม่มีทางทําให้นางต้องเจ็บชํ้านํ้าใจ
เขาหันหน้าไปถามองครักษ์ “เจิ้งมามามาถึงหรือ ยัง”
“เมื่อเจิ้งมามาทราบข่าวก็ร้อนรนยิ่งนัก ขึ้นรถม้า เดินทางทั้งคืน เร่งเดินทางมาที่เป่าติ้งโดยไม่รีรอ …ข้าน้อยจัดการให้เจิ้งมามาพักอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ในตรอกด้านข้าง จะให้ข้าน้อยไปเชิญมาเดี๋ยวนี้ เลยหรือไม่ขอรับ”
“ไปเชิญนางมา” หลัวเซิ่นหย่วนโยนหนังสือลง บนโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน
เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ เดิมก็กล่าวได้ไม่ชัดเจน ให้ เจิ้งมามาบอกเล่าเรื่องในปีนั้นกับท่านพ่อ จากนั้น ก็ปล่อยให้เขาเป็นผู้ตัดสินเถิด มีอิงกั๋วกงอยู่ที่นี่คง ไม่ต้องกังวลแล้ว อิงกั๋วกงย่อมไม่มีทางยอมให้อี๋ห นิงได้รับความเจ็บชํ้านํ้าใจ เกรงว่าต่อให้หลัวเฉิง จางไม่ยินยอม เขาก็จะใช้กําลังพาคนไปมิเช่นนั้น จะพากําลังพลห้าร้อยนายมาด้วยเหตุใด
เพียงอยากเจรจาพาทีตามมารยาทแล้วค่อยใช้ กําลังบีบบังคับ
อี๋หนิงกําลังพิงขอบเตียงคัดอักษร นี่เป็นความเคย ชินของนางที่เมื่อตื่นขึ้นมาต้องเขียนตัวอักษรสาม บท
สาวใช้ที่ปรนนิบัติข้างกายมองนางเขียนอย่าง ตั้งใจก็อดพูดพึมพําไม่ได้“คุณหนู ยามนี้ท่านยัง จะคัดอักษรอะไรอีก…”
“ไม่คัดอักษรแล้วจะให้ทําอะไร” อี๋หนิงเอ่ยเสียง ราบเรียบ นางนั่งหลังตรง จรดปลายพู่กัน สะบัด เขียนอีกหนึ่งเส้น
เสวี่ยจือก้าวเข้ามากล่าวกับสาวใช้คนนั้น “เจ้าไป ช่วยเก็บกวาดที่ลานด้านนอกเสีย” หลังจากไล่
สาวใช้ไป นางก็เดินมาหยุดข้างกายอี๋หนิง ก้ม ศีรษะลงกล่าว “ฮูหยินรองอยากมาพบท่าน แต่ ถูกองครักษ์ตรงประตูขวางเอาไว้ ฮูหยินร้องไห้อยู่ นาน…”
อี๋หนิงเงยหน้าขึ้นทอดถอนใจ หลินไห่หรูดีกับนาง ถึงเพียงนั้น เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ย่อมเสียใจ นาง กล่าวเสียงตํ่า “ท่านแม่ยังตั้งครรภ์อยู่ อีกไม่ถึง เดือนก็จะถึงกําหนดคลอดแล้ว เจ้านําคําไปบอก นางที ให้นางรักษาสุขภาพอย่าได้กังวลเรื่องของ ข้า”
บัดนี้นางตกอับแล้ว เฉินซื่อยังห้ามไม่ให้หลัวอี๋ซิ่ว มาเยี่ยมนาง ปกติเรือนของนางจะมีสาวใช้บ่าว หญิงชราไปมาเป็นจํานวนมาก มียามใดบ้างที่
เงียบวังเวงเช่นนี้ อี๋หนิงเงยหน้ามองไปนอกประตู ต้นไม้ใหญ่กลางลานกว้างในเรือนลู่หมิงผลัดใบ หมดแล้ว สภาพอากาศเริ่มหนาวเย็น ผ้านวมที่ ขนย้ายเข้ามาไม่เพียงพอสําหรับป้องกันความ หนาวเย็น ไม่รู้ว่าฤดูเหมันต์นี้จะผ่านพ้นไปได้ อย่างไร
จากคุณหนูสายตรงแปรเปลี่ยนเป็นลูกของชายชู้ หลัวเฉิงจางยอมปล่อยให้นางอยู่ในจวนก็ถือว่าไว้ หน้านางมากแล้ว ทว่าอันที่จริงอี๋หนิงไม่อยากอยู่ แม้ชาติภพก่อนจะไม่มีคนรักเอ็นดูนาง นางก็ใช้ ชีวิตได้เป็นอย่างดี เคยถูกลงโทษร้ายแรงเหมือน ยามนี้ที่อยู่ในตระกูลหลัวหรือไร ยามนางเดิน ออกไป บรรดาสาวใช้บ่าวหญิงชราต่างมองนาง ด้วยสายตาดูแคลน แต่การจะออกไปจากที่นี่เป็น เรื่องเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นต่อให้ต้องรับการดูหมิ่น
นางก็ต้องทําใจให้ได้ เริ่มจากปล่อยวาง เพราะ ผู้อื่นหมายจะเหยียบยํ่านางอย่างไร้ความปรานี
อี๋หนิงพรูลมหายใจเบา ๆ คัดอักษรต่อไป
ในยามนี้เอง ม่านผ้าฝ้ายในเรือนก็ถูกแหวกออก ซงจือก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดขาวจิตวิญญาณ ล่องลอย เมื่อเสวี่ยจือเห็นนางกลับมาแล้วก็เดิน เข้าไปถาม “เอาเตาอุ่นกับถ่านมาด้วยหรือไม่”
ซงจือส่ายหน้า เผยอปากจะพูดแต่ก็หยุดลง ก่อน จะชี้ไปยังด้านข้างส่งสัญญาณให้เสวี่ยจือไปคุยที่ ห้องด้านข้าง
ทว่าอี๋หนิงกลับเงยหน้ามองนาง วางพู่กันในมือลง “พูดที่นี่เถอะ บัดนี้ไม่มีอะไรที่ข้าฟังไม่ได้แล้ว”
ซงจือสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเอ่ย “หลังจากบ่าว กลับไปที่ห้องหลักก็พบว่านายท่านให้คนมาปิด ตายห้องของคุณหนูแล้ว บ่าวเข้าไปโต้เถียง… องครักษ์ที่เฝ้าอยู่กลับพูดว่า บัดนี้ข้าวของในห้อง นั้นไม่ใช่ของพวกเรา บ่าวเพียงอยากเข้าไปขนผ้า นวมกลับมาเท่านั้น ผลลัพธ์คือห้องด้านในกลับ ว่างเปล่ากระทั่งชั้นไม้ยังถูกขนย้ายไปหมดสิ้น!”
เสวี่ยจือได้ยินก็ร้อนรน เมื่อคืนพวกเขาย้ายมาที่นี่ อย่างรีบร้อน ข้าวของมากมายยังไม่ได้เอาออกมา “นายท่านหมายความว่าอย่างไร จะให้เราแข็ง ตายทั้งเป็นใช่หรือไม่!”
ซงจือเข้าไปดึงเสวี่ยจือไว้ เสวี่ยจือหันกลับไปมอง อี๋หนิงโดยไม่รู้ตัวนางนั่งหลังตรงอยู่บนตั่งอุ่นข้าง หน้าต่าง ใบหน้านุ่มอ่อนเยาว์ต้องแสงอาทิตย์ที่ ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง คล้ายกําลังฟังพวก นางพูด แต่ก็คล้ายไม่ได้ฟังผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ย “เช่นนั้นก็เอาเครื่องประดับในกล่องไปขายเสีย เปลี่ยนเป็นพวกฝ้าย เอากลับมาลงมือทํากันเอง”
เสวี่ยจือปวดใจสุดทานทน หลานสาวที่ฮูหยินผู้ เฒ่าประคองโอบอุ้มเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ บุตรสาว โดยสายเลือดของอดีตฮูหยิน ต่อให้ไร้สถานะของ ตระกูลหลัวก็ไม่ควรได้รับการปฏิบัติเช่นนี้…หาก เป็นเช่นนี้ มิสู้…มิสู้ให้อี๋หนิงกลับไปอยู่ที่ตระกูลกู้ อย่างไรย่อมดีกว่าอยู่ที่ตระกูลหลัว!
เสวี่ยจือเดินเข้าไปจับมือเล็กของอี๋หนิง คุกเข่า มองนาง “เจี่ยเอ๋อร์ไม่ต้องหรอก พวกเราเขียน จดหมายให้ฮูหยินกู้ เขียนจดหมายให้นายท่านผู้ เฒ่า ให้พวกเขามารับท่านกลับไป…”
อี๋หนิงส่ายศีรษะ เอ่ยเสียงเบา “ใช่ว่าตระกูลกู้จะ ยอมรับสถานะของข้าที่สําคัญ หากท่านป้าสะใภ้ ไม่มีคําอธิบายที่ดีก็ยากจะรับข้ากลับไป เมื่อไปถึง ตระกูลกู้ก็ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น ไร้อิสระ เช่นเดียวกัน…เสวี่ยจือ เจ้าล้วนกระจ่างดี”
เสวี่ยจือมองใบหน้าของอี๋หนิง หยาดนํ้าตาไหลริน ไม่ขาดสาย ถูกต้องนางล้วนกระจ่าง ทว่าในใจ ยังคงมีประกายแห่งความหวัง อี๋หนิงยื่นมือ ออกไปช่วยนางซับนํ้าตา กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่
ต้องกังวล ตระกูลหลัวไม่มีทางป่าวประกาศเรื่อง นี้ออกไป เมื่อผ่านพ้นระยะนี้ไป ทุกสิ่งก็จะดีขึ้น รอจนท่านแม่ถึงกําหนดคลอดแล้ว ไม่แน่ว่าพวก เราอาจจะได้เห็นหน้าคุณชายน้อยก็เป็นได้”
อี๋หนิงยิ่งพูด เสวี่ยจือก็ยิ่งร้องไห้ไม่หยุด
ด้านนอกบังเกิดลมกระโชกแรง ใบไม้แห้งของต้น หวย
[1]
นอกประตูถูกพัดปลิวกระจายไปทั่ว สุม เป็นกองหนาบริเวณระเบียง ไร้คนเก็บกวาด
ที่กําแพงบังรัศมี หลัวเซิ่นหย่วนเข้าไปประคอง เจิ้งมามาลงจากรถด้วยตนเอง เจิ้งมามาคล้ายแก่ ชราขึ้นไม่น้อย เวลาสองสามปีที่ผ่านมาทําให้หลัง
ของนางงองุ้มลง ทว่านางกลับไม่แสดงอาการ ร้อนรน เพียงบีบมือของหลัวเซิ่นหย่วนแน่น “เจ้า พาข้าไปพบนายท่านเถิด ข้าจะอธิบายเรื่องนี้ให้ กระจ่างด้วยตนเอง จะปล่อยให้เจ้าคนชั่วนั่นย่าม ใจไม่ได้…”
“ท่านไม่ต้องรีบร้อน บิดาบังเกิดเกล้าของอี๋หนิง มาเยือนถึงประตูแล้วกําลังสนทนากับท่านพ่อ” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว “ท่านเพียงเล่าเรื่องราวในปี นั้นออกมาให้กระจ่างก็เพียงพอแล้ว”
เจิ้งมามาตะลึงไปเล็กน้อย จากนั้นจึงหัวเราะขื่นที หนึ่ง “คุณชายสามไม่รู้ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ สิบ กว่าปีที่ผ่านมา หากต้องเห็นมีดเล่มหนึ่งแขวนอยู่ เหนือศีรษะไม่หล่นลงมาเสียที จิตใจย่อมเกิด
ความระแวงหวาดหวั่นอยู่ตลอดเวลา แต่บัดนี้เมื่อ มีดเล่มนั้นตกลงมาย่อมก่อให้เกิดความเจ็บปวด ทว่าข้ากลับไม่ร้อนรนแล้ว อย่างไรสถานการณ์ก็ ไม่มีทางเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว” นางเอ่ยถามอีก ครั้ง “ท่านว่า…บิดาบังเกิดเกล้าของอี๋หนิงมา เยือนถึงประตูหรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งไป ก่อนจะตอบ “เป็นท่าน อิงกั๋วกงเว่ยหลิง ปีนั้นคนที่พาตัวฮูหยินรองไป เป็นองครักษ์ของเขา อี๋หนิง…เป็นบุตรสาวของ เขา”
มือของเจิ้งมามาสั่นเล็กน้อย ไม่รู้เพราะตื่นเต้น หรือเศร้าตรม แววตานางสว่างวาบ พูดไม่ออกไป ชั่วครู่
หลัวเซิ่นหย่วนรีบส่งเจิ้งมามาไปที่ห้องโถง ด้านหน้า
ที่ห้องโถงด้านหน้า บานประตูปิดแน่น องครักษ์ ของอิงกั๋วกงยืนเรียงแถว ตรึงกําลังแน่นหน้า ประตู ไม่อาจได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวทางด้าน ในแม้แต่น้อย
หลังจากบ่าวรับใช้รายงานเข้าไป บานประตูก็เปิด ออก บรรยากาศภายในห้องเงียบกริบ ทันทีที่เจิ้ง มามาถูกประคองเข้าไปก็เห็นบุรุษร่างสูง ตระหง่านหล่อสง่าผ่าเผย บุคลิกท่วงท่าเหนือ สามัญคนหนึ่งยืนอยู่กลางห้องครั้นได้ยินเสียงการ เคลื่อนไหวเขาจึงหมุนตัวกลับมา เจิ้งมามามอง
เขาตาไม่กะพริบ นี่ถึงจะเป็นบิดาของอี๋หนิง นี่ถึง จะเป็น…คนที่กู้หมิงหลานไม่อาจลืมเลือนในปีนั้น!
ส่วนหลัวเฉิงจางที่นั่งอยู่ เห็นได้ชัดว่ามีสีหน้ายํ่า แย่ เขาฝืนข่มอารมณ์พลุ่งพล่านที่ใกล้ปะทุอยู่ รอมร่อ กล่าวเสียงแข็ง “เจิ้งมามา ท่านเดินทาง มาไกล…เห็นทีคงจะไม่มีประโยชน์แล้ว เรื่องในปี นั้นข้าล้วนกระจ่างสิ้น ท่านช่วยนางปกปิดเรื่องที่ ลักลอบติดต่อกับชายอื่น เรื่องอื้อฉาวพรรค์นี้ข้า ไม่อยากพูดให้มากความ หากท่านมาเพื่อวิงวอน แทนกู้หมิงหลานกับหลัวอี๋หนิง นั่นคงไม่จําเป็น!”
มุมปากของอิงกั๋วกงขยับเล็กน้อย “ข้ากล่าวแล้ว ว่านางถูกบีบบังคับเหตุใดใต้เท้าหลัวถึงต้องพูดถึง นางเยี่ยงนี้”
ร่างกายของหลัวเฉิงจางชะงักนิ่งไปเล็กน้อย แม้ จะไม่กล้าประจันหน้ากับอิงกั๋วกงโดยตรง ทว่ามือ ที่ทิ้งอยู่ข้างลําตัวกําแน่น
“บ่าวไม่ได้มาวิงวอนแทนผู้ใด เรื่องเป็นอย่างไร บ่าวจะกล่าวไปตามนั้นบ่าวเป็นคนที่ขาข้างหนึ่ง ก้าวเข้าไปในโลงศพแล้ว ย่อมไม่เอ่ยคําเท็จ” เดิม ทีสติสัมปชัญญะของเจิ้งมามาไม่แจ่มใสนัก ทว่า ยามนี้กลับยืดหลังตรงราวกับมีพลังชีวิตหนึ่งเปล่ง ประกายล้อมรอบกายนาง นัยน์ตาทอแสง ร่างกายผ่ายผอมของนางดุจถ่านไม้ที่กําลังลุกโชน เผาไหม้เจียนใกล้มอดดับ นางจ้องมองอิงกั๋วกง ต่อให้ภาพลักษณ์ในคราแรกของเขาจะไม่ดีนัก ทว่าเมื่อได้ยินคําพูดของเขา นางก็รู้สึกประทับใจ เขาขึ้นมาเล็กน้อย อย่างน้อย…เขาก็ไม่เคย
ปรารถนาให้กู้หมิงหลานต้องแบกรับชื่อเสียง เสื่อมเสีย
เจิ้งมามาก้าวเนิบช้าไปหยุดอยู่ระหว่างพวกเขา หลัวเซิ่นหย่วนที่ยืนอยู่ด้านข้างรู้ว่านางสุขภาพไม่ ดีจึงเข้าไปประคองนางนั่งลง
“ปีนั้น…ท่านกับเฉียวอี๋เหนียงให้กําเนิดเหลียน เจี่ยเอ๋อร์” เจิ้งมามาทอดถอนใจ มองหลัวเฉิงจาง ที่อยู่ตรงหน้า นางอดคิดถึงความอัปยศอดสูที่ฮู หยินได้รับในปีนั้นไม่ได้ คิดถึงการกลํ้ากลืนฝืนทน ของฮูหยิน เมื่อนึกถึงสิ่งเหล่านี้ ความเกลียดชังที่ มีต่อหลัวเฉิงจางก็สะกดกลั้นไว้ไม่อยู่
“ท่านเชิดชูม้าผอมตัวนั้นเป็นคนในตระกูลขุนนาง เพื่อรับเข้าตระกูลทั้งยังตั้งครรภ์ก่อนพาเข้าบ้าน เพราะฮูหยินมีใจเมตตา เห็นแก่เด็กถึงได้จํายอม” เจิ้งมามาบีบที่วางแขนของเก้าอี้แน่น เส้นเอ็น หลังมือเขียวปูดนูนนางพูดต่อ “ยามอยู่ตระกูลกู้ ฮูหยินเป็นคุณหนูที่ได้รับการเลี้ยงดูฟูมฟักมา อย่างทะนุถนอม กิริยามารยาทงดงามสํารวม แต่ ท่านเล่า เพื่อเด็กคนนั้นท่านถึงกับเคลือบแคลง สงสัยในตัวฮูหยินคราแล้วคราเล่า ฮูหยินจะลงมือ สร้างความลําบากให้กับเด็กคนหนึ่งได้อย่างไร เมื่อฮูหยินไม่อาจทานทนจึงได้หลบไปอยู่ที่วัด”
“นางไปอาศัยที่วัดเพราะหมายจะลักลอบไปพบ เจอผู้อื่น…” หลัวเฉิงจางขัดคําของเจิ้งมามาเสียง เย็นชา
เจิ้งมามาได้ยินก็โกรธจนเนื้อตัวสั่น นางยืนขึ้น กล่าวอย่างไม่อาจอดกลั้น “คําพูดนี้ของท่านช่าง ทําร้ายจิตใจนัก! ฮูหยินปฏิบัติต่อเฉียวอี๋เหนียง อย่างไร ใจท่านไม่รู้เลยรึ จางซื่อถูกเฉียวอี๋เหนียง ซื้อตัวไว้ตั้งแต่แรกแล้วสามีของนางเป็นคนของ เฉียวอี๋เหนียง คําของนาง ท่านเชื่อถือได้ แต่คํา กล่าวของบ่าว ท่านกลับไม่เชื่อถือ ท่านลองตรึก ตรองดู ฮูหยินมีนิสัยอย่างไร นางจะทําเรื่อง ลักลอบคบชู้พรรค์นี้ได้หรือ…ท่านจะปฏิบัติต่อ นางอย่างไรก็ช่างเถิดแต่เหตุใดถึงต้องใส่ร้ายป้าย สีนางด้วย! นางตายไปแล้ว ผู้ตายยิ่งใหญ่เสมอ ท่านไม่กลัวว่านางจะเปลี่ยนเป็นผีมาหาท่าน กลางดึกหรืออย่างไร!”
แต่ไหนแต่ไรมาหลัวเฉิงจางไม่เคยเห็นเจิ้งมามาใช้ สายตาเคียดแค้นจ้องมองเขาเช่นนี้มาก่อน ราว
กับแค้นจนอยากจะพุ่งกระโจนเข้าหา ฉีกทึ้งเขา ให้สิ้นซาก
เขาพลันตื่นตระหนกกับท่าทีนี้ของเจิ้งมามา
“ท่านเข้าใจว่าฮูหยินผู้เฒ่าโกรธจนหมดสติรึ” เจิ้ง มามาอดกลั้นต่อไฟโทสะในใจ พูดต่อไป “ท่าน กับฮูหยินผู้เฒ่าเข้าใจว่าฮูหยินทําร้ายคุณหนูหก จึงให้ฮูหยินขับไล่สาวใช้ของตน ฮูหยินสิ้นหวังกับ ทุกสิ่งในตระกูลหลัวถึงได้หลบไปอาศัยที่วัด ในวัด มีคนร้ายบุกเข้ามา ยามนั้นองครักษ์ในตระกูล ล้วนถูกสั่งให้คอยเฝ้าอารักขาดูแลบ้านหลักกับ เฉียวอี๋เหนียงอย่างใกล้ชิดพวกบ่าวจนปัญญา ขัดขวาง…ท่านตอบมา ว่าแท้จริงแล้วนี่เป็น ความผิดของผู้ใด! ไม่ใช่เพราะท่านหลัวเฉิงจาง
เอ็นดูอนุทําร้ายภรรยาเอกจนเป็นเหตุให้เกิดเรื่อง นี้หรอกรึ! ฮูหยินผู้เฒ่าได้ฟังเรื่องเหล่านี้จากบ่าวก็ ทั้งปวดใจทั้งตําหนิตนเอง ปีนั้นนางช่วยท่านสู่ ขอฮูหยิน พวกท่านต่างรับปากเสียดิบดี…ว่าจะดี ต่อฮูหยิน ทว่าพวกท่านมีผู้ใดบ้างที่ดีต่อฮูหยิน ฮู หยินผู้เฒ่ากล่าวโทษตนเองที่ให้ฮูหยินแต่งงานกับ ท่าน! แต่งให้กับคนที่มีจิตใจเหี้ยมโหดเยี่ยงหมา ป่า ลมหายใจเยี่ยงสุนัขเช่นท่าน ตําหนิตนเองที่ เป็นเหตุทําให้ฮูหยินต้องตาย”
“ก่อนที่ฮูหยินผู้เฒ่าจะจากไป บ่าวกล่าวว่าจะพา เหมยเจี่ยเอ๋อร์จากไปด้วย ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าไม่ ยินยอม นางบอกว่าตระกูลหลัวติดค้างฮูหยินเจี่ย เอ๋อร์เป็นหลานสาวแท้ ๆ ของนาง เหมยเจี่ยเอ๋อร์ จะไปที่ใดไม่ได้ทั้งนั้นบ่าวถึงได้วางใจจากไป! ฮู
หยินผู้เฒ่าถึงขั้นตําหนิตนเองเช่นนี้ ท่านยังมีหน้า มากล่าวโทษฮูหยินอีกหรือ!”
หลัวเฉิงจางตะลึงไปเล็กน้อย ในที่สุดโทสะที่แผ่ กระจายไปทั่วร่างก็มอดดับลง เขาฝืนสะกดกลั้น “ท่านแม่…ไม่ได้อาการป่วยกําเริบเพราะรู้ว่าอี๋ห นิงไม่ใช่หลานแท้ ๆ หรือ…”
เจิ้งมามาหัวเราะหยัน “นางโมโหจนอาการป่วย กําเริบ แต่ไม่ใช่เพราะเจี่ยเอ๋อร์ ทว่าเป็นเพราะ ท่าน หลัวเฉิงจาง! หากท่านจะกล่าวโทษผู้ใดก็ทํา ได้เพียงกล่าวโทษตนเอง”
หลัวเฉิงจางถูกโต้กลับจนพูดไม่ออก เขานึกถึง การตายของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว นึกถึงการตายของ กู้หมิงหลาน นึกถึงสายตาของพวกนางก่อนตายที่ จ้องมองตน…จากนั้นก็พลันตระหนักได้ว่าล้วน เป็นแววตาเย็นชาแบบเดียวกันหรือกระทั่งแฝง ด้วยความเดียดฉันท์
“ข้า…ข้าไม่ดีต่อหมิงหลานหรือ” นํ้าเสียงของ หลัวเฉิงจางแหบพร่า“ยามที่นางตั้งครรภ์ฮุ่ยเจี่ย เอ๋อร์ ข้าดูแลนางทั้งวัน ยามที่นางป่วยไข้ ข้าก็ไม่ เคยไปที่เรือนของเฉียวอี๋เหนียง มีบุรุษคนใดบ้างที่ ไม่มีสามภรรยาสี่อนุเป็นนางที่ดื้อรั้นเกินไป ที่ข้าดี กับเฉียวอี๋เหนียงมากหน่อยเป็นเพราะเห็นว่านาง น่าสงสาร…”
เจิ้งมามาย่างเท้าเข้าใกล้ บีบคั้นเขาทีละก้าว ๆ อดหัวเราะเหยียดหยันไม่ได้ “แล้วฮูหยินของข้า ไม่น่าสงสารหรือ ฮูหยินของข้าสมควรทนรับการ ปฏิบัติเยี่ยงนี้ของท่านหรือ ฮูหยินเป็นคุณหนูที่ ได้รับการเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมในตระกูลกู้ แต่ง มาที่ตระกูลหลัวเพื่อรับใช้ดูแลงานบ้านให้ท่าน คอยปรนนิบัติดูแลชีวิตความเป็นอยู่ให้ท่าน ทั้งยัง ทนทุกข์กับการรับอนุของท่าน แต่ท่านถึงขั้น เอ็นดูนางอนุนั่นมากกว่านาง! ท่านไม่รู้สึกผิดต่อ วาจาที่ลั่นไว้ในคราแรกเลยหรือ ท่านยังมีหน้า กล่าวโทษฮูหยิน ไม่ใช่ตัวท่านเองหรอกหรือที่เป็น คนชั่ว เอาแต่ลุ่มหลงมัวเมาในตัณหา แต่งม้า ผอมหยางโจวกลับมาเป็นอนุ ทั้งยังตั้งครรภ์ก่อน แต่ง ท่านหลัวเฉิงจางไม่ใช่คนไร้ยางอายหรือ อย่างไร!”
คํากล่าวนี้ของเจิ้งมามาประดุจการตบเข้าที่ ใบหน้าของหลัวเฉิงจางทั้งหนักหน่วงทั้งเจ็บแสบ ทําให้เขารู้สึกราวกับเป็นไข้จับสั่น
หลัวเฉิงจางนึกถึงปีนั้นที่พบว่าเฉียวเยว่ฉาน
ตั้งครรภ์ เขารู้สึกทั้งอับอายทั้งจนตรอก นี่ถือเป็น เรื่องอัปยศอดสู ทว่ากู้หมิงหลานกลับยินดีช่วย เขาปกปิด นางพูดกับเขาอย่างอ่อนละมุน ‘เดิม สามีภรรยาก็เหมือนนกในผืนป่าเดียวกัน หากข้า ไม่ช่วยท่าน ข้าออกไปด้านนอกผู้อื่นก็จะต้อง หัวเราะขบขันข้า ท่านไม่ต้องซาบซึ้งไป’
ใช่แล้ว…เป็นเขาที่ไร้ยางอาย ทั้งยังผลักเรื่องน่า อายพรรค์นี้ไปไว้บนร่างผู้อื่น ให้ผู้อื่นมา รับผิดชอบแทนเขา!
“ต่อมาฮูหยินรู้สึกสิ้นหวังกับท่านโดยสิ้นเชิง บ่าว หลงนึกว่านางตั้งครรภ์กับคนชั่วจึงขอให้นางทํา แท้ง แต่จะกล่าวอย่างไรฮูหยินก็ไม่ยินยอม บอก ว่าเด็กเป็นผู้บริสุทธิ์! ยามนั้นบ่าวไม่รู้สาเหตุ…” เจิ้งมามามองไปยังอิงกั๋วกง
แต่ไหนแต่ไรมาเว่ยหลิงไม่เคยได้ยินกู้หมิงหลาน พูดถึงเรื่องเหล่านี้มาบัดนี้ถึงเพิ่งรับรู้ว่านางต้อง ผ่านความเจ็บชํ้านํ้าใจอะไรมาบ้าง เขาเอ่ยเสียง ตํ่า“เรื่องในปีนั้นเป็นความผิดของข้า อย่าได้ กล่าวโทษหมิงหลาน”
เจิ้งมามานึกถึงสิ่งที่กู้หมิงหลานเคยพูดกับนาง
‘…เขาไม่ใช่โจรชั่ว เขาเป็นคนดี เจิ้งมามา ท่านไม่ ต้องพูดแล้ว ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็ต้อง รักษาเด็กคนนี้ไว้ให้จงได้’ ดวงตาของกู้หมิงหลาน เอ่อล้นไปด้วยนํ้าตา แต่แววตากลับยืนกรานด้วย ท่าทีอ่อนละมุน ‘ข้าเพียงแค้นที่ตนเองแต่งให้ผิด คน…ข้าไม่อยากเกี่ยวข้องกับเขา แต่ข้าก็จะไม่ฆ่า เด็กคนนี้ท่านไม่ต้องเกลี้ยกล่อมข้าแล้ว’
เจิ้งมามากล่าวเสียงเยียบเย็น “ฮูหยินรังเกียจ เดียดฉันท์ท่านเต็มประดา เพื่อรักษาเด็กคนนี้ไว้ นางยอมทําร้ายตนเอง ต่อมาเพื่อปกป้องเจี่ยเอ๋อร์ …นางยังให้บ่าวมอบยาขนานหนึ่งให้นาง”
หากกู้หมิงหลานยังมีชีวิต โอกาสที่เรื่องนี้จะถูก เปิดเผยก็จะมากยิ่งขึ้น
เดิมกู้หมิงหลานไม่อยากมีชีวิตต่อไปแล้ว แต่เพื่อ เด็กคนนี้ นางต้องฝืนประคองร่างกายที่เจ็บป่วย อ่อนแอ ต่อมาก็จากไป ทว่าสุดท้ายก็ยังทิ้งชีวิตดี ๆ ให้กับเด็กคนนี้ได้
เจิ้งมามาไม่อาจเกลี้ยกล่อมกู้หมิงหลานได้เลย นางไม่เคยบอกเรื่องนี้กับผู้ใด ทว่าบัดนี้นางต้อง เอาถ้อยคําเหล่านี้มาบอกเล่าให้หลัวเฉิงจางฟังที ละคําทีละประโยคถึงความเลวร้ายของเรื่องราว นั้น “นางถูกท่านบีบบังคับจนถึงขั้นนั้น บัดนี้ท่าน ยังมีหน้ามากระทําเช่นนี้ต่อเจี่ยเอ๋อร์อีก! ท่านมี สิทธิ์อะไรที่จะขับไล่เหมยเจี่ยเอ๋อร์ไปอยู่ที่เรือนลู่ หมิง ข้าขอกล่าวประโยคที่ไม่น่าฟังสักประโยค ปี นั้นที่ตระกูลหลัวของพวกท่านเกิดวิกฤต นาย ท่านผู้เฒ่าเดินเร่เชื่อมไมตรีไปทั่วถึงได้ช่วยเหลือ พวกท่านไว้ได้ ท่านลืมจนหมดสิ้นแล้วหรือต่อให้ฮู
หยินจะทําไม่ถูกอย่างไร แต่เพื่อเหมยเจี่ยเอ๋อร์ แล้ว นางถึงขั้นยอมยกชีวิตของตนเองให้ท่าน ท่านยังต้องการสิ่งใดอีก!”
ร่างกายของหลัวเฉิงจางเกร็งเขม็ง สั่นเทาอย่างไม่ อาจสะกดกลั้น ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง
เดิมเขารู้สึกว่าตนสมควรเป็นคนที่ต้องแค้นเคือง ทว่าบัดนี้เมื่อได้เห็นสายตาของเจิ้งมามาที่มองมา ประหนึ่งเขาเป็นคนโฉดชั่วที่สุดในใต้หล้าเป็น คนตํ่าช้าไม่รักษาสัจจะ ละทิ้งคุณธรรมที่ควรตก นรกอเวจีขุมที่สิบแปด!แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังเกิด ภาพหลอนไร้สาระว่าเป็นเขาที่สังหารกู้หมิงหลาน กระทั่งการตายของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็ยังมีเขาเป็น สาเหตุ!
เขาไม่มีสิทธิ์ปฏิบัติต่อหลัวอี๋หนิงเช่นนี้ สิ่งที่เขา ติดค้างกู้หมิงหลานมีมากเกินกว่าเขาจะชดใช้ได้ หมด
เพราะอารมณ์ของเจิ้งมามาพลุ่งพล่านเกินไปจึง ส่งผลให้ยืนไม่มั่นคงหลัวเซิ่นหย่วนที่เงียบมาโดย ตลอดก้าวเข้าไปประคองนางไว้ เจิ้งมามามอง หลัวเฉิงจางด้วยสายตาเศร้าตรม “หลัวเฉิงจาง ท่านมอบเจี่ยเอ๋อร์ให้ท่านอิงกั๋วกงไปเถิด เดิมเจี่ย เอ๋อร์ก็เป็นเด็กในตระกูลอิงกั๋วกง…เรื่องนี้ไม่ว่า ผู้ใดก็ต่างมีความผิด ทว่าเจี่ยเอ๋อร์ไร้ความผิด! นางไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น”
เมื่อเว่ยหลิงได้ยินชื่อของอี๋หนิงก็เงยหน้าขึ้น นี่คือ บุตรสาวแท้ ๆ ของเขาเขายังไม่เคยได้รักเอ็นดู
เขาไม่มีทางปล่อยนางไว้ในตระกูลหลัวให้นางต้อง ทนรับความเจ็บชํ้านํ้าใจ เว่ยหลิงกล่าวเสียง ราบเรียบ “ใต้เท้าหลัว จวนอิงกั๋วกงของข้าไม่มี คุณหนู ข้ามารับอี๋หนิงกลับไปย่อมต้องเลี้ยงดูนาง อย่างดีใต้เท้าหลัวเลี้ยงดูบุตรสาวของข้ามานาน หลายปี ข้าได้ตระเตรียมเงินห้าหมื่นตําลึงไว้ให้ ท่านแล้ว” เว่ยหลิงให้สัญญาณมือ องครักษ์ ประจํากายที่อยู่ด้านนอกก็เดินเข้ามาอย่าง รวดเร็ว ในมือถือกล่องไม้จื่อจิน
เว่ยหลิงนั่งลง ปรายตามองหลัวเซิ่นหย่วนที่ยืน เงียบอยู่ด้านข้างมาโดยตลอด
วันนี้เขาตั้งปณิธานแน่วแน่แล้วว่าจะต้องพา บุตรสาวกลับไปให้ได้ไม่ว่าจะต้องทําอย่างไร หรือ
กระทั่งต้องข่มขู่…แม้จะไม่ดีนัก ดังนั้นเริ่มแรกเขา จึงใช้ไม้อ่อนกับหลัวเฉิงจาง ทว่าบัดนี้ไม่จําเป็น แล้ว คนเช่นหลัวเฉิงจางเกรงว่าจะไม่คู่ควร
“ขอให้ใต้เท้าหลัวรับเงินไว้แล้วพาตัวบุตรสาวของ ข้าออกมาด้วยวันนี้ข้าจะพานางไปจากตระกูล หลัว เพื่อไม่ให้ใต้เท้าหลัวต้องลําบากใจอีกต่อไป ขอให้ใต้เท้าหลัวประกาศต่อคนภายนอกว่า คุณหนูเจ็ดได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ส่วน
บุตรสาวของข้าก็จะกล่าวว่าถูกส่งมาเลี้ยงดูที่จวน ของท่านจนเติบใหญ่ เพราะถูกเลี้ยงดูอยู่ในเรือน ของฮูหยินจึงไม่ค่อยได้พบปะผู้ใดคนภายนอกไม่ ทราบเรื่องนี้ ใต้เท้าหลัวมีความคิดเห็นอย่างไร”
ริมฝีปากของหลัวเฉิงจางแห้งผาก ขยับเล็กน้อย “ข้า…จะไปเรียกอี๋หนิงมา ท่าน…ถามนางเอง เถิด”
เขายังไม่อาจทําตัวเพิกเฉยต่อสายตาจงเกลียดจง ชังของเจิ้งมามาที่มองมา หลัวเฉิงจางยืนนิ่ง เขา คล้ายกับเห็นสายตาของกู้หมิงหลานที่จ้องมอง เขาก่อนตาย สายตานั้นทั้งเย็นชาทั้งห่างเหิน ทั้ง ยังคล้ายจะระคนด้วยความเคียดแค้น…
หลัวเฉิงจางเรียกคนเข้ามา “เรื่องงานเลี้ยง ต้อนรับท่านอิงกั๋วกงในจวนไปกําชับให้เฉียวอี๋ เหนียงจัดที่โถงบุปผา”
เป็นเพราะอิงกั๋วกงมาเยือน ในห้องครัวจึงยุ่ง วุ่นวายยิ่งนัก เฉียว-อี๋เหนียงสั่งงานเสร็จก็ดื่มชา อยู่ที่ห้องด้านข้างคอยเฝ้ามอง สาวใช้ข้างกายของ นางวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ “อี๋เหนียง เจิ้งมามาถูก เชิญกลับมาแล้วเจ้าค่ะ…”
เฉียวอี๋เหนียงเขี่ยฟองชาในถ้วย เอ่ยอย่างเกียจ คร้าน “คงร้อนใจเพราะได้ยินว่าอี๋หนิงตกอยู่ใน สถานการณ์ลําบากกระมัง ไม่ต้องไปสนใจนาง”
บัดนี้นางไม่เห็นอี๋หนิงอยู่ในสายตาแล้ว ทั้งยังรู้สึก เห็นใจอีกฝ่ายล้นเหลือ อย่างไรก็เป็นเพียงคลื่นที่ ไม่อาจพลิกฟื้นได้อีก
สาวใช้ข้างกายลังเลครู่หนึ่ง ก่อนเขยิบเข้าใกล้หู นาง เอ่ยถามว่า“อี๋เหนียง ท่านทราบหรือไม่เจ้า คะ ว่าท่านอิงกั๋วกงมาทําอะไร”
“ชนชั้นสูงศักดิ์เช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ไปมาหา สู่กับตระกูลขุนนางธรรมดา…” เฉียวอี๋เหนียง กล่าว “อาจเป็นภารกิจของราชสํานักกระมัง คน เช่นพวกข้ายังไม่มีสิทธิ์กระทั่งจะพบเขา จะขบคิด เรื่องเหล่านี้ไปไย”
ทว่าสาวใช้กลับกระซิบเสียงเบา “ข้าได้ยินสาวใช้ ที่ปรนนิบัติอยู่นอกห้องหนังสือของนายท่านกล่าว ว่า ท่านอิงกั๋วกงมีบุตรสาวที่พลัดพรากอยู่ด้าน นอกคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าสืบอย่างไรจึงสืบมาถึงจวน
ของพวกเรา ดูเหมือนจะพบเด็กคนนั้นแล้ว กําลัง พาไปพบท่านอิงกั๋วกง ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดเจ้าค่ะ”
เดิมเฉียวอี๋เหนียงยังมีท่าทีเกียจคร้าน เมื่อฟังถึง ตรงนี้ก็ลืมตาขึ้นทันควัน ยืดตัวตรง บีบมือของ สาวใช้แน่น “เจ้ากล่าวว่าในจวนของพวกเรามี คุณหนูของท่านอิงกั๋วกงรึ”
“บ่าวได้ยินคนที่ปรนนิบัติเล่ามา แต่เป็นผู้ใด บ่าว ไม่ทราบ ทว่าท่านอิงกั๋วกงมารับด้วยตนเอง ต้องการพาตัวคุณหนูที่พลัดพรากผู้นี้กลับไปเจ้า ค่ะ”
เฉียวอี๋เหนียงพลันนึกถึงจ้าวหมิงจู จ้าวหมิงจูเป็น เพียงหลานสาวแดนไกลที่อุ้มกลับมาเลี้ยง ขบวน ต้อนรับยังยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น หากเป็นคุณหนูตัว จริงแห่งจวนอิงกั๋วกงจะเอิกเกริกสักเพียงใด คุณหนูสูงศักดิ์ผู้นี้ร่อนเร่อยู่ภายนอกมาโดยตลอด บัดนี้มีอิงกั๋วกงมารับด้วยตนเอง เห็นได้ชัดว่าเขา ให้ความสําคัญเพียงใด!
มิน่าเล่า ท่านอิงกั๋วกงถึงได้มาเยือนตระกูลหลัว
เฉียวอี๋เหนียงอยากรู้นักว่าเป็นผู้ใดที่มีวาสนานี้ นางรีบถามสาวใช้“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นเรือนใด”
สาวใช้เพียงส่ายหน้า จะรู้ได้อย่างไรกันเล่า นาง เพียงได้ยินมาคร่าว ๆเท่านั้น
เฉียวอี๋เหนียงนั่งไม่ติดแล้ว เรื่องใหญ่เพียงนี้ แต่ นางกลับเพิ่งรู้! นางรีบเรียกให้สาวใช้ประคองลุก ขึ้น กลับไปเปลี่ยนอาภรณ์ ไม่แน่ว่าอีกสักครู่ อาจจะมีโอกาสได้เสวนากับคุณหนูแห่งจวนอิงกั๋ว กงสักสองสามประโยค
บรรยากาศภายในโถงบุปผาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น ครึกครื้น
หลัวอี๋หนิงได้ยินเสียงอึกทึกจากภายนอก แต่ไม่รู้ ว่าเกิดอะไรขึ้น ที่สําคัญเมื่อฟังจากเสียงแล้ว คล้ายจะมุ่งมาทางเรือนลู่หมิง
ม่านตรงประตูถูกแหวกออก สาวใช้ข้างกายสอง คนของหลัวเฉิงจางเดินเข้ามา ด้านหลังยังมีคน สองคนที่ไม่คุ้นตา หลังจากเห็นนางก็ก้มหน้าก้ม ตา คุกเข่าลงกับพื้น ท่าทีนอบน้อมอย่างยิ่ง
“คุณหนูเจ็ด นายท่านเชิญไปที่โถงบุปผาเจ้าค่ะ มี แขกสูงศักดิ์มาเยือนที่จวน” สาวใช้ที่อยู่ด้านหน้า ยิ้มพลางยอบตัวให้อี๋หนิง ทั้งยังหันไปเอ่ยกับเสวี่ ยจือ “ขอให้พี่เสวี่ยจือช่วยปรนนิบัติคุณหนูเจ็ด เปลี่ยนอาภรณ์ด้วยเจ้าค่ะ”
อี๋หนิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นางหลุบตามองเสื้อผ้า บนร่างตน
ก็ดีอยู่แล้วนี่ เสื้อสีเขียวสุภาพ ชายกระโปรงสีขาว ดุจหิมะ เหตุใดนางถึงต้องเปลี่ยนให้ดีขึ้น เพียงไม่ เก่าซอมซ่อก็ใช้ได้แล้ว
“ไม่ต้องเปลี่ยนแล้ว ชุดนี้ก็เหมาะสมดี นายท่าน บอกหรือไม่ว่าต้องการพบข้าด้วยเหตุใด” อี๋หนิง ถามเสียงราบเรียบ
สาวใช้สองคนสบตากัน คล้ายลําบากใจ หลัวอี๋ห นิงเห็นพวกนางไม่ตอบก็เดินตรงออกไปด้านนอก โดยไม่ชายตามอง หลัวเฉิงจางเพิ่งจะปิดตายคลัง
สมบัติส่วนตัวของนาง ไม่รู้ว่าที่เรียกนางไปพบ ยามนี้มีเรื่องอะไร ให้ไปนางก็ไป อย่างไรก็ไม่มีสิ่ง ใดต้องหวาดกลัว หัวใจนางเย็นเยียบจนซึมลึกไป ถึงกระดูกแล้ว ต่อให้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกก็ไม่ต่าง ไปจากเดิม
สาวใช้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นรีบลุกขึ้นยืน รีบติดตาม นางออกไปพลางเอ่ย“คุณหนู โปรดระวัง ขั้นบันไดเจ้าค่ะ”
อี๋หนิงประหลาดใจ สาวใช้สองคนนี้สวมชุด กระโปรงซึ่งถักทอจากผ้าไหม พวกนางไม่ใช่สาว ใช้ในเรือน
นางเพิ่งจะเดินออกจากประตูก็เห็นร่างคุ้นตาร่าง หนึ่งยืนอยู่ตรงบันไดชั้นล่าง เพียงแต่หลังงองุ้ม เล็กน้อย เป็นเจิ้งมามา สายตาที่เจิ้งมามามองนาง ทั้งดูเศร้าสลดทั้งรักใคร่เอ็นดู เจิ้งมามายื่นมือมา หานาง “เหมย-เจี่ยเอ๋อร์ รีบมาหาเจิ้งมามาเร็ว เข้า”
อี๋หนิงกุมมือนางไว้เบา ๆ เจิ้งมามาคงได้ยินเรื่อง ของนางแล้วจึงตั้งใจมาหา นางสูดลมหายใจเข้า ลึก เงยหน้ามองเจิ้งมามา “ท่านก็มาด้วยหรือ” เจิ้งมามาลูบไรผมของนาง เอ่ยเสียงแผ่วเบา “เหมยเจี่ยเอ๋อร์ บิดาบังเกิดเกล้าของท่านมารับ ท่านแล้ว”
ชั่วขณะหนึ่งอี๋หนิงไม่ทันเข้าใจว่านางกําลังพูด อะไร บิดาบังเกิดเกล้าหรือ มิใช่ว่ายังไม่รู้แน่ชัดว่า บิดาบังเกิดเกล้าของตนเป็นผู้ใดหรอกหรือ
เจิ้งมามาพูดเสียงตํ่าอีกครั้ง “บิดาบังเกิดเกล้ามา พบท่านแล้ว ข้าจะพาท่านไปพบเขา”
ระหว่างทางเดินไปโถงบุปผามีองครักษ์มากมาย ยืนอยู่ตามรายทางถือดาบยืนตรง อี๋หนิงหยุดอยู่ บริเวณด้านนอกของโถงบุปผา ลมพัดอาภรณ์นาง พลิ้วไหวน้อย ๆ หลังจากนิ่งสงบอยู่ชั่วครู่ เจิ้งมา มาก็หันกลับมามองนางด้วยรอยยิ้ม “เหมยเจี่ย เอ๋อร์ เหตุใดจึงไม่เข้ามา”
อี๋หนิงส่ายศีรษะพลางยิ้ม นางกําลังครุ่นคิดว่า บิดาบังเกิดเกล้าของนางเป็นคนเช่นไร
นอกโถงบุปผามีสาวใช้คอยปรนนิบัติอยู่เป็น จํานวนมาก เมื่อเห็นคุณหนูเจ็ดที่ถูกทําโทษเดิน เข้ามา บรรดาบ่าวหญิงชราก็พากันหลุบสายตาลง หลัวอี๋หนิงไม่เป็นที่โปรดปรานแล้วจริง ๆ ดู อาภรณ์บนร่างนั่นสิ แม้แต่คุณหนูบุตรสาวของอนุ นางยังไม่อาจเทียบ อี๋หนิงแสร้งทําเป็นมองไม่เห็น ก้าวขึ้นบันไดเงียบ ๆ จากนั้นก็เห็นบุรุษคนหนึ่ง นั่งอยู่กลางโถงบุปผาโดยมีองครักษ์ยืนเรียงราย อยู่ด้านหลัง เขากําลังจิบชา
ร่างเขาสูงตระหง่าน อวัยวะทั้งห้าคมเข้มหล่อ เหลา หากไม่ใช่เพราะไฝเม็ดหนึ่งที่ปลายหางคิ้ว
ทําให้เขาแลดูละมุนขึ้นเล็กน้อย มิเช่นนั้นคงเคร่ง ขรึมอย่างยิ่ง เขาสวมเสื้อคลุมยาวโย่วเหริน ข้อมือรัดด้วยหนังกวางช่วงเอวคาดเข็มขัดหยก แกะสลักรูปกิเลน อย่างน้อยก็น่าจะมีศักดิ์เป็น ท่านโหว…อี๋หนิงคุ้นตาเล็กน้อย แต่นึกไม่ออกว่า เคยพบเจอที่ใด
เว่ยหลิงได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงหันหน้า มองไปทางประตูโถงบุปผา เขาวางถ้วยนํ้าชาใน มือลง มองเด็กสาวอายุสิบสองสิบสามที่ยืนอยู่ ด้านหลังเจิ้งมามา ดวงหน้าเล็กขาวกระจ่างกลม มนเล็กน้อย ดวงตาเมล็ดซิ่งทั้งคู่งดงามเป็น ประกาย ปลายหางคิ้วยังมีไฝสีแดงเม็ดเล็กเม็ด หนึ่ง ดูบอบบางทว่ากลับฉายเสน่ห์แห่งวัยดรุณี แล้ว นางสวมอาภรณ์เรียบง่ายคล้ายว่านางจะ
เห็นเขาแล้ว ดวงตากระจ่างใสเต็มไปด้วยการ พินิจพิเคราะห์อย่างไม่เคยคุ้น
เว่ยหลิงพูดสิ่งใดไม่ออก นี่เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจ พรรณนา บางทีอาจเป็นเพราะความสัมพันธ์ทาง สายเลือด ทันทีที่เขาเห็นเด็กผู้หญิงคนนี้จึงรู้สึก ใกล้ชิด รู้สึกว่านางช่างบอบบางเหลือเกิน เขา ควรดูแลปกป้องนางให้ดีครั้นชําเลืองมองอาภรณ์ ที่นางสวม หัวใจก็พลันบีบแน่น อาภรณ์ของจ้าวห มิงจูล้วนเป็นผ้าไหมที่ถักทอด้วยขนนกยูง พับ หนึ่งราคาห้าร้อยหกร้อยตําลึง ทว่านางกลับสวม ผ้าไหมธรรมดา
ในตระกูลหลัว บุตรโดยสายเลือดของเขาถูก ปฏิบัติเยี่ยงนี้
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนเห็นว่าอี๋หนิงมาถึงแล้วก็ให้อี๋ห นิงเข้าไป
อี๋หนิงเดินเข้าไป หลัวเซิ่นหย่วนโอบนาง นางฟัง พี่ชายสามกระซิบข้างหูนาง “อี๋หนิง ท่านนี้คือ ท่านอิงกั๋วกง”
หลัวอี๋หนิงสังเกตเห็นว่าอิงกั๋วกงท่านนี้มองนาง ตลอด สายตาไม่เคยเหลือบแลไปทางอื่น
ท่านอิงกั๋วกง นางย่อมรู้จักท่านอิงกั๋วกง จ้าวหมิง จูก็เป็นเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูในจวนอิงกั๋วกง ทว่า ท่านอิงกั๋วกงมาที่นี่ด้วยเหตุใด
เจิ้งมามาบอกว่าจะพานางมาพบบิดาบังเกิดเกล้า
ในใจของอี๋หนิงพลันเกิดความคิดไร้สาระ หรือว่า …หรือว่าบิดาบังเกิดเกล้าของนางก็คือท่านอิงกั๋ว กง
นางมองบุรุษสูงตระหง่านเบื้องหน้าอย่าง เหลือเชื่อ
อิงกั๋วกงคุกเข่าลงตรงหน้านาง เพราะร่างเขาสูง ใหญ่ หากอยากจะให้ระดับสายตาอยู่แนว เดียวกับอี๋หนิง ตัวเขาเองต้องย่อตัวลง เขารู้ว่า ใบหน้าตนดูเหี้ยมโหดเล็กน้อย ด้วยเกรงว่าจะทํา ให้เด็กสาวตกใจจึงเผยรอยยิ้มที่พอจะ
กล้อมแกล้มว่าดูเป็นมิตรออกมา “เจ้ามีนามว่า อี๋หนิงใช่หรือไม่”
ทันทีที่ปริปาก เขาก็รู้สึกว่าตนถามได้แย่มาก เมื่อ ครู่มิใช่หลัวเซิ่นหย่วนเพิ่งพูดออกมาหรืออย่างไร!
อี๋หนิงผงกศีรษะเบา ๆ ยอบตัวคารวะ “ข้าน้อย อี๋หนิง คารวะท่านอิงกั๋วกง”
เหตุใดนางจึงเรียกเขาว่าท่านอิงกั๋วกงเล่า นาง ควรจะเรียกเขาว่าท่านพ่อสิ อารมณ์ของเว่ยหลิง พลุ่งพล่านเล็กน้อย แต่เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่จะ ด่วนใจร้อนได้ หากจะให้เด็กสาวยอมรับ จําต้อง อาศัยเวลา!
“ท่านอิงกั๋วกงเป็นบิดาบังเกิดเกล้าของเจ้า ที่มา ครานี้ก็เพื่อพาเจ้ากลับไป” หลัวเซิ่นหย่วนจับไหล่ นางไว้พลางพูดกับนาง “อี๋หนิง เจ้าไปกับท่าน อิงกั๋วกงเถิด เจ้าเป็นคุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกงก็ ควรจะกลับไปกับท่านอิงกั๋วกง”
ทว่าอี๋หนิงกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย
ไม่ได้กล่าวว่าบิดาบังเกิดเกล้าของนางเป็นเพียง องครักษ์คนหนึ่งหรอกหรือ เหตุใดจู่ ๆ จึง เปลี่ยนเป็นท่านอิงกั๋วกงไปได้!
เหตุใดจึงเป็นท่านอิงกั๋วกงเล่า!
“เจ้าเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของข้า” เว่ยหลิงทอด ถอนใจ อยากลูบศีรษะของเด็กน้อย แต่ก็เกรงว่า จะทําให้นางหวาดกลัว เขาทําได้เพียงไพล่มือไว้ ด้านหลัง กล่าวว่า “เรื่องในปีนั้น ข้าจะเล่าให้เจ้า ฟังในภายหลัง วันนี้พ่อมารับเจ้าไปจากตระกูล หลัว กลับไปยังจวนอิงกั๋วกง ข้าเขียนจดหมายให้ ท่านย่าของเจ้าแล้ว ท่านย่าของเจ้าคาดหวังให้ เจ้ากลับไปอย่างยิ่ง ต่อไปเจ้าก็เป็นคุณหนูแห่ง จวนอิงกั๋วกงแล้ว เจ้าจะกลับไปกับข้าหรือไม่”
อี๋หนิงไม่รู้จักเว่ยหลิงสักนิด
ขณะเดียวกัน นางก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เปลี่ยนแปลง รวดเร็วเกินไป นางไม่รู้ว่าควรจะรับมืออย่างไร
นางคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าตนจะเปลี่ยนเป็นบุตรสาว ของท่านอิงกั๋วกงจวนอิงกั๋วกงสูงส่งเพียงใด ไม่ใช่ ที่ที่ตระกูลหลัวจะอาจหาญเทียบได้เลย
“ท่าน…” อี๋หนิงอยากจะเอ่ยปากแต่ก็หยุดลง นางจ้องมองเขา “ท่านมาพาข้ากลับไปหรือเจ้า คะ”
นางอยู่ในตระกูลหลัวต่อไปไม่ได้ แต่เมื่อคิดว่า หากตามอิงกั๋วกงกลับไป ต่อไปก็ต้องพบกับลู่เจีย เสวีย หรือแม้แต่เฉิงหลาง อี๋หนิงไม่อยากพบคน ในชาติภพก่อนเหล่านั้น เดิมนางก็ไม่อยากพัวพัน กับคนเหล่านั้นอีกนางเพียงอยากใช้ชีวิตให้ดี แต่ นางก็ไม่อาจอยู่ในตระกูลหลัวต่อไป…
“ข้ามาพาเจ้ากลับไป” เว่ยหลิงยิ้มให้นางอย่าง อ่อนโยนราวกับกลัวนางจะตกใจ นํ้าเสียงที่ใช้ คล้ายหยั่งเชิง “อี๋หนิง เมืองหลวงน่าสนใจมาก ช่วงเทศกาลยังมีการจัดงานโคมไฟซึ่งประดับเรียง รายหลายช่วงถนน ในวันธรรมดาก็ครึกครื้นยิ่ง ทุกวันประหนึ่งฉลองเทศกาล…เจ้าเคยไปที่จวน อิงกั๋วกงหรือไม่ จวนของพวกเรากินอาณาเขต กว่าครึ่งถนน หากเจ้าไปที่นั่นพ่อจะเตรียมลาน กว้างขนาดใหญ่ไว้ให้เจ้า”
——————–
[1]
ต้นหวยเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่
khunnaaypang
ตอนที่ 72 หายไป