พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 74
งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นในโถงบุปผาอย่าง
ครึกครื้น นายท่านใหญ่หลัวมาพบท่านอิงกั๋วกง
หลัวเฉิงจางกับนายท่านใหญ่หลัวเข้าไปเจรจา
ส่วนตัวกันในห้องหนังสือ
หลังจากนายท่านใหญ่หลัวทราบเรื่องก็ตกตะลึง
อย่างยิ่ง “ท่านอิงกั๋วกงกับน้องสะใภ้…นี่สืบ
กระจ่างแล้วรึ”
หลัวเฉิงจางนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา ทว่าสีหน้า
แสดงออกอย่างชัดเจนแล้ว
นายท่านใหญ่หลัวพรูลมหายใจออกเนิบช้า “เรื่อง
นี้ข้าต้องเกลี้ยกล่อมเจ้า อย่าได้ล่วงเกินท่านอิงกั๋ว
กง ที่เมืองหลวงข้าได้ยินข่าวมาว่าเดือนก่อนพวก
ชนเผ่าเหมิงกู่บุกเข้ามารุกราน ท่านผู้บัญชาการลู่
ประกาศผลักดันท่านอิงกั๋วกงขึ้นเป็นท่านแม่ทัพ
เซวียนถง บัดนี้ฮ่องเต้ประชวรหนัก ในสำนักเน่
ยเก๋อมีวั่งหย่วนดูแลเพียงคนเดียว ยามนี้ท่านผู้
บัญชาการลู่กล่าวว่าอย่างไร ทุกอย่างก็ต้อง
เป็นไปตามนั้น…”
หลัวเฉิงจางได้ยินเช่นนี้ก็ขมวดคิ้วมุ่น อดพูดขึ้น
ไม่ได้ “หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ยศถาบรรดาศักดิ์
ของเขา ข้าจะข่มกลั้นโทสะไว้เช่นนี้หรือ!” เขา
ทอดถอนใจอีกครั้ง “ช่างเถิด ล้วนเป็นเรื่องใน
อดีต นางก็ตายไปสิบกว่าปีแล้ว เพื่อหน้าตาของ
ตระกูลหลัวและตระกูลกู้ ข้าทำได้เพียงเก็บงำ
ความลับไม่แพร่งพรายออกไป…เจตนาของเขาคือ
อี๋หนิงถูกรับเลี้ยงดูอยู่ข้างกายท่านแม่ไม่ค่อยได้
พบปะคนทั่วไป ดังนั้นจึงปิดบังสถานะไว้”
“เรื่องเหล่านี้เจ้าก็ทนเอาหน่อย ประเดี๋ยวก็ผ่าน
ไปแล้ว” หลัวเฉิงเหวินครํ่าหวอดอยู่ในราชสำนัก
มานานกว่าน้องชาย จะบอกว่าเขารู้จักเสแสร้งก็ดี
แต่หากเพียงเบื้องหน้ามีผลประโยชน์ก็ต้องจับยึด
ไว้ให้มั่น
“ในเมื่อไร้หนทางแก้ไข มิสู้เจ้าก็ปฏิบัติต่อเขา
อย่างมีมารยาทเสียตั้งแต่คราแรก ขายสินนํ้าใจ
ให้แก่เขา หนี้นํ้าใจของท่านอิงกั๋วกง เมื่อเทียบกับ
เงินห้าหมื่นตำลึงแล้วมีมูลค่ามากกว่านัก”
นายท่านใหญ่หลัวทำได้เพียงเสียดายที่ตนรู้เรื่อง
ช้าไป เมื่อนึกถึงอุปนิสัยของน้องชายก็ได้แต่ทอด
ถอนใจ
“อีกสักครู่เจ้าค่อยออกไป ทำเหมือนไม่มีอะไร
เกิดขึ้น” นายท่านใหญ่หลัวจัดสาบเสื้อของตนเอง
ให้เรียบร้อย หันกลับไปสั่งกำชับหลัวเฉิงจาง
ในโถงบุปผา หลัวหวยหย่วนกำลังสนทนากับท่าน
อิงกั๋วกง เว่ยหลิงเอาแต่คิดถึงบุตรสาวของตน
เมื่อครู่เพิ่งคุยกันได้ไม่กี่ประโยค นางก็ถูกพาตัว
เข้าไปด้านในแล้ว เขารู้สึกว่ายังมองไม่พอเลย
ยามนี้การตอบคำถามจึงตอบอย่างขอไปที เขาอยู่
ในโถงบุปผาไม่อาจมองเห็นความเคลื่อนไหว
ทางด้านนั้นไม่รู้ว่าบุตรสาวของเขาจะมีความคิด
เห็นเช่นไร จะยินยอมกลับไปกับเขาหรือไม่
เว่ยหลิงรู้สึกว่าตนวู่วามเกินไป
เขานำพลทหารมาเยือนถึงหน้าประตูเช่นนี้ ไม่ว่า
อย่างไรก็ต้องสร้างแรงกดดันให้กับผู้อื่น ทั้ง
รูปลักษณ์ของเขาก็ดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไร ไม่รู้ว่า
จะทำให้เด็กสาวหวาดผวาหรือไม่
เว่ยหลิงยกจอกสุราขึ้นจิบช้า ๆ แต่ไม่ว่าอย่างไร
วันนี้เขาก็ต้องพานางไปให้ได้
ห้องด้านใน ในที่สุดหลินไห่หรูก็ได้พบอี๋หนิง
นางกุมมืออี๋หนิงไว้ไม่ยอมคลาย นัยน์ตาเอ่อคลอ
ไปด้วยหยาดนํ้าตารู้สึกคล้ายกับว่าอี๋หนิงผ่ายผอม
ลงไป “ท่านพ่อของเจ้าไม่ยอมให้แม่พบเจ้าแม่เอง
ก็ไม่รู้ว่าสภาพที่เรือนลู่หมิงเป็นเช่นไร แม่ร้อนใจ
จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ! ที่นั่นเจ้ายังขาดเหลือสิ่ง
ใดหรือไม่ แม่จะให้คนส่งไปให้ แต่ไหนแต่ไรมา
เจ้าก็กลัวอากาศหนาว เตาอุ่นกับผ้านวมพอใช้
หรือไม่”
นางพูดแล้วก็กัดฟันกรอด “ท่านพ่อของเจ้าคน
นั้นก็ช่างเลอะเลือนปล่อยให้พวกหมาปั่าใจชั่วมา
ปิดบังดวงตาเอาได้…”
หลินไห่หรูกล่าวจนเฉินซื่อกับเฉียวอี๋เหนียงและ
พวกที่อยู่ด้านข้างต้องหันมาประสานสายตากัน
เฉียวอี๋เหนียงถึงขั้นกระแอมกระไอออกมาเบา ๆ
หลินไห่หรูปรายตามองนางคราหนึ่ง “อี๋เหนียงไม่
พอใจหรือ”
เฉียวอี๋เหนียงลุกขึ้นยอบตัว “ลำคอของอนุไม่
ค่อยดี รบกวนฮูหยินแล้ว”
นางกำลังรอคุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกง ทว่าตั้งแต่
ต้นจนจบก็ยังไร้วี่แววหลินไห่หรูก็คอยแต่จะยก
มีดทิ่มแทงนางอยู่เรื่อย แม้จะไร้พลังสังหารใด ๆ
ทว่าใบหน้าของนางก็เริ่มบางจนไม่อาจทานทน
แล้ว เฉียวอี๋เหนียงจึงอ้างว่าปั่วย ขอตัวจากไป
หลินไห่หรูจะให้อี๋หนิงกลับไปนอนกับนางให้ได้
อี๋หนิงยิ้มพลางปฏิเสธหลินไห่หรูมองนางประดุจ
แก้วตาดวงใจ คิดแล้วก็ล้วงตั๋วเงินปึกหนึ่งออกมา
จากในแขนเสื้อ มีสิ่งใดก็ไม่สะดวกเท่ามีสิ่งนี้
อี๋หนิงถือตั๋วเงินที่ยังมีไออุ่นของแม่เลี้ยง นางกำ
ตั๋วเงินปึกนี้แน่นหลินไห่หรูกังวลเพราะนางมาก
เกินไปแล้ว
เดิมนางคิดจะลอบกลับไปที่เรือนลู่หมิงเงียบ
ๆ ทว่าระหว่างทางกลับบังเอิญพบสาวใช้สองสาม
คน พวกนางหลงนึกว่านางเดินไปไกลแล้วจึงได้
ซุบซิบนินทาลับหลัง กล่าวถ้อยคำที่ไม่ค่อยน่าฟัง
นัก ในยามปกติ หากสาวใช้เหล่านี้กล้านินทาลับ
หลังย่อมโดนเจ้านายตบปากไปแล้ว ทว่าอี๋หนิง
เพียงหยุดฝีเท้า หันกลับมามองพวกนางด้วย
อารมณ์เฉยเมยพลางเอ่ยปากถาม“พวกเจ้าเป็น
สาวใช้ของเรือนใด”
สาวใช้สองสามคนนั้นก้มหน้าไม่กล้าปริปาก อี๋ห
นิงก้าวเข้าใกล้ทีละก้าว ๆ “จะพูดอะไรก็พูดต่อ
หน้าข้า กล่าวให้ข้าฟัง หรือมิสู้เรียกบ่าวหญิงชรา
ที่อบรมพวกเจ้ามาฟังด้วยกันดี”
บรรดาสาวใช้รีบคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตา
เรื่องการนินทาลับหลังเจ้านายพรรค์นี้ หากบ่าว
หญิงชรารู้เข้า พวกนางต้องถูกขับไล่ออกจากจวน
เป็นแน่
ทางด้านเว่ยหลิงกำลังคิดจะไปหาอี๋หนิง แต่เมื่อ
ไปถึงก็พบว่าอี๋หนิงไม่อยู่ในเรือน เขาพาองครักษ์
เดินออกมา ที่ศาลาข้างสวน เขาเห็นอี๋หนิงกำลัง
ยืนอยู่เบื้องหน้าสาวใช้สองสามคน ถ้อยคำ
เหล่านั้นเขาล้วนได้ยินหมดแล้ว เดิมเขาหลงนึก
ว่าอี๋หนิงจะปล่อยบรรดาสาวใช้ไป แต่ผู้ใดจะรู้ว่า
นางกลับเรียกหนึ่งในนั้นเข้ามา เงื้อมือตบลงไป
เสียงก้องกังวานดังชัด สาวใช้คนนั้นหน้าสะบัดไป
ด้านข้าง ทั้งร่างสั่นเทา อี๋หนิงเอ่ยเสียงเยียบเย็น
“ต่อให้เจ้านายจะอับจนอย่างไร พวกเจ้าก็ไม่
สามารถเอามาซุบซิบนินทาได้!”
อี๋หนิงทนมาพอแล้ว ความชอกชํ้าที่ได้รับในหลาย
วันมานี้ นางข่มกลั้นไม่ระบายออกมา จึงพอกพูน
สะสมจนในที่สุดก็ถึงขีดจำกัด มือที่ฟาดออกไป
นั้น นางไม่ได้ออมแรงสักนิด ใบหน้าของสาวใช้
เกิดเป็นรอยแดงอย่างรวดเร็วถูกตบจนนํ้าตาเอ่อ
ล้น แต่ไหนแต่ไรมาคุณหนูเจ็ดขึ้นชื่อว่าอารมณ์ดี
มาโดยตลอด สาวใช้ไม่เคยรู้ว่าคุณหนูเจ็ดก็ตบคน
เป็นเช่นกัน!
“มีอะไรน่าร้องไห้กัน!” หลัวอี๋หนิงพูดเสียงเย็นยะ
เยือก “เจ้าลุกขึ้นมาบอกข้ามาว่าเป็นคนของ
เรือนใด”
ในที่สุดสาวใช้ก็ตื่นตกใจจนร้องไห้ โขกศีรษะอ้อน
วอนขอความเมตตากล่าวว่านางผิดไปแล้ว
เว่ยหลิงมองร่างบอบบางซึ่งอยู่ไกล ๆ คาดไม่ถึง
ว่าเด็กสาวคนนี้ก็มีอารมณ์โกรธเกรี้ยวเช่นกัน!
ทว่าเมื่อคิดแล้วก็รู้สึกปวดใจ หากเป็นคุณหนูใหญ่
สายตรงทั่วไป ผู้ใดจะกล้านินทาลับหลังเยี่ยงนี้
หากเป็นคุณหนูของเขาอิงกั๋วกง ผู้ใดจะกล้าดู
หมิ่นนาง
อี๋หนิงมองสาวใช้นางนี้อย่างเย็นชา จนกระทั่ง
นางโขกศีรษะไปยี่สิบครั้งสุดท้ายก็ไม่เอาความอีก
เดินอ้อมตัวนางไป สาวใช้คนอื่นประคองสาวใช้ที่
ถูกตบขึ้นมาแล้วรีบจากไป
อี๋หนิงเตรียมเดินจากไป แต่กลับได้ยินคนเรียก
นางจากด้านหลัง“อี๋หนิง เจ้าช้าก่อน!”
อี๋หนิงหันกลับไปก็พบท่านอิงกั๋วกงเว่ยหลิงยืนอยู่
ด้านหลังนาง ที่สำคัญยังนำองครักษ์กลุ่มหนึ่ง
ติดตามมาด้วย เขาก้าวเท้ายาว ๆ มาหานางพลาง
เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พ่อเห็นหมดแล้ว”
“ท่านเห็นแล้วอย่างไร” อี๋หนิงเงยหน้า กล่าว
เสียงราบเรียบ นางไม่สนใจว่าจะถูกพบเห็น
หรือไม่ ทว่าอิงกั๋วกงกลับคุกเข่าลงข้างหนึ่ง
ตรงหน้านาง อี๋หนิงอดก้าวถอยหลังก้าวหนึ่งไม่ได้
เว่ยหลิงหยิบเศษหญ้าก้านหนึ่งออกจากกระโปรง
นาง จากนั้นยังช่วยนางจัดปั้ายหยกที่แขวนอยู่
ตรงเอว
“เจ้าดูสิ กระโปรงของเจ้ายังจัดไม่เรียบร้อยเลย”
อี๋หนิงมองเศษหญ้าในมือเขา แววตาทอประกาย
เขาเป็นถึงอิงกั๋วกง ทว่าเหตุใดต้องทำเช่นนี้! อี๋ห
นิงไม่เคยรู้จักอิงกั๋วกงผู้นี้มาก่อน แม้จะเป็นบิดา
บังเกิดเกล้า ทว่าต่อให้เป็นบุตรสาวที่เลี้ยงดูไว้ข้าง
กายก็ไม่น่าทำดีต่อนางถึงขั้นนี้ ที่สำคัญยศศักดิ์
ของเขายังสูงส่ง! “ท่านกำลังจะทำอะไร” อี๋หนิง
ถาม
“เจ้าเติบโตถึงเพียงนี้แล้ว แต่ข้ากลับเพิ่งรู้ว่าเจ้ามี
ตัวตน” เว่ยหลิงมองดวงตากลมมนของนาง แวว
ตาของนางที่มองเขายังคงแฝงด้วยการพินิจ
พิจารณาไม่เคยคุ้น เขารู้สึกว่าบุตรสาวของตน
ช่างน่ารักเหลือล้นสีหน้าเขาตื่นเต้นเล็กน้อย “พ่อ
คิดมาโดยตลอดว่าหากมีบุตรสาวจริง ๆจะมี
หน้าตาเป็นอย่างไร อี๋หนิง ให้พ่อพาเจ้าไปจากที่นี่
เถิด ต่อไปจะไม่มีผู้ใดกล้าว่าร้ายเจ้าอีก ไม่มีผู้ใด
กล้าแน่นอน”
อี๋หนิงมองใบหน้าของเว่ยหลิง มองไฝที่ปลายคิ้ว
ของเขาเม็ดนั้นตำแหน่งเหมือนกับของนางทุก
ประการ
นางพลันเกิดความรู้สึกใกล้ชิด
“ท่านอิงกั๋วกง หินที่พื้นเย็น หัวเข่าของท่านจะ
บาดเจ็บเอาได้ ท่านไม่ต้องคุกเข่าแล้ว” แม้อี๋หนิง
จะไร้หนทางเรียกเขาว่าท่านพ่อ ทว่านํ้าเสียงกลับ
อ่อนโยนขึ้นไม่น้อย
“จะเป็นอะไรไป” เว่ยหลิงรู้สึกว่าการสนทนากับ
นางเช่นนี้สนุกนัก หากเขาอยู่สูงกว่านางมากจะ
ก่อให้เกิดความรู้สึกถูกเฝั้ามองจากมุมสูง แต่เมื่อ
อยู่ในท่วงท่านี้ เขาจะเตี้ยกว่านางเล็กน้อย ยามนี้
คล้ายว่าเกราะปั้องกันของนางจะเบาบางลงแล้ว
“ตอนที่พ่อมาขอให้อดีตบิดาของเจ้าปล่อยตัวเจ้า
ก็อยู่ในท่ากึ่งคุกเข่าเช่นนี้ เพราะการที่พ่อจะชิง
เจ้าจากไปซึ่งหน้าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตาม
ทำนองคลองธรรม นอกจากนี้ข้ายังเป็นผู้ฝึกยุทธ์
เรื่องแค่นี้ไม่ส่งผลอะไร”
อี๋หนิงเกือบเข้าใจว่าตนฟังผิดไป เพื่อพานาง
กลับไป เว่ยหลิงถึงขั้นยอมอ่อนข้อให้หลัวเฉิงจาง
เดิมนางหลงนึกว่าพวกเขาซึ่งเป็นชนชั้นสูงศักดิ์จะ
หยิ่งทะนงวางตนเหนือสามัญ ชาติภพที่แล้วนางก็
ไม่เคยเข้าใจคนเหล่านี้นางหลงนึกว่าลู่เจียเสวีย
เป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา ทว่าสุดท้ายเขากลับ
เต็มไปด้วยเล่ห์กลเย็นชา นางหลงนึกว่าเฉิงหลาง
เป็นเพียงเด็กบริสุทธิ์ไร้เดียงสาคนหนึ่ง ทว่าเขา
กลับล้อเล่นกับชื่อเสียงของสตรี ไม่สนใจ
จริยธรรม
นางทอดถอนใจ มองเว่ยหลิงแล้วเอ่ย “ตั้งแต่ข้า
อายุครึ่งขวบก็ไร้มารดา บิดาที่เดิมเข้าใจว่าเป็น
บิดากลับไม่ใช่ ในตระกูลหลัว ข้าก็ไม่รู้ว่าจะอาศัย
อยู่ต่อไปอย่างไร…”
อันที่จริงหลัวเฉิงจางทำให้หัวใจนางต้องหนาว
สะท้าน แม้จะตระหนักดีว่าบิดาท่านนี้ค่อนข้าง
เลอะเลือน ทว่ายามปกตินางก็ถือว่าประพฤติตน
กตัญูต่อเขาอย่างเต็มกำลัง แต่หลัวเฉิงจาง
กล่าวว่าจะลงมือกับนางก็ทำในบัดดลไร้เยื่อใยใด
ๆ หากมิใช่เพราะหลัวเซิ่นหย่วนขัดขวางไว้ เกรง
ว่าเวลานี้นางอาจถูกขับไล่ออกจากจวนแล้วก็
เป็นได้ คิดดูแล้วนี่คือการพลิกหน้ารวดเร็วราวกับ
พลิกหนังสือ
เว่ยหลิงมองนางที่ยังเยาว์วัย หน้าตาน่ารักน่าชัง
ทว่านัยน์ตากลับฉายประกายเย็นเยียบ เขาอด
ทอดถอนใจไม่ได้ “เจ้าต้องกล่าวโทษพ่อ หาก
ไม่ใช่เพราะพ่อ บางทีแม่ของเจ้าอาจไม่ด่วนจาก
ไป…”
อี๋หนิงขัดคำพูดเขา “หากไม่ใช่เพราะท่าน ข้าก็คง
ไม่มีตัวตนแล้ว”
จากนั้นเว่ยหลิงก็ได้ยินคำถามที่บุตรสาวของเขา
เอ่ยออกมา “ท่านอิงกั๋วกง ท่านกล่าวว่าจะพาข้า
จากไป เช่นนั้นจะไปเมื่อไรหรือเจ้าคะ”
เว่ยหลิงเงยหน้าขึ้นทันใด มองอี๋หนิงอย่าง
เหลือเชื่อ จากนั้นความปีติยินดีก็ดุจจะเอ่อล้น
ออกมาเต็มหัวใจ
“เจ้า…เพียงเจ้ายินยอม จะไปเมื่อไรก็ย่อมได้ ยิ่ง
เร็วยิ่งดี” เว่ยหลิงพูดด้วยรอยยิ้ม เขาพรูลม
หายใจยาว “พ่อรู้สึกว่าเย็นวันนี้เหมาะสมยิ่ง!”
ในที่สุดอี๋หนิงก็ยิ้มออกมา บิดาบังเกิดเกล้าท่านนี้
ใจร้อนเล็กน้อย“พรุ่งนี้ท่านค่อยมาเถิดเจ้าค่ะ”
นางยอบตัวให้เล็กน้อย ก่อนจะมุ่งหน้าไปทาง
เรือนลู่หมิง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ อี๋หนิงตรึกตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว
ไม่ใช่การตอบตกลงอย่างหุนหันพลันแล่น
แน่นอนว่าตระกูลหลัวไร้พื้นที่สำหรับนางแล้ว
การติดตามท่านอิงกั๋วกงกลับไปย่อมเป็น
ทางเลือกที่ดีที่สุด อีกทั้งบัดนี้นางเป็นเพียงเสี่ยว
อี๋หนิง ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเดิมนางเคยเป็นผู้ใด และจะไม่
มีผู้ใดล่วงรู้ตลอดกาล
นางเก็บซ่อนความลับนี้ไว้ลึกสุดหัวใจ ต่อให้ต้อง
พบคนเหล่านั้นอีกครั้ง นางก็จะไม่แสดงท่าทีใด
ออกมา สำหรับพวกเขา นางก็เป็นเพียงบุตรสาว
แท้ ๆ ของท่านอิงกั๋วกงที่เพิ่งตามหาจนพบ
เท่านั้น ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วนางเป็นผู้ใด
เว่ยหลิงมองตามร่างน้อย ๆ ของอี๋หนิงที่เดินจาก
ไปไกล ในใจตื่นเต้นเล็กน้อย
เขาต้องกลับไปเตรียมแผนการให้ดี การรับ
บุตรสาวกลับไปต้องมีพิธีการ เขาเพียงบอกว่าจะ
มารับบุตรสาวที่ฝากเลี้ยงไว้ที่ตระกูลหลัว แต่ไม่มี
ผู้ใดรู้ว่าเป็นผู้ใด!
เขาต้องจัดขบวนต้อนรับกลับจวนอิงกั๋วกง ทุกคน
จะได้รับรู้ว่าเขาพาบุตรสาวแท้ ๆ กลับมาแล้ว ใน
ฐานะคุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกง ต่อไปจะไม่มีผู้ใด
กล้าดูหมิ่นนาง!
เว่ยหลิงเอามือไพล่หลัง หันหน้ากลับไปสั่ง
องครักษ์เสียงตํ่าให้รีบไปตระเตรียมงาน