พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 76
เฉียวเยว่ฉาน ออกมาจากห้องหนังสือของหลัวเฉิง
จางได้อย่างไร มึน ๆ งง ๆกลับมาที่เรือนของตน
ได้อย่างไร นางจำได้ไม่ชัดเจนนัก
นางเห็นบุตรสาวกำลังรออยู่ในห้อง หลัวอี๋เหลียน
ลุกขึ้นด้วยความตกใจปรี่เข้ามาประคองนาง
“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้น…นี่ท่าน…”
เฉียวอี๋เหนียงนั่งบนตั่งไม้ มองออกไปยังนอก
หน้าต่าง เมื่อครู่ระหว่างทางที่กลับมา นางไม่ทัน
สังเกตว่าด้านนอกเริ่มมีหิมะตกโปรยปรายแล้ว
ใช่ใกล้เดือนสิบเอ็ดแล้ว ถึงเวลาหิมะตกแล้ว
“ปีนี้หิมะตกเร็ว” เฉียวเยว่ฉานเอ่ยเสียงแผ่วเบา
แก้มบวมแดง คล้ายยังไม่ได้สติจากฝั่ามือเมื่อครู่
นางนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่หยางโจวในปีนั้น ครั้ง
แรกที่นางได้พบหลัวเฉิงจางเป็นที่หยางโจวใน
เดือนสาม คลื่นในทะเลสาบเป็นสีเขียว เรือที่
ตกแต่งประดับประดาจอดเรียงรายโดยรอบ ดู
ครึกครื้นอย่างยิ่ง มีเสียงสรวลเสเฮฮา เสียงแจว
เรือ นางเห็นหลัวเฉิงจางเดินเข้ามาในเรือพร้อม
กับคนกลุ่มหนึ่ง ยามนั้นเขายังอ่อนเยาว์ สดใส
หล่อเหลากว่าผู้อื่นเล็กน้อย นางสังเกตเห็นเขา
ในทันที
ยามนั้นนางรู้เพียงว่าเขามาจากตระกูลรํ่ารวย แต่
ไม่รู้ว่าเขาเป็นขุนนางที่เพิ่งมาใหม่ ที่สำคัญยังมี
ภูมิหลังเป็นถึงจิ้นซื่อ เขารักเอ็นดูนางถึงเพียงนั้น
โอบอุ้มทะนุถนอมไว้ในมือ เฉียวเยว่ฉานคาดไม่
ถึงว่าจะมีวันหนึ่งที่เขาจะตบนาง ทั้งยังไร้ความ
ปรานีแม้แต่น้อย
เฉียวอี๋เหนียงกุมใบหน้าด้านข้าง สูดลมหายใจเข้า
ลึก “ให้สาวใช้ยกนํ้าเข้ามา”
นางต้องล้างหน้าทำผมใหม่
หิมะเริ่มตกแรงขึ้น สวีมามาหิ้วถ่านไร้ควันมาจาก
ห้องครัว เผาถ่านสร้างความอบอุ่นภายในห้อง
อี๋หนิงกลัวความหนาว แม้สวมเสื้อคลุมบุขนก็ยัง
รู้สึกหนาว นางขดตัวอยู่ในผ้านวม มองหิมะนอก
หน้าต่างที่ตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานลานกว้างก็
ถูกหิมะทับถมจนเต็ม ลมอุดรพัดหิมะปลิวว่อนทั่ว
นภาดุจปุยฝั้ายบนพื้นซึ่งปกคลุมด้วยหิมะ
คลับคล้ายว่ามีคนผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้ อี๋ห
นิงเห็นเขาสวมเสื้อคลุมกันลมสีดำตัวหนึ่ง บนไหล่
เต็มไปด้วยหิมะ คิ้วดวงตาเย็นชา ทว่าดูหล่อเหลา
เมื่อมาถึงชายคา เขาก็หุบร่ม ปลดเสื้อคลุมออก
แล้วส่งให้บ่าวรับใช้ก่อนจะเดินเข้ามา อี๋หนิงหัน
หน้าไปสั่งให้เสวี่ยจือชงชาร้อนให้เขา
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนเห็นว่าภายในเรือนของนางไร้
ซึ่งความเคลื่อนไหวใด ๆ ก็อดขมวดคิ้วมุ่นไม่ได้
เอ่ยปากถาม “เหตุใดจึงยังไม่เก็บสัมภาระอีก”
มิใช่กล่าวว่าพรุ่งนี้จะไปแล้วหรือ
อี๋หนิงยิ้มพลางเรียกขานเขา นางส่ายศีรษะ เอ่ย
เสียงแผ่วเบา “ไม่จำเป็นต้องเก็บแล้ว คราก่อนที่
ย้ายมาจากเรือนของท่านแม่ เดิมก็ขนของมา
เพียงไม่กี่ชิ้น” นางพลันลุกขึ้น ช่วยเขาปัดเศษ
หิมะบนไหล่ เพราะมีบางส่วนเริ่มละลายแล้ว
ไหล่ของเขาจึงเปียกชื้น หลัวเซิ่นหย่วนมอง
ใบหน้าด้านข้างของอี๋หนิง
อี๋หนิงประสานสายตากับเขา ใกล้กันถึงเพียงนี้
นางมักรู้สึกว่าเขาไม่เหมือนพี่ชายสามที่นาง
คุ้นเคยในอดีต คิ้วดวงตาเขาใสกระจ่างขึ้น ยามนี้
เมื่อได้พินิจอย่างละเอียดถึงรู้สึกว่าน่ามองนัก
มิน่าเล่า ไม่ว่าจะคุณหนูเกาคุณหนูซุนอะไรล้วน
อยากแต่งงานกับเขา
หลัวอี๋หนิงกลับไปนั่งที่เดิม คิดว่าเมื่อตนไปจาก
ตระกูลหลัวแล้วต่อไปย่อมไม่ถือเป็นพี่น้องกับ
หลัวเซิ่นหย่วนอีก การเคลื่อนไหวใกล้ชิดเช่นนี้ไม่
สามารถกระทำได้อีกแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนมองเด็กน้อยมุดตัวเข้าไปในผ้านวม
เขากุมถ้วยชาร้อนไว้ในมือ “ไม่ต้องเก็บสัมภาระ
แล้วก็แล้วไป ข้ามาเพื่อบอกเล่าให้เจ้าฟังถึง
สถานการณ์ในจวนอิงกั๋วกง ปั้องกันไม่ให้เจ้าไป
ถึงที่นั่นแล้วไม่รู้เรื่องรู้ราวใด”หลัวเซิ่นหย่วนหยิบ
สมุดเล่มเล็กออกมาให้นาง “เว่ยหลิงเป็นคนให้สิ่ง
นี้มาเจ้าเอาไปดูอย่างละเอียดเสีย”
ในนั้นเขียนถึงผู้ที่พำนักเป็นประจำในจวนอิงกั๋ว
กง ยังมีบ่าวไพร่ในจวนอิงกั๋วกงคนก่อนตบแต่ง
มารดาของเว่ยหลิงเพียงคนเดียวเท่านั้น เว่ยหลิง
เป็นทายาทเพียงคนเดียว เมื่อถึงรุ่นของเว่ยหลิง
อาจเป็นเพราะยังคิดถึงกู้หมิงหลาน หรืออาจเป็น
เพราะงานสู้รบรัดตัว ทำให้จวบจนบัดนี้เขายังไม่
แต่งงาน เริ่มแรกฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยังบีบคั้นให้เขา
แต่งงาน ต่อมาเมื่อสาวใช้ห้องข้างของอิงกั๋วกงคน
หนึ่งให้กำเนิดบุตรชาย ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจึงไม่เข้า
มาก้าวก่ายอีก คนในจวนอิงกั๋วกงมีจำนวนไม่มาก
นอกจากฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยแล้วอี๋หนิงก็มีน้องชาย
โดยสายเลือดอีกคนหนึ่ง ปีนี้อายุห้าขวบ
นอกเหนือจากนั้นก็เป็นจ้าวหมิงจูที่ฮูหยินผู้เฒ่า
เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก
กล่าวถึงจ้าวหมิงจูผู้นั้นและนึกถึงการปรากฏตัว
ของนาง หลัวอี๋หนิงย่อมจำนางได้อย่างชัดเจน
หลายเดือนก่อนอี๋หนิงเพิ่งจะได้พบจ้าวหมิงจู
จ้าวหมิงจูเองก็คงคาดไม่ถึงว่าจะมีวันนี้ แต่ไหน
แต่ไรมานางได้รับการเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมใน
จวนอิงกั๋วกง ทั้งเจ้านายและบ่าวไพร่ยึดถือว่านาง
เป็นคุณหนูเพียงคนเดียวในจวน ทว่าทันใดนั้นก็มี
อี๋หนิงที่ถูกท่านอิงกั๋วกงสืบเสาะจนพบและพาตัว
กลับไป ไม่รู้ว่าจ้าวหมิงจูจะทำอย่างไร
“จวนอิงกั๋วกงมีคนไม่มากจึงไม่ค่อยมีปัญหา ได้
ยินว่าฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเป็นคนอารมณ์ดี เจ้าเป็น
หลานสาวแท้ ๆ ของนาง นางย่อมไม่มีทางทำให้
เจ้าลำบากใจ อี๋หนิง เจ้าคิดหรือยังว่าจะพาผู้ใดไป
บ้าง” หลัวเซิ่นหย่วนถาม
เสวี่ยจือใกล้แต่งงานแล้ว ไม่อาจติดตามนางไปได้
สวีมามาก็ชรามากแล้ว สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง
อี๋หนิงอยากปล่อยให้สวีมามากลับไปพักผ่อนที่
บ้านเกิด นางครุ่นคิดแล้วก็เหลือเพียงไม่กี่คนที่
สามารถพาไปได้
หลัวเซิ่นหย่วนมองสาวใช้ในห้องนาง “เจ้า
พาซงจือไปก็แล้วกัน นางเป็นคนรอบคอบ ทั้งยัง
ปรนนิบัติเจ้ามานาน”
เมื่อซงจือที่ยืนอยู่ด้านหลังหลัวอี๋หนิงได้ยินคำ
กล่าวนั้นก็เงยหน้าโดยพลันด้วยความตกตะลึง
เมื่อเห็นสีหน้าของคุณชายสามยังคงสงบนิ่งเช่น
ปกติจึงค่อย ๆ ก้มศีรษะลง
ต้องพาซงจือไปด้วยแน่นอน อี๋หนิงลอบคิดในใจ
ว่าพาไปเพียงสองคนก็พอแล้ว ซงจือหนึ่งคน อีก
คนคือชิงชวี่ เดิมชิงชวี่ก็ไร้ความรู้สึกใดต่อตระกูล
หลัว นางไม่มีสัญญาซื้อขายตัว อี๋หนิงไปที่ใดนาง
ก็ไปที่นั่น เดิมทีนางติดตามเจิ้งมามาก็ตั้งปณิธาน
ว่าจะติดตามตลอดไป นางถูกเจิ้งมามาเก็บมา
เลี้ยงดู เมื่อเจิ้งมามาให้นางติดตามอี๋หนิง นางก็ตั้ง
มั่นว่าอี๋หนิงไปไหนนางก็จะติดตามไปทั่วทุกหน
แห่ง
“อี๋หนิง รอข้าสอบคัดเลือกระดับแคว้นเสร็จแล้ว
จะไปเยี่ยมเจ้า”หลัวเซิ่นหย่วนมองนางอย่างขบ
คิด ก่อนจะเอ่ยกับนาง
นับจากนี้ไปเขาไม่อาจอยู่ปกปั้องเด็กน้อยคนนี้ได้
อีกแล้ว จะอย่างไรจวนอิงกั๋วกงก็เป็นสถานที่ของ
ชนชั้นสูงศักดิ์ ไม่มีทางวุ่นวายน้อยไปกว่าตระกูล
หลัว
หลัวเซิ่นหย่วนใกล้จะสอบคัดเลือกระดับแคว้น
แล้ว ไม่นานก็จะได้เห็นเขารับตำแหน่งเป็นขุน
นางแล้ว อี๋หนิงรู้สึกว่าบรรยากาศภายในห้อง
หม่นหมองไปเล็กน้อย นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นท่านต้องสอบให้ได้อันดับหนึ่ง ข้าจะได้
โอ้อวดต่อผู้อื่นได้ว่าข้ามีพี่ชายที่เก่งกาจ”
หลัวเซิ่นหย่วนยิ้ม รับปากอย่างแช่มช้า “ได้”
เขายอมให้อี๋หนิงโอ้อวดได้ตามสบาย ตราบใดที่
นางมีความสุข
หลินไห่หรูที่เพิ่งรู้ข่าวชะตาชีวิตอันพลิกผันของ
อี๋หนิงก็ตกใจอย่างยิ่งกล่าวว่าจะต้องมาพบนางให้
ได้ เมื่อบรรดาสาวใช้บ่าวหญิงชราเห็นหิมะตก
หนักแล้ว พวกนางจะยอมให้หลินไห่หรูเดินทาง
มาที่นี่ได้อย่างไร หากระหว่างทางนางเกิดลื่นล้ม
ย่อมไม่ใช่เรื่องตลกแล้ว พวกนางจึงสั่งให้ผู้ใดสัก
คนมารายงานหลัวอี๋หนิง เมื่อหลัวอี๋หนิงคิดว่า
พรุ่งนี้จะต้องไปจากตระกูลหลัวแล้ว เกรงว่าต่อ
จากนี้คงยากที่จะได้พบหน้าแม่เลี้ยงแล้ว จึงเรียก
สาวใช้ให้กางร่มเดินทางไปยังห้องหลัก
หลินไห่หรูรับอี๋หนิงเข้ามา สายตาที่มองอี๋หนิง
เปียมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
อี๋หนิงถูกนางจับจ้องจนขนลุกชัน ผู้ใดจะคาดคิด
ว่าหลินไห่หรูจะจับมือนางไว้แล้วเอ่ย “ยามเจ้าถูก
สั่งลงโทษให้ไปอยู่ที่เรือนลู่หมิง แม่ก็ตกใจเสียเต็ม
ประดา! บัดนี้ประเสริฐนัก เจ้าเป็นคุณหนูแห่ง
จวนอิงกั๋วกง แม่จะดูว่าจะมีผู้ใดในตระกูลหลัว
กล้าดูหมิ่นเจ้าอีก เจ้าอาจไม่รู้ว่าท่านลุงใหญ่ของ
เจ้าเพิ่งจะส่งเงินหนึ่งพันตำลึงมาให้เจ้า”
อี๋หนิงมองนางแล้วเอ่ยถาม “ท่าน…ไม่รังเกียจ
ชาติกำเนิดของข้าหรือ”
หลินไห่หรูให้นางนั่งลง โอบกอดเด็กสาวที่นางเฝั้า
มองตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ก่อนจะทอดถอนใจ
“แม่ใช้ชีวิตมานานหลายปีแล้วยังจะไม่เข้าใจอีก
หรือ จะสนใจเรื่องชาติกำเนิดไปไย ขบคิดเรื่อง
เหล่านั้นก็มีแต่จะทำให้ตนต้องทุกข์ทรมาน เพียง
เจ้ามีชีวิตที่ดี มีคนรักเอ็นดูเจ้า แม่ก็ดีใจแทนเจ้า
แล้วเดิมที่บ้านแม่มีหญิงดูแลบ้านคนหนึ่ง สามี
ของนางไปตามเสาะบุปผาแสวงหาต้นหลิว
[1] เมื่อกลับมาก็ต้องการหย่าขาดกับนาง ต่อมา
นางแต่งงานกับชาวไร่ชาวนาที่อายุน้อยกว่านาง
หลายปีคนหนึ่ง ทำให้เป็นที่ครหาถูกคนประณาม
มากมาย ทว่านางมีอุปนิสัยเผ็ดร้อน ไม่หวั่นเกรง
ว่าผู้อื่นจะต่อว่านางอย่างไรนางให้กำเนิดบุตรชาย
คนหญิงคน ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”
หลินไห่หรูถือกำเนิดจากครอบครัวคหบดี ในบ้าน
ไม่มีกฎเกณฑ์มากมาย นางล้วนพบเห็นวิถีชีวิต
รูปแบบต่าง ๆ ในตลาดมาแล้วทั้งสิ้น
“หากจะกล่าวไป มารดาของเจ้า…” หลินไห่หรู
ลูบผมของอี๋หนิง “นางก็ถือเป็นคนน่าสงสารคน
หนึ่ง”
หลินไห่หรูอยากให้อี๋หนิงเอาเตียงไม้จินซือหนาน
กับโต๊ะเครื่องแปั้งประดับงาช้างไปด้วย แต่เห็นได้
ชัดว่าเป็นความคิดที่ไม่เข้าที สุดท้ายนางจึงมอบ
ตั๋วเงินให้อี๋หนิงจำนวนหนึ่ง เมื่ออี๋หนิงเห็นจำนวน
เงินก็ตกใจ ต่อให้ท่านแม่เลี้ยงจะรํ่ารวยมาก
เพียงใดก็ไม่ควรให้นางมากมายขนาดนี้! นางรีบ
ปฏิเสธพัลวัน “ท่านเอาคืนไปเถิด ตอนกลางวัน
ท่านให้ข้ามาสามพันตำลึงแล้วเพียงพอแล้วเจ้า
ค่ะ”
“แม่ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้พบเจ้าอีก…” หลินไห่หรู
พูดแล้วก็เศร้าสลดขอบตาแดงเรื่อ “แม่ไม่มีสิ่งอื่น
ใดมอบให้เจ้า เทียบกับท่านปั้าสะใภ้ของเจ้าแล้ว
แม่ไม่รู้จักขงจื๊อเม่งจื๊อ[2] อะไรสักนิด รู้จักแต่การ
ให้ของไร้ความเป็นปัญญาชนเช่นนี้กับเจ้า มีเงิน
มากหน่อยย่อมดีกว่าไม่มี แม่อยู่ที่บ้านไม่
จำเป็นต้องใช้จ่ายเงินสักเท่าไร”
นางกลัวว่าอี๋หนิงอยู่ข้างนอกจะถูกรังแก คิดแล้ว
เด็กคนนี้ก็น่าสงสารนางโกรธแค้นที่ตนไม่สามารถ
ตามอีกฝั่ายไปที่จวนอิงกั๋วกงได้
อี๋หนิงกอดนางอยู่นาน ดมกลิ่นบนเรือนร่างของ
แม่เลี้ยงก็รู้สึกสบายใจยิ่งกว่าสิ่งใด เมื่อได้ยินเสียง
สะอื้นของหลินไห่หรูก็อดร้องไห้ไปกับนางไม่ได้
จากลากันครั้งนี้เกรงว่าคงอีกนานกว่าจะได้พบกัน
อีก
ที่หน่วยงานของผู้ตรวจการประจำเมือง ยามนี้
เป็นเวลากลางดึกแล้ว แต่เว่ยหลิงยังไม่พักผ่อน
เขาสั่งกำชับองครักษ์ให้จัดเตรียมรถม้าที่นั่งสบาย
หากรุ่งเช้าเดินทางออกจากเมืองเปั่าติ้ง เช้าตรู่วัน
มะรืนก็น่าจะถึงเมืองหลวงคำนวณแล้วเป็น
ระยะเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน เขาเกรงว่าบุตรสาวจะ
เหนื่อยล้าเขายังส่งองครักษ์คนสนิทกลับไปที่จวน
อิงกั๋วกงก่อนเพื่อเตรียมความพร้อมห้ามทำให้นาง
ต้องรอนาน “…ขนม เตาอุ่น สิ่งของต่าง ๆ
เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง”
นี่เป็นการรับบุตรสาวของเขากลับไป ครั้งนี้เขายัง
พาสาวใช้สองคนที่ปรนนิบัติเขามาด้วย ต่อไปก็ให้
คอยปรนนิบัติอี๋หนิง เวลานี้เขากำลังไต่ถามหนึ่ง
ในนั้นอยู่
สาวใช้ยอบกาย “นายท่านกั๋วกงโปรดวางใจ บ่าว
ได้จัดเตรียมครบถ้วนแล้วเจ้าค่ะ เป็นอาหารเจสิบ
ชนิด อาหารคาวอีกห้าชนิด ทั้งยังมีพวกผลไม้
เชื่อมอบแห้ง และของกินเล่นต่าง ๆ อีกเจ้าค่ะ”
เว่ยหลิงผงกศีรษะ หลังจากครุ่นคิดอย่างละเอียด
ก็พบว่าไม่มีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือขาดตก
บกพร่องแล้ว
เขาเรียกองครักษ์เข้ามาอีกครั้ง “…ส่งคนไปแจ้งผู้
บัญชาการแห่งกองกำลังรักษาความสงบในเมือง
หลวงสักคำ เกรงว่าจะต้องเข้าเมืองแต่เช้า”
เมื่อสั่งการเรียบร้อยและคิดว่าเขาใกล้จะได้รับ
บุตรสาวกลับบ้านแล้วต่อไปก็จะมีบุตรสาวแล้ว
เว่ยหลิงก็ทอดถอนใจยาว บังเกิดความคาดหวัง
ขึ้นมา จู่ ๆ ก็พลันมีบุตรสาว เขาต้องกลับไปถาม
ไถ่คนที่มีบุตรสาวให้ละเอียดว่าควรจะดูแลนาง
อย่างไร มิใช่ว่าติ้งเปั่ยโหวมีบุตรสาวหลายคน
หรอกหรือกลับไปค่อยไปถาม ปั้องกันไม่ให้เลี้ยง
บุตรสาวไม่ดี
ควรจะเตรียมเรือนอย่างไร เลือกคนปรนนิบัติเช่น
ไร ปกติสวมอาภรณ์กินของประเภทใด เด็กผู้หญิง
ต้องเลี้ยงอย่างทะนุถนอม จะใช้ความรุนแรงไม่ได้
กระทั่งงานแต่งของบุตรสาว เว่ยหลิงก็เริ่มขบคิด
แล้ว
หากกล่าวถึงชายหนุ่มมากความสามารถ ผู้ใดก็ไม่
อาจหาญเทียบหลานชายของตน…เฉิงหลาง ใน
เมืองหลวงมีคุณหนูสูงศักดิ์มากมายที่อยาก
แต่งงานกับเขา อายุยังน้อยก็ได้เป็นองครักษ์
ผู้ติดตามในกรมขุนนางแล้วรูปโฉมยังหล่อเหลา
ดุจต้นหยกลิ่วลม ไม่รู้ว่าอี๋หนิงจะชอบคนเช่นนี้
หรือไม่…ทว่าเฉิงหลางเจ้าสำราญไปสักหน่อย
คล้ายจะไม่ค่อยดีสักเท่าไร!
ตรึกตรองไปมา เว่ยหลิงก็รู้สึกว่ายังไม่ควรพูดถึง
เรื่องการแต่งงานของบุตรสาวเร็วนัก เขาเพิ่งจะ
ได้พานางกลับไป ต้องเลี้ยงดูสักสองสามปีแล้ว
ค่อยว่ากัน
วันรุ่งขึ้นเมื่อฟั้าเพิ่งสางสว่างรำไร เว่ยหลิงก็พาคน
ไปถึงหน้าประตูแล้ว
นายท่านใหญ่หลัวกับหลัวเฉิงจางสวมชุดราช
สำนักยืนรอรับเขาตรงกำแพงบังรัศมี
อี๋หนิงถูกเสวี่ยจือปลุกตั้งแต่เช้าตรู่ นางสวมเสื้อเค่
อซือสีชมพูบุขนเกล้าผมมวย เสียบปินทองรูป
บงกช แต่งกายเรียบร้อย
เสวี่ยจือกับสวีมามาอาลัยอาวรณ์นางยิ่งนัก หาก
มิใช่เพราะเรื่องงานแต่งของตนถูกตกลงไว้ก่อน
หน้านี้ เสวี่ยจือย่อมต้องติดตามนางไป อี๋หนิงเห็น
ว่านางกำลังจะร้องไห้อีกครั้งก็กล่าวกับนาง “ข้า
ได้บอกพี่ชายสามไว้แล้ว เรื่องงานแต่งของเจ้า
เขาจะเป็นคนจัดการให้” อี๋หนิงซับนํ้าตาให้นาง
“จวนจะเป็นเจ้าสาวอยู่แล้ว หยุดร้องไห้เร็วเข้า”
นางจับมือของสวีมามา ก่อนจะพาซงจือกับชิงชวี่
ไปจากเรือนลู่หมิงเสวี่ยจือยืนอยู่ตรงระเบียง
ทางเดิน ชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะวิ่งไล่ตามมาแล้ว
ยื่นกล่องในมือให้ซงจือ “เจี่ยเอ๋อร์ชอบกินก้อน
แปั้งข้าวเหนียวนี้มากที่สุด ข้าทำอยู่ทั้งคืน เจ้าให้
นางเก็บไว้กินระหว่างทาง…”
ซงจือก็อาลัยอาวรณ์ที่ต้องจากพวกนาง นํ้าตาริน
ไหลไม่ขาดสาย มีเพียงชิงชวี่ที่ไร้อารมณ์ใด
ๆ ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของนางสามสิบแปดตำลึง
กับอีกห้าเฉียน[3] ถูกเก็บเรียบร้อยแล้ว อยู่ในห่อ
สัมภาระของนาง ไม่มีสิ่งใดให้อาลัยอาวรณ์อีก ไม่
ว่าอี๋หนิงไปที่ใด นางก็จะไปที่นั่น
อี๋หนิงไปอำลาหลินไห่หรู นางโขกศีรษะให้หลินไห่
หรูด้วยความเคารพ
เฉียวอี๋เหนียงมองหลัวอี๋หนิงด้วยอารมณ์
ความรู้สึกซับซ้อน
นี่คือไข่มุกลํ้าค่าที่หล่นมาอยู่ในตระกูลหลัว
คุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกงทว่านางกลับเข้าใจว่าเป็น
เพียงบุตรของคนชั้นตํ่า หลงนึกว่าหลัวอี๋หนิงไม่
คู่ควรกับสถานะคุณหนูสายตรงของตระกูลหลัว
แต่จะว่าไปก็ถูก ไม่คู่ควรจริง ๆ ทว่าเป็นตระกูล
หลัวที่ไม่คู่ควรกับหลัวอี๋หนิง มิใช่หลัวอี๋หนิงไม่
คู่ควรกับตระกูลหลัว
อี๋หนิงเห็นเฉียวอี๋เหนียงแล้ว นางเอ่ยเสียงเบา
“วันนี้อี๋เหนียงมาช้าไปเล็กน้อย เมื่อคืนพักผ่อนไม่
สบายหรือ”
เวลานี้เฉียวอี๋เหนียงจะกล้าล่วงเกินนางได้อย่างไร
ดังนั้นจึงตอบด้วยรอยยิ้ม “คงหลับไม่สบายเท่า
คุณหนูเจ็ดเจ้าค่ะ”
อี๋หนิงมองแก้มของนางที่บวมชํ้าเล็กน้อย ก่อนจะ
กล่าวเสียงราบเรียบ“นั่นเป็นเพราะอี๋เหนียงกังวล
มากเกินไป ต่อไปก็คิดให้น้อยหน่อย หลีกเลี่ยง
ไม่ให้นอนหลับไม่สบายอีก” นางยิ้มแล้วพูดต่อ
“อี๋เหนียงเข้าใจความหมายของข้าได้ดีที่สุดแล้ว
ใช่หรือไม่”
เมื่อกล่าวจบ อี๋หนิงก็ประสานสายตากับเฉียวอี๋
เหนียงครู่หนึ่งเฉียวอี๋เหนียงเป็นฝั่ายก้มศีรษะลง
ก่อน จากนั้นอี๋หนิงก็จูงมือหลินไห่หรูเดินไปที่
กำแพงบังรัศมี
อี๋หนิงเห็นเว่ยหลิงแต่ไกล เขานั่งสูงตระหง่านอยู่
บนหลังอาชาตัวงามด้านหลังเป็นบ่าวไพร่
องครักษ์ และรถม้า
เว่ยหลิงคลี่ยิ้ม พลิกกายลงจากหลังม้า เดินไป
ตรงหน้าอี๋หนิงแล้วก้มศีรษะ ยื่นมือให้นาง “เหมย
เหมย พ่อมารับเจ้ากลับไป”
รอยยิ้มของเขาช่างหล่อเหลา แสงอาทิตย์ยาม
อรุณส่องบนส่วนเว้านูนของกำแพงบังรัศมี ทอด
ลงบนร่างสูงตระหง่านของเขา ใบหน้าด้านข้าง
หล่อเหลาสง่าผ่าเผย กระทั่งเจิดจรัสเปล่ง
ประกายระยิบระยับ
อี๋หนิงมองใบหน้าอ่อนโยนของเขา พลัน
ประหลาดใจ เขารู้ชื่อเล่นของนางได้อย่างไร นาง
จับมือของอิงกั๋วกงไว้ครู่หนึ่งก่อนจะคลายออก
เดินไปตรงหน้าหลัวเฉิงจางแล้วยอบตัว “ขอบคุณ
สำหรับบุญคุณที่เลี้ยงดูข้ามา ข้าขอลา
ท่าน ณ ที่นี้ โปรดรักษาสุขภาพด้วย” นางไม่ชอบ
หลัวเฉิงจาง แต่เขาเลี้ยงดูอี๋หนิงมานานหลายปี
ย่อมมีบุญคุณ ดังนั้นนางจึงทำการคารวะเขาสัก
ครั้งต่อไปอย่าได้มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก
รอยยิ้มของหลัวเฉิงจางแข็งค้างไปเล็กน้อย มอง
กลุ่มองครักษ์กับสาวใช้ที่รายล้อมรอบรถม้า เขาก็
พลันนึกถึงประโยคที่เฉียวอี๋เหนียงใช้กล่าวถึงอี๋ห
นิงขึ้นมาได้ ‘ดวงตาปลาที่ปลอมแปลงเป็นไข่มุก
คนเปั่าอวี๋ที่แทรกปนในวงดนตรี[4]’ แม้แต่ตัวเขา
เองยังพูดอะไรทำนอง ‘บุตรสาวขององครักษ์ไม่
คู่ควรกับสถานะคุณหนูสายตรงของเขา’ บัดนี้
เมื่อมองย้อนกลับไปก็ช่างน่าขัน สถานะของเว่ย
หลิง เขาอาจหาญเทียบได้หรือ แม้แต่สถานะของ
อี๋หนิงเขาก็ยังเทียบไม่ได้เลยด้วยซํ้า
เขาสั่งกำชับอี๋หนิงสองสามประโยคแล้วมอบเงิน
ไว้ให้นางได้ใช้จ่ายแน่นอนว่าหลัวอี๋หนิงย่อมไม่มี
ทางรับ จากนั้นสาวใช้ก็ประคองนางขึ้นรถม้า
ก่อนที่อี๋หนิงจะปล่อยผ้าม่านลง นางหันกลับไป
มองอีกครั้ง…ไม่ใช่ว่านางมองผิดไป แต่หลัวเซิ่น
หย่วนไม่มาส่งนางจริง ๆ
อี๋หนิงสูดลมหายใจเข้าลึก ปล่อยผ้าม่านลง ไม่
อาจล่าช้าแล้ว
นับจากนี้ไปนางไม่ใช่คุณหนูเจ็ดแห่งตระกูลหลัว
ไม่รู้ว่าในเมืองหลวงมีสิ่งใดกำลังรอนางอยู่ ผู้คนที่
ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าเหล่านั้นกำลังเวียน
กลับมาในชีวิตของนางอีกครั้ง เกรงว่าคนที่นางไม่
อาจหลีกพ้นมากที่สุดก็คือลู่เจียเสวีย เว่ยหลิงร่วม
เป็นร่วมตายกับลู่เจียเสวียมานับครั้งไม่ถ้วน พวก
เขาทั้งสองมีความสัมพันธ์ส่วนตัวใกล้ชิดสนิทสนม
ไปมาหาสู่กันไม่ขาด
อันที่จริงเว่ยหลิงซึ่งกำลังนั่งอยู่บนหลังม้าก็คิดถึง
เรื่องนี้ เขารับบุตรสาวกลับไป เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าได้
พบหลานสาวแท้ ๆ คงจะมีความสุขมาก นาง
ชอบเด็กผู้หญิงมากที่สุด จ้าวหมิงจูยังได้รับการ
ประคบประหงมถึงเพียงนั้นจึงไม่ต้องกล่าวถึง
หลานสาวโดยสายเลือดเลย หลายวันมานี้อารมณ์
ของนางไม่สู้ดีนัก หากรู้ว่ายังมีหลานสาวที่พลัด
พรากอยู่ด้านนอกคนหนึ่ง ทั้งยังสืบพบตัวแล้ว ไม่
รู้ว่าอารมณ์ของนางจะดีขึ้นหรือไม่ แน่นอนว่า
เรื่องนี้ต้องขอบคุณลู่เจียเสวีย ต้องขอบคุณที่เขา
บอกเรื่องนี้กับตน กลับไปต้องเชิญมาที่จวนกิน
ข้าวสักครั้ง ไม่รู้ว่าระยะนี้เขามีภารกิจติดพัน
หรือไม่
รถม้าเคลื่อนตัวไปไกล
ยามนี้เองหลัวเซิ่นหย่วนถึงได้เดินออกมาจาก
ด้านหลังกำแพงบังรัศมีมองรถม้าที่จากไปไกล
ด้วยอาการสงบนิ่ง
ขณะที่เฉียวเยว่ฉานเดินผ่านหลัวเซิ่นหย่วนก็ได้
ยินเขาเรียกนางเสียงตํ่าเบา “เฉียวอี๋เหนียง”
น้อยครั้งที่หลัวเซิ่นหย่วนจะเสวนากับนาง เขา
เป็นบุตรชายคนโตของอนุบ้านรอง ย่อมไม่ค่อย
พูดคุยกับนาง ดังนั้นเมื่อเฉียวเยว่ฉานได้ยินเสียง
นุ่มนวลของเขาจึงชะงักนิ่ง
ฝีเท้าของนางสะดุด มองไปทางหลัวเซิ่นหย่วนก็
พบว่าเขากำลังมองตรงไปด้านหน้า สีหน้าผ่อน
คลายสงบนิ่ง นํ้าเสียงยังคงทุ้มตํ่ายิ่งนัก “ต่อไป
ท่านต้องระวังเอาไว้ให้ดีสักหน่อยแล้ว เกรงว่าข้า
คงปล่อยท่านไว้ไม่ได้อีก”
พูดจบก็ไม่แม้แต่จะชายตามองนาง ก้าวเท้าเดิน
เข้าไปด้านใน
เฉียวอี๋เหนียงสูดลมหายใจเข้าลึก ไม่รู้เพราะเหตุ
ใดนางจึงนึกถึงเรื่องของหลัวเซิ่นหย่วนในวัยเยาว์
ขึ้นมา นึกถึงร่างอาบเลือดของสาวใช้คนนั้นที่
นอนตายอยู่ใต้อุ้งเท้าของสุนัขดุร้าย
นางตระหนักชัดถึงความโหดเหี้ยมอำมหิตของ
บุตรอนุคนนี้ นางเองก็ระมัดระวังเขามาโดย
ตลอด ทว่าบัดนี้…คล้ายว่านางจะล่วงเกินเขาเข้า
เสียแล้ว
——————–
[1] เสาะบุปผาแสวงหาต้นหลิว เป็นคำเปรียบ
เปรย ใช้กับบุรุษที่ไปติดหญิงคณิกา
[2] ขงจื๊อ เม่งจื๊อ เป็นชื่อนักปราชญ์ชาวจีนที่มี
ชื่อเสียงโด่งดัง
[3] เฉียน เป็นหน่วยเงิน 10 เฉียนเท่ากับ 1 ตำลึง
[4] คนเปั่าอวี๋ที่แทรกปนในวงดนตรี อวี๋เป็น
เครื่องเปั่าของจีน ประโยคนี้เป็นการเปรียบเปรย
คนที่ไม่มีความสามารถอย่างแท้จริงแต่ปะปนเข้า
ไปอยู่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ