พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 79
สวนด้านหลังเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่าน
ยอดไม้
ขณะที่อี๋หนิงได้ยินประโยคนั้นก็เกิดความเข้าใจ
ผิดอันน่าเหลวไหลว่าเฉิงหลางจำนางได้แล้ว
ทว่าชั่วเวลาถัดมา นางก็รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ เรื่อง
เหลวไหลผีสางบันดาลเช่นนี้ ต่อให้เฉิงหลางจะ
ฉลาดเพียงใดก็ไม่มีทางคาดเดาได้
นางคิดถึงยามที่นางอายุแปดขวบ เฉิงหลางเคย
พบนาง เขาน่าจะหมายถึงการพบกันในวัยเยาว์
อี๋หนิงมองเขาแล้วเอ่ยถาม “ญาติผู้พี่เฉิงหลาง
ไม่ได้ไปตามหาถิงเกอร์เป็นเพื่อนพี่หมิงจูหรือเจ้า
คะ เหตุใดจึงมาที่นี่ได้”
เฉิงหลางขยับเข้าประชิดนางอีกก้าว เรือนร่างสูง
ตระหง่านดุจต้นไผ่เข้าใกล้นางอีกนิด หากอี๋หนิง
เป็นสาวน้อยที่ไม่เจนโลก เมื่อเห็นการกระทำ
เช่นนี้ของเฉิงหลางจะไม่นึกชมชอบเขาได้อย่างไร
ทว่านางไม่ใช่
“หมิงจูมีธุระจึงขอตัวกลับไปก่อน ข้าเห็นเจ้ามา
ที่นี่เลยแวะมาดู”เฉิงหลางยิ้มน้อย ๆ ดวงตาจับ
จ้องอี๋หนิง “อี๋หนิงชอบทะเลสาบหรือ”
อี๋หนิงเห็นเขาทำเช่นนี้ก็พอจะคาดเดาถึง
จุดประสงค์ของเขาได้แล้ว
หัวใจของนางเย็นเยียบลงทีละน้อย
ด้วยอุปนิสัยของเฉิงหลาง เขาไม่มีทางชอบจ้าวห
มิงจู บุคคลเช่นเขาต่อให้ทำดีต่อจ้าวหมิงจูอย่าง
ไร นั่นก็เป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น หากเขา
ปฏิเสธฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจะเป็นการสร้างความ
บาดหมางกับจวนอิงกั๋วกงประจวบเหมาะกับที่
คุณหนูที่แท้จริงแห่งจวนอิงกั๋วกงกลับมา ศัตรูของ
จ้าวหมิงจูกลับมาแล้ว เฉิงหลางจึงอาศัย
ประโยชน์นี้เข้ามาใกล้ชิดกับนางหากนางเป็น
เพียงสาวน้อยไร้เดียงสาคงต้องชอบเขาด้วยเหตุนี้
อย่างแน่นอน
ดังนั้นเขาก็จะกำจัดจ้าวหมิงจูได้โดยไม่ต้องเปลือง
แรง แผนการช่างเลิศลํ้านัก
เมื่อคิดถึงว่าเฉิงหลางกล้าวางแผนโดยใช้นางเป็น
เครื่องมือ หัวใจของอี๋หนิงก็หนาวสะท้าน
ยามเฉิงหลางยังเด็ก นางรักเอ็นดูเขาเพียงใด
สอนให้เขาใช้ชีวิตอย่างเถรตรงซื่อสัตย์ สิ่งที่นาง
สอนให้เขาล้วนเป็นสิ่งดีงาม เหตุใดจึงมีวันที่เขา
กลับมาใช้ลูกไม้กับนาง กระทั่งใช้บนร่างของเด็ก
สาวผู้ไร้เดียงสา
เมื่อมองรูปลักษณ์หล่อเหลาสง่างามของเฉิงหลาง
อี๋หนิงก็นึกถึงเขาในวัยเยาว์ซึ่งอิงแอบอยู่ในอ้อม
กอดตน ตัวติดกับนางไม่ยอมพรากจาก พูดถึง
แมลงปอที่บินหนีไปด้วยอารมณ์โกรธของเด็ก ๆ
หรือบางครั้งที่เขากินขนมมากเกินไปจนปวดท้อง
วิ่งมาร้องไห้สะอึกสะอื้นกับนาง นางก็ทั้งโกรธทั้ง
ขำลงโทษไม่ให้เขากินขนมหนึ่งเดือน
นางมองเขาช้า ๆ พูดด้วยสายตาเย็นชา “ทิวทัศน์
ของทะเลสาบงดงามญาติผู้พี่เฉิงหลางก็ชอบ
หรือ”
เฉิงหลางคาดไม่ถึงว่าสาวน้อยนางนี้จะสบตาเขา
ตรง ๆ ด้วยสีหน้าเย็นชาเยี่ยงนี้
รอยยิ้มของเขาคลายลงเล็กน้อย
ด้านหลังมีเสียงสาวใช้เรียกหาคนดังขึ้น สาวใช้
สองสามคนเดินใกล้เข้ามา ยอบตัวลงเอ่ยกับเฉิง
หลาง “คุณชายอยู่ที่นี่เอง พวกบ่าวตามหาอยู่เจ้า
ค่ะ”
จ้าวหมิงจูเดินตามสาวใช้เข้ามา เมื่อเห็นอี๋หนิงอยู่
ข้างกายเฉิงหลางก็ลอบมองหลายครั้งอย่างอด
ไม่ได้
หากจะมีผู้ใดชอบเฉิงหลาง นางก็เข้าใจได้ แม้แต่
นางเองก็มีบางครั้งที่จ้องมองเฉิงหลางจนตกอยู่ใน
ภวังค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาปฏิบัติต่อผู้อื่น
คล้ายใกล้ชิดก็ไม่ใช่ห่างเหินก็ไม่เชิง ถ้าจะกล่าวว่า
มีความรู้สึกลึกซึ้ง แต่เขาก็ปฏิบัติต่อบรรดาบุตรี
สายตรงชนชั้นสูงและหญิงคณิกาชื่อดังเหล่านั้น
ด้วยความเฉยเมย เมื่อไม่ชอบก็จะปฏิบัติอย่าง
เย็นชา ทว่าหากเขาไม่ชอบผู้ใดเลย เช่นนั้นเหตุใด
จึงมีผู้คนเรียงรายกระโจนเข้าหาเขาไม่ขาดสาย
ทว่าถึงนางจะชอบแล้วอย่างไร เฉิงหลางไม่มีทาง
หวั่นไหวกับเด็กสาวคนหนึ่ง เขาผ่านหมื่นบุ
ปผารายล้อม แต่ก็ไม่แปดเปือนแม้เพียงกลีบเสี้ยว
[1]เขาโปรยเสน่ห์จนชำนิชำนาญแล้ว
“หากน้องสาวอี๋หนิงอยากดูทิวทัศน์อยู่ที่นี่ มิสู้ไป
ดูที่ฝังซานบ้านข้าที่ฝังซานมีต้นเหมยแดงเต็มไป
หมด ยามนี้กำลังผลิดอกพอดี” จ้าวหมิงจูกล่าว
เนิบช้า “หรือจะให้คนไปเก็บดอกเหมยแดงมา
วางไว้ในห้องเจ้าดี เจ้าว่าอย่างไร”
อี๋หนิงรู้สึกว่าในถ้อยคำของจ้าวหมิงจูคล้ายมีนัย
ลึกซึ้ง
นางเงยหน้ามองเฉิงหลางก็พบว่าสีหน้าของเขา
เรียบเฉย อี๋หนิงจึงเบี่ยงหน้าไปพูดด้วยนํ้าเสียง
สงบนิ่ง “ข้าไม่ชอบเหมยแดง ข้าชอบดอกล่า
เหมยมากกว่า น่าเสียดายที่ในอาณาเขตเหนือหา
ได้ยากนัก ทว่าต้องขอบคุณนํ้าใจของพี่หมิงจู
แล้ว” พูดจบก็เดินอ้อมตัวพวกเขาตรงไปข้างหน้า
ทันทีที่เฉิงหลางได้ยินประโยคนี้ สีหน้าก็พลัน
ชะงักนิ่ง ยามที่เขาหันหน้าไปมองก็เห็นเพียงร่าง
อรชรบอบบางของนางเท่านั้น
คนผู้นั้นในความทรงจำ นางใช้นํ้าเสียงนุ่มละมุน
บรรยาย ‘คัมภีร์กตัญูกตเวที’ ให้เขาฟังอยู่
เหนือศีรษะ กำไลหยกแกว่งไกวน้อย ๆ บนข้อมือ
เพรียวบาง แม้ความทรงจำในวัยเยาว์ของเขาจะ
เลือนราง ทว่าภาพเหล่านั้นกลับกระจ่างชัด
กระถางเคลือบสีขาวด้านข้างมีกิ่งล่าเหมยปักอยู่
กำหนึ่ง สาวใช้ถามนางว่า ‘เหตุใดฮูหยินจึงไม่ใช้
เหมยแดงเล่าเจ้าคะ เหมยแดงก็งดงามนัก!’
‘ข้าชอบกลิ่นหอมของมัน ดมแล้วรู้สึกสดชื่น’
นางยิ้มพลางใช้มือเด็ดกลีบออกมา ทั้งยังดึงให้เขา
ดอกหนึ่ง ‘หลางเกอร์ เจ้าดมดูว่าหอมหรือไม่’
เมื่อเฉิงหลางนึกถึงตรงนี้ก็ก้มหน้าลงยิ้ม ไม่หวน
นึกถึงอีกต่อไป เขาเดินตรงไปด้านนอก ไม่ชายตา
มองจ้าวหมิงจู
จ้าวหมิงจูกัดริมฝีปาก ก่อนจะวิ่งตามไป
เว่ยหลิงเตรียมจะไปพบติ้งเปั่ยโหว บ่าวรับใช้ก็
เดินเข้ามารายงานว่าผู้บัญชาการลู่มาแล้ว
เว่ยหลิงรีบไปที่ห้องหนังสือ ลู่เจียเสวียกำลังดื่มชา
รอเขาอยู่ที่นั่น
“บุตรสาวคนนั้นของเจ้าตามกลับมาแล้วหรือ”
ลู่เจียเสวียเหลือบมองเขา เมื่อเห็นความยินดีที่ไม่
อาจปกปิดก็เอ่ยถามเสียงเรียบ
“ต้องขอบคุณเจ้า” เว่ยหลิงนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ด้าน
ซ้ายมือของเขา ก่อนจะโบกมือให้องครักษ์ถอย
ออกไป
“รีบร้อนมาหาข้าถึงเพียงนี้ อยากพบบุตรสาวของ
ข้ามากรึ”
ลู่เจียเสวียอดหัวเราะไม่ได้ “จะเป็นไปได้อย่างไร
ข้ามาเพื่อบอกเจ้าว่าช่วงเวลาของเทศกาลล่าสัตว์
ช่วงเหมันต์ถูกกำหนดขึ้นแล้ว ถึงยามนั้นเจ้าก็ให้
คนของค่ายเทพสงครามจับตามองไว้ให้ดี”
ครั้นเว่ยหลิงได้ยิน สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นเคร่ง
ขรึม “เจ้ากับองค์รัชทายาทหารือกันเรียบร้อย
แล้วหรือ…นี่อันตรายเกินไปหรือไม่ หากองค์ชาย
ใหญ่ถูกกำจัด พวกเราย่อมมีคุณงามความดีใหญ่
หลวง แต่หากเขาไม่ตายก็ย่อมหมายถึงโทษ
ประหารชีวิตเก้าชั่วโคตร”
“เป็นเพราะหาตัวบุตรสาวเจอ เจ้าจึงรู้จักหวง
แหนชีวิตกว่าแต่ก่อนแล้ว” ลู่เจียเสวียโบกมือ “มี
เต้าเหยี่ยนอยู่ เจ้าไม่ต้องกังวล เขาเป็นผู้ที่มี
ความสามารถพิเศษ นอกจากนี้อย่างไรองค์ชาย
ใหญ่ก็ต้องตาย…ถึงพวกเราไม่ฆ่าวั่งหย่วนก็ต้อง
ฆ่า ฝีมือของตาเฒ่านั่นไม่ได้เหี้ยมโหดยิ่งหย่อนไป
กว่าข้า”
เว่ยหลิงพรูลมหายใจเบา ๆ ปณิธานของลู่เจียเส
วียยากจะเปลี่ยนแปลงที่สำคัญองค์ชายใหญ่ถือ
เป็นคนวัยหนุ่มแน่นที่เปียมไปด้วยพลังอำนาจ
นับเป็นภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา
ลู่เจียเสวียกำชับเว่ยหลิงอีกสองสามประโยค พอ
ดื่มชาเสร็จก็เตรียมจะจากไป เมื่อเว่ยหลิงเห็นเขา
กำลังจะจากไปก็รีบรั้งเขาไว้ “เจ้าอยู่กินข้าว
ด้วยกันก่อนเถิด ข้าให้บุตรสาวของข้ามาคำนับ
เจ้าเป็นพ่อบุญธรรมดีหรือไม่”
“ปีนั้นที่เจ้าอุ้มหมิงจูกลับมา ฮูหยินผู้เฒ่าของ
พวกเจ้าก็ให้ข้ารับนางเป็นบุตรสาวบุญธรรม” มุม
ปากของลู่เจียเสวียยกโค้งเป็นรอยยิ้ม “อย่างไร
กันบัดนี้จะให้ข้ารับอีกคนแล้ว”
หากมีเขาเป็นพ่อบุญธรรมก็เสมือนยกระดับฐานะ
สถานะย่อมสูงศักดิ์ขึ้น ก่อนหน้านี้เพราะฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยรักเอ็นดูจ้าวหมิงจู เมื่อมีอะไรดีที่สุดก็
อยากมอบให้นาง
“นางยังเล็ก ทั้งไม่ได้เลี้ยงดูไว้ข้างกายตั้งแต่เด็ก
ข้าย่อมเวทนาสงสารนางมากหน่อย” เว่ยหลิงก
ล่าว “เจ้าไม่ไปดูนางจริง ๆ หรือ”
ลู่เจียเสวียไม่รู้สึกสนใจในตัวบุตรสาวของเว่ยหลิง
เขากล่าวเสียงราบเรียบ “เจ้าอย่าได้ลืมเรื่องของ
ค่ายเทพสงคราม ข้ายังต้องเข้าวังหลวงอีกไปก่อน
แล้ว”
นอกประตูมีคนหามเกี้ยวซุ่มรออยู่แล้ว เว่ยหลิงม
องลู่เจียเสวียขึ้นเกี้ยวจากนั้นจึงกลับเข้าไปในห้อง
หนังสือ
ผู้ดูแลเข้ามาเตือนเขา “นายท่านกั๋วกง ได้เวลา
เปิดศาลบรรพบุรุษแล้วขอรับ”
เว่ยหลิงรับคำ ก่อนจะไปยังศาลบรรพบุรุษ
การบันทึกรายชื่อไว้ในลำดับวงศ์ตระกูล เริ่มจาก
การคุกเข่าคำนับปั้ายวิญญาณของบรรพบุรุษ ถือ
เป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษของตน ชื่อของอี๋หนิง
ถูกเพิ่มลงในบัญชีรายชื่อของวงศ์ตระกูล เว่ยหลิง
นำนางโขกศีรษะด้วยตนเอง
รอจนนางถูกพาตัวออกมา ด้านนอกก็พร้อมพรั่ง
ไปด้วยผู้อาวุโสของตระกูลเว่ยที่ยืนรออยู่ เว่ยหลิง
พานางไปรู้จักทีละคน เขายืนข้างกายนางเอ่ยด้วย
รอยยิ้ม “…ข้าเพิ่งจะตามนางกลับมาได้ แต่ก่อน
นางถูกส่งไปเลี้ยงดูในตระกูลของคนอื่น ยังไม่เคย
เป็นคุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกง ข้าเกรงว่านางจะ
วางตัวระมัดระวังเกินไป”
เขาพาอี๋หนิงเดินไปตลอดทาง นางตระหนักดีว่า
เขากำลังทำอะไรเว่ยหลิงกำลังบอกทุกคนว่านาง
คือคุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกง เป็นผู้มีฐานะสูงศักดิ์
ผู้ใดก็ห้ามดูหมิ่นนาง
อี๋หนิงเองก็ไม่ตื่นตระหนก เพียงแต่คนมาก นาง
จำได้ไม่หมด มีท่านอาญาติห่าง ๆ คนหนึ่งที่มี
บุตรชายสามคนซึ่งมีท่าทางเป็นมิตรต่อนางเป็น
พิเศษ
ทว่าเว่ยหลิงกลับเปลี่ยนนํ้าเสียงเป็นราบเรียบ “นี่
คือท่านอาหญิงสี่ญาติห่าง ๆ ของเจ้า หมิงจูคือ
บุตรสาวของนาง”
ที่แท้ก็คือมารดาผู้ให้กำเนิดหมิงจู!
กล่าวกันว่าครอบครัวของหมิงจูไม่ได้รํ่ารวย เงิน
ทองที่สั่งสมมาถูกบิดาของจ้าวหมิงจูผลาญจน
หมดสิ้น หลายปีมานี้ต้องอาศัยความช่วยเหลือ
จากฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเพื่อพยุงสถานภาพทาง
การเงิน
อี๋หนิงรู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย สตรีนางนี้สวมเสื้อ
กันหนาวแพรต่วนสีสันธรรมดา น่าจะเพิ่งตัดเย็บ
ขึ้นใหม่ รอยยิ้มนางเป็นมิตร รูปโฉมของจ้าวหมิง
จูไม่ละม้ายคล้ายคลึงกับนางสักเท่าไร กลับเป็น
บุตรชายสามคนของนางที่ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่
สบายใจนัก หนึ่งในนั้นจับจ้องอี๋หนิงไม่วางตาเว่ย
หลิงเริ่มไม่พอใจ ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะให้พวกเขา
ถอยออกไป
ก่อนที่สตรีนางนั้นจะถอยออกไปได้พูดกับเว่ยหลิง
“หมิงจูของพวกเราคงไม่ได้สร้างความเดือดร้อน
ให้กับพวกท่านใช่หรือไม่ ข้าอยากพบนาง
เหลือเกินน่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้พบ”
อี๋หนิงลอบคิด จ้าวหมิงจูใช้ชีวิตในจวนอิงกั๋วกง
ถูกผู้คนรายล้อมเอาใจจนเคยชิน หากนางอยาก
พบหน้ามารดาของตนจึงจะแปลก เกรงว่าจะวิ่ง
หนียังแทบไม่ทัน
สุดท้ายอี๋หนิงก็ยกนํ้าชาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ถือ
เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกลับสู่วงศ์ตระกูล ชื่อของนาง
ถูกจารึกลงในบัญชีรายชื่อของวงศ์ตระกูลว่าเว่ย
อี๋หนิง หลีกเลี่ยงไม่ให้นางรู้สึกไม่คุ้นชิน
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจิบนํ้าชา เมื่อเงยหน้าขึ้นกลับ
พบว่าจ้าวหมิงจูไม่อยู่แล้ว
รอจนกลับไปถึงเรือนจิ้งอัน ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็ให้
คนไปเรียกจ้าวหมิงจูมา
เมื่อจ้าวหมิงจูมาถึงก็เห็นฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกำลังนั่ง
จิบชาอยู่บนตั่งไม้นางเดินเข้าไปหยิบค้อนหยก
จากมือของสาวใช้ ทุบขาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย“ท่าน
ยายยุ่งมาทั้งวัน คงเหนื่อยมากใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมองใบหน้าอันคุ้นเคยของนาง
หัวใจพลันอ่อนยวบลงไม่น้อย “เมื่อครู่ยังเห็นเจ้า
ไปที่ศาลบรรพบุรุษ มารดาของเจ้ามาหา เจ้าไม่
ไปพบหน่อยหรือ”
จ้าวหมิงจูห่อปาก “มิใช่ว่าท่านไม่รู้ ทุกครั้งที่นาง
พบข้าเป็นต้องพูดเรื่องสัพเพเหระเหล่านั้นอยู่รํ่า
ไป ข้าหน่ายจะฟังแล้วเจ้าค่ะ อีกทั้งท่านลุงกำลัง
พาน้องสาวอี๋หนิงพบแขกอยู่ ข้าจึงไม่อยากเข้าไป
ร่วมสนุกด้วยเจ้าค่ะ”นางยิ้มอย่างอ่อนหวานให้ฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ย “ข้ารู้สึกสบายใจที่สุดยามอยู่กับ
ท่านยาย! กับผู้อื่นข้าไม่ปรารถนาจะพบสัก
เท่าไร”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยื่นมือไปประคองนางให้ขึ้นมานั่ง
ข้างกายตน “ทว่าเจ้าห้ามปฏิบัติไม่ดีกับญาติผู้
น้องอี๋หนิง เจ้าต้องจดจำคำของยายเอาไว้ ใกล้ชิด
สนิทสนมกับนางให้มากสักหน่อย”
“ท่านให้ข้าสนิทสนมกับนาง แต่ข้าจะสนิทสนม
กับนางได้อย่างไร”จ้าวหมิงจูไม่พอใจ “ทันทีที่
น้องสาวอี๋หนิงกลับมา ท่านลุงก็ทำเหมือนข้าไร้
ตัวตน ข้ามอบเครื่องเคลือบลงยาคู่หนึ่งให้
น้องสาวอี๋หนิง แม้จะไม่ถือว่าลํ้าค่า แต่ก็ประณีต
งดงามนัก ผู้ใดจะรู้ว่าจะถูกท่านลุงส่งกลับมา
กล่าวว่าน้องสาวอี๋หนิงไม่อยากได้ของชิ้นนี้”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ยินก็ขมวดคิ้ว นํ้าเสียงขรึมลง
“เขาส่งกลับมาให้เจ้าจริงหรือ” เว่ยหลิงทำเกินไป
แล้วจริง ๆ ต่อให้ตามตัวบุตรสาวแท้ ๆ กลับมาได้
ก็ไม่ควรทอดทิ้งบุตรสาวบุญธรรมในทันที นี่ไม่
เท่ากับไร้หัวใจไร้คุณธรรมเกินไปรึ
จ้าวหมิงจูพูดต่ออย่างดื้อรั้น “ท่านยาย! ตั้งแต่
เล็กท่านก็เอ็นดูข้ามากที่สุด ในจวนนี้มีข้าเพียงคน
เดียว! ยามเด็กเมื่อข้าปั่วยไข้ ท่านก็คอยเฝั้าดูแล
ข้าทั้งวันทั้งคืน ข้าเองก็เสียใจ เหตุใดทันทีที่นาง
กลับมา ท่านลุงก็ไม่โปรดปรานข้าแล้ว ข้ากลัวว่า
วันหนึ่งท่านเองก็จะไม่รักเอ็นดูข้าเช่นเดียวกัน!
ข้าก็อยากชอบน้องสาวอี๋หนิง ทว่าชั่วเวลาเพียง
ประเดี๋ยวจะให้ชอบนางได้อย่างไร!”
จ้าวหมิงจูพูดจนฮูหยินผู้เฒ่ามีอารมณ์ร่วม หมิงจู
เป็นเด็กที่นางเลี้ยงอย่างทะนุถนอมมากับมือ นาง
โอบหมิงจูไว้ในอ้อมกอด กล่าวปลอบประโลม
“เด็กโง่ ยายย่อมโปรดปรานเจ้ามากที่สุด เจ้าเป็น
คนที่ยายเลี้ยงดูจนเติบใหญ่มากับมือ! เจ้าอย่าได้
กังวล มียายอยู่ ผู้ใดจะกล้าไม่ชอบเจ้า ผู้ใดจะ
กล้าดูหมิ่นเจ้า! ต่อให้เป็นอี๋หนิงก็ไม่กล้า เว่ยหลิ
งเองก็ไม่กล้า”
ความผูกพันของการเลี้ยงดูมาเองกับมือย่อม
สำคัญ แม้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจะชอบอี๋หนิง ทว่าหมิง
จูเป็นดั่งแก้วตาดวงใจที่นางโอบอุ้มไว้ในมือ จึงอด
มีใจเอนเอียงหลายส่วนไม่ได้
ต่อให้จ้าวหมิงจูจะไม่ดีอย่างไรก็เป็นเด็กที่นาง
เลี้ยงดูจนเติบใหญ่
——————–
[1] หมื่นบุปผารายล้อม แต่ก็ไม่แปดเปือนแม้
เพียงกลีบเสี้ยว หมายถึง บุรุษเจ้าชู้ที่จีบหญิงสาว
ไปทั่ว