พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 82
เป็นดั่งที่เว่ยหลิงกล่าวไว้ ตั้งแต่เช้าถิงเกอร์ก็มาหา
นาง แม่นมของเขาถงมามาเดินตามอยู่ด้านหลัง
มือถือกล่องใส่สี่สิ่งลํ้าค่าในห้องหนังสือ[1]
ยามนี้เข้าสู่ช่วงเหมันต์แล้ว ด้วยกลัวว่าลมแรง
ด้านนอกจะทำให้เขาหนาว อี๋หนิงจึงให้สาวใช้
เตรียมห้องอุ่นไว้ให้เขาเรียนหนังสือ
ภายในห้องอุ่นมีการเผาถ่าน อากาศภายในห้อง
จึงอบอุ่นยิ่งนักด้านนอกมีหิมะตกโปรยปราย
ไม่ได้รุนแรงสักเท่าใดแต่ก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
เมื่อเทียบกันแล้วบรรยากาศภายในห้องอุ่นย่อม
สบายกว่า
ถิงเกอร์เม้มริมฝีปาก หยิบพู่กันขึ้นมาด้วยสีหน้า
ไม่ยินดีนัก
อี๋หนิงนั่งจิบชา คอยสอดส่องเขาเขียนหนังสืออยู่
ด้านข้าง ถิงเกอร์เพิ่งจะมีอายุห้าขวบเท่านั้น ขา
ยังไม่ยาว แตะไม่ถึงพื้น ได้แต่ห้อยต่องแต่งไปมา
อยู่กลางอากาศ เพราะอายุยังน้อยเขาจึงจับพู่กัน
ได้ไม่ดีนัก เขียนอักษรได้ไม่กี่ตัว สมาธิก็แตกซ่าน
ประเดี๋ยวไปจับที่แขวนพู่กัน ประเดี๋ยวก็ไปขยับ
จานฝนหมึก
อี๋หนิงมองแล้วก็พูดว่า “ถิงเกอร์ ตั้งใจคัดอักษร”
นางราวกับเห็นภาพเหตุการณ์ย้อนกลับ ในอดีต
ล้วนเป็นหลัวเซิ่นหย่วนจับตามองนางคัดอักษร
บัดนี้มีเจ้าผีน้อยตนนี้มาให้นางจับตามองแล้ว
ถิงเกอร์มองนาง กล่าวออกมาว่า “ท่านกำลังดื่ม
ชาอยู่ด้านข้างไม่ใช่หรือ” ดวงตาทั้งคู่ของเขา
งดงามมาก ทั้งเรียวยาวทั้งโต แพขนตายังเข้ม
หนาเขากระแทกพู่กันอย่างรวดเร็ว กล่าวด้วย
ความไม่สบอารมณ์ “ท่านดื่มชาแต่ข้าต้องคัด
อักษร เพราะเหตุใดกัน ตัวอักษรของท่านดีนัก
หรือไร”
ผีน้อยตนนี้ไม่ยอมเชื่อฟัง อี๋หนิงวางถ้วยชาลง
ก่อนจะเรียกซงจือเข้ามากางกระดาษฝนหมึกให้
นาง “เจ้ามานี่ ข้าจะเขียนให้เจ้าดู”
นางไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรอีก หยิบพู่กันขึ้นมา
แตะนํ้าหมึกแล้วเขียนตัวอักษรก่วนเก๋อลงบน
แผ่นกระดาษอย่างเป็นระเบียบ
ถิงเกอร์มองนางที่จดจ่อสมาธิ อักษรที่เขียนดูมี
พลัง สวยงามอย่างยิ่งงดงามประหนึ่งแบบคัด
อักษร เขามองอี๋หนิงอย่างตกตะลึง อี๋หนิงรู้สึกว่า
ใบหน้าขาว ๆ ของเขาดูราวกับซาลาเปาจึงยื่นมือ
ไปบีบ ยิ้มพลางเอ่ยถาม“ตัวอักษรของข้างาม
หรือไม่”
ถิงเกอร์ถูกนางบีบแก้มก็ถอยหลังก้าวหนึ่งด้วย
ใบหน้าแดงเรื่อ “ท่าน…ผู้ใดให้ท่านบีบแก้มข้า!
ข้าเป็นชายชาตรี ห้ามบีบแก้มข้า!”
“เจ้าไม่ชอบหรือ” อี๋หนิงรู้สึกว่าใบหน้าแดงเรื่อ
ของเขาช่างน่ารักยิ่งนางพูดต่อ “เช่นนั้นข้าไม่บีบ
แก้มเจ้าแล้ว เจ้าอย่าหนีไปไกลนัก มานี่ ข้าจะ
สอนเจ้าเคลื่อนพู่กัน”
ถิงเกอร์ยังไม่ยอมเดินเข้าไป
ในขณะนั้นเองก็มีคนเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
และหยุดยืนอยู่ตรงประตูห้องอุ่น เงาของเขาบด
บังแสงไว้ อี๋หนิงเงยหน้าขึ้นก็พบเฉิงหลางซึ่งสวม
ชุดคลุมยาวสีขาวนวลจันทร์ ดวงหน้าหล่อเหลา
ประดุจหยกสง่างามเปล่งประกายเจิดจ้า
ท่ามกลางเหมันต์อันเหน็บหนาว เมื่อเขาเห็นอี๋ห
นิงกำลังมอง มุมปากก็ยกยิ้ม “เจ้าอย่าได้มองข้า
เช่นนี้ ท่านลุงสั่งให้ข้ามาที่นี่”
เขาเป็นองครักษ์ผู้ติดตามในกรมขุนนาง เป็นขุน
นางขั้นห้า ไม่ใช่ลูกหลานตระกูลขุนนางที่มีเวลา
ว่างเที่ยวเล่นไปวัน ๆ ไม่มีสิ่งใดทำ
อี๋หนิงเองก็ไม่ได้มีความหมายอื่น หลังจากเรียก
เขาว่าญาติผู้พี่เฉิงหลางคำหนึ่งก็หลบไปอยู่
ด้านข้าง
เฉิงหลางกล่าวพลางทอดถอนใจ “ญาติผู้น้องอี๋ห
นิงหลีกหนีข้าราวกับข้าเป็นอสรพิษอย่างไรอย่าง
นั้น” เขาโตถึงเพียงนี้ก็ยังไม่เคยถูกคนปฏิบัติเยี่ยง
นี้มาก่อน
อี๋หนิงรับคำเสียงหนึ่ง ก่อนเอ่ยกับเขา “ญาติผู้พี่
ถ่อมตนเกินไปแล้วท่านน่ากลัวยิ่งกว่าอสรพิษเสีย
อีก ข้าได้ยินว่าในเมืองหลวงมีหญิงคณิกาผู้มี
ชื่อเสียงโด่งดังนางหนึ่ง งามสะคราญสั่นสะเทือน
ใต้หล้า ญาติผู้พี่ถึงขั้นยอมทุ่มเงินถึงพันตำลึงเพื่อ
ปิดหอสดับเพลง ทว่าต่อมาเมื่อไม่ชอบนางแล้วก็
ผลักไสไม่สนใจ หญิงนางนั้นยกเรื่องการทำลาย
โฉมมาข่มขู่ท่าน ท่านก็ยังเมินเฉยไม่นำพามาใส่ใจ
มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือไม่”
นํ้าเสียงของอี๋หนิงไม่ถือว่าเป็นมิตรนัก เมื่อเฉิง
หลางได้ยินก็ยิ้มแล้วกล่าว “ช่างแปลกนัก แต่ละ
คนเริ่มแรกต่างก็ทำตัวสูงส่งเย็นชา ทว่าต่อมา
กลับแสวงหาความตาย เกาะเกี่ยวไม่ยอมปล่อย
ทำให้ข้ารู้สึกเหนื่อยหน่ายยิ่งนัก ญาติผู้น้องเข้าใจ
ข้าผิดไปแล้ว เรื่องเหล่านี้มิใช่ว่าข้าเป็นคนบีบ
บังคับให้นางทำสักหน่อย”
อี๋หนิงไม่ชอบที่เฉิงหลางแสดงท่าทีไม่แยแสผู้อื่น
เช่นนี้ อาจเป็นเพราะในอดีตเขาเป็นคนที่นางเคย
สั่งสอนมาก่อนจึงห่วงใยเขาบ้างเล็กน้อย มิ
เช่นนั้นหากเป็นผู้อื่น นางคงไม่เข้าไปยุ่ง
เฉิงหลางหยิบแบบคัดอักษรออกมา เรียกถิงเกอร์
มาให้คัดตามนี้ขณะที่ถิงเกอร์เดินเข้ามานั่ง
ดวงตาของเขาก็ปราดมองไปยังตัวอักษรของอี๋ห
นิงที่อยู่ด้านข้าง
“นี่เจ้าเขียนเองหรือ” เฉิงหลางเงยหน้ามองอี๋หนิง
อี๋หนิงผงกศีรษะเบา ๆ เฉิงหลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าคัดตามแบบอักษรของผู้อื่นใช่หรือไม่
ลายมือนี้ข้าค่อนข้างคุ้นตา”
เฉิงหลางเฉลียวฉลาดแต่กำเนิด สิ่งใดที่เคยผ่าน
ตาล้วนไม่ลืมเลือน
ตั้งแต่เด็กจนโต อี๋หนิงคัดตามแบบอักษรที่
หลัวเซิ่นหย่วนมอบให้มาโดยตลอด ดังนั้นลายมือ
จึงละม้ายคล้ายคลึงกับเขาเจ็ดถึงแปดส่วน เห็นที
เฉิงหลางคงจะเคยเห็นลายมือของหลัวเซิ่นหย่วน
มาก่อน
เฉิงหลางหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาตรวจดูอย่าง
ละเอียด จากนั้นก็กล่าวปนรอยยิ้ม “เป็นลายมือ
ของพี่ชายสามของเจ้า หลัวเซิ่นหย่วนกระมัง”
อี๋หนิงรู้สึกเหลือเชื่อนัก ตั้งแต่เล็กเขาก็ฉลาด
ปราดเปรื่อง แต่นางไม่คิดว่าเฉิงหลางจะฉลาดถึง
ขั้นนี้ นางถามเขา “ท่านเคยเห็นลายมือของ
หลัวเซิ่นหย่วนหรือ”
“หลายปีก่อนเคยได้พบเขาที่เมืองหลวง” เฉิง
หลางวางกระดาษลงมองนางแล้วกล่าวว่า “เห็นที
เขาจะเอ็นดูเจ้าอยู่ไม่น้อย”
ไม่มีผู้ใดยอมปล่อยคนที่มีลายมือเหมือนกับตนไว้
โดยเฉพาะคนที่ฉลาดและระมัดระวังเช่นหลัวเซิ่น
หย่วน
หลัวอี๋หนิงย่อมรู้ว่าพี่ชายสามดีต่อนาง ทว่านั่น
ล้วนเป็นสิ่งที่นางรับรู้ด้วยตนเองมาโดยตลอด
ครั้นได้ยินจากปากของผู้อื่นก็ให้ความรู้สึกที่ยาก
จะอธิบาย หลังจากแยกจากหลัวเซิ่นหย่วน นาง
ถึงเพิ่งตระหนักว่าคนผู้นี้มีอิทธิพลต่อนางมาก
เพียงใด คำพูดจา การกระทำ หรือกระทั่งวิธีการ
ตรึกตรอง…นางกล่าวต่อเพียงว่า “ท่านสอนถิง
เกอร์เขียนอักษรไปเถิด”
อี๋หนิงไม่คิดถึงหลัวเซิ่นหย่วนอีก แม้จะคิดถึงก็พบ
เขาไม่ได้
เฉิงหลางสอนถิงเกอร์อยู่ครึ่งวัน ไม่นานก็สำเร็จ
ภารกิจ เขาขอตัวลาอี๋หนิงจึงให้สาวใช้ไปส่งเขา
นางไปยังห้องครัวเล็ก ม้วนแขนเสื้อขึ้นเตรียมทำ
ของว่างจากฟักทองชนิดหนึ่ง
นางมีความเชี่ยวชาญในการทำขนมชนิดนี้มาก
ที่สุด เอาฟักทองที่นึ่งเสร็จแล้วไปผสมกับแปั้งข้าว
เหนียว ด้านในใส่ถั่วแดงกวนและนํ้าตาลทราย
แดงจากนั้นก็จี่ด้วยไฟอ่อน เวลากินจะให้สัมผัส
กรอบนอกนุ่มใน เมื่อกัดลงไปคำหนึ่งจะมีนํ้ารส
หวานหอมไหลออกมา นี่เป็นสิ่งที่นางคิดค้นขึ้น
ยามที่นางยังเด็ก เมื่อทุกคนได้ลิ้มลองก็พากันชื่น
ชอบ จึงกลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงของนาง เด็ก
เล็กคนชราต่างนิยมชมชอบ
ถิงเกอร์คัดอักษรด้วยความลำบาก นางจึง
วางแผนจะทำไปให้เขาชิม
ซงจือคอยเป็นลูกมืออยู่ด้านข้าง นางยิ้มพลาง
กล่าว “ไม่รู้ว่าท่านก็ทำสิ่งนี้เป็นด้วย!”
อี๋หนิงลอบคิด นั่นเป็นเพราะตอนที่นางอยู่ใน
ตระกูลหลัว นางเกียจคร้านยิ่งนัก แม้ทักษะการ
ทำครัวของนางไม่อาจกล่าวว่าเยี่ยมยอดทว่าการ
ทำขนมของว่างเหล่านี้ล้วนไม่มีปัญหา ส่วนพวก
อาหารหลัก นางไม่เชี่ยวชาญจริง ๆ
เมื่อนางทำเสร็จก็วางลงในจานเคลือบสีขาวลาย
เถาวัลย์เกี่ยว ยกเข้าไปที่ห้องอุ่น
ถิงเกอร์ได้กลิ่นหอมก็หันไปมองทางประตู
อี๋หนิงวางจานลงบนโต๊ะเล็ก แบ่งใส่จานเล็กส่ง
ให้ถิงเกอร์
จมูกเล็ก ๆ ของเขาขยับฟุดฟิด คีบขนมชิ้นเล็ก
ขึ้นมาด้วยความสงสัย“นี่ทำจากอะไร” ของว่างที่
เขากิน แต่ไหนแต่ไรมาล้วนถูกทำขึ้นอย่าง
ประณีตไม่เคยพบเห็นของว่างที่หน้าตาดูไม่
สวยงามเช่นนี้มาก่อน
“ด้านนอกเป็นฟักทอง ด้านในมีถั่วแดงกับนํ้าตาล
ทรายแดง” อี๋หนิงเห็นเขาลังเลไม่กล้ากินก็รู้ว่า
เขาต้องรังเกียจที่ของว่างหน้าตาไม่งดงามเป็นแน่
นางจึงกล่าว “หากเจ้าไม่กิน เช่นนั้นข้าก็จะยก
ออกไป”
ถิงเกอร์ดมแล้วรู้สึกว่าหอมจึงกัดลงไปคำเล็ก
ๆ นํ้ารสหวานผสมกลิ่นหอมของถั่วแดงแผ่ซ่าน
ออกมา ทว่าถิงเกอร์มีลิ้นแมว[2] ลิ้นเขาถูกลวก
จนสะดุ้งโหยง โอดครวญว่าร้อนจนทำให้ถงมามา
ที่อยู่ด้านข้างตื่นตกใจแทบสิ้นสติ รีบรินนํ้าชาให้
เขาดื่มเป็นพัลวัน “โดนลวกร้ายแรงมากหรือไม่
เจ้าคะรีบให้บ่าวดูเร็วเข้าว่าเป็นอะไรหรือไม่”
ถิงเกอร์หยิบกานํ้าชาขึ้นมากรอกดื่มลงไปหลาย
อึก ก่อนจะหันไปมองอี๋หนิงที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่
เอื้อนเอ่ยวาจา ความน้อยเนื้อตํ่าใจยิ่งทวีแผ่ซ่าน
คนผู้นี้ช่างเหลือเกินนัก ไม่เห็นว่าลิ้นเขาถูกลวก
หรือไร ที่สำคัญยังถูกลวกเพราะนาง นางไม่คิดจะ
มาปลอบประโลมเขาสักสองสามประโยคเลยหรือ
เหตุใดจึงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่กล่าวอะไรเลย!
อี๋หนิงรู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง ขนมร้อน
เพียงใด นางรู้ดีถิงเกอร์แค่เปราะบางไปหน่อย
เท่านั้น
ผู้ใดจะรู้ว่าถิงเกอร์จะกอดกานํ้าชาแน่น พูดด้วย
กระบอกตาร้อนผ่าว“ท่านทำให้ข้าถูกลวกแล้ว!”
เขาเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ ดูน่าสงสารเหลือคณา
อี๋หนิงร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก ทำได้เพียงเข้า
ไปลูบศีรษะเขา“เช่นนั้นเจ้าอยากให้ข้าขอโทษเจ้า
อย่างไร”
เมื่อถูกลวก แน่นอนว่าต้องเปั่า ทว่าลิ้นพองนั้นไร้
หนทางเปั่า เมื่อถิงเกอร์คิดถึงประเด็นนี้ก็รู้ว่าต่อ
ให้โกรธไปก็ไม่มีประโยชน์ อย่างไรนางก็ขอโทษ
แล้ว เขาฝืนผงกศีรษะให้อภัยอี๋หนิง ขนมรสชาติ
ไม่เลว จึงเรียกให้ถงมามาส่งจานเล็กมาให้ เขายัง
อยากลิ้มรสต่อ
ทันใดนั้นด้านหลังก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น อี๋หนิงหัน
หน้ากลับไปก็เห็นเฉิงหลางเดินเข้ามา ขณะกำลัง
คิดว่าเฉิงหลางกลับมาด้วยสาเหตุใดก็เห็นเขามอง
ไปยังจานที่นางวางไว้บนโต๊ะเล็ก
“ญาติผู้พี่เฉิงหลาง ท่านลืมสิ่งใดไว้หรือ” อี๋หนิง
เอ่ยถามเขา
เฉิงหลางไม่ได้ตอบ แต่หยิบขนมในจานขึ้นมาลอง
กินชิ้นหนึ่ง เมื่อกลืนลงไปอย่างเชื่องช้า สีหน้าเขา
ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงราวกับมีสิ่งใดทำให้ตก
ตะลึง
อี๋หนิงถูกเขามองเช่นนี้ก็พลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี
เดินเข้าไปถามเขา“ท่านเป็นอะไรไป…”
คาดไม่ถึงว่าเฉิงหลางจะจ้องนางตรง ๆ ทันใดนั้น
ก็จับข้อมือนางไว้ เอ่ยถามเสียงตํ่า “ของว่างนี้
เจ้าเรียนรู้มาจากผู้ใด”
เมื่อเห็นการกระทำอันกะทันหันของเขา บรรดา
สาวใช้ในห้องก็พากันตกตะลึงอย่างยิ่ง เจินจู
กระเด้งตัวขึ้นมา รีบเข้าไปดึงตัวเฉิงหลางออก
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย เขากำลังทำ
อะไร!
“คุณชาย ท่านรีบปล่อยมือเร็วเข้า! นี่…หากถูก
นายท่านกั๋วกงรู้เข้าต้องไม่ดีแน่!”
อี๋หนิงถูกเขาบีบข้อมือแน่น ในใจก็พลันกระตุก
นางลืมได้อย่างไรว่าของว่างนี้เป็นสิ่งที่เฉิงหลาง
ชอบมากที่สุด! ตอนเขายังเด็ก นางมักจะทำให้
เขากินบ่อย ๆ
เฉิงหลางย่อมจดจำของว่างชนิดนี้ได้!
“ข้าทำเอง!” อี๋หนิงมองเขาอย่างเย็นชา บิดข้อมือ
คิดจะสะบัดออก“ท่านปล่อยมือข้าเถอะ ท่านไม่รู้
หรือว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด”
เฉิงหลางกลับยิ่งกำแน่นและออกแรงมากขึ้น ไร้
ท่าทางเจ้าสำราญเช่นยามปกติ “เป็นผู้ใดสอน
เจ้า” เมื่อเห็นอี๋หนิงไม่ตอบก็คาดคั้น “เจ้าพูด
ออกมา!”
ซงจือที่อยู่อีกด้านตื่นตระหนกจนแทบสิ้นสติ
“คุณชาย คุณหนูของพวกบ่าวไม่เคยเรียนรู้จาก
ผู้ใดมาก่อนจริง ๆ! บ่าวอยู่ข้างกายคุณหนูมาโดย
ตลอด บ่าวจะไม่รู้ได้หรือ ท่านรีบปล่อยมือเร็วเข้า
ท่านบีบจนมือคุณหนูของพวกบ่าวแดงไป
หมดแล้ว!”
สาวใช้หลายคนเข้ามาดึงมือเขาออก ในที่สุดเฉิง
หลางก็สะบัดปล่อยมือของหลัวอี๋หนิง แต่ยังคง
จ้องนางเขม็ง
อี๋หนิงล้มลงบนโต๊ะเล็ก ตื่นตระหนกจนทำอะไร
ไม่ถูกไปชั่วขณะ นางจับข้อมือที่ปวดแสบปวด
ร้อนของตนเอง พลันบังเกิดความรู้สึกไร้หนทาง
จะหลบหนี ต่อหน้าคนที่คุ้นเคยเหล่านี้
รายละเอียดเพียงเล็กน้อยที่ไม่ได้ดึงดูดความ
สนใจก็เพียงพอจะเปิดเผยสถานะของนางจนเป็น
เหตุให้นางถึงแก่ความตายได้ แค่เฉิงหลางยังเป็น
ขนาดนี้ หากลู่เจียเสวียได้ติดต่อใกล้ชิดกับนาง
ด้วยความเข้าใจที่เขามีต่อนาง…
อี๋หนิงไม่อาจควบคุมอาการสั่นสะท้านที่เกิดทั่ว
ร่าง นางหลับตาลง พวกเจินจูต่างเข้าใจว่านาง
ได้รับความเจ็บชํ้านํ้าใจก็รีบกรูเข้ามาปลอบ
ประโลม
ถิงเกอร์มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตกตะลึง นี่
ญาติผู้พี่เฉิงหลาง…รังแกนางหรือ
ความคิดแรกของเขาคือต้องบอกเรื่องนี้กับท่าน
พ่อ ช่วยคืนความยุติธรรมให้นางหรือไม่ ท่านพ่อ
ต้องเรียกเฉิงหลางมาตำหนิอย่างรุนแรงเป็นแน่
ทว่าเขายังคงลังเลว่าควรจะช่วยนางออกหน้า
หรือไม่…
ซงจือลุกขึ้น มองเฉิงหลางด้วยดวงตาแดงกํ่า
“คุณชาย ท่านอย่าได้หลงนึกว่าคุณหนูของพวก
บ่าวจะรังแกได้ง่าย ๆ! แม้นางจะมาจากด้านนอก
แต่ก็เป็นคุณหนูที่แท้จริงแห่งจวนอิงกั๋วกง ท่าน
อยากจะทำสิ่งใดกันแน่เหตุใดจึงเสียมารยาทเพียง
นี้!”
เฉิงหลางมองอี๋หนิงอยู่นาน ไม่กล่าวแม้เพียงสัก
ประโยค ร่างสูงของเขาสั่นเล็กน้อย อารมณ์ที่
สับสนอยู่ในใจค่อย ๆ สงบลง
เป็นเขาที่กระทำเกินเลยไป ทั้งที่…ทั้งที่นางตาย
ไปสิบกว่าปีแล้ว ยามนั้นยังพบร่างที่ตกจากเขาสูง
ไม่มีทางเป็นเรื่องเท็จแน่นอน ทว่าเมื่อเขาเห็นสิ่ง
นี้ก็ยังบังเกิดอารมณ์สับสนซับซ้อน สิ่งนี้
เหมือนกับในความทรงจำทุกประการผู้อื่นไม่
สามารถทำออกมาได้เหมือนทุกกระเบียดนิ้ว
เช่นนี้
“ขออภัย” นํ้าเสียงเฉิงหลางแหบพร่า กล่าวเสียง
ตํ่า “วันหลังข้าจะมาขอโทษถึงประตู วันนี้เกรงว่า
ไม่อาจอยู่ต่อแล้ว…ขออภัย”
เฉิงหลางหมุนกายออกจากห้องอุ่น แผ่นหลังของ
เขาหายลับไปจากระเบียงทางเดินอย่างรวดเร็ว
อี๋หนิงมองเขาจากไป นางจับมือของซงจือประ
คองตัวขึ้น พลันโกรธตนเองที่ประมาท เดิมที…
เดิมทีสามารถหลีกเลี่ยงได้! ทั้งที่สิ่งนี้มีนางคน
เดียวที่ทำเป็น ทั้งที่สิ่งนี้ยังเป็นของที่เฉิงหลาง
โปรดปรานมากที่สุด เขาย่อมมีความทรงจำฝังลึก
ทว่านางกลับลืมไป
เจินจูมองนางอย่างกังวล กล่าวเสียงเบา “คุณหนู
ปกติแล้วคุณชายไม่เคยเป็นเช่นนี้…ไม่รู้ว่าวันนี้
เป็นอะไรไป”
สาวใช้คนหนึ่งเก็บปั้ายแผ่นหนึ่งขึ้นมา “คุณชาย
ลืมปั้ายห้อยเอวไว้…”
อี๋หนิงยังไม่ทันฟังจบก็โบกมือเป็นสัญญาณให้
พวกนางอย่าได้กล่าวสิ่งใด ผ่านไปชั่วครู่จึงพูดขึ้น
“เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้…ไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามแพร่ง
พรายให้ท่านพ่อรับรู้ ได้ยินแล้วใช่หรือไม่”
สาวใช้ภายในห้องสบตากัน แม้แต่ถิงเกอร์ก็ไม่
เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เงียบสงบผิดวิสัย
——————–
[1] สี่สิ่งลํ้าค่าในห้องหนังสือ ประกอบไปด้วย
หมึก กระดาษ จานฝนหมึก และพู่กัน
[2] ลิ้นแมว หมายถึง คนที่กลัวการรับประทาน
ของร้อน