พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 89
ราตรีเคลื่อนคล้อยดุจสายธาร
ภายในห้องหนังสือมีการจุดแสงไฟขนาดเท่าเมล็ด
ถั่ว เมื่อแสงลอดผ่านผ้าโปร่งบางก็ปรากฏเป็น
แสงพร่ามัวเลือนราง
ลู่เจียเสวียนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด เขาพิง
พนักเก้าอี้ หลับตาพักผ่อน
เฉิงหลางเดินเข้ามาอยู่เบื้องหน้าเขาช้า ๆ เรียก
ขานว่าท่านน้าคำหนึ่ง
หลังจากเขารู้ว่าลู่เจียเสวียปลอดภัยก็
ตระหนักแจ่มแจ้งว่าลู่เจียเสวียไม่ได้ตกหลุมพราง
เฉิงหลางถึงขั้นเตรียมรับการลงโทษจากลู่เจียเส
วียไว้แล้วคนผู้นี้ไม่มีทางยอมให้ผู้ใดหักหลังตน
ลู่เจียเสวียลืมตาขึ้น “ปีนั้นที่ท่านแม่ของเจ้าต้อง
ตบแต่งไปยังตระกูลเฉิงได้กอดข้าร้องไห้ครํ่า
ครวญ เพราะนางต้องแต่งไปเป็นอนุ ข้าปวดใจ
แทนมารดาของเจ้า ดังนั้นเมื่อข้าขึ้นเป็นผู้
บัญชาการจึงบีบคั้นตระกูลเฉิงให้ยกนางขึ้นเป็น
ภรรยาเอก ทั้งยังเตรียมชาติกำเนิดที่ดีให้เจ้า ทำ
ให้ชีวิตในกาลข้างหน้าของเจ้าสดใสราบรื่น แต่มา
บัดนี้เจ้ากลับตอบแทนข้าเช่นนี้”
เฉิงหลางพลันสะบัดชายเสื้อคุกเข่าลงโดยไม่ลังเล
“ท่านน้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่มีเจตนาให้ผู้อื่นล่วงรู้
เป็นเพราะวันนั้นข่าวรั่วไหล…”
ขณะที่เขาพูด ลู่เจียเสวียก็ก้าวมาเบื้องหน้าช้า
ๆ ไม่ทันรอให้เขากล่าวจบก็เงื้อมือขึ้นแล้วตบลง
ไปอย่างแรง
เฉิงหลางเม้มปากแน่น พยายามอดกลั้นไว้ สีหน้า
ไร้การเปลี่ยนแปลง
“ตบนี้เพราะเจ้าตอบแทนบุญคุณด้วยการทรยศ”
ลู่เจียเสวียมองเขาจากมุมสูง เอ่ยเสียงเย็นเยียบ
“เฉิงหลาง คนที่ระมัดระวังตัวเช่นเจ้าจะไม่ทัน
ระวังจนทำให้ข่าวรั่วไหลเช่นนั้นรึ”
สีหน้าของเฉิงหลางยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขาพูด
ขึ้น “หากท่านน้าไม่เชื่อข้าก็จนปัญญา มนุษย์
อย่างไรก็ต้องมีวันพลาดพลั้ง แม้จะเตรียมการ
อย่างรัดกุม…”
“หากมิใช่เพราะเห็นแก่ว่าเจ้าเป็นบุตรชายเพียง
คนเดียวของมารดาเจ้าข้าคงกำจัดเจ้าไปนาน
แล้ว” ลู่เจียเสวียกล่าว “เจ้าลุกขึ้นเถิด ต่อไปอย่า
ให้ข้าพบว่าเจ้าลอบเล่นลูกไม้อะไรอีก มิเช่นนั้น
อย่ามาพูดว่าข้าไร้ความปรานี ถึงยามนั้นต่อให้
ท่านแม่ของเจ้ามาขอร้องข้าด้วยตนเอง ข้าก็ไม่มี
ทางปล่อยเจ้าไป”
เฉิงหลางรับคำ ลุกขึ้นถอยออกจากห้องหนังสือ
เมื่อเดินออกไปด้านนอก จึงรู้สึกว่าแผ่นหลังเย็น
ยะเยือกจากเหงื่อเย็นเฉียบที่หลั่งไหล…รอดพ้น
จากความตายแล้ว
คาดไม่ถึงว่าลู่เจียเสวียจะมีแผนตั้งรับเขาไว้
ตลอดเวลา
เมื่อเว่ยหลิงเห็นเฉิงหลางออกมา เขาก็เดินกลับ
เข้าไปหารือกับลู่เจียเสวียเรื่องแผนการในราช
สำนักต่อจากนี้ จนถึงกลางดึกจึงมีข่าวรายงาน
จากวังหลวงกล่าวว่าทุกสิ่งถูกจัดการเสร็จสรรพ
แล้วจึงถือว่าจบเรื่องเรียบร้อย ลู่เจียเสวียพาคน
กลับไปยังจวนหนิงหย่วนโหว ส่วนเว่ยหลิงก็ไป
เยี่ยมอี๋หนิงที่เรือนของนาง
ทั้งที่รู้ว่านางหลับแล้ว แต่เขายังยืนอยู่ตรงประตู
สักพัก ก่อนจะจากไป
วันรุ่งขึ้นเมื่ออี๋หนิงตื่นขึ้นมาก็กินอาหารเช้า
ตามปกติ คิดเสียว่าเมื่อวานนางไม่ได้พบลู่เจียเส
วีย เมื่อไต่ถามก็พบว่าลู่เจียเสวียไปจากจวนอิงกั๋ว
กงแล้วนางก็ยิ่งรู้สึกโล่งใจ
สองวันถัดมา คนจากห้องสะสางงานก็ส่งขนมนํ้า
ตาลก้อน กระดาษแดงและแผ่นทองที่ใช้สำหรับ
ฉลองปีใหม่เข้ามา อี๋หนิงเล่นตัดกระดาษเป็น
เพื่อนถิงเกอร์ กระทั่งก่อนวันที่สามสิบจึงมีข่าว
ประกาศจากวังหลวง กล่าวว่าหลังจากอาการ
ประชวรอันยาวนาน ในที่สุดฮ่องเต้ก็เสด็จ
สวรรคต ลู่เจียเสวียนำทหารเข้าไปที่ตำหนักของ
องค์รัชทายาทเพื่อดูแลปกปั้องอย่างใกล้ชิด ทว่า
ข่าวการลอบปลงพระชนม์องค์ชายใหญ่กลับยังไม่
เผยแพร่ออกมา
นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ อย่างไรฮ่องเต้ก็เสด็จสวรรคต
แล้ว องค์รัชทายาทจะขึ้นครองบัลลังก์ต่อก็ถือ
เป็นเรื่องถูกต้องตามจารีตประเพณี ข่าวการ
สวรรคตขององค์ชายใหญ่จะถูกปั่าวประกาศ
ออกมาเมื่อใดจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เพราะเหตุนี้เว่ยหลิงจึงยุ่งมากขึ้น มีคนมาหาเขา
กลางดึกอยู่เป็นนิจเพิ่งจะหลับพักผ่อนได้ไม่กี่ชั่ว
ยามก็ต้องรุดไปวังหลวง หรือบางทีก็ต้องไปที่
กองทัพ อี๋หนิงรับรู้ถึงความลำบากของเขา กอปร
กับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเองก็ถึงช่วงบั้นปลายชีวิต
สุขภาพไม่สู้ดีนัก นางจึงเสนอตัวรับงานธุระต่าง
ๆในจวนอิงกั๋วกงมาสานต่อเอง ด้วยเหตุนี้นางจึง
ยุ่งขึ้น แม้จวนอิงกั๋วกงจะมีเจ้านายไม่มาก ทว่ามี
ขนาดใหญ่ เพียงแค่บ่าวไพร่ในจวนก็มีสามสี่ร้อย
คนแล้วยังไม่นับผืนนากับร้านค้าด้านนอกอีก
อย่างไรก็ตาม เมื่อราชสำนักเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
ทุกคนจึงพากันยุ่งวุ่นวาย เฉิงหลางไม่มีเวลามา
สอนหนังสือถิงเกอร์อีก ทั้งยังไม่มีเวลามาพบฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ย เมื่อเรื่องงานหมั้นหมายของจ้าวห
มิงจูยังไม่เป็นที่แน่นอนฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจึงร้อนใจ
ทว่าต่อให้รีบร้อนอย่างไรก็ไร้หนทาง ม้าดีไม่อาจ
บังคับให้ก้มหัว หากฝืนบังคับถามไปจะมีผู้ใดยอม
ตกลงบ้างเล่า
แต่จ้าวหมิงจูกลับไม่ร้อนรน นางคิดถึงคำของฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ยที่ว่าควรเอาอกเอาใจอี๋หนิงก็พาเสิ่น
เจียโหรวคุณหนูของจวนจงฉินปั๋อไปยังอาณาเขต
ฝังบูรพาเพื่อเยี่ยมอี๋หนิง แต่ปรากฏว่าอี๋หนิงกลับ
กำลังพบผู้ดูแลอยู่
ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผู้ดูแลจากด้าน
นอกจะต้องมาที่บ้านเจ้านายเพื่อคารวะปีใหม่
บ้างก็ถือไก่แดดเดียวเป็ดแดดเดียวเข้ามา หาก
บ้านที่สมบูรณ์พูนสุขสักหน่อยก็จะมอบเป็นไก่ฟั้า
หรือโสม ยามที่อี๋หนิงพบพวกเขายังถามถึงผล
ประกอบการของร้านค้าและที่นาต่าง ๆ ในปีนี้
หลายปีมานี้นางสั่งสมประสบการณ์ไว้ไม่น้อย ที่
สำคัญนางยังเคยติดตามหลัวเซิ่นหย่วนผู้อื่น
อย่าได้วาดฝันจะตบตานาง
มีม่านผืนหนึ่งกั้นกลาง จ้าวหมิงจูได้ยินอี๋หนิงถาม
ขึ้น “ปีที่แล้วเก็บได้สี่พันตำลึง ปีนี้น้อยลงไปสาม
ส่วน ผู้ดูแลกล่าวว่าได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง
ทว่าถึงจะเป็นภาวะภัยแล้ง ผู้อื่นก็ยังไม่ได้รับ
ผลกระทบมากเช่นนี้”
ผู้ดูแลตื่นตระหนกจนเหงื่อท่วมกาย “คุณหนูใหญ่
เป็นเพราะพวกเราอยู่บนเนินสูง ถึงฝนตกก็เก็บ
กักนํ้าไว้ไม่ได้ ดังนั้นจึงได้รับผลกระทบอย่าง
รุนแรงขอรับ!”
“เช่นนั้นเจ้าอย่าเพิ่งกลับไป” อี๋หนิงพูดต่อ “รอ
พ้นช่วงปีใหม่แล้ว ข้าจะส่งคนกลับไปดูกับเจ้า
แล้วค่อยว่ากัน เจ้าออกไปก่อน”
กล่าวจบก็ปิดฝาถ้วยนํ้าชาในมือ
บรรดาผู้ดูแลกับหญิงชราที่ดูแลร้านต่าง ๆ ซึ่งนั่ง
อยู่ด้านนอกล้วนได้ยินถ้วนหน้า คุณหนูดูสุภาพ
พูดจาอ่อนหวาน ทว่าอันที่จริงตบตาไม่ง่ายเลย
ดวงตานางเฉียบคม น่าจะเป็นผู้ที่มีสติปัญญา
ความรู้ สมุดบัญชีที่ผ่านการตกแต่งไม่อาจปิดบัง
นางได้ หากมีจุดเสียหายขาดทุนใด ๆ ต้องมีการ
หยิบยกเหตุผลที่มากพอมากล่าวจึงจะผ่านไปได้
เมื่อจ้าวหมิงจูได้ยินคำว่าคุณหนูใหญ่ สีหน้าก็
พลันเปลี่ยนเป็นยํ่าแย่ทั้งยังได้ยินเสิ่นเจียโหรวที่
อยู่ด้านข้างร้องอุทานด้วยความตื่นตะลึง “คุณหนู
คนนี้ของบ้านเจ้าช่างโอหังยิ่งนัก คนในบ้านข้ายัง
ไม่มีผู้ใดวางท่าโอหังถึงเพียงนี้!”
หัวใจนางบีบแน่นจนตื่นตระหนก
แน่นอนว่าอี๋หนิงย่อมวางท่าโอหังได้ ในจวนอิงกั๋ว
กงมีนางเพียงคนเดียวคราแรกที่เพิ่งมายังดูสงบ
เสงี่ยมเรียบร้อย พอยิ่งผ่านการบ่มเพาะนานวันก็
ยิ่งสุขุมลุ่มลึก นี่เป็นเพียงการพบผู้ดูแล แต่ไหน
แต่ไรมายามที่ติดตามฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยไปมาหาสู่
กับตระกูลขุนนางต่าง ๆ นางก็ไม่เคยตื่นตระหนก
ท่วงท่าสำรวมเรียบร้อย ทุกคนกล่าวชื่นชมนางว่า
ดูสุขุมสงบเสงี่ยมยิ่งกว่าสตรีที่ถูกเลี้ยงดูในตระกูล
ขุนนางตั้งแต่เล็กเสียอีก…ถ้อยคำเหล่านี้มิเท่ากับ
เป็นการตบหน้าตนหรือไร
จ้าวหมิงจูก็อยากแสดงบารมีความน่าเกรงขาม
ทว่าผู้ดูแลหญิงชราด้านนอกเหล่านั้นไม่ค่อย
เคารพนับถือนางที่เป็นคุณหนูอุปถัมภ์สักเท่าใด
ที่อี๋หนิงสามารถเรียกใช้คนเหล่านั้นได้เป็นเพราะ
ท่านอิงกั๋วกงส่งคนไปสั่งกำชับทั้งคืน ‘คำพูดของ
อี๋หนิงก็คือคำพูดของข้า หากข้าได้ยินนางกล่าวว่า
ผู้ใดไม่เคารพนางแม้เพียงเศษเสี้ยวก็จงรีบไสหัว
ออกไปจากจวนอิงกั๋วกงเสีย’ เมื่อมีท่านอิงกั๋วกง
คอยให้การสนับสนุน แน่นอนว่าผู้ใดก็ไม่กล้า
ล่วงเกินอี๋หนิง
แม้จะจดจำคำของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ แต่หัวใจ
ของจ้าวหมิงจูก็ยังเปียมล้นไปด้วยความอึดอัดไม่
สบายใจ นางรีบดึงเสิ่นเจียโหรวไปจากพื้นที่ฝัง
บูรพา
นางเอ่ยถามเสิ่นเจียโหรว “เรื่องการหมั้นหมาย
ของพี่ชายเจ้ากำหนดหรือยัง”
เสิ่นเจียโหรวส่ายหน้า “เขาดื้อรั้นยิ่งนัก ผู้ใดก็
จัดการเขาไม่ได้”
เสิ่นเจียโหรวนึกถึงพี่ชายของตนขึ้นมา ท่านแม่
พูดถึงเรื่องงานแต่งของเขา เขาก็เม้มปากแน่นไม่
ยอมเอื้อนเอ่ย ฮูหยินแห่งจงฉินปั๋อโมโหจนนำกฎ
ตระกูลออกมา เขาถึงได้ดึงฮูหยินจงฉินปั๋อหลบ
เข้าไปเจรจาในห้อง รอจนฮูหยินจงฉินปั๋อออกมา
ใบหน้าก็เปียมไปด้วยความสบายใจและปีติยินดี
ไม่มีท่าทีบีบบังคับบุตรชายแล้ว นางมองแล้วก็
รู้สึกประหลาดใจนัก จึงเอ่ยถามมารดา ‘พี่ชาย
กล่าวอะไรกับท่านหรือเจ้าคะ’
ฮูหยินจงฉินปั๋อถลึงตาใส่นาง ‘เจ้าอย่าถามให้มาก
ความ!’ จากนั้นก็นำใบบันทึกเวลาตกฟากของ
พี่ชายไปขอพบฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนติ้งเปั่ยโหว
ไม่รู้ว่าท่านแม่ไปทำอะไร
เมื่ออี๋หนิงพบบรรดาผู้ดูแลเสร็จถึงได้นับว่าจบ
งาน วันที่สามสิบ วันส่งท้ายปีเก่าวันนั้น
เนื่องจากฮ่องเต้เพิ่งเสด็จสวรรคตจึงถือเป็นงานไว้
ทุกข์ของแว่นแคว้น บรรยากาศในจวนจึงไม่
ครื้นเครงนัก เว่ยหลิงยังปลีกตัวออกจาก
หน่วยงานไม่ได้ อี๋หนิงกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกินข้าว
ด้วยกัน ถิงเกอร์ซบตัวอยู่บนร่างของฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ย คอยฉอเลาะเจื้อยแจ้ว ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมี
ความสุขจนมอบซองแดงให้เขาซองใหญ่
หลังจากกลับมาถึงพื้นที่ฝังบูรพา ถิงเกอร์ก็สะบัด
ตัวออกจากสาวใช้วิ่งขึ้นไปนั่งบนตั่งไม้แล้วหยิบ
ซองแดงหลายซองที่ได้มาในวันนี้เปิดออกดูซอง
แดงที่ให้เขาล้วนเป็นเม็ดถั่วทองหรือไม่ก็ก้อนเงิน
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยใส่ตั๋วเงินยี่สิบตำลึงให้เขา เพียง
อี๋หนิงชำเลืองมองก็รู้ว่ามีมูลค่ารวมกันกว่าสอง
ร้อยตำลึงแล้ว นางให้ถงมามายกกล่องใบเล็กเข้า
มาช่วยเขาเก็บรักษาไว้ที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
ไม่สนุกนัก เมื่อกลับมาถึงเรือนของอี๋หนิงก็พบว่า
บนโต๊ะเรียงรายไปด้วยผลไม้แห้ง ผลไม้เชื่อม สอง
พี่น้องกินไปเยอะมากถิงเกอร์อยากจุดประทัด
ทว่าปีนี้ไม่ได้รับอนุญาต เมื่อเห็นสีหน้าเขาไม่ค่อย
มีความสุข อี๋หนิงจึงหยิบแผ่นกระดาษทองมาตัด
เป็นรูปคนตัวเล็ก ๆหยอกล้อเขา
เด็กน้อยมักกล่าวว่าจะอยู่โต้รุ่งในคืนสิ้นปีอย่าง
กระตือรือร้น ทว่าไม่นานถิงเกอร์ก็ผล็อยหลับใน
อ้อมกอดของนาง อี๋หนิงหาวหวอดอยู่หลายครั้ง
แต่ก็ยังอยากจะรอเว่ยหลิงกลับมาก่อน จึงฝืนอด
กลั้นไม่ให้ตนเข้าสู่ห้วงนิทรา
เว่ยหลิงกับลู่เจียเสวียเพิ่งเสร็จภารกิจในการกวาด
ล้างเศษซากพรรคพวกขององค์ชายใหญ่ องค์รัช
ทายาทประทานเหล้าพิษเพื่อส่งซูกุ้ยเฟยออก
เดินทางด้วยตนเอง ซูกุ้ยเฟยร้องไห้ครํ่าครวญไม่
ยินยอมจึงถูกขันทีจับกรอกลงไป ถือเป็นการจบ
สิ้นภารกิจ พอเดินทางกลับจวนและมาถึงเรือน
ของอี๋หนิง เว่ยหลิงก็พบบุตรสาวกำลังนั่งพิง
หมอนอิงสัปหงก ส่วนถิงเกอร์ถูกถงมามาอุ้ม
ออกไปอย่างเงียบเชียบแล้ว
เมื่อคิดถึงว่าหลายวันนี้เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ต้อง
ดูแลจวนขนาดใหญ่โตมโหฬารเพียงลำพัง เว่ย
หลิงก็รู้สึกปวดใจเล็กน้อย ครั้นเขาเดินไปถึงข้าง
กายนาง อี๋หนิงก็ตื่นแล้ว นางสะดุ้งตื่นเพราะเสียง
ความเคลื่อนไหว นางเงยหน้าถามเจินจู “ผ่านคืน
สิ้นปีหรือยัง”
หากผ่านพ้นแล้ว นางก็จะไปนอน
เว่ยหลิงลูบศีรษะนาง พูดพลางยิ้ม “ยังไม่ผ่าน
เลย”
อี๋หนิงถึงเพิ่งสังเกตว่าเว่ยหลิงกลับมาแล้ว เมื่อได้
ยินเขากล่าวว่ายังไม่ได้กินข้าวก็ให้คนยกสุราบ่ม
เข้ามา นางเอ่ยถามเว่ยหลิง “ข้าได้ยินมาว่าพอ
ขึ้นปีใหม่ องค์รัชทายาทก็จะเสด็จขึ้นครองราชย์
หรือเจ้าคะ”
เรื่องการเปลี่ยนแปลงในราชสำนัก บรรดาฮูหยิน
คุณหนูในเรือนในใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องราว เว่ยหลิงไม่
ติดใจสงสัยอะไร กล่าวกับอี๋หนิงว่า “พอขึ้นปีใหม่
พระองค์ก็เสด็จขึ้นครองราชย์ เปลี่ยนเป็นรัชศกจื
อเต๋อพอดี” หากใต้หล้าไร้ผู้นำจะอลหม่านวุ่นวาย
ยิ่งขึ้นครองราชย์ได้เร็วเท่าใดยิ่งดี เว่ยหลิงกล่าว
ต่อ “วันขึ้นครองราชย์ถูกกำหนดแล้ว การสอบ
คัดเลือกในช่วงฤดูวสันต์ปีนี้คงต้องถูกเลื่อนให้เร็ว
ขึ้น”
แต่ไหนแต่ไรมาการขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติก็จะมี
การจัดเอินเคอ[1]ประจวบเหมาะที่ปีนี้มีการจัด
สอบคัดเลือกช่วงฤดูวสันต์พอดี บรรดาเก๋อเหล่า
จึงมีมติตรงกันว่าจะเลื่อนให้เร็วกว่าเดิมเป็นเวลา
เดือนกว่า
เมื่ออี๋หนิงได้ยินก็ชะงักนิ่ง เช่นนั้นตั้งแต่วันพรุ่งนี้
เป็นต้นไปก็จะถึงรัชศกจือเต๋อแล้ว
พี่ชายสามเป็นทั่นฮวาในรัชศกจือเต๋อ พอรัชศกจื
อเต๋อที่สี่ก็ขึ้นเป็นรองเสนาบดีกรมขุนนาง กอปร
กับเขายังได้รับการสนับสนุนจากท่านรองราช
เลขาธิการสวี เช่นนั้นในไม่ช้านางก็จะได้เห็น
ชื่อเสียงของพี่ชายสามเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งใต้
หล้าแล้วใช่หรือไม่
เว่ยหลิงอยู่รอให้ผ่านพ้นคืนปีเก่าเป็นเพื่อน
บุตรสาว ก่อนจะกลับไปพักผ่อน
ทว่าอี๋หนิงยังไม่นอน นางครุ่นคิดแล้วก็ให้ซงจื
อจุดตะเกียง จับพู่กันเขียนจดหมายหาพี่ชายสาม
‘…การสอบคัดเลือกช่วงฤดูวสันต์ประชิดเข้า
มาแล้ว หวังว่าท่านจะสอบได้ลำดับที่ดี ๆ ไม่
ทราบว่าท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง ไม่เคยได้รับ
จดหมายจากท่านสักครั้ง น้องของข้าเป็นน้องชาย
หรือน้องสาวหรือ ข้าใคร่รู้ยิ่งนัก’
นางครุ่นคิดแล้วก็เพิ่มไปอีกประโยค
‘อายุยี่สิบเอ็ดแล้ว ถึงเวลาที่ท่านควรจะหารือ
เรื่องคู่ครองแล้ว พึงใจหญิงสาวตระกูลใดบ้าง
หรือไม่’
อี๋หนิงให้คนส่งจดหมายฉบับนี้ไปที่เปั่าติ้ง ทว่ามัน
กลับตกไปอยู่ในมือของเว่ยหลิงเสียก่อน เมื่อเขา
อ่านจดหมายก็ครุ่นคิด ก่อนกล่าวกับคนส่ง
จดหมาย “ต่อไปไม่จำเป็นต้องสกัดกั้นจดหมาย
จากตระกูลหลัวแล้ว”ก่อนจะส่งจดหมายที่อี๋หนิง
เพิ่งเขียนให้คนส่งจดหมาย “ไม่ต้องไปส่งที่เปั่าติ้ง
ไปส่งที่จวนของท่านราชบัณฑิตใต้เท้าซุนเถิด”
คนส่งจดหมายรับจดหมายแล้วถอยออกไป
——————–
[1] เอินเคอคือการจัดสอบเคอจวี่เป็นกรณีพิเศษ
เนื่องจากวาระพิเศษ เช่น การเถลิงถวัลย-ราช
สมบัติขององค์จักรพรรดิ