พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 90
หลังวันปีใหม่วันที่แปด เป็นวันสถาปนาของ
ฮ่องเต้องค์ใหม่ เปลี่ยนชื่อแว่นแคว้น มีการ
พระราชทานอภัยโทษทั่วหล้า
บรรดาขุนนางที่สนับสนุนองค์รัชทายาทได้รับการ
เลื่อนขั้น เว่ยหลิงมีฐานะเป็นท่านอิงกั๋วกงอยู่แล้ว
จึงทำได้เพียงเพิ่มเบี้ยรายเดือนให้เขาเท่านั้นส่วน
ลู่เจียเสวียได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านแม่ทัพเซวียน
เวย ถือเป็นขุนนางฝั่ายบู๊ลำดับที่หนึ่ง
เว่ยหลิงเข้าไปรับปูนบำเหน็จในวังหลวง เมื่อ
กลับมาอี๋หนิงก็ไปหาเขาด้วยเรื่องของผู้ดูแล
ขณะที่ถูกคั่นกลางด้วยผ้าม่าน นางก็ได้ยินเสียงที่
เปียมโทสะของเขา “…วั่งหย่วนเลอะเลือนเกินไป
แล้ว!”
อีกเสียงหนึ่งภายในห้องดังขึ้น “ฆ่าก็ฆ่าแล้ว ทำ
ได้เพียงปล่อยผ่านไป”
หิมะนอกเรือนยังไม่ทันละลาย มีผืนม่านกำมะหยี่
หนากั้นกลาง ด้านในมีการเผาตี้หลงจนอากาศ
อบอุ่น เมื่ออี๋หนิงได้ยินชื่อของวั่งหย่วนก็ครุ่นคิด
นางเคยได้ยินชื่อของวั่งหย่วน
เรื่องราวของคนผู้นี้ประหนึ่งตำนาน ดังนั้นจึงเป็น
ที่เล่าขานกันมากในหมู่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป
เขาเป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง ตอนเขายังเด็ก
ครอบครัวยากจน เพื่อส่งเขาเรียน ท่านแม่ของ
เขาจำต้องรับจ้างซักผ้าให้พวกคนหาบของบนเรือ
เพื่อเก็บหอมรอมริบ จนสามารถสร้างบัณฑิตจาก
ชนชั้นต้อยตํ่าออกมาได้ ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะ
สอบเป็นซิ่วไฉได้ บรรดาญาติมิตรต่างมอง
ครอบครัวของพวกเขาด้วยสายตาที่ต่างไปจาก
เดิม แต่ผู้ใดจะรู้ว่าหลังจากเข้าร่วมสอบสี่ห้าครั้ง
วั่งหย่วนกลับสอบไม่ผ่านจิ้นซื่อ ชื่อเสียงของเขา
ค่อย ๆ ถดถอย กระทั่งเขาอายุสี่สิบถึงได้รับความ
ชื่นชมจากหัวหน้าผู้คุมสอบจนผ่านการคัดเลือก
ทว่ายามนั้นวั่งหย่วนก็เปลี่ยนไปแล้ว หลังเขา
ได้รับการคัดเลือกให้เป็นบัณฑิตทดลองราชการก็
ไม่ได้เลื่อนขั้นตำแหน่งตามระเบียบการของกรม
ทว่ากลับเลือกไปประจบสอพลอขันทีผู้มีหน้าที่
ตรวจสอบฎีกาจนได้รับความชื่นชมจากอดีต
ฮ่องเต้ แปดปีต่อมาก็ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นท่าน
ราชเลขาธิการแห่งเน่ยเก๋อ
คนผู้นี้จะว่าฉลาดก็ฉลาด เชี่ยวชาญด้านการเอา
ตัวรอด ทว่าไร้ความสามารถในการบริหาร
บ้านเมืองโดยสิ้นเชิง ทั้งราชสำนักถูกเขาปันปั่วน
จนเละเทะอลหม่าน บังเกิดเรื่องวุ่นวายไม่ว่างเว้น
คนผู้นี้ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร้ความปรานี เก่งกาจ
ในการวางหลุมพรางดักผู้อื่น ไม่มีผู้ใดสามารถทำ
อะไรเขาได้ ทว่าฮ่องเต้ทั้งสองพระองค์กลับชื่นชม
เขายิ่งนัก ตัวเขาเป็นผู้ควบคุมเน่ยเก๋อ คนในเน่
ยเก๋อเองก็ไม่มีผู้ใดจัดการเขาได้
ตอนที่เขาอยู่ในตำแหน่ง เขาทำให้ขุนนางตงฉิน
ถึงแก่อนิจกรรมไปมากมาย หนึ่งในนั้นคือสวีเว่ย
อาจารย์ของหลัวเซิ่นหย่วน
เมื่ออี๋หนิงคิดถึงตรงนี้ เบื้องหน้าก็คล้ายจะปรากฏ
ภาพฉากหลากหลายพอคิดถึงหลัวเซิ่นหย่วนก็
พลันรู้สึกหายใจไม่ออก
หลังจากหลัวเซิ่นหย่วนได้รับการคัดเลือกเป็น
ทั่นฮวา สวีเว่ยที่ชื่นชมเขาก็ประจวบเหมาะขาด
ผู้ใต้บังคับบัญชาพอดี ในระยะเวลาสี่ปี สวีเว่ย
ผลักดันหลัวเซิ่นหย่วนจนได้เป็นรองเสนาบดีกรม
ขุนนาง ในเวลานั้นทุกคนในราชสำนักต่างเข้าใจ
ว่าสวีเว่ยกำลังบ่มเพาะหลัวเซิ่นหย่วนเป็นเก๋อ
เหล่าแต่ไหนแต่ไรมาเขาก็เงียบขรึมสงวนวาจา
เปียมด้วยความสามารถ เคารพนอบน้อมต่อ
อาจารย์อย่างยิ่ง ผู้ที่ชื่นชมเขาจึงมีไม่น้อย
ดังนั้นหลังการตายอันน่าสลดของสวีเว่ย ทุกคน
จึงพากันหลงนึกว่าหลัวเซิ่นหย่วนจะต้องแก้แค้น
แทนอาจารย์ อย่างน้อยก็ต้องทวงความยุติธรรม
คืนให้อาจารย์ ทว่าสุดท้ายเขากลับไม่ทำอะไรเลย
ไม่เพียงไม่ทำอะไรเขายังไปใกล้ชิดสนิทสนมกับ
พวกวั่งหย่วน ร่วมเป็นพรรคพวกเดียวกัน เป็นห
ยางหลิงนักเรียนของสวีเว่ยที่ปกติไม่ค่อยได้รับ
ความสำคัญจากสวีเว่ยสักเท่าใด เพื่อช่วยสวีเว่ย
แล้วกลับถูกโบยจนตายตรงประตูอู่เหมิน
ขณะที่หยางหลิงถูกโบย เกี้ยวของหลัวเซิ่นหย่วน
กำลังเคลื่อนผ่านประตูอู่เหมินเสียงร้องครวญ
ครางดังเป็นระยะ ๆ ทว่าเขากลับไม่หยุดเกี้ยวลง
มาดูหยางหลิงสักแวบเดียว ปล่อยให้เกี้ยวผ่านไป
โดยไม่เหลียวมอง
เมื่อเหล่าขุนนางฝั่ายชิงหลิวเห็นดังนั้นก็พากัน
แค้นเคือง แม้พวกเขาจะหวั่นเกรงอำนาจของวั่ง
หย่วน ไม่กล้ากล่าวอันใด แต่ก็ไม่มีผู้ใดไปมาหาสู่
กับหลัวเซิ่นหย่วนอีก วาจาไม่น่าฟังล้วนถูกขน
ออกมาก่นด่าหลัวเซิ่นหย่วนลับหลัง…สัตว์
เดรัจฉานยังไม่อาจเปรียบ ไอ้พวกเนรคุณ กระทั่ง
องครักษ์ผู้ติดตามของกรมขุนนางที่อยู่ฝั่ายชิงหลิว
ยังปฏิเสธจะรายงานสิ่งต่าง ๆ กับหลัวเซิ่นหย่วน
หากไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ทำให้หลัวเซิ่นหย่วนโมโห
จนสั่งลงโทษพวกเขาไปสิบกว่าคน เกรงว่าทุกคน
คงจะแสดงท่าทีเพิกเฉยต่อเขาหนักขึ้นเรื่อย ๆ
หลังการลงโทษจึงไม่มีผู้ใดกล้าเมินเฉยเขาอีก
ทว่าต่างพากันไปคำนับศพที่บ้านหยางหลิง ทั้งวัน
เอาแต่สวมผ้าปั่านไว้ทุกข์ให้หยางหลิง แสดงท่าที
รังเกียจเดียดฉันท์หลัวเซิ่นหย่วน ทั้งยังนำแท่น
สักการะดวงวิญญาณของหยางหลิงไปวางไว้ข้าง
บ้านของเขา หลัวเซิ่นหย่วนอดทนอดกลั้นต่อการ
แสดงออกเหล่านี้มาโดยตลอด เพียงเดินอ้อมคน
เหล่านี้ระหว่างเส้นทางกลับจวนเท่านั้น
ขุนนางตรวจสอบฎีกาฝั่ายชิงหลิวที่ไม่อาจทาน
ทนเขียนจดหมายถึงหลัวเซิ่นหย่วน ก่นด่าเขาว่า
ช่วยโจ้วทำชั่ว เป็นผีชางรับใช้เสือ[1] หลัวเซิ่นหย่
วนไม่สนใจว่าคนเหล่านี้จะก่นด่าเขาอย่างไร
ภายใต้การสนับสนุนของวั่งหย่วนเขาก้าวเข้าสู่เน่
ยเก๋อ ในวันที่เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นมหาบัณฑิต
มีขุนนางตรวจสอบฎีกามายืนหน้าประตูจวน
คอยกล่าววาจาร้ายกาจอย่างไม่ลดละ‘หากเจ้า
คนตํ่าช้านี่คิดเดินเข้าหน่วยงาน ข้าก็จะคอย
ขัดขวางอยู่ตรงประตูต่อให้เป็นผีก็จะตามหลอก
หลอนทุกคืนวัน’
ทว่าสุดท้ายหลัวเซิ่นหย่วนก็เข้าสู่เน่ยเก๋อ ทั้งยัง
ได้รับความสำคัญจากวั่งหย่วน วั่งหย่วนเป็นคน
ชั่วช้าสามานย์ มือของเขาสกปรกโสมมยิ่ง
กระทั่งต่อมาวั่งหย่วนตายอย่างอนาถด้วยนํ้ามือ
ของหลัวเซิ่นหย่วนหลังเขาขึ้นเป็นท่านราช
เลขาธิการก็ไม่มีผู้ใดกล้าด่าทอเขาอีก
สำหรับอี๋หนิงในอดีต นี่เป็นเพียงเรื่องราวที่ได้ยิน
ผ่านโสตเท่านั้น นางเคยตื่นตกใจกับความ
เหี้ยมโหดไร้ปรานีของหลัวเซิ่นหย่วน ทว่ามาบัดนี้
เมื่อนางได้รู้จักเขา คนผู้นี้เป็นพี่ชายใหญ่ที่เติบโต
มาพร้อมกับนางตั้งแต่ยังเล็กคนผู้นี้เป็นคนที่ให้
แบบคัดอักษรกับนาง เป็นหลัวเซิ่นหย่วนที่
อ่อนโยนกล่าววาจานุ่มนวลกับนาง
เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้อีกครั้ง คิดถึงร่างสูงใหญ่
ของชายหนุ่มที่นางเห็นท่ามกลางทะเลผู้คนหลาย
ปีก่อนหน้านี้ ก็ให้รู้สึกอึดอัด
“อี๋หนิง เจ้ามาถึงแล้วเหตุใดจึงไม่เข้ามา” เสียง
ของเว่ยหลิงดังขึ้น
อี๋หนิงตื่นจากภวังค์ เดินเข้าไปในห้องหนังสือของ
เว่ยหลิง คนที่เว่ยหลิงกำลังสนทนาด้วยคือติ้งเปั่ย
โหวฟูั่ผิง บรรยากาศดูเป็นมิตร เพราะเป็นช่วงปี
ใหม่ เขาจึงหยิบซองแดงออกมาจากแขนเสื้อแล้ว
มอบให้อี๋หนิง หลังอี๋หนิงรับมาก็ยอบตัวกล่าว
กับเว่ยหลิง “ผู้ดูแลที่ห้องสะสางงานกล่าวกับข้า
ว่า ท่านต้องการเงินห้าพันตำลึงเพื่อปรับปรุงลาน
บ้านหรือเจ้าคะ”
เมื่อฟูั่ผิงได้ยินก็รู้สึกสนใจ ในจวนอิงกั๋วกง เว่ยหลิ
งพูดคำไหนคำนั้นแต่พอบุตรสาวของเขาคนนี้
กลับมา แม้ดูภายนอกจะอ้อนแอ้นอรชรบอบบาง
ทว่ากลับยื่นมือดูแลมาถึงคำสั่งของเขาแล้ว
เว่ยหลิงเรียกอี๋หนิงมาเบื้องหน้า ยิ้มพลางกล่าว
“เจ้าเคลือบแคลงใจหรือ เช่นนั้นต้องให้พ่อแจก
แจงให้เจ้าฟังโดยละเอียดหรือไม่”
อี๋หนิงจะกล้ายุ่งกับเรื่องของเขาได้อย่างไร นาง
เพียงมาถามเท่านั้น!อี๋หนิงมองเว่ยหลิงกับฟูั่ผิงที่
ต่างจับจ้องนาง จากนั้นก็เม้มริมฝีปากกล่าว“จวน
มีสภาพดีอยู่แล้ว ข้าเพียงอยากมาถามว่ามีอะไร
ต้องใช้เงินถึงห้าพันตำลึงเพื่อปรับปรุง…ฉะนั้นจึง
มาถามไถ่เท่านั้นเจ้าค่ะ”
ดวงหน้าของอี๋หนิงเริ่มมีเค้าเป็นสตรีที่เติบโตเต็ม
วัยแล้ว วงคิ้วดวงตางดงามเพริศพราย ผิวพรรณ
ละเอียดดุจเครื่องเคลือบ ประหนึ่งบงกชลํ้าค่าซึ่ง
ปรากฏขึ้นในห้องหนังสือ แสงอ่อน ๆ จากด้าน
นอกทาบทอบนเรือนร่างของนาง นางสวมเสื้อกัน
หนาวสีฟั้า ดวงหน้าเรืองรองดุจหยก ขับให้ไฝสี
แดงบริเวณปลายคิ้วดูแดงสดยิ่งขึ้น เพริศพริ้งขึ้น
หลายส่วน ครั้นวัยเยาว์เพียงมองดูน่ารักพริ้ม
เพรา เหตุใดเมื่อเติบโตขึ้นกลับแปรเปลี่ยนเป็น
งดงามชวนตะลึง
เว่ยหลิงกับอี๋หนิงอยู่ด้วยกันทุกคืนวันจึงไม่รู้สึก
อะไร แต่ฟูั่ผิงกลับเหลือบมองอี๋หนิงอีกครา เว่ย
หลิงกล่าวว่า “มิใช่ว่าพ่อจะตำหนิเจ้า นี่ถือว่าเจ้า
มีใจตรวจสอบบัญชีแล้ว” นํ้าเสียงของเขาตํ่าลง
“ลงเป็นบัญชีของจวนทว่าแท้จริงจะนำไปใช้
ในทางอื่น…สำหรับการเตรียมการทางทหาร เจ้า
ไม่ต้องถามให้มากก็ใช้ได้แล้ว”
อี๋หนิงถึงเพิ่งเข้าใจ เว่ยหลิงไม่อาจจัดตั้งกองกำลัง
ทางทหารส่วนตัวได้ดังนั้นค่าใช้จ่ายด้านนี้จึงไม่
สามารถลงบัญชีโดยตรง ในเมื่อเกี่ยวข้องกับการ
เตรียมการทางทหาร นางก็ไม่สมควรจะไต่ถาม
จริง ๆ
นางยิ้มอีกครั้ง “เช่นนั้นข้าก็จะไม่ถามให้มาก
ความแล้วเจ้าค่ะ!” จากนั้นก็กล่าวต่อ “ท่านย่า
บอกว่ามีงานเลี้ยงนํ้าชาที่ห้องภูผา ให้ข้าไปที่นั่น
เช่นนั้นข้าไม่อยู่สนทนากับท่านแล้วเจ้าค่ะ”
แม้นางจะไม่สนใจงานเลี้ยงงานประพันธ์บทกวี
กลอนพรรค์นี้ของบรรดาสาวน้อย แต่หากไม่ไป
ย่อมดูไม่งาม ถงมามาอุ้มถิงเกอร์ไปที่เรือนของฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ยตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว เพราะฮูหยินผู้
เฒ่าคิดถึงหลานชายยิ่งนัก
รอจนอี๋หนิงถอยออกไปแล้ว ฟูั่ผิงถึงได้กล่าว “วั่ง
หย่วนก็เหลือเกินฮ่องเต้มีพระดำริปล่อยหลิวเก๋อ
เหล่าไป อย่างไรเขาก็ไม่เคยลงมือทำอะไรแต่วั่ง
หย่วนกลับส่งเขาเข้าคุก สังหารเขาจนได้! เดิมทีก็
มีเก๋อเหล่าหลายคนไม่พอใจต่อการสิ้นพระชนม์
อย่างกะทันหันขององค์ชายใหญ่อยู่แล้ว ตอนนี้ยัง
ถูกวั่งหย่วนปันปั่วนจนเสียงก่นด่าแซ่ซ้องไปทั่ว ผู้
บัญชาการลู่กลับไม่ต่อว่าเขาสักคำ…”
“ลู่เจียเสวียจะพูดอะไรได้” เว่ยหลิงกล่าว “แต่
ไหนแต่ไรมาเขากับวั่งหย่วนก็ประหนึ่งนํ้าบ่อไม่ยุ่ง
นํ้าคลอง เพียงวั่งหย่วนไม่ไปล่วงเกินเขา เขาย่อม
ไม่มีทางสนใจวั่งหย่วน” วั่งหย่วนก็ฉลาดนัก ไม่มี
ทางล่วงเกินลู่เจียเสวียลู่เจียเสวียกับเขาไม่มี
ผลประโยชน์ทับซ้อนกัน ในบางเรื่องพวกเขายัง
ถือว่ามีผลประโยชน์ร่วมกัน ฉะนั้นลู่เจียเสวียย่อม
ไม่มีทางสนใจวั่งหย่วน เพียงลู่เจียเสวียไม่ยุ่งกับ
เขา เขาคิดอยากทำอะไรก็ทำได้ตามอำเภอใจ
ฟูั่ผิงโคลงศีรษะ “ช่างเถิด ไม่พูดเรื่องเหล่านี้แล้ว
อย่างไรข้ากับเจ้าก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้!”
เมื่อนึกถึงอี๋หนิงที่เพิ่งออกไปจากห้องหนังสือ ฟูั่
ผิงก็ยิ้มพลางกล่าว“บุตรสาวของเจ้าคนนี้มีรูปโฉม
งดงาม มิน่าเล่า คุณชายแห่งจวนจงฉินปั๋อถึงได้
ต้องตา”
เมื่อเว่ยหลิงได้ยินก็เกือบสำลักนํ้าชา
เขาวางถ้วยนํ้าชาลงแล้วถามทันที “เจ้าว่าอะไร
นะ” ผู้ใดต้องตาอี๋หนิง!
ฟูั่ผิงจัดเสื้อตนให้เรียบร้อย กล่าวอย่างมีเลศนัย
“ดูท่าทางของเจ้าสิประหนึ่งผู้ใดจะมาแย่ง
บุตรสาวไปอย่างไรอย่างนั้น!” เขากล่าวต่อไป “ฮู
หยินจงฉินปั๋อพูดขึ้นตอนที่นางมาพบท่านแม่ของ
ข้า”
สีหน้าของเว่ยหลิงเริ่มยํ่าแย่แล้ว เสิ่นอวี้…เขารู้ว่า
นั่นคือบุตรชายคนโตของจงฉินปั๋อ ทว่าตัวเขาเป็น
ถึงอิงกั๋วกงจึงไร้ความสนใจในการสืบทอด
บรรดาศักดิ์ของตระกูลจงฉินปั๋อ เสิ่นอวี้ผู้นี้ไร้
ความสามารถโดดเด่น บัดนี้ยังไร้ตำแหน่งทาง
ราชการใด ๆ ต่อไปจะรักษาความยิ่งใหญ่ของ
ตระกูลไว้ได้หรือไม่ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน
บุตรสาวของเขาคู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุด เสิ่นอวี้
นับเป็นอะไรกัน
ฟูั่ผิงเห็นท่าทางไม่ยินดีของเขาจึงเอ่ยถาม
“อย่างไรกัน เจ้าไม่ชอบเสิ่นอวี้หรือ”
เว่ยหลิงปรายตามองเขาคราหนึ่ง “เจ้าว่าข้าชอบ
เขาหรือไม่เล่า”
เมื่อครั้งที่เว่ยหลิงอายุยังน้อยก็ขึ้นเป็นผู้
บัญชาการค่ายเทพสงครามแล้วที่สำคัญยังอาศัย
ความสามารถของตนทั้งสิ้น เขาย่อมดูแคลน
เสิ่นอวี้ ตระกูลจงฉินปั๋อไม่คู่ควรกับความยิ่งใหญ่
ของจวนอิงกั๋วกง ทว่าเสิ่นอวี้เป็นบุตรชายสาย
ตรงคนโต แม้อี๋หนิงจะเป็นคุณหนูเพียงคนเดียว
แต่ก็ถูกเลี้ยงดูมาจากภายนอก หากเสิ่นอวี้จะ
ชมชอบอี๋หนิงก็ไม่ใช่ปัญหา
แม้จะคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ทว่าฟูั่ผิงกลับไม่กล้า
กล่าวออกไป ด้วยเกรงว่าเว่ยหลิงจะขุ่นเคือง
“เช่นนั้นเจ้าก็รีบทำให้เขาล้มเลิกความตั้งใจเสีย
เถิด” ฟูั่ผิงเอ่ย “เจ้าต้องถามความเห็นของสตรี
บ้านเจ้าก่อนหรือไม่ ไม่แน่ว่าบุตรสาวของเจ้า
อาจจะชอบเขา”
เว่ยหลิงเรียกผู้ดูแลจวนส่งฟูั่ผิงกลับไป
เขาเตรียมหาเวลาเหมาะสมเพื่อพูดคุยกับฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยในเรื่องนี้ให้กระจ่าง
แต่เขากลับไม่รู้ แม้แต่ฟูั่ผิงเองก็ไม่รู้ ว่าอันที่จริง
แล้วฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฟูั่ได้ตกลงใจเรื่องการหมั้น
หมายแล้ว กำลังเตรียมจะออกเดินทางด้วยเห็น
ว่าเป็นวันดีจึงตั้งใจออกเดินทางวันนี้ คำนวณจาก
เวลาเดินทางของฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่ที่ประเดี๋ยวเคลื่อน
ตัวประเดี๋ยวหยุด กว่าจะถึงก็คงเป็นเวลาพลบคํ่า
อี๋หนิงย่อมไม่รู้ว่ามีคนมาสู่ขอนางแล้ว นางเพียง
คิดว่าตนยังเด็กจึงไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ชั่วคราว
ที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกำลังครื้นเครง เมื่ออี๋ห
นิงมาถึง คุณหนูรองแห่งตระกูลเฮ่อก็ดึงนางนั่งลง
คุณหนูรองตระกูลเฮ่อมีจิตใจงดงาม อี๋หนิงจึงเล่น
กับอีกฝั่ายมากหน่อย คุณหนูรองตระกูลเฮ่อยิ้ม
พลางกล่าว “เจ้ายังไม่มา ทว่าใต้เท้าเฉิงกลับ
มาถึงแล้ว เจ้าดู…”
อี๋หนิงเพิ่งจะนั่งลงจิบชา พอมองไปตามทิศ
ทางการชี้ของคุณหนูรองตระกูลเฮ่อก็พบเฉิง
หลางกำลังยืนพิงราวระเบียง เอามือไพล่หลัง ตา
มองทัศนียภาพของหิมะ ไม่เอื้อนเอ่ยวาจา
เขาดูเงียบขรึมกว่าปกติเล็กน้อย แต่หากมีคนเข้า
ไปสนทนา เขาก็ยังยิ้มแย้มเจรจา อ่อนโยนไร้จุดติ
เตียน
อี๋หนิงนึกถึงวันนั้น เขาเข้าไปในห้องหนังสือที่
ลู่เจียเสวียอยู่เป็นคนสุดท้าย…
นางหันหน้ากลับมาจิบชา เอ่ยถาม “เขามาแล้ว
อย่างไรเล่า”
คุณหนูรองตระกูลเฮ่อกล่าว “เจ้าว่าหลังจากนี้
เจ้าต้องเรียกขานเขาว่าญาติผู้พี่หรือพี่เขย ข้าเห็น
เมื่อครู่พอพี่หมิงจูบ้านเจ้ามองเขาก็พลันหน้าแดง
เรื่อทั้งที่ยังไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาสักคำ”
——————–
[1] ช่วยโจ้วทำชั่ว หมายถึง ช่วยคนชั่วช้าทำ
ความชั่ว พระเจ้าโจ้วคือทรราชคนหนึ่งของจีน
ผีชางรับใช้เสือ คนสมัยโบราณเชื่อว่าผู้ที่โดนเสือ
กัดตายจะเปลี่ยนเป็นผีชางคอยรับใช้เสือคอยช่วย
หาเหยื่อ ช่วยเสือทำร้ายคนอื่นต่อไป