พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 91
เมื่ออี๋หนิงได้ยินคำกล่าว ของคุณหนูรองตระกูล
เฮ่อก็ไม่รับคำอะไร
เฉิงหลางไม่มีทางยอมแต่งงานกับจ้าวหมิงจูโดย
เด็ดขาด หากนางจำไม่ผิด ดูเหมือนสุดท้ายเฉิง
หลางจะแต่งงานกับบุตรสาวสายตรงชนชั้นสูง
ศักดิ์ผู้หนึ่ง แต่เป็นผู้ใดนั้น นางจำได้ไม่ชัดเจนนัก
แต่สตรีนางนั้นถือกำเนิดจากชนชั้นสูงศักดิ์โดย
แท้จริง กล่าวว่าหยิ่งทะนงย่อมต้องหยิ่งทะนง
แน่นอน ทว่าด้วยฐานะและความสามารถก็คู่ควร
กับความหยิ่งทะนงนี้
คุณหนูรองตระกูลเฮ่อกำลังสนทนากับนาง ทาง
ด้านฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็ให้คนมาตามตัวนาง
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกำลังพูดคุยกับจ้าวหมิงจูอยู่ใน
ห้อง เมื่อเห็นอี๋หนิงเข้ามา ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็ดึง
นางมาข้างกายตน กล่าวกับนางด้วยรอยยิ้ม“…
เกรงว่าจวนของพวกเราคงใกล้จะมีงานมงคล
แล้ว”
จ้าวหมิงจูหันไปมองอี๋หนิง ปกติอี๋หนิงแต่งกาย
เรียบง่ายยิ่ง ทว่าหยกเหอเถียน[1] ที่สวมอยู่ที่
ข้อมือและเสื้อกันหนาวสีเขียวซึ่งถักทอด้วย
ทองคำล้วนมีมูลค่าเกินพรรณนา นางใช้ชีวิตใน
จวนอิงกั๋วกงอันสูงศักดิ์ ยิ่งนานวันผิวพรรณก็ยิ่ง
เปล่งประกายไร้มลทิน แม้จะไร้ความหยิ่งผยอง
ทว่ารอบกายกลับแผ่บารมีชนิดหนึ่งออกมา
จ้าวหมิงจูคิดถึงวันนั้นที่เห็นอี๋หนิงพูดคุยกับเฉิง
หลาง คิดถึงอี๋หนิงที่รั้งตัวเฉิงหลางไว้ที่เรือนของ
ตนให้สอนหนังสือถิงเกอร์ คิดถึงการดูหมิ่นที่นาง
ได้รับหลายวันมานี้ รอยยิ้มบนดวงหน้าก็ยกหยัก
ขึ้นเล็กน้อย ทว่านํ้าเสียงกลับคล้ายแฝงไปด้วย
ความขุ่นเคือง “ท่านจะกล่าวเช่นนี้ไปไย!”
อันที่จริงอี๋หนิงไม่เคยอยากถือสาหาความจ้าวห
มิงจู เพราะไร้ซึ่งความจำเป็นใด ๆ นางเป็นบุตร
โดยสายเลือด จ้าวหมิงจูเป็นเด็กที่ถูกอุปถัมภ์หาก
ถือสาก็เท่ากับนางลดทอนฐานะของตน อย่างไร
เรื่องของจ้าวหมิงจูกับเฉิงหลางก็ไม่เกี่ยวข้องกับ
นาง ถึงจะเจ็บก็ไม่เจ็บบนใบหน้านาง นางเอ่ย
ถาม“ท่านหมายถึงเรื่องมงคลอะไรหรือเจ้าคะ”
ในเวลานี้เอง เฉิงหลางก็ก้าวเข้ามา เขามักสวม
เสื้อคลุมสีขาวจันทร์นวลเป็นนิจ สง่าผ่าเผย
ประหนึ่งแสงจันทร์ส่องประกายอ่อนจาง สีที่ผู้อื่น
สวมดูไม่ดีทว่ากับเขากลับยิ่งขับให้งามสง่า ยามนี้
เขายังสวมกวานเงินบนศีรษะ ผู้ใดพบเห็นดวงตา
ย่อมเป็นประกาย เขาเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มบาง
“ได้ยินซ่งมามากล่าวว่าท่านต้องการพบข้า ท่านมี
เรื่องสำคัญอะไรหรือขอรับ”
มารดาของเฉิงหลางเป็นอนุ ประจวบเหมาะที่
จวนอิงกั๋วกงมีทายาทสืบสกุลน้อยนิด ลู่เจียเสวีย
จึงให้เฉิงหลางคำนับท่านผู้เฒ่าอิงกั๋วกงเป็นท่าน
ตา โดยบันทึกลงรายชื่อวงศ์ตระกูลไว้อย่าง
ถูกต้อง ส่วนที่จ้าวหมิงจูนับถือลู่เจียเสวียเป็นพ่อ
บุญธรรมเป็นเพราะการขอร้องของฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ยอันที่จริงความสัมพันธ์ในนามไม่ได้สลักสำคัญ
มากนัก นอกจากช่วงเทศกาลที่ลู่เจียเสวียส่งของ
มาให้นางเป็นครั้งคราว อย่างอื่นก็ไม่มีอะไร
หลังจากครั้งนั้น อี๋หนิงก็ไม่ได้พบเฉิงหลางบ่อยนัก
ภารกิจในราชสำนักของเขารัดตัว มีครั้งหนึ่งอี๋ห
นิงเห็นเขายืนร่างตรงสง่าอยู่ในห้องหนังสือของถิง
เกอร์ นิ้วเรียวยาวยื่นไปแตะต้องเจ้าแมลงปอที่ผูก
ติดอยู่กับตะกร้าใบเล็กเป็นครั้งคราว เมื่อเห็น
เช่นนั้นถิงเกอร์ก็กล่าวกับเขา “นี่เป็นสิ่งที่พี่สาว
พับให้ข้างามหรือไม่ หากท่านชอบ ข้าจะให้นาง
ทำให้ท่านตัวหนึ่ง”
“หมิงจูหรือ” เฉิงหลางเอ่ยถาม
ถิงเกอร์ส่ายศีรษะ “หมิงจูก็คือพี่หมิงจู พี่สาวก็คือ
พี่สาว”
เมื่อเฉิงหลางได้ยินก็ยิ้มพลางโคลงศีรษะ “ไม่ต้อง
หรอก…” ต่อให้งามเพียงใดก็ไม่ใช่สิ่งที่คนผู้นั้นทำ
ไม่มีความหมายอันใด
ทว่าตั้งแต่นั้นเขาก็ปฏิบัติกับอี๋หนิงต่างไปจากเดิม
เล็กน้อย เพราะมักรู้สึกว่านางมีส่วนคล้ายคลึงกับ
คนผู้นั้นจึงมีมารยาทต่อนางขึ้นมา ไม่กระทำการ
อะไรที่ดูเป็นการหยอกเย้าอีก นี่ถือเป็นการให้
เกียรตินาง ทว่าหลังจากไม่คิดอาศัยประโยชน์
จากอี๋หนิงอีก เขาก็ไร้กะจิตกะใจเข้าใกล้นาง ด้วย
เหตุนี้จึงเย็นชาต่อนางขึ้นมาไม่น้อย
เฉิงหลางเห็นอี๋หนิงนั่งข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็
ขานเรียกน้องสาวอี๋หนิงคำหนึ่ง อี๋หนิงรู้สึกว่าวันนี้
เขาดูมีมารยาทจึงยิ้มกว้างตอบรับ
จ้าวหมิงจูรู้สึกว่าท่าทีที่เขามีต่ออี๋หนิงค่อนข้าง
เย็นชาจึงกล่าว “พี่เฉิงหลาง คราก่อนท่านกล่าว
ว่าแปั้งประทินโฉมของปีหลัวเซวียนเยี่ยมยอดนัก
จึงให้ข้าตลับหนึ่ง เหตุใดจึงไม่เห็นให้น้องสาวอี๋ห
นิงบ้างเล่าเจ้าคะ นี่ถือเป็นการเลือกที่รักมักที่ชัง
แล้ว ท่านห้ามมีจิตใจลำเอียงนะเจ้าคะ อย่างไรก็
ต้องให้น้องสาวอี๋หนิงด้วย”
เมื่อเฉิงหลางได้ยิน ในใจก็ลอบยิ้มเหยียดหยัน
เขาเข้าใจความหมายของจ้าวหมิงจู แต่สิ่งที่จ้าวห
มิงจูไม่รู้คือเว่ยหลิงรักเอ็นดูบุตรสาวคนนี้นักไม่ว่า
ของลํ้าค่าอะไรก็ล้วนส่งไปที่เรือนของนาง แปั้งผัด
เครื่องหอมขี้ผึ้งล้วนเป็นเครื่องราชบรรณาการที่
ได้รับจากในวังหลวง เกรงว่าแม้แต่ตัวอี๋หนิงเองก็
ไม่รู้ เขากล่าวกับอี๋หนิง “หากน้องสาวอี๋หนิง
อยากได้ วันหลังข้าจะส่งมาให้เจ้า”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ในเมื่อให้พี่หมิงจู เช่นนั้นก็ถือว่า
พี่หมิงจูมีโชคลาภแล้ว” อันที่จริงอี๋หนิงเองก็ไม่รู้
ว่ายามปกติตนใช้อะไร เพียงรู้ว่าใช้ดีก็พอแล้ว
ยิ่งฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมองเฉิงหลางก็ยิ่งพอใจ เมื่อได้
ฟังบทสนทนาของพวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเฉิงหลางมี
ใจต่อหมิงจู จึงพูดพลางยิ้ม “หมิงจู เจ้ากับ
น้องสาวอี๋หนิงออกไปเล่นที่ห้องด้านข้างก่อน
เถิด”
นี่จะเตรียมสถานที่แล้วกระมัง
อี๋หนิงคิดอย่างไม่ใส่ใจ อย่างไรนางก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่
มีทางสำเร็จ ดังนั้นจึงมีท่าทีเกียจคร้าน กอปรกับ
นางอยู่ในช่วงมีระดู ร่างกายจึงเมื่อยล้ายิ่งนักนาง
ให้สาวใช้ประคองไปพักผ่อนที่ห้องด้านข้าง เมื่อ
จ้าวหมิงจูเดินเข้ามาก็กระซิบกระซาบกับสาวใช้ซู
สี่ ชิงชวี่ยกยาเข้ามาให้อี๋หนิง กล่าวกับนางเสียง
ตํ่า“ไม่ง่ายเลยกว่าบ่าวจะปรับสมดุลให้ท่านดี
ขึ้นมาได้…ท่านกลับคิดว่าไร้ปัญหาแล้ว คร้านจะ
กินยา ครานี้ทรมานอีกแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เดิมอี๋หนิงก็ปวดระดู ชิงชวี่ปรับสมดุลให้นางอยู่
นานกว่าจะดีขึ้นมา
แต่ไหนแต่ไรมาชิงชวี่ก็พูดจากับอี๋หนิงอย่างไม่
ค่อยเคารพนัก พวกเจินจูต่างคุ้นชินแล้ว ทว่าเมื่อ
จ้าวหมิงจูได้ยินก็อดชำเลืองมองไม่ได้ พบว่าสาว
ใช้ร่างใหญ่ที่อี๋หนิงพามาด้วยต่างจากคนปกติ
ทั่วไปจริง ๆ หลังจากอี๋หนิงดื่มยาเสร็จก็ส่งถ้วย
คืน ขมวดคิ้วพลางเอ่ยถาม “เหตุใดจึงไม่มีบ๊วย
กินเล่า…”ยาขมนัก ต้องกินบ๊วยเพื่อดับรสขม
ชิงชวี่เลิกคิ้ว “บ๊วยจะทำลายสรรพคุณยาของบ่าว
กินไม่ได้เจ้าค่ะ”
หากตนมีสาวใช้เช่นนี้คงถูกลากออกไปโบยนาน
แล้ว! จ้าวหมิงจูลอบคิดทว่าอี๋หนิงเพียงเม้มริม
ฝีปาก ต่อหน้าสาวใช้คนนี้ นางคล้ายจะมีท่าทาง
เปราะบางอย่างที่ไม่ค่อยปรากฏในยามปกติ
“เช่นนั้นก็ได้ ไม่กินบ๊วยแล้ว แต่จะอย่างไร ข้าก็
ดื่มนํ้าได้ใช่หรือไม่!”
ชิงชวี่จึงผงกศีรษะรับคำ “ได้เจ้าค่ะ” เมื่อรับถ้วย
ยาจากนางมา ชิงชวี่ก็รินนํ้าร้อนลงไปในถ้วยยา
แล้วส่งคืนให้
อี๋หนิงพลันอับจนวาจา แต่ยังคงดื่มลงไป ผู้ใดใช้
ให้ชิงชวี่มีอำนาจบารมีในเรือนของนางเล่า ครา
ก่อนไต้เม่าเจ็บหน้าอกก็ได้ชิงชวี่ช่วยจัดยาหลาย
สำรับกดอาการลงไป บัดนี้ไต้เม่าถึงกับเลื่อมใส
สาวใช้ในเรือนกล่าวกันว่า ‘แม่นางชิงชวี่พูดอะไร
ล้วนถูกต้อง เดิมก็เป็นผู้ที่มีความสามารถ ท่าน
ควรจะฟังนาง’
จ้าวหมิงจูไม่สนใจอี๋หนิงกับสาวใช้แล้ว ตอนนี้นาง
เริ่มรู้สึกประหม่าอย่างไรนี่ก็คือเรื่องที่เกี่ยวพันกับ
ทั้งชีวิตของนาง
ในห้องอุ่นทิศบูรพา ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยให้สาวใช้ริน
ชาให้เฉิงหลาง ก่อนเอ่ยปาก “…หลางเกอร์ เจ้า
ถือเป็นคนที่ข้าเห็นจนเติบใหญ่ เจ้ากับหมิงจูเป็น
ดุจเหมยเขียวม้าไม้ไผ่[2] ข้าเองก็มองออกว่าเจ้าดี
ต่อนางนัก ตั้งแต่เล็กนางก็เติบใหญ่ข้างกายข้า ข้า
เลี้ยงดูนางอย่างตามใจจนนิสัยเปราะบางไปสัก
นิดทว่านางเป็นคนจิตใจดี เจ้าประสบความสำเร็จ
ตั้งแต่วัยเยาว์ ข้าจึงมีเจตนาหมายมั่นให้เจ้า
แต่งงานกับหมิงจู เรื่องนี้เดิมก็ถูกกำหนดไว้นาน
แล้ว ทว่าเพิ่งเอามาพูดกับเจ้ายามนี้ เป็นข้าหญิง
ชราผู้นี้ที่ตรึกตรองมานานแล้ว หากเจ้าแต่งกับห
มิงจู ข้าย่อมจัดสินเดิมให้นางไม่น้อย
“ถึงหมิงจูจะไม่ใช่คุณหนูที่แท้จริงแห่งจวนอิงกั๋ว
กง แต่นางก็จะออกเรือนในนามของจวนอิงกั๋วกง
ได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกัน บัดนี้เจ้าถึงวัย
สวมกวานแล้ว หากมีครอบครัวก็จะรู้สึกสบายใจ
ข้าไม่ได้จะให้เจ้าหยิบยกอะไรออกมา แต่แน่นอน
ว่าขบวนของหมิงจูไม่อาจเล็กเกินไปข้าอยากให้
นางแต่งออกไปอย่างเอิกเกริก”
เฉิงหลางยิ่งฟังรอยยิ้มก็ยิ่งกดลึก ในใจลอบ
เหยียดหยัน ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเชิดชูจ้าวหมิงจูสูงส่ง
เกินไปแล้ว ตนยกนางเป็นเสมือนของลํ้าค่าก็คิด
ว่าทุกคนจะมองนางเป็นสมบัติลํ้าค่าเช่นเดียวกัน
รึ ทั้งยังต้องการขบวนเอิกเกริกอีกด้วย
เฉิงหลางวางถ้วยชาลงเนิบช้า กล่าวเสียง
ราบเรียบ “ท่านยาย ในเมื่อท่านก็พูดออกมาแล้ว
ว่าหมิงจูไม่ใช่คุณหนูที่แท้จริงแห่งจวนอิงกั๋วกง
เช่นนั้นเหตุใดข้าจึงต้องแต่งงานกับนางด้วยเล่า
ถึงข้าจะไร้บรรดาศักดิ์สืบทอด แต่ก็เป็นบุตรสาย
ตรงของตระกูลเฉิง เป็นองครักษ์ผู้ติดตามของ
กรมขุนนางขั้นห้าเหตุใดจึงต้องลดทอนตนมา
แต่งงานกับคุณหนูจอมปลอม”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยฟังคำกล่าวของเฉิงหลาง นางไม่
เคยคาดคิดเลยว่าเฉิงหลางจะไม่ตอบตกลง สีหน้า
จึงเปลี่ยนไปโดยพลัน เอ่ยปากถาม “เจ้าว่า…เจ้า
ไม่ยินดีแต่งงานกับหมิงจูเช่นนั้นหรือ” นางเข้าใจ
มาโดยตลอดว่าเฉิงหลางชอบพอหมิงจู
“นางมีอะไรคู่ควรกับข้าหรือขอรับ” เรื่องถึงขั้นนี้
แล้ว เฉิงหลางไม่เกรงกลัวว่าจะล่วงเกินฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยอีก อย่างไรเขาก็ไม่มีวันยอมแต่งงานกับ
จ้าวหมิงจู เขากล่าวเนิบช้า “นอกจากอาศัยท่าน
แสดงท่าทีหยิ่งผยองเผด็จการ นางมีสิ่งใดโดดเด่น
กว่าคนทั่วไปบ้าง หากกล่าวถึงความรู้
ความสามารถ นางก็ไร้ซึ่งสติปัญญา หากกล่าวถึง
ความเป็นมนุษย์ นางก็มีจิตใจคับแคบ หาก
กล่าวถึงการคบค้าสมาคม นางก็รังแต่ต้องการให้
ผู้อื่นคอยเชิดชูท่านชอบในสิ่งเหล่านี้ของนาง รู้สึก
ว่านี่คือความเถรตรง แต่ผู้อื่นไม่รู้สึกเช่นนั้น หาก
นางอยากแต่งงานก็ควรกลับไปที่ตระกูลจ้าว แต่ง
กับคนที่มีสถานะทัดเทียมกับนาง การวางนาง
เป็นคุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกงถือเป็นการยกย่อง
นางเกินไปแล้วขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยไม่เคยคาดคิดว่าฝีปากของเฉิง
หลางจะเยี่ยมยอดเช่นนี้มาก่อน เมื่อถูกตอกกลับ
หน้าของนางก็พลันเปลี่ยนเป็นเขียวคลํ้า จะบอก
ว่าโมโหก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด แต่รู้สึกอึดอัดไม่สบาย
เขากล้าฉีกหน้านางโดยตรงเยี่ยงนี้! เขาไร้ซึ่ง
ความชอบพอใด ๆ ในตัวหมิงจู
“หากอยากให้ข้าแต่งจริงก็ควรให้แต่งกับอี๋หนิง
บุตรสาวโดยสายเลือดของท่านลุงจึงจะ
เหมาะสม” เฉิงหลางลุกขึ้นยืน นํ้าเสียงเคารพ
นอบน้อม “วันนี้ล่วงเกินท่านแล้ว ต่อไปท่านยาย
อย่าได้จับคู่ยวนยางส่งเดชอีกเลยขอรับ”
พูดจบก็กล่าวลาแล้วจากไป ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยทั้ง
โกรธทั้งนิ่งงัน ไม่รู้ว่าควรจะพูดสิ่งใด
ทว่าถ้อยคำสุดท้ายก่อนจากไปของเฉิงหลาง เมื่อ
นำมาใคร่ครวญดูก็มีเหตุมีผล หากเขาจะแต่งงาน
เหตุใดจึงแต่งกับอี๋หนิงไม่ได้ เหตุใดเขาต้องแต่ง
กับจ้าวหมิงจูเล่า
ซ่งมามามองนางอย่างกังวล ก่อนจะหยิบกานํ้าชา
มารินชาให้ “ฮูหยินผู้เฒ่า…ท่านอย่าได้โมโหจน
ทำลายสุขภาพเลยเจ้าค่ะ คุณชายไม่ยินยอมก็มิใช่
เรื่องที่จะตำหนิเขาได้”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเงียบขรึม นางกำลังตรึกตรอง
ถ้อยคำเมื่อครู่ของเฉิงหลาง
จ้าวหมิงจูเห็นเฉิงหลางเดินออกมาจากห้องอุ่นทิศ
บูรพา เฉิงหลางยังคงเป็นเช่นยามปกติ คิ้วดวงตา
อ่อนละมุน จ้าวหมิงจูยกชายกระโปรงขึ้นวิ่งเข้า
ไปหาเขา เรียกเขาเอาไว้ “ญาติผู้พี่เฉิงหลาง!”
เฉิงหลางหันกลับมามองนาง คลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อน
เอ่ยถาม “ญาติผู้น้องหมิงจูมีเรื่องอันใดหรือ”
จ้าวหมิงจูไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ผ่านไปนานก็ยังไม่
ปริปาก สุดท้ายจึงทำได้เพียงปล่อยให้เฉิงหลาง
จากไป เมื่อนางกลับมายังห้องอุ่นทิศบูรพาด้วย
ใบหน้าแดงระเรื่อก็เห็นฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยนั่งพิงตัว
อยู่บนหมอนอิงนิ่ง ๆ ไม่เอ่ยวาจา นางเดินไปหา
“ท่านยาย ท่านเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยหันหน้ามามองนาง จ้าวหมิงจูยัง
ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ยังคงยิ้มแย้ม ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
พลันรู้สึกปวดหน่วงที่หัวใจ “ญาติผู้พี่เฉิงหลาง
ของเจ้า…ปฏิเสธการหมั้นหมายครั้งนี้” จากนั้น
นางก็รีบปลอบประโลมอย่างรวดเร็ว “เจ้าไม่ต้อง
เสียใจไป ต่อไปยายจะช่วยหาคนดี ๆ ให้เจ้า ให้ดี
ยิ่งกว่าญาติผู้พี่เฉิงหลางของเจ้า” นางปิดปาก
สนิท ไม่แย้มพรายถึงถ้อยคำเหล่านั้นของเฉิง
หลาง
จ้าวหมิงจูเบิกตากว้างคล้ายไม่อยากเชื่อ นางนั่ง
บนเก้าอี้ ทั่วทั้งร่างผุดเหงื่อเย็นชื้น นางนึกถึง
รอยยิ้มเมื่อครู่ของเฉิงหลางอย่างสับสนมึนงงนึก
ถึงยามที่เขาทำดีต่อนาง จากนั้นก็รู้สึกแสบร้อน
บนใบหน้า นางเข้าใจมาโดยตลอดว่าเฉิงหลางมี
ความรู้สึกให้นางอยู่หลายส่วน…ที่แท้ในความคิด
ของเขา นางก็ไม่ต่างอะไรกับสตรีเหล่านั้น! เป็น
เพียงของเล่นแก้เบื่อคั่นเวลาของเขา
เฉิงหลางไม่แยแสนางสักนิด เขาไม่ยินดีแต่งกับ
นาง ที่ทำดีกับนางล้วนเป็นการเสแสร้งทั้งสิ้น!
จ้าวหมิงจูพูดอะไรไม่ออกอยู่นานค่อนวัน ริม
ฝีปากที่เม้มแน่นสั่นระริกน้อย ๆ ความหยิ่งทะนง
ที่ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็กทำให้แผ่นหลังของนาง
ยืดตรง ทว่านํ้าตากลับพรั่งพรูออกมา
เป็นเวลาชั่วครู่ที่ภายในห้องไม่มีผู้ใดเอ่ยอะไร
พลบคํ่าอันเงียบสงัดมาเยือน งานประพันธ์บทกวี
อันครื้นเครงถึงยามกล่าวอำลา
ในที่สุดรถม้าของฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่ก็มาถึงจวนอิงกั๋ว
กง ใช้เวลาอีกครึ่งชั่วยามก็มาถึงเรือนจิ้งอัน
เมื่อได้ยินว่าฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่มาเยี่ยม ฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ยก็รีบรวบรวมสติไปต้อนรับ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยให้
จ้าวหมิงจูเข้าไปที่ห้องด้านในก่อน อีกประเดี๋ยว
ค่อยหารือกัน
ฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่อายุมากกว่าฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ทว่ายัง
ดูมีชีวิตชีวา ย่างเท้าแข็งแรงประหนึ่งเหาะเหิน
เมื่อเข้าไปในห้องฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็ดึงนางเข้ามา
พูดคุย นานแล้วที่ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยไม่ได้พบสหาย
เก่า เมื่อได้สนทนาปราศรัยอยู่ชั่วครู่ก็รู้สึกสบาย
ใจขึ้นไม่น้อย ทั้งยังผ่อนคลายขึ้นมาก นางเรียก
สาวใช้ให้ยกขนมเถาเพี่ยนเข้ามาก่อนเอ่ยถาม
“เหตุใดวันนี้จึงมีเวลามาเยือนจวนของข้าได้ มิใช่
ว่ายามนี้จวนของพวกท่านกำลังยุ่งกันอยู่หรอกรึ”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่ยิ้มพลางเอ่ย “ข้าเองก็ได้รับการ
ไหว้วานจากผู้อื่นถึงได้มาที่นี่ ดูเหมือนหญิงสาว
ตระกูลท่านจะเติบใหญ่แล้ว ที่ข้ามาครั้งนี้ก็ด้วย
เรื่องสู่ขอ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยหลงนึกว่าตนฟังผิดไป “ท่านมา
ด้วยเรื่องสู่ขอหรือ”
เรื่องงานหมั้นหมายระหว่างจ้าวหมิงจูกับเฉิง
หลางเพิ่งล้มครืนไม่เป็นท่าเหตุใดจึงมีการสู่ขอ
ใหม่เข้ามาแล้วเล่า
อี๋หนิงรู้สึกทั่วทั้งร่างกายไม่สบายจึงกลับมาที่ฝัง
บูรพาก่อน ยามนี้นางกำลังขดตัวอยู่ในผ้านวม
กอดเตาอุ่น นอนสะลึมสะลือเตรียมเข้าสู่ห้วง
นิทราข้างโสตได้ยินเพียงเสียงต้มใบชาของเจินจู
จากนั้นไม่นานซงจือก็ประคองนางลุกขึ้น ยื่นถ้วย
ไข่ลวกนํ้าตาลทรายแดงให้นางกิน ไข่ลวกนํ้าตาล
ทรายแดงนี้ต้องค่อย ๆ เคี่ยวนํ้าตาลทรายแดงบน
ไฟอ่อน จากนั้นจึงรินนํ้าตอกไข่ลงไปก่อนจะใส่
เหล้าข้าวหมักหนึ่งช้อน กลิ่นหอมฟุั้งอบอวล อี๋ห
นิงกัดไข่ไปคำหนึ่งกลิ่นหอมแผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก
ดังคาด ไข่ลวกที่ซงจือทำอร่อยที่สุด
ขณะที่นางกำลังกิน เจินจูก็เดินเข้ามา กล่าวกับ
นางด้วยท่าทีลังเลเล็กน้อย “คุณหนู ที่เรือนจิ้งอัน
…”
อี๋หนิงดื่มนํ้าแกงไปอึกหนึ่ง ยังคงมีท่าทีเกียจ
คร้าน “ที่เรือนจิ้งอันเป็นอย่างไร” นางเข้าใจว่า
อีกฝั่ายกำลังกล่าวถึงเรื่องของจ้าวหมิงจู ดังนั้นจึง
ไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจแต่อย่างใด
เจินจูยอบตัวไปกระซิบข้างหูนาง “…ฮูหยินจงฉิน
ปั๋อขอให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่มาพูดเรื่องสู่ขอเจ้าค่ะ นาง
ต้องการสู่ขอท่านให้คุณชายเสิ่นอวี้”
มือที่ถือช้อนของอี๋หนิงพลันชะงัก
นางลุกพรวดขึ้นนั่ง ก่อนส่งถ้วยให้ซงจือที่อยู่
ด้านข้าง
“เสิ่นอวี้อยากจะสู่ขอข้าหรือ” อี๋หนิงประหลาด
ใจเล็กน้อย “ท่านพ่อทราบหรือยัง”
เจินจูผงกศีรษะ “ฮูหยินผู้เฒ่ารีบให้นายท่านกั๋ว
กงไปพบ เกรงว่าบัดนี้น่าจะกำลังเจรจากันอยู่เจ้า
ค่ะ” นางยังคงมีท่าทีลังเล “ท่านจะไปดูหน่อย
หรือไม่เจ้าคะ”
นางรู้สึกไม่สบาย จะไปดูอะไรกันเล่า อี๋หนิงโบก
มืออย่างไม่สบอารมณ์นัก ก่อนเอนตัวลงไปใหม่
นางมองดอกล่าเหมยที่ปักอยู่ในห้อง แต่ละดอก
ผลิบานประดุจบุษราคัมแกะสลัก กรุ่นหอมอวล
บางเบา
นางคิดถึงเรื่องงานมงคลสมรสในชาติภพก่อน
ในเรือนมีพี่สาวน้องสาวมากมาย ไม่ง่ายเลยหาก
ต้องการเป็นที่โดดเด่นเป็นที่ชื่นชมของท่านย่า
และได้แต่งงานกับคนดี ๆ เคราะห์ดีที่นางเป็นคน
รู้ความ ปรนนิบัติต่อท่านย่าอย่างนอบน้อม ท่าน
ย่าจึงให้ความสำคัญแก่นาง เมื่องานหมั้นหมาย
ของลู่เจียเสวียมาเยือน พอลู่เจียเสวียได้เห็นนาง
กอปรกับได้ฟังความจากแม่สื่อว่านางทั้งสำรวม
และเป็นกุลสตรี จึงตกลงปลงใจ
ในเวลานั้นแม้นางจะแต่งงานกับบุตรของอนุซึ่งไม่
เป็นที่สะดุดตา แต่นางก็ชอบลู่เจียเสวียมาก หลัง
แต่งไปนางก็เสแสร้งเป็นกุลสตรีอยู่ได้ไม่นานเขา
เริ่มค้นพบว่านางไม่ได้เป็นกุลสตรีถึงเพียงนั้น มัก
เกียจคร้านเป็นนิจกระทั่งยังมีความดื้อรั้นอยู่
หลายส่วน ทุกคราเขาต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความ
ประหลาดใจ จากนั้นก็โต้คารมกับนางด้วย
รอยยิ้ม นางเถียงไม่ชนะเขาสุดท้ายยังต้องให้เขา
มางอนง้อ
เพียงแต่ต่อมาคนผู้นี้ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นดุจคน
ที่นางไม่เคยรู้จักและคนที่กอบกุมอำนาจคับฟั้าผู้
นี้ก็คือคนที่ไม่นานมานี้เกือบจะบีบคอนางให้ตาย
อี๋หนิงหลับตาลง ไม่คิดต่อจะดีเสียกว่า
นางไม่ใช่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เช่นหลายปีก่อนคน
นั้นอีกแล้ว กระทั่งความเกลียดแค้นก็ถูก
ระยะเวลาหลายสิบปีมานี้ขจัดออกไปจนหมดสิ้น
คราแรกนางยังไม่เคยตรึกตรองถึงเรื่องเหล่านี้
บัดนี้นางเติบใหญ่แล้วชาติภพนี้…หากต้อง
แต่งงานอีก นางเพียงหวังว่าจะไร้ซึ่งเล่ห์กลอุบาย
ใด ๆไม่มีการเสแสร้ง ท่านก็คือท่าน ข้าก็คือข้า ใช้
ชีวิตอย่างกลมเกลียวสงบสุขเรียบง่าย เพียงแต่ตัว
นางกลับเป็นคนในจวนอิงกั๋วกง พี่ชายสามยังเป็น
หลัวเซิ่นหย่วน ต่อให้นางไม่ยินดีอย่างไร แต่ตัว
นางก็ถูกพัดเข้าไปอยู่ในใจกลางมรสุมที่กำลังจะ
อุบัติขึ้นตั้งแต่คราแรก
นางไร้ความรู้สึกใด ๆ ต่อเสิ่นอวี้ คนผู้นี้เป็น
ลูกหลานของชนชั้นขุนนางที่ไร้ความโดดเด่น ใน
เมื่อเว่ยหลิงรู้เรื่องนี้แล้ว เขาย่อมไม่มีทางยินยอม
ให้นางแต่งกับเสิ่นอวี้ เรื่องนี้อี๋หนิงมีความมั่นใจ
อย่างยิ่งยวด
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ยังมีเวลาอีกปีสองปี อัน
ที่จริงนางไร้ความกระตือรือร้นในการแต่งงาน
นานแล้ว เพียงแค่รอดูไปเท่านั้น
อี๋หนิงคาดเดาไม่ผิด เมื่อเว่ยหลิงได้ยินว่าฮูหยินผู้
เฒ่าฟูั่มาเยือนก็รีบไปยังเรือนจิ้งอันด้วยสีหน้าดำ
ทะมึนทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยครุ่นคิด อย่างไรก็เป็นชนชั้นสูง
ศักดิ์ที่ไปมาหาสู่กันรู้เขารู้เรากันดี เสิ่นอวี้ถือเป็น
ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ทว่าเว่ยหลิงกลับปฏิเสธ
โดยตรง “…บุตรสาวของข้ายังเด็กนัก เกรงว่าคง
ต้องรออีกสักสองปีถึงค่อยหารือเรื่องนี้ รบกวนฮู
หยินผู้เฒ่าช่วยส่งสารด้วยขอรับ” เพราะไร้ซึ่ง
เทียบทางการจึงปฏิเสธไปเช่นนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่ย่อมฟังออกถึงนัยปฏิเสธของเว่ย
หลิง เดิมนางยังตระเตรียมคำสรรเสริญถึง
รูปลักษณ์และฐานะของเสิ่นอวี้มาเป็นกระบุง
ทว่าท่านอิงกั๋วกงกลับไม่เห็นสิ่งเหล่านี้อยู่ใน
สายตา เขามีบุตรสาวโดยสายเลือดเพียงคนเดียว
ไม่ว่าจะเสิ่นอวี้ หลี่อวี้ หรืออะไรก็ต้องเข้าตาเขา
ก่อนถึงจะมีสิทธิ์หารือ
ฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่มิได้ประหลาดใจนัก เดิมทีนางก็
เตรียมรับการปฏิเสธจากเว่ยหลิงไว้ล่วงหน้าแล้ว
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเห็นว่าท้องฟั้ามืดแล้วจึงให้ซ่ง
มามาไปจัดเตรียมห้องพักให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่จากไป ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็กล่าว
กับเว่ยหลิง “…ก่อนหน้านี้หมิงจูก็เคยเอ่ย
ถึงเสิ่นอวี้ บอกว่าเขากับอี๋หนิงเคยพบกันมา
ก่อน”
เมื่อเว่ยหลิงได้ยินว่าจ้าวหมิงจูพูดถึงเสิ่นอวี้ สีหน้า
ก็พลันเย็นยะเยือก“ท่านแม่ ท่านยังจำคำที่ข้าเคย
กล่าวถึงจ้าวหมิงจูได้หรือไม่” หากจ้าวหมิงจูกล้า
เล่นลูกไม้ เขาก็จะขับไล่นางออกจากจวนอิงกั๋วกง
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยโบกมือ “นางไม่ได้กล่าวอะไร เจ้า
อย่าได้ตำหนินาง!ในเมื่อเจ้ารู้สึกว่าไม่เหมาะสมก็
ช่างเถิด แม่เองก็ไม่มีทางบีบบังคับให้อี๋หนิง
แต่งงาน จะอย่างไรอี๋หนิงก็เป็นหลานสาวแท้ ๆ
ของแม่ ข้าย่อมหวังให้นางได้แต่งกับคนที่ดี…แต่
ว่าวันนี้แม่ได้เอ่ยกับเฉิงหลางเรื่องของเขากับ
จ้าวหมิงจูแล้ว เขาปฏิเสธ ส่วนหมิงจูเด็กคนนั้น
กำลังเสียใจ…”
เด็กสาวต่อให้จะสดใสร่าเริงอย่างไร กับเรื่อง
เช่นนี้ก็ยังหน้าบางนัก
เว่ยหลิงย่อมรู้สึกว่าจ้าวหมิงจูไม่คู่ควรกับเฉิง
หลาง หากเฉิงหลางตอบตกลงถึงจะทำให้เขา
ประหลาดใจ พอมองท่าทางของฮูหยินผู้เฒ่า เขา
ก็ไม่ได้เกลี้ยกล่อมแต่อย่างใด เพียงเอ่ยว่า “ต่อไป
เรื่องงานหมั้นหมายของอี๋หนิงต้องให้ข้ายินยอม
เท่านั้นจึงตกลงได้ ท่านอย่าได้ตัดสินใจโดย
พลการ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะ “แม่รู้แล้ว!
แม่มิใช่คนจิตใจชั่วช้าสักหน่อย…” เมื่อฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยพูดถึงตรงนี้ก็ลดเสียงเบาลง ใบหน้าของ
นางพลันดูแก่ชราลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงพึมพำ
“อี๋หนิงไม่ค่อยสนิทสนมกับแม่ แม่เองก็อยากดี
กับนางให้มากหน่อย”
เว่ยหลิงเห็นมารดาเป็นเช่นนี้ก็ไม่อาจกล่าวอะไร
ให้มากความแล้วสองแม่ลูกเงียบอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่
เว่ยหลิงจะขอตัวจากไป เดินไปยังเรือนของอี๋หนิง
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยพิงตัวกับโต๊ะเล็กเข้าสู่ภวังค์ ซ่งมา
มาจัดเตรียมที่พักให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่เรียบร้อยแล้ว
เมื่อเข้ามาก็เห็นว่าแสงตะเกียงนํ้ามันสนบนโต๊ะ
หรี่ลง นางถอดที่ครอบตะเกียงออก ดึงไส้เทียนที่
ใกล้มอดดับออกมาเปลวไฟถึงได้สว่างโชติช่วงอีก
ครั้ง
ซ่งมามากล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย “หากท่านกังวล
เรื่องของคุณหนูหมิงจูจริง มิสู้อาศัยโอกาสนี้ดูว่า
ตระกูลจงฉินปั๋อสนใจในตัวคุณหนูหมิงจูหรือไม่…
เช่นนี้ทั้งสองตระกูลจะได้ไม่หักหาญนํ้าใจกัน ทั้ง
ยังเกิดเป็นงานมงคลอีกด้วย เมื่อคุณหนูหมิงจูมี
สถานะที่แท้จริง ท่านจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องของ
นางอีก”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยส่ายศีรษะ “ประการแรก แต่ไหน
แต่ไรมาตระกูลจงฉินปั๋อก็ให้ความสำคัญกับชน
ชั้นนัก เกรงว่าคงไม่มีทางตอบตกลง ประการที่
สอง การตัดสินใจที่รีบเร่งขอไปทีเช่นนี้ไม่ส่งผลดี
ต่อหมิงจูสักเท่าใด”
เมื่อซ่งมามาได้ยินก็ยิ้มบาง ไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก
นางประคองฮูหยินผู้เฒ่าไปปรนนิบัติชำระล้าง
ร่างกาย
จ้าวหมิงจูยืนอยู่นอกประตู สวมเสื้อกันลมบุขอบ
ด้วยขนสุนัขจิ้งจอกหิมะ ลมราตรีหนาวเสียด
กระดูกพัดปะทะใบหน้าของนาง มือที่ซ่อนใต้
แขนเสื้อกำแน่น นางเพิ่งจะโดนเฉิงหลางปฏิเสธ
การหมั้นหมายก็มีคนมาสู่ขออี๋หนิงแล้ว นี่ซ่งมา
มาหมายความว่าอย่างไรกัน อี๋หนิงไม่ต้องการก็
จะยัดเยียดให้นางเช่นนั้นหรือ ทั้งยังกล่าวว่าจง
ฉินปั๋อให้ความสำคัญกับเรื่องชนชั้น ไม่มีทางตอบ
ตกลง…
ที่ผ่านมาฮูหยินจงฉินปั๋อยังพูดคุยกับนางอย่างยก
ย่องเชิดชูมิใช่หรือบัดนี้เมื่อมีอี๋หนิงเข้ามาก็ถือว่า
นางเป็นคนตํ่าต้อยเสียแล้ว
จ้าวหมิงจูเพียงยืนอยู่ตรงนั้น นํ้าตาอาบนอง
ใบหน้าอย่างไม่อาจสะกดกลั้น คนที่เคยรักเอ็นดู
นาง เหตุใดบัดนี้จึงไม่มีแล้ว ที่แท้พวกเขาก็รัก
เอ็นดูนางเพราะ…
ซูสี่เข้ามาคล้องแขนนาง “คุณหนูหมิงจู กลับกัน
เถิด” นางปลอบ-ประโลมอีกฝั่าย “พรุ่งนี้เช้าเมื่อ
ตื่นขึ้นมาก็ไม่มีอะไรแล้ว ท่านนอนสักตื่นลืมเรื่อง
ทั้งหมดนี้…”
อย่างไรจ้าวหมิงจูก็ยังเป็นหญิงสาวตัวเล็ก ๆ นาง
หันกลับไปกอดซูสี่ร้องไห้ ซูสี่เช็ดหน้าเช็ดตาให้
นาง กล่อมอยู่สักพักนางจึงหยุดร้อง กลับไปยัง
ห้องของตน
นอกระเบียงกำลังเกิดหิมะตกหนักปกคลุมทั่วผืน
ฟั้า
ขณะที่อี๋หนิงกำลังสอนถิงเกอร์นับเลข เว่ยหลิงก็
มาหา นางรู้ว่าเขาต้องมาด้วยเรื่องเสิ่นอวี้ จึงชง
ชาให้เขาด้วยตนเอง เว่ยหลิงกุมถ้วยชาที่มีไอร้อน
พวยพุ่งในมือ หิมะที่ตกหนักด้านนอกขับให้
บรรยากาศภายในห้องยิ่งดูเงียบสงบเป็นพิเศษ
เว่ยหลิงมองนางที่กำลังมองตนอย่างตั้งใจ คล้าย
กำลังรอเขาพูดสิ่งใด เขาเอ่ยปาก “พ่อช่วยเจ้า
ปฏิเสธเสิ่นอวี้ไปแล้ว”
เว่ยหลิงกล่าวต่อ “เขาอายุสิบเจ็ดแล้ว แต่ยังไม่มี
ตำแหน่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน ถึงจะเป็นบุตรคนโต
สายตรงแต่กลับถูกเลี้ยงจนเสียคน ยามที่พ่ออายุ
เท่าเขาก็ติดตามท่านปูั่ของเจ้าไปออกรบ สังหาร
ศัตรูไปสิบสามคนแล้ว…หลังกลับมาอดีตฮ่องเต้ยัง
พระราชทานม้าต้ายวนให้พ่อถึงสามตัว”
เขาคิดแล้วก็สำทับอีกประโยค “หากเจ้าจะหาก็
ให้หาคนเช่นพ่อ อย่าได้หาพวกที่ไร้ความสำเร็จ
พรรค์นั้น”
เว่ยหลิงยังจำประโยคที่ฟูั่ผิงพูดได้ ‘ไม่แน่ว่า
บุตรสาวของเจ้าอาจจะชอบเขา’ ทว่าอี๋หนิงไม่มี
ทางชอบคนเช่นเสิ่นอวี้เป็นแน่ หากชอบพอเฉิง
หลางยังพอเป็นไปได้ แม้เฉิงหลางจะดูเจ้าสำราญ
แต่ความสามารถเหนือชั้นกว่าเสิ่นอวี้มากนัก
ปรากฏว่าเมื่ออี๋หนิงได้ยินก็หลุดหัวเราะออกมา
นางรู้สึกว่าเว่ยหลิงเป็นคนตลกนัก จึงหัวเราะ
พลางผงกศีรษะ กล่าวว่าดี จากนั้นก็รินชาเพิ่มให้
เขา
เว่ยหลิงถึงได้วางใจ จิบชาพลางกำชับให้บุตรสาว
รีบไปพักผ่อน ก่อนจะกลับไปยังเรือนของตน
อี๋หนิงเก็บถ้วยชา สั่งให้สาวใช้นำเสื้อคลุมที่เว่ยหลิ
งถอดทิ้งไว้ไปผึ่งให้แห้ง พรุ่งนี้เช้าค่อยส่งไปให้เขา
ในที่สุดนางก็ได้นอนหลับเสียที
วันต่อมาฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่ไปที่จวนจงฉินปั๋อ นำ
ถ้อยคำของเว่ยหลิงไปบอกกล่าวฮูหยินจงฉินปั๋อ
ฮูหยินจงฉินปั๋อฟังแล้วก็ไม่สบอารมณ์นัก “…ท่าน
อิงกั๋วกงรังเกียจว่าตระกูลของพวกเราไม่อาจ
ทัดเทียมตระกูลของพวกเขาเช่นนั้นหรือ!”
เดิมฮูหยินจงฉินปั๋อยังดีใจที่รู้ว่าบุตรชายชอบอี๋ห
นิง เพียงได้เกี่ยวดองกับจวนอิงกั๋วกง ยังต้องกลัว
ว่าในกาลข้างหน้าบุตรชายจะไม่ก้าวหน้าใน
กองทัพอีกหรือ ผู้ใดจะรู้ว่าอีกฝั่ายจะปฏิเสธ
บุตรชายของนางเป็นบุตรสายตรงคนโต อี๋หนิง
เป็นเด็กที่นำตัวกลับมาจากด้านนอก แม้ชาติ
ตระกูลจะเหลื่อมลํ้ากันสักนิด ทว่าชื่อเสียงย่อม
ดีกว่านาง ท่านอิงกั๋วกงอยากจะหาองค์ชายองค์
รัชทายาทให้บุตรสาวหรือไร ต่อให้บุตรชายของ
นางไม่เพียบพร้อมอย่างไรก็มีหญิงสาวนับไม่ถ้วน
แก่งแย่งกันอยากจะแต่งงานกับเขา! ไม่มีผู้ใด
แสดงความรังเกียจเขาเยี่ยงนี้
นางเรียกเสิ่นอวี้เข้ามาพบ บอกกล่าวเรื่องนี้กับ
เขา “เรื่องงานหมั้นหมายนี้ก็ให้จบเพียงเท่านี้เถิด
แม่จะหาคนที่ดีให้เจ้า เจ้าอย่าได้ถวิลหาอี๋หนิง
อีก”
เสิ่นอวี้เงียบขรึม เม้มริมฝีปากไม่ตอบตกลง เขา
คิดถึงเสียงของอี๋หนิงยามที่นางเรียกขานเขา ทำ
ให้ใจเขาคันยุบยิบชาวาบราวกับถูกสัตว์ตัวน้อย ๆ
กัดจึงรู้สึกว่าไม่มีผู้ใดดีเท่านาง
“ข้า…ข้าไม่อยากแต่งกับผู้อื่น” เสิ่นอวี้พึมพำ
“ท่านไม่ต้องสนใจข้าข้าต้องพบนางให้ได้เสียก่อน
แล้วค่อยว่ากัน! ข้าขอให้นางยินยอมก็พอแล้ว”
ฮูหยินจงฉินปั๋อรู้สึกว่าเมื่อบุตรชายหัวรั้นขึ้นมาก็
ดื้อรั้นเหลือทน นางทอดถอนใจ ไม่กล่าวอะไรอีก
เสิ่นอวี้ต้องการพบอี๋หนิง ทว่าอี๋หนิงกลับหลบ
เลี่ยงไม่ยอมพบเขา เป็นเช่นนี้อยู่เดือนหนึ่งจน
แรกฤดูสารทมาเยือน บรรดาสาวใช้และบ่าวหญิง
ชราในเรือนอี๋หนิงเริ่มสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นลง ทว่า
อี๋หนิงกลับไม่ค่อยเยื้องกรายออกจากพื้นที่ฝัง
บูรพา อีกทั้งพื้นที่ฝังบูรพายังเป็นที่พำนักของเว่ย
หลิง ทำให้การคุ้มกันแน่นหนา เสิ่นอวี้ไม่สามารถ
ฝั่าด่านเข้าไปได้แม้เพียงประตูเดียว
เรื่องราวดำเนินไปเช่นนี้ ขณะที่การสอบคัดเลือก
ช่วงฤดูวสันต์เคลื่อนประชิดเข้ามา
อี๋หนิงได้รับจดหมายจากพี่ชายสาม จดหมายของ
เขารวบรัดเรียบง่ายเฉกเช่นที่ผ่านมา ‘ท่านแม่ให้
กำเนิดน้องชาย ปลอดภัย’
อี๋หนิงนึกถึงจดหมายที่ตนเองร่ายยาวหลาย
หน้ากระดาษ ทว่าเขากลับตอบกลับเพียงแปด
ตัวอักษร ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์นัก นางโยน
จดหมายทิ้งไว้อีกด้าน ไม่ตอบกลับเขา ส่วน
จดหมายที่หลินไห่หรูส่งมาจากเปั่าติ้งเขียนมา
หลายวรรคตอน ‘อี๋หนิง ข้าไม่รู้หนังสือ เป็นรุ่ย
เซียงที่เขียนแทนข้า…’ ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการ
เปลืองแรงนาง สามารถเขียนเท่าใดจึงเขียน
เท่านั้น
หลินไห่หรูกล่าวว่าหลังจากให้กำเนิดน้องชายของ
อี๋หนิง เซวียนเกอร์ก็ล้มปั่วย มีคนกล่าวกับเฉียวอี๋
เหนียงว่าเลือดเนื้อของมารดาเป็นสิ่งที่กระตุ้น
ฤทธิ์ของยาได้วิเศษที่สุด…ต่อมาบนแขนของเฉียว
อี๋เหนียงจึงปรากฏรอยแผลเป็นไม่น่ามอง ทว่าเซ
วียนเกอร์ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เฉียวอี๋เหนียง
ร้อนรน ทั้งคืนวันเอาแต่คุกเข่าในห้องพระจน
สติสัมปชัญญะเริ่มเลอะเลือนต่อมาถึงขั้นกล่าวว่า
‘เป็นเขาที่หลอกข้า เป็นหลัวเซิ่นหย่วน! เจ้าคน
จิตใจชั่วช้าอำมหิต…’
เมื่อหลัวเฉิงจางได้ยินก็กล่าวว่าเฉียวอี๋เหนียงคลุ้ม
คลั่งไปแล้ว ให้ย้ายนางไปอยู่ที่เรือนลู่หมิง อย่าให้
หลัวอี๋เหลียนได้พบนางอีก
บรรยายเรื่องของเฉียวอี๋เหนียงมาวรรคหนึ่ง
จากนั้นหลินไห่หรูก็กล่าวถึงน้องชายของอี๋หนิง
‘ทั้งขาวทั้งจํ้ามํ่า มีฟันนํ้านมขึ้นแล้วซี่หนึ่ง ไม่ว่า
พบเจอสิ่งใดก็อยากเข้าไปกัด’
นางยังกล่าวถึงเรื่องงานหมั้นหมายของหลัวเซิ่น
หย่วน ‘…บุตรสาวสายตรงของใต้เท้าซุนมีใจต่อ
เขา แต่พี่ชายสามของเจ้ากลับเป็นคนสงวนวาจา
ชอบหรือไม่ชอบก็ไม่ยอมพูด หลัวเฉิงจางอยาก
ช่วยพี่ชายสามของเจ้ากำหนดเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้น
แต่ไม่รู้ว่าเขามีความคิดเห็นเช่นไร จึงทำได้เพียง
รอให้การสอบคัดเลือกฤดูวสันต์ผ่านพ้นไป
เสียก่อนจึงค่อยว่ากัน’ อี๋หนิงอ่านถึงตรงนี้จึงเพิ่ง
เห็นเวลาลงท้าย เป็นจดหมายที่ถูกส่งออกมา
ตั้งแต่ช่วงปีใหม่แล้ว
นางวางจดหมายลง ชำเลืองมองต้นหวยที่เพิ่ง
แตกหน่อด้านนอก
กำหนดการสอบคัดเลือกช่วงฤดูวสันต์ก็คือสาม
วันข้างหน้า เขาใกล้ก้าวเข้าสู่สนามสอบแล้ว
ช่างเถิด เขียนจดหมายตอบเขาสักฉบับแล้วกัน…
อี๋หนิงเอากระดาษออกมากาง เขียนจดหมายให้
หลัวเซิ่นหย่วน คิดอยากส่งกำลังใจให้เขา
ทว่าจดหมายที่ตอบกลับมายิ่งสั้นกระชับขึ้นไปอีก
‘สุขสบายดีไม่เป็นไร’ อี๋หนิงอ่านแล้วก็ยิ้ม ก่อน
จะโยนไปด้านข้าง ครานี้ไม่สนใจเขาอีกอาจเป็น
เพราะนางไม่ตอบกลับเสียที หลัวเซิ่นหย่วนถึงได้
ส่งจดหมายมาให้นางอีกฉบับ ‘ไม่ต้องกังวล ไม่มี
ทางตกการคัดเลือก ระยะนี้เป็นอย่างไรบ้าง’อี๋ห
นิงยังคงไม่ตอบกลับเขา
ช่วงปลายเดือนสอง ดอกซิ่งฮวาของฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ยผลิดอกบานสะพรั่ง บรรดาหญิงสาวของ
ตระกูลขุนนางต่างมารวมตัวกันชื่นชมบุปผา
เพราะเรื่องของพี่ชาย เสิ่นเจียโหรวจึงไม่แสดง
ท่าทีเป็นมิตรกับอี๋หนิงสักเท่าใดไม่แม้แต่จะ
ทักทาย นางหันหลังให้อี๋หนิงแล้วพูดกับจ้าวหมิงจู
ว่าจะเก็บดอกซิ่งฮวามาทำนํ้าผึ้งดอกไม้
“เมื่อก่อนเคยทำแต่นํ้าผึ้งดอกกุ้ยฮวา กินจนเอียน
แล้ว มิสู้มาลองของแปลกใหม่”
คุณหนูรองตระกูลเฮ่อบิดผ้าเช็ดหน้า กล่าวว่า
“ท่านไม่กลัวว่ากินแล้วจะไม่สบายเอาหรือ…”
คุณหนูรองเตือนเสิ่นเจียโหรวอย่างมีนํ้าใจ “ระวัง
กินแล้วจะไปทำลายกระเพาะเอา”
ทว่าเสิ่นเจียโหรวไม่สนใจนาง คุณหนูรองช่างสรร
หาความทุกข์ให้ตนเองนัก เมื่ออี๋หนิงเห็นเช่นนั้นก็
โคลงศีรษะ กล่าวพลางยิ้ม “เจ้าดื่มชาเสียเถิด!”
ขณะเรือนด้านหลังกำลังครึกครื้น ซงจือก็วิ่งผ่าน
ดอกไม้ เบียดกลุ่มสาวใช้ที่กำลังยกของว่างนํ้าชา
เข้ามา นางเดินอย่างเร่งรีบ เมื่อถึงตรงหน้าอี๋หนิง
กลับทำท่าละล้าละลัง ไม่ยอมเอ่ยปาก
เมื่ออี๋หนิงเห็นก็เอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้น” ความคิด
แรกของนางคือถิงเกอร์ทำข้าวของราคาแพงแตก
เสียหายอีกแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นนางต้องกลับไป
สั่งสอนเขาเสียแล้ว
ซงจือกล่าวด้วยอารมณ์ตื่นเต้นอย่างไม่อาจสะกด
กลั้น “คุณหนูด้านนอกติดประกาศแล้วเจ้าค่ะ!
คะแนนของคุณชายสามอยู่ในชั้นต้น…”นางกลืน
นํ้าลาย ก่อนพูดต่อ “คะแนนอยู่ในชั้นต้น ได้
ลำดับที่หนึ่งเจ้าค่ะเป็นท่านจ้วงหยวนคนใหม่เจ้า
ค่ะ!”
อี๋หนิงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง บรรดาคุณหนูต่างหัน
มามองอย่างประหลาดใจ ขุนนางส่วนใหญ่ล้วน
มาจากตระกูลขุนนางที่สืบทอดมารุ่นต่อรุ่น มีบาง
ตระกูลที่แต่ละรุ่นไม่ดีเท่าในอดีต ส่วนตระกูลของ
จวนอิงกั๋วกงนั้นถือว่าเยี่ยมยอดที่สุด ขุนนางที่
อาศัยร่มเงาของตระกูลแตกต่างจากจิ้นซื่อที่ผ่าน
การสอบเคอจวี่ซึ่งดูน่านับถือกว่าหลายส่วน ดัง
นั้นเน่ยเก๋อจึงเป็นสถานที่ที่มีอำนาจมากที่สุดใน
ราชสำนัก และนี่ก็คือที่มาของคำกล่าวที่ว่า มิใช่จิ้
นซื่อไม่อาจเข้าฮั่นหลิน มิใช่ฮั่นหลินไม่อาจเข้า
เก๋อเหล่า[3]
ทั้งที่อี๋หนิงจำได้ชัดว่าชาติภพที่แล้ว คะแนนของ
เขาอยู่ชั้นต้น แต่เป็นทั่นฮวาได้ลำดับที่สาม…ทว่า
ยามนี้เขากลับได้เป็นถึงจ้วงหยวน!
มิใช่แต่ไหนแต่ไรมาเขามักเก็บคมงำประกาย
หรอกหรือ
เหล่าคุณหนูต่างค่อย ๆ โอบล้อมเข้ามาถามไถ่ถึง
เรื่องราวของจ้วงหยวนคนใหม่ บรรดาคุณหนูต่าง
มีความคาดหวังกับท่านจ้วงหยวนคนใหม่อยู่
เล็กน้อย ไม่แน่ว่ายามนี้เขาอาจยังอ่อนเยาว์ ทั้ง
รูปโฉมยังงามสง่าผ่าเผยตอนที่เดินฉลองไปตาม
ท้องถนน ทุกบ้านเรือนคงต้องออกมาต้อนรับเต็ม
ตรอกซอกซอยเป็นแน่ เมื่อได้ยินว่าจ้วงหยวนคน
ใหม่ผู้นี้เพิ่งอายุยี่สิบเอ็ดปีเท่านั้นพวกนางก็ยิ่ง
รู้สึกสนใจ
อี๋หนิงคิดถึงว่าท้ายที่สุดตนก็ไม่ได้ตอบจดหมาย
เขา เมื่อเห็นว่าพวกนางสนทนาปราศรัยกันอย่าง
มีอรรถรส ก็ตัดสินใจกลับไปตั้งใจเขียนจด
หมายถึงเขาให้ดี ๆ
——————–
[1] หยกเหอเถียนเป็นหยกขาวที่ผลิตในซินเจียง
เป็นหนึ่งในสี่หยกที่มีชื่อเสียง
[2] เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ หมายถึง คนหนุ่มสาวที่
เติบโตโดยเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก
[3] มิใช่จิ้นซื่อไม่อาจเข้าฮั่นหลิน มิใช่ฮั่นหลินไม่
อาจเข้าเก๋อเหล่า คำกล่าวนี้มาจากสมัยราชวงศ์
ชิง ผู้ที่สอบได้จิ้นซื่อต้องเข้าไปฝึกงานในสำนักฮั่น
หลินก่อน พอครบกำหนดสามปีถึงจะสามารถเข้า
ร่วมสอบเพื่อไปรับตำแหน่งขุนนางได้