Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 92

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 92
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

หลัวเซิ่นหย่วนเดินออกมาจากตำหนักไท่จี๋ ด้าน

นอกเป็นขั้นบันไดหินอ่อนสีขาวทอดตัวลงไปเป็น

ชั้น ๆ ไกลออกไปอีกนิดเป็นกระเบื้องเคลือบสี

เหลือง ใต้ท้องฟั้าสีเทาหม่นในเหมันตฤดู แผ่

สะท้อนบารมีแห่งราชวงศ์

เขามองท้องฟั้าสีเทาหม่น ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด

กลุ่มคนร่วมสอบทยอยเดินมาร่วมแสดงความ

ยินดีกับเขา จ้วงหยวนคนใหม่ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง

โดยฮ่องเต้องค์ใหม่ พระองค์พระราชทาน

ตำแหน่งซิวจ้วน[1] แห่งสำนักฮั่นหลินให้เขา

บัดนี้เขาเป็นบุคคลอันดับหนึ่งที่ทุกคนต่างจับตา

มอง ทว่าเขายังดูเยาว์วัยและถ่อมตน บนร่างสวม

เสื้อคลุมยาวสีฟั้าเพราะรูปร่างสูงตระหง่าน คิ้วคม

เข้ม เมื่อมองแล้วจึงให้ความรู้สึกเคร่งขรึมอยู่

หลายส่วน

มีขุนนางหลายคนเข้ามาสนทนาผูกสัมพันธ์กับเขา

กล่าวถ้อยคำเกรงอกเกรงใจ เมื่อเห็นจ้วงหยวน

คนใหม่ทุกคนต่างลอบยิ้มในใจ เกรงว่าการ

เดินขบวนเฉลิมฉลองสามวันข้างหน้า จ้วงหยวนผู้

นี้คงต้องถูกรุมล้อมเป็นแน่ ช่างมีรูปโฉมหล่อเหลา

โดดเด่นเหลือคณา

ซุนเจี้ยเข้ามาต้อนรับเขา “เจ้าออกมาได้เวลา

พอดี ใต้เท้าสวีให้คนส่งจดหมายมา”

ใต้เท้าสวีก็คือท่านรองราชเลขาสวีเว่ยในยามนี้

ระหว่างการสอบระดับแคว้น เขาเป็นคนเลือกชื่อ

ของหลัวเซิ่นหย่วนออกมา บัดนี้หลัวเซิ่นหย่วนถือ

ว่าเป็นศิษย์ของสวีเว่ยแล้ว ซุนเจี้ยกับสวีเว่ยเป็น

สหายรักกัน ต่างก็เป็นฝั่ายชิงหลิว ซุนเจี้ยมีแผน

จะแนะนำหลัวเซิ่นหย่วนให้กับสวีเว่ยก่อนหน้านี้

แล้ว

หลัวเซิ่นหย่วนก้มศีรษะ คลี่ยิ้มกล่าว “ข้าได้รับ

ความเมตตาจากใต้เท้าสวี กำลังหาโอกาสไป

คารวะใต้เท้าสวีพอดีขอรับ”

ทั้งสองเดินพูดคุยพลางก้าวลงบันได จากนั้นก็เห็น

เกี้ยวหลังหนึ่งถูกแบกออกมาจากประตูเฉิงเฉียน

เกี้ยวหลังนั้นสร้างอย่างเรียบง่าย ทว่าด้านหลัง

กลับเต็มไปด้วยเหล่าองครักษ์จำนวนมาก

เมื่อซุนเจี้ยเห็นเกี้ยวหลังนั้น สีหน้าก็พลันเย็น

เยียบอย่างไม่อาจสะกดกลั้น กล่าวเสียงตํ่า “เจ้า

เดรัจฉานเฒ่านี่…บัดนี้ถึงขั้นนั่งเกี้ยวเข้าวังหลวง

แล้วไม่กลัวว่าจะถูกขุนนางตรวจสอบฎีกาก่นด่า

หรือไร!” เหตุเพราะวั่งหย่วนสังหารหลิวเก๋อเหล่า

หลิวเก๋อเหล่าเป็นที่เคารพนับถือของทุกคนในฝัง

ชิงหลิวดังนั้นไม่ว่าผู้ใด เมื่อเห็นวั่งหย่วนก็รู้สึกไม่

พอใจ ที่สำคัญหลิวเก๋อเหล่ายังไร้ความผิดใด ๆ…

เขาอายุเจ็ดสิบปีแล้ว ตรากตรำทำงานหนักเพื่อ

ราษฎรมาทั้งชีวิต คลื่นมรสุมพายุอะไรล้วนผ่าน

มาได้ ปีนั้นที่เกิดการนองเลือดแย่งชิงบัลลังก์ของ

อดีตฮ่องเต้ เขายังรอดพ้นมาได้อย่างปลอดภัย

ครั้นถึงเวลาเสพสุขในบั้นปลายของชีวิตกลับต้อง

ตายโดยนํ้ามือของวั่งหย่วน

“พวกข้าย่อมไม่มีทางเข้าร่วมกับพวกคนชั่วช้า

พรรค์นี้” ซุนเจี้ยกล่าว“บัดนี้ในราชสำนักมีคนยึด

เขาเป็นผู้นำมากมาย ทว่ารอดูไปเถิด หนทางดำ

มืดเมื่อเดินนานไปย่อมพบผีเข้าสักวัน”

หลัวเซิ่นหย่วนเพียงรับคำเสียงหนึ่ง เขามองตาม

เกี้ยวของวั่งหย่วนไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด

หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้าขึ้น เดินตามซุนเจี้ยออก

นอกประตูวังหลวงจวนของสวีเว่ยห่างจากวัง

หลวงไม่ไกล ใช้เวลานั่งเกี้ยวเพียงประเดี๋ยวเดียว

เท่านั้น ใต้เท้าสวีออกมาต้อนรับเขาด้วยตนเอง

ใต้เท้าสวีมีรูปร่างสันทัดใบหน้าเป็นมิตร หลัวเซิ่น

หย่วนคุกเข่าลงกล่าวคารวะใต้เท้า สวีเว่ย

ประคองหลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้น กล่าวพลางยิ้ม “ข้า

รับการคารวะจากเจ้าแล้ว ต่อไปเรียกข้าว่า

อาจารย์ก็พอ”

ด้านข้างมีคนยืนอยู่ สวมชุดสีขาวจันทร์นวล ฉีก

ยิ้มกว้างพลางเอ่ย“มาดื่มชาที่จวนของสวีเก๋อ

เหล่าก็ได้พบท่านจ้วงหยวนคนใหม่ ท่านจ้วง

หยวนจำข้าคนแซ่เฉิงได้หรือไม่”

หลัวเซิ่นหย่วนยิ้ม “ใต้เท้าเฉิงมอบความ

ประทับใจให้กับผู้คนหยั่งลึกนัก ข้าย่อมจำได้”

จากนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจเฉิงหลางอีก หันไปเสวนา

กับสวีเว่ยต่อ รอจนหลัวเซิ่นหย่วนและคนอื่น ๆ

จากไปแล้ว สวีเว่ยก็ยกนํ้าชาขึ้นดื่ม ที่ปรึกษาใน

จวนเอ่ยขึ้นว่า “ข้าน้อยเห็นว่าท่านชื่นชมท่าน

จ้วงหยวนคนใหม่ยิ่งนัก เขาเองก็เป็นผู้ที่มี

ความสามารถโดยแท้จริง ข้าอ่านบทความของ

เขาแล้ว ชี้ชัดตรงประเด็น ความคิดแนวทาง

ชัดเจน เป็นผู้มีความสามารถที่ยากพานพบ”

สวีเว่ยถอนหายใจ “ในเมื่อเจ้าเห็นบทความของ

เขาแล้วก็ต้องรู้ว่าเขามีอุปนิสัยอย่างไร เขา

สนับสนุนให้ใช้กฎหมายเข้มงวด เฉียบขาด

เหี้ยมโหด…ข้าล่วงรู้ถึงบางเรื่องเกี่ยวกับตัวเขา

คนผู้นี้มีความสามารถโดยแท้จริง เพียงแต่ข้ากลัว

ว่าหากต่อไปใช้ไม่ถูกทางจะกลับกลายเป็นการ

สร้างวั่งหย่วนคนที่สองเช่นนั้นข้าคงต้องเป็นคน

โฉดไปชั่วกัลปาวสานแล้ว”

ที่ปรึกษาจึงกล่าว “เช่นนั้นท่าน…ไม่คิดจะบ่ม

เพาะเขาหรือขอรับ”

“ข้าย่อมบ่มเพาะเขา ไม่เพียงบ่มเพาะ ที่สำคัญยัง

ต้องทำให้เร็วกว่าผู้ใด” สวีเว่ยกล่าว “ยามนี้ขั้ว

อำนาจของพวกเรากำลังอ่อนแอ ต้องการคนเช่น

เขา ข้าล่วงรู้ถึงบางเรื่องเกี่ยวกับตัวเขา เกรงว่า

เขาคงไม่ง่ายดายเยี่ยงนั้น…คนเช่นนี้ต้องผลักไป

ยืนบนปากปล่องลมยอดคลื่น[2] จึงจะทำให้ผู้คน

วางใจ หากวางไว้กับผู้อื่น ผู้อื่นไม่มีทางรับมือเขา

ไหว ซิวจ้วนเป็นเพียงตำแหน่งชั่วคราวรอผ่านพ้น

สองเดือนแล้วข้าค่อยไปกราบทูลฮ่องเต้…ราช

สำนักขาดแคลนผู้มีความสามารถ บัดนี้ฮ่องเต้

ทรงกังวลพระทัยอย่างยิ่ง”

เมื่อที่ปรึกษาได้ยินก็ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนรินนํ้าชา

ให้สวีเว่ย

เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนเดินออกจากประตูจวนของสวี

เว่ยพร้อมกับเฉิงหลางเฉิงหลางก็พูดกับเขา

“หากจะว่าไป คราก่อนที่ข้าสอนหนังสือให้กับ

น้องสาวอี๋หนิง ข้าพบว่าลายเส้นพู่กันของนาง

ได้รับการสั่งสอนมาจากท่าน ทั้งยังเข้าถึงแก่น

สำคัญอยู่หลายส่วน เกรงว่าวันหลังคงต้องขอคำ

ชี้แนะจากท่านบ้างแล้ว”

เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนได้ยินก็เพียงยิ้มบาง “น้องสาว

ของข้าถูกข้าเคี่ยวเข็ญให้ฝึกฝนมานานหลายปี

บัดนี้ถือว่าพอดูได้บ้างแล้ว”

เฉิงหลางมองเขา ก่อนจะคลี่ยิ้มอีกครั้ง “ข้าจะ

คอยดูความยิ่งใหญ่ของขบวนเฉลิมฉลองท่านจ้วง

หยวน แต่วันนี้คงต้องขอตัวก่อน” เขากวักมือ

เรียกรถม้าที่จอดรออยู่ด้านข้าง ก่อนจะขึ้นรถม้า

ไป

หลัวเซิ่นหย่วนรอเขาจากไปแล้วจึงขึ้นรถม้าที่จอด

อยู่ด้านข้างเช่นเดียวกัน เขาเอนกายพิงเบาะ

หลับตาลง เฉิงหลางผู้นี้ช่างร้ายกาจนัก อีกฝั่าย

กำลังหยั่งเชิงอะไรอยู่กันแน่

นับดูก็เป็นเวลานานแล้วที่เขาไม่ได้เจอนาง…ไม่รู้

ว่าคราก่อนนางโกรธเคืองเขาหรือไม่

เขาลูบไล้ปั้ายหยกขาวลายปีเซียะในมือเบา ๆ

สามวันต่อมาเป็นวันเดินขบวนเฉลิมฉลองบัณฑิต

ซึ่งผ่านการคัดเลือกชั้นต้นสามคน ผู้คน

พลุกพล่าน บรรยากาศครึกครื้นยิ่งนัก

อี๋หนิงอยากไปดูเหลือเกิน นางไม่เคยเห็นขบวน

เฉลิมฉลองมาก่อนเว่ยหลิงส่งองครักษ์มาคุ้มกัน

นาง แต่อย่างไรก็ไม่อนุญาตให้นางออกจาก

ตรอกอวี้จิ่ง อี๋หนิงเห็นเพียงฝูงชนล้นหลามเท่านั้น

ขบวนของท่านจ้วงหยวนคนใหม่จึงผ่านไปเช่นนี้

ผู้คนมากมายรายล้อม กระทั่งเงาร่างของหลัวเซิ่น

หย่วน นางก็ไม่เห็น ตรอกตรงข้ามมีบันไดยื่น

ออกมา มีแม่นางน้อยสองคนกำลังยืนเบียด

หัวเราะกันอยู่บนบันได

เดือนสอง ดอกซิ่งฮวาบนกิ่งไม้บานสะพรั่ง อี๋หนิง

มองดอกซิ่งฮวาที่ร่วงหล่นบนพื้น มุมปากยกหยัก

เป็นรอยยิ้มน้อย ๆ

พี่ชายสามสมควรเป็นที่เฝั้ามองของผู้คนนับหมื่น

เขาควรเป็นคนที่ผู้คนต้องแหงนมอง ให้ความ

เคารพชื่นชม

นางไม่มีทางปีนบันได! อี๋หนิงลอบคิดในใจ

องครักษ์กลุ่มนี้ปกปั้องนางอย่างระมัดระวัง

ยิ่งยวด ด้วยเกรงว่าหากนางได้รับบาดเจ็บอันใด

คงอธิบายไม่ได้ ฉะนั้นอย่าสร้างความเดือดร้อน

ให้พวกเขาจะดีกว่า

เมื่อไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยที่เรือน อี๋หนิงยังคง

เปียมไปด้วยความสุขก้าวเท้าเดินตัวลอย ฮูหยินผู้

เฒ่าเว่ยยิ้มพลางดึงมือนางมาจับ “ก็แค่ไปดูขบวน

เฉลิมฉลอง มีความสุขประหนึ่งสาวน้อยอย่างไร

อย่างนั้น!”

จ้าวหมิงจูมองนางเงียบ ๆ ก่อนเอ่ยออกมา

กะทันหัน “ข้าจำได้ว่าผู้ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งจ้วง

หยวน…คล้ายจะเป็นพี่ชายสามในตระกูลหลัวของ

น้องสาวอี๋หนิง”

ครั้นฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ยิน ดวงตาก็พลันเป็น

ประกาย กล่าวกับอี๋หนิง“เช่นนั้นต้องเชิญเขามา

เยี่ยมเยือนสักครั้งแล้ว!”

อี๋หนิงคิดว่าเขาเพิ่งได้รับตำแหน่งจ้วงหยวน บัดนี้

ชื่อเสียงขจรขจายย่อมมีผู้คนไปมาหาสู่มากมาย

ไม่รู้ว่าเมื่อใดเขาจะมีเวลาว่าง

ปรากฏว่าวันต่อมา ขณะที่เว่ยหลิงให้นางไปหยิบ

สมุดบัญชีที่เรือนของเขา นางก็พบคนผู้หนึ่งกำลัง

นั่งพูดคุยกับเว่ยหลิงในห้องโถงกลาง นางชะงัก

ฝีเท้าโดยพลัน

คนผู้นี้สวมชุดคลุมยาว ผ้าเนื้อละเอียด ดูเหมือน

เขาจะสูงขึ้นเล็กน้อยเหตุใดเขาจึงสูงถึงเพียงนี้

ใบหน้าดูคมคายกว่าแต่ก่อน ช่วงไหล่กว้างบึกบึน

ยิ่งขึ้น สันจมูกโด่งตรง ใบหน้าด้านข้างหล่อเหลา

แปรเปลี่ยนเป็นบุรุษที่เติบโตเต็มวัย ดูคล้ายเขา

กำลังสนทนากับเว่ยหลิง

“อี๋หนิงมักเอ่ยถึงเจ้าอยู่บ่อยครั้ง” เว่ยหลิงกล่าว

“ยามที่นางอยู่ในตระกูลหลัว เจ้าดูแลนางเป็น

อย่างดี ก่อนหน้านี้เพราะข้าตั้งปั้อมกับตระกูล

หลัว จึงไม่อนุญาตให้พวกเจ้าไปมาหาสู่กัน บัดนี้

เห็นทีข้าจะเข้าใจผิดไปแม้นางจะไม่ใช่คนใน

ตระกูลหลัวแล้ว แต่การที่นางยอมรับเจ้าเป็น

พี่ชายสามข้าเองก็เห็นดีด้วย นางจะได้มีคนคอย

ดูแลเพิ่มอีกคนหนึ่ง”

อี๋หนิงได้ยินเสียงนุ่มนวลเฉกเช่นวันวานของเขา

“น้องสาวของข้าตกอยู่ในวิกฤต เคราะห์ดีที่ได้รับ

ความช่วยเหลือจากนายท่านกั๋วกง ข้ารู้สึกซาบซึ้ง

ยิ่งนัก”

เว่ยหลิงเห็นอี๋หนิงยืนอยู่ตรงประตูก็ยิ้มพลางขาน

เรียกนาง “อี๋หนิงเหตุใดจึงไม่เข้ามาเล่า พี่ชาย

สามของเจ้ามาเยี่ยมเจ้าแล้ว”

อี๋หนิงเห็นเขาหันกลับมามองตน

อาจเป็นเพราะนานแล้วที่ไม่ได้พานพบ อี๋หนิงจึง

รู้สึกแปลกหน้าเล็กน้อยทั้งที่ควรจะคุ้นเคยอย่าง

ยิ่ง ทว่ากลับเกิดความรู้สึกแปลกหน้าชนิดหนึ่งที่

ไม่อาจอธิบาย

เว่ยหลิงเห็นอี๋หนิงยืนนิ่งงันจึงกล่าว “พ่อจะไปสั่ง

ผู้ดูแลจัดโต๊ะงานเลี้ยงก่อน ประจวบเหมาะที่วันนี้

มีแขกท่านอื่นมาเยี่ยมเยือนพอดี พ่อจะได้ต้อนรับ

พร้อมกัน”

กล่าวจบก็เดินออกไป อี๋หนิงเห็นพี่ชายสามวาง

ถ้วยชาลงแล้วยืนขึ้น เขายิ้มให้นาง “เป็นอะไรไป

เจ้าไม่รู้จักข้าแล้วหรือ”

ยามเขายิ้มช่างหล่อเหลา อ่อนละมุนดุจภาพซึ่ง

วาดด้วยนํ้าหมึก อันที่จริงแต่ไหนแต่ไหนแต่ไรมา

อี๋หนิงรู้สึกพึ่งพาเขามากที่สุด นี่เป็นความรู้สึก

ประหนึ่งวิหคเหนื่อยล้าที่โผบินกลับรัง ราวกับ

เมื่อได้เห็นเขาก็ไม่มีสิ่งใดทำให้นางเป็นกังวลอีก

นางย่างเท้าเข้าไปหลายก้าว ยังไม่ทันรอให้เขามี

ปฏิกิริยาตอบสนองก็กระโจนเข้าสู่อ้อมแขนของ

เขา หลัวเซิ่นหย่วนเกือบจะรับนางไว้ไม่ทัน ถูก

นางกระแทกจนก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

อี๋หนิงกอดเอวของเขาไว้ เงยหน้ายิ้มให้เขา

“พี่ชายสาม ท่านสอบได้จ้วงหยวนแล้ว!”

อันที่จริงนางมิใช่เด็กน้อยแล้ว อย่างน้อยเรือนร่าง

ที่แนบชิดกับเขาก็อรชรอ้อนแอ้นยิ่งนัก ยามนาง

ยังเป็นเด็กก็ชอบทำตัวติดเขา ทว่าบัดนี้หลัวเซิ่น

หย่วนกลับรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง หากกล่าวว่า

มีจุดใดที่ทำให้เขาไม่เป็นตัวของตัวเอง นั่นก็คือ

เรือนร่างอ่อนนุ่มที่แนบชิด เมื่อเงยหน้าขึ้นยังได้

กลิ่นหอมหวานจาง ๆ จากร่างของนาง…เขาเป็น

บุรุษเต็มวัย ทั้งยังไร้อนุจะคุ้นชินกับการใกล้ชิด

เช่นนี้ของนางได้อย่างไร

หลัวเซิ่นหย่วนดันตัวนางออก ทว่ายังคงยิ้ม “เจ้า

เติบโตเป็นหญิงสาวแล้ว ยังทำตัวติดข้าเช่นนี้ไป

เพื่อสิ่งใดกัน”

เขารังเกียจที่นางทำตัวติดเขาหรือ

อี๋หนิงกล่าว “ก็ข้าดีใจที่ได้พบท่าน” นางปล่อย

เขา ลอบคิดในใจว่าไม่ควรโอบกอดเขาเช่นนี้อีก

นางยังยึดติดว่าเขาเป็นพี่ชายสามของนาง

อี๋หนิงฉีกยิ้มกว้าง จับมือของเขาไว้ “ไปกันเถิด

ข้าจะพาท่านไปดูที่พำนักของข้า ข้ายังมีถิงเกอร์

น้องชายอีกคน ซุกซนชอบสร้างความวุ่นวายยิ่ง

นัก ห้องหนังสือของข้าถูกเขาทำเละเทะเป็น

ประจำ…ท่านแม่กล่าวว่าน้องชายคนใหม่ของข้าก็

ซุกซนเหลือเกิน ตัวอ้วนจํ้ามํ่า ไม่รู้ว่าเมื่อใดข้าจะ

ได้พบเขา”

หลัวเซิ่นหย่วนมองมือของนางที่จับจูงตนราวกับ

ไม่รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติก็กล่าว “ท่านพ่อต้องมารับ

ราชการที่เมืองหลวง เห็นทีอีกไม่นานเจ้าคงได้พบ

เขาแล้ว”

อันที่จริงอี๋หนิงไม่ได้โกรธแค้นอะไรหลัวเฉิงจาง

เพราะเดิมทีเขาก็ไม่ใช่บิดาของนาง อย่างไรก็ไม่

อาจปฏิเสธว่าเขามิได้เลวร้ายไปเสียหมด นางรู้มา

นานแล้วว่าหลัวเฉิงจางจะมารับตำแหน่งที่เมือง

หลวง แต่คาดไม่ถึงว่าจะเพิ่งมาเอายามนี้ นับดู

แล้วหลัวอี๋ซิ่วก็น่าจะออกเรือนไปแล้ว ไม่รู้ว่า

เมื่อใดจะได้พบอีกฝั่ายที่เมืองหลวง นางเอ่ยถาม

หลัวเซิ่นหย่วน หลัวเซิ่นหย่วนเพียงตอบว่า “หลัว

อี๋ซิ่วออกเรือนไปแล้ว น่าจะใกล้แล้วกระมัง”

เขาเดินเล่นในเรือนของนางรอบหนึ่ง จากนั้นก็

พบภาพอักษรของอี๋หนิงที่แขวนไว้ในห้องโถงของ

นาง มิน่าเล่า เฉิงหลางถึงมองออก แม้แต่ตัวเขา

เองก็ยังรู้สึกเหมือนเจ็ดถึงแปดส่วน

เขาเลี้ยงดูนางจนเติบใหญ่ หากตัวอักษรของนาง

จะเหมือนกับเขาก็มิใช่เรื่องแปลก หลัวเซิ่นหย่วน

เห็นหนังสือที่วางอยู่ในห้องหนังสือเล่มหนึ่ง

บรรยายถึงการขุดลอกระบายนํ้าท่วม นี่ไม่ใช่

หนังสือที่อี๋หนิงควรอ่านเลย

“นั่นเป็นหนังสือของเฉิงหลาง” อี๋หนิงกล่าว

“คราก่อนเขาลืมเก็บกลับไปด้วย”

นางเพิ่งพูดจบก็พบว่าหลัวเซิ่นหย่วนมีสีหน้าเฉย

เมยขึ้น มองไม่ออกว่าเป็นอะไร “คราก่อนข้าอยู่ที่

จวนของใต้เท้าสวีก็เห็นเขา…อี๋หนิง คนผู้นี้จิตใจ

ยากแท้หยั่งถึง เป็นการดีหากเจ้าจะสร้างเกราะ

ปั้องกันไว้เสียหน่อย”

อี๋หนิงคลี่ยิ้ม “วาจาของคนผู้นี้เทียบได้กับญาติผู้

พี่เม่า ไม่อาจยึดถือจริงจัง ใช่แล้ว ข้ายังไม่ได้ถาม

ถึงญาติผู้พี่เม่าเลย มิใช่กล่าวว่าเขาติดตามญาติผู้

พี่หมิงมายังเมืองหลวงหรอกหรือ ข้าไม่เคยได้ยิน

ข่าวคราวของเขาเลยไม่รู้ว่าบัดนี้เขาเป็นอย่างไร

บ้าง”

“เขากับกู้จิ่งหมิง…ติดตามอดีตองค์รัชทายาท

อดีตองค์รัชทายาทโปรดปรานเขานัก เมื่อขึ้น

ครองราชย์ก็ทรงแต่งตั้งเขาเป็นขุนนางที่ปรึกษา

กรมโยธา ทว่าทั้งวันกลับไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็น

อัน” หลัวเซิ่นหย่วน หลินเม่าและกู้จิ่งหมิงยังคง

ไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง เขายังอธิบายเพิ่มเติมอีก

ประโยค“นับเป็นขุนนางตรวจสอบฎีกาคนหนึ่ง”

คนไม่อยู่กับร่องกับรอยชอบขบถเช่นเขากลับรับ

ตำแหน่งขุนนางตรวจสอบฎีกาเฉกคนทั่วไป อี๋ห

นิงรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งยวด

อี๋หนิงอยากถามเขาว่า เขาอยากรับตำแหน่ง

ราชการอะไร ยามนางหยิบหนังสือเล่มหนึ่งก้าว

ถอยหลังกลับไม่ระวัง ทำให้กระทบเข้ากับแผงอก

ของเขาเหนือศีรษะนางราวกับได้ยินเสียงลม

หายใจเจ็บปวดจากการถูกกระแทก อี๋หนิงเงย

หน้าขึ้นก็เห็นเขากำลังจับจ้องตน ชั่วขณะที่ทั้ง

สองคนไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรนางรู้สึกว่าบรรยากาศ

ภายในห้องคล้ายอึดอัดขึ้นโดยพลัน นางก้าวถอย

หลังก้าวหนึ่ง ตอนนางกอดเขาเมื่อครู่ยังไม่รู้สึก

อะไร ทว่าบัดนี้ทั้งร่างกลับรู้สึกไม่ถูกต้องแล้ว

“ท่านย่า…ท่านย่าอยากพบท่าน”

——————–

[1] ซิวจ้วนคือตำแหน่งผู้เรียบเรียงอักษร

[2] ปากปล่องลมยอดคลื่น หมายถึง สถานที่ที่

อันตรายที่สุด

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 92"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

dsG-193×278-1
จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์
11/08/2022
4ee (1)
หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก
12/06/2026
N1lN39
เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด
05/12/2025
aileenQCSjP
ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
06/03/2026

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.