พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 93
นางเดินตามหลังหลัวเซิ่นหย่วน เมื่อถูกลมเย็นพัด
ปะทะใบหน้าสติสัมปชัญญะก็แจ่มชัดขึ้นหลาย
ส่วน
อี๋หนิงมองร่างสูงตระหง่านตรงหน้า นึกถึงเมื่อ
ครั้งที่ตนยังเด็ก เขาก็คอยยืนอยู่เบื้องหน้าปกปั้อง
นางมานับครั้งไม่ถ้วน
เหตุใดจึงเกิดความรู้สึกพิลึกพิลั่นเช่นนี้เล่า หรือ
สถานการณ์เมื่อครู่นี้แปลกประหลาดเกินไป เขา
ไม่ได้กล่าวอะไร เพียงยิ้มและเอ่ยถามนางว่าเจ็บ
ศีรษะหรือไม่
อี๋หนิงจึงเพียงตำหนิตนเองที่คิดมากเกินไป ถึง
อย่างไรหลัวเซิ่นหย่วนก็มองดูนางเติบใหญ่ขึ้นมา
แม้เขาจะไม่ใช่พี่ชายของนางจริง ๆ แต่อย่างไร
ความผูกพันระหว่างพี่น้องก็ยังอยู่ อีกทั้งบัดนี้เขา
เป็นจิ้นซื่อแล้ว ถึงเวลาตรึกตรองเรื่องงานแต่งกับ
คุณหนูซุนแล้ว นางยังไม่เคยพบคุณหนูซุนท่านนี้
แต่ก่อนนางมักครุ่นคิดอยู่เสมอว่าคนเช่นไรถึงจะ
คู่ควรกับเขา
รอจนนางมาถึงเรือนจิ้งอันและเดินเลี่ยงไปยังห้อง
ด้านข้างฝังประจิมก็พบว่ามีเด็กสาวจำนวนไม่
น้อยยืนอยู่ด้านหลังฉากบังลม
ในนั้นมีใบหน้าคุ้นเคยหลายใบหน้า ผลักยื้อยุดกัน
ไปมา ทั้งเขินอายทั้งใคร่รู้ ใบหน้าแดงระเรื่อ
นัยน์ตาวาวระยับ
อี๋หนิงมองพี่ชายสามที่อยู่ในห้องโถงกลาง
กาลเวลาเคลื่อนคล้อย นางเกือบลืมไปแล้วว่าคน
ผู้นี้ได้รับความนิยมจากบรรดาสตรีเพียงใด ถึงขั้น
ได้รับความนิยมมากกว่าเฉิงหลางเสียอีก ถึงเขา
จะไม่ได้ทำอะไร ทว่าทุกคราที่บรรดาสาวน้อย
เหลือบมองเขา สีหน้าพวกนางก็จะพลันแดงเรื่อ
บางคนที่ค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัวถึงกับพูดอะไรไม่
ออก
หลัวเซิ่นหย่วนคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ฮูหยินผู้
เฒ่าประคองเขาลุกขึ้นหลัวเซิ่นหย่วนนั่งลง เมื่อ
ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของบรรดาเด็กสาวที่
ดังเล็ดลอดมาจากด้านหลังของฉากบังลม เขาก็รู้
ว่าพวกนางกำลังพูดคุยถึงเขาเขาเผชิญกับ
เหตุการณ์เช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน จึงกำมือยกขึ้น
วางไว้ใต้ริมฝีปากกระแอมกระไอเสียงเบาครั้ง
หนึ่ง เมื่อด้านในได้ยิน เสียงก็พลันชะงัก การ
เคลื่อนไหวหยุดลงโดยพลัน
อี๋หนิงมองสาวน้อยที่รวมตัวกันตรงฉากบังลม
เพราะการเคลื่อนไหวของหลัวเซิ่นหย่วน พวก
นางจึงหยุดสนทนา ทว่าหลังจากนั้น เสียงพูดคุย
ก็ยิ่งร้อนแรงยิ่งขึ้น เพียงแต่เสียงเบาลงมาก อี๋ห
นิงรู้สึกหดหู่เล็กน้อย เหตุใดเขาจึงเป็นที่นิยมใน
บรรดาเด็กสาวถึงเพียงนี้ รูปโฉมก็ไม่ได้หล่อเหลา
ไปกว่าเฉิงหลางสักหน่อย
สาวใช้เดินเข้ามา กล่าวว่าฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยตามให้
นางเข้าไป อี๋หนิงจึงเดินออกไปจากห้องด้านข้าง
จ้าวหมิงจูที่ยืนอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย เมื่อ
เห็นนางก็ดึงมือของนางไปกุมไว้พลางเอ่ยถาม
เสียงแผ่วเบา “นี่ก็คือพี่ชายสามของเจ้าหรือ”
คราก่อนที่นางไปตระกูลหลัว นางไม่ได้พบ
หลัวเซิ่นหย่วน หากกล่าวตามจริง รูปโฉมของเขา
ก็ไม่ได้หล่อเหลาไปกว่าเฉิงหลาง ทว่าบนร่างกลับ
มีกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนอดสนใจ
เขาไม่ได้
อี๋หนิงจ้องมองนางคราหนึ่ง จ้าวหมิงจูโบกมือ
“ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่นใดเป็นเจียโหรวให้ข้าถามเจ้า
พี่ชายสามของเจ้าชอบของว่างประเภทใด…”
เสิ่นเจียโหรวหรือ อี๋หนิงชำเลืองมองไปทางหลัง
ฉากบังลมก็เห็นเสิ่นเจียโหรวโผล่ศีรษะออกมา
เล็กน้อย
แม้จะกล่าวว่าพี่ชายสามของนางยังไม่ได้แต่ง
ภรรยารับอนุ ทว่าข้างกายก็มีคนลอบชื่นชมเขาไม่
น้อย เกรงว่าแม้แต่สาวใช้ในบ้านก็ยังเกิดความคิด
ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ทว่าหลัวเซิ่นหย่
วนไม่มีทางสนใจสาวใช้ตัวเล็ก ๆ เป็นแน่
อี๋หนิงกล่าวกับจ้าวหมิงจู “เขาไม่ชอบกินของ
ว่าง” ถึงในอดีตเขาจะชอบซื้อ ทว่านั่นเป็นเพราะ
นางชอบ
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยให้นางเข้าไป อี๋หนิงนั่งลงข้างกาย
อีกฝั่าย หญิงชรายิ้มพลางเอ่ย “กล่าวกันว่าเจ้า
เป็นผู้มีความรู้ ที่แท้ก็เป็นเพราะมีพี่ชายเป็นจ้วง
หยวน” ทั้งยังมาเยี่ยมเยือนถึงประตูตั้งแต่วันที่
สองที่ได้รับตำแหน่งจ้วงหยวน เห็นได้ว่ายามที่ยัง
อยู่ในตระกูลหลัว หลัวเซิ่นหย่วนรักเอ็นดูอี๋หนิง
เพียงใด ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยลูบศีรษะอี๋หนิง บอก
กล่าวกับหลัวเซิ่นหย่วน “ต่อไปเจ้าสามารถเข้า
ออกจวนอิงกั๋วกงได้ตามต้องการ เจ้าอบรมสั่ง
สอนอี๋หนิงเด็กคนนี้ได้ดีนัก เขียนอักษรได้งดงาม
หากนางสามารถมีอาจารย์เป็นท่านจ้วงหยวนได้
ย่อมเป็นเรื่องที่ประเสริฐที่สุด”
เจตนาของประโยคนี้คือต้องการให้พี่ชายสามสั่ง
สอนนางต่อไป
อี๋หนิงรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าทำเช่นนี้เพราะหวังดีต่อนาง
ทว่าบัดนี้หลัว-เซิ่นหย่วนเป็นจ้วงหยวนแล้ว เขา
จะมีเวลาว่างได้อย่างไร
นางกำลังจะปฏิเสธก็ได้ยินหลัวเซิ่นหย่วนกล่าว
“ตั้งแต่เล็กก็เป็นข้าที่สั่งสอนนาง หากฮูหยินผู้
เฒ่ายินยอม ข้าย่อมสั่งสอนนางต่อไป”
เขาตกลงแล้ว อี๋หนิงรีบพูด “อันที่จริงไม่ต้อง
หรอกเจ้าค่ะ ปกติข้าก็เรียนรู้จากญาติผู้พี่เฉิง
หลาง เกรงว่าจะรบกวนท่าน…”
หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ยทันใด “ปกติก็ใช่ว่าข้าจะยุ่ง
อะไรมากมาย”
“ย่ายังมีเรื่องอยากคุยกับเจ้า วันนี้จะมีแขกสูง
ศักดิ์มาเยือน” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยพูดกับอี๋หนิง “เจ้า
ยังไม่เคยเจอนาง ย่ากับท่านย่าของนางสนิทสนม
กัน ยากนักที่นางจะออกมาสักครั้ง อีกครู่เมื่อนาง
มาแล้ว ย่าจะชี้ให้เจ้าดูท่านปูั่ของนางคือท่าน
เสนาบดีกรมพิธีการเซี่ยเหยา”
หลานสาวของท่านเสนาบดีกรมพิธีการเซี่ยเหยา
อี๋หนิงรู้สึกคุ้นหูนักทว่าในระยะเวลาอันสั้น นางยัง
นึกไม่ออก
เมื่อกล่าวถ้อยคำนี้จบ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็สั่งให้คน
ไปเตรียมของว่างนํ้าชาที่โถงบุปผา พร้อมกับเชิญ
ทุกคนไปที่นั่น
อี๋หนิงเดินไปตามระเบียงถึงได้เห็นสาวน้อยนาง
หนึ่งเดินออกมาจากโถงบุปผา ด้านหลังรายล้อม
ด้วยบ่าวไพร่ นางสวมชุดสีแดงสดลายสม
ปรารถนาปินทองประดับมุกลายหงส์ นัยน์ตาหงส์
ทั้งคู่งดงาม ท่วงท่าสูงศักดิ์สง่าผ่าเผยนางยิ้มพลาง
ยอบกายคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย “ท่านย่าให้ข้ามา
คารวะท่านแทนนาง ขอให้ท่านสุขภาพแข็งแรง
ดุจเขาไท่ซานเจ้าค่ะ”
อี๋หนิงมองสาวน้อยนางนี้อยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็พลัน
นึกขึ้นได้ว่าคนผู้นี้คือผู้ใด
สาวน้อยนางนี้มีนามว่าเซี่ยอวิ้น เป็นหลานสาว
ของเซี่ยหมิ่นพี่สะใภ้ใหญ่ของนาง และยังเป็น
ภรรยาในอนาคตของเฉิงหลางอีกด้วย
เซี่ยอวิ้นเกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ ท่านปูั่เป็น
เสนาบดีกรมพิธีการตั้งแต่เล็กก็เชี่ยวชาญหนังสือ
โคลงกลอน เปียมไปด้วยความสามารถ
ประหนึ่งเซี่ยหมิ่นอีกร่างหนึ่ง ดังนั้นนางจึง
ชอบเซี่ยหมิ่นเป็นพิเศษ อี๋หนิงจำได้ว่าเซี่ยอวิ้น
สาวน้อยนางนี้ ตั้งแต่เล็กก็หยิ่งผยองอย่างยิ่งยวด
ยามนางมาเล่นที่จวนหนิงหย่วนโหว นอกจากเซี่ย
หมิ่นท่านอาหญิงของนาง ในสายตาของนางก็ราว
กับไม่มีผู้ใด
นางแตกต่างจากจ้าวหมิงจู จ้าวหมิงจูมีท่านอิงกั๋ว
กงเป็นผู้อุปถัมภ์แต่นางเป็นบุตรีสายตรงแห่งชน
ชั้นสูงศักดิ์โดยแท้จริง ตั้งแต่เล็กก็ได้รับการอบรม
เลี้ยงดูอย่างดีเลิศ หากนางจะมองผู้อื่นอย่างดู
แคลนก็เป็นเรื่องธรรมดา
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยรับการคารวะจากนาง ยิ้มพลาง
กล่าวกับอี๋หนิง “ท่านนี้ก็คือคุณหนูรองแห่ง
ตระกูลเซี่ย เซี่ยอวิ้น โตกว่าเจ้าสามปี เจ้าควรจะ
เรียกนางว่าพี่สาว”
ดวงตาหงส์ของเซี่ยอวิ้นกวาดผ่านร่างของอี๋หนิง
ปราดหนึ่ง คลี่ยิ้มเล็กน้อย “ข้าเคยได้ยินชื่อของ
น้องสาวอี๋หนิง เป็นบุตรสาวที่ท่านอิงกั๋วกงตาม
กลับมา รูปโฉมงดงามนัก”
เซี่ยอวิ้นเป็นบุตรีสายตรงเพียงคนเดียวของ
ตระกูลเซี่ย ตระกูลเซี่ยสืบทอดมายาวนานกว่า
ร้อยปี อีกทั้งท่านราชบัณฑิตเซี่ยยังเป็นขุนนางคน
สำคัญถึงสามราชวงศ์ เหตุเพราะมีหลานสาวเพียง
คนเดียว ตั้งแต่เล็กจึงถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางยังเฉลียวฉลาดเปียมด้วย
สติปัญญาบรรดาคุณหนูที่ปรากฏตัวในสถานที่
แห่งนี้ นางกวาดตามองคราหนึ่งก็เพียงพูดคุยกับ
อี๋หนิงไม่กี่ประโยคเท่านั้น ทั้งยังไม่มีท่าที
กระตือรือร้นแต่อย่างใดนํ้าเสียงไม่อุ่นไม่ร้อน เมื่อ
จ้าวหมิงจูเรียกขานนางพี่เซี่ยอวิ้น นางก็เพียงผงก
ศีรษะยิ้มน้อย ๆ
บรรดาคุณหนูในสถานที่แห่งนี้ล้วนขลาดกลัวนาง
ทุกคนต่างล่วงรู้ถึงชื่อเสียงอันเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว
ทั้งเมืองหลวงของนาง
“…ลายเส้นพู่กันของน้องสาวอี๋หนิงช่างงดงาม
นัก”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยนำทุกคนนั่งลง กล่าวกับเซี่ยอวิ้น
“หากพวกเจ้ามีเวลาว่างก็สามารถประลองกัน
ได้”
เซี่ยอวิ้นรู้สึกว่าอี๋หนิงอายุยังน้อย ทั้งยังเติบโตที่
ด้านนอก รากฐานตื้นเขิน หากมาประลองกับนาง
ย่อมเป็นไปไม่ได้ นางจึงเอ่ยถาม “ไม่ทราบว่า
อาจารย์ของน้องสาวอี๋หนิงคือผู้ใด ข้าฝึกคัดอักษร
กับท่านปูั่ของข้า”
เมื่อคิดว่าต้องเรียกสาวน้อยที่ใบหน้าเปียมไปด้วย
ความหยิ่งผยองเป็นพี่สาว อี๋หนิงก็รู้สึกแปลกพิกล
เล็กน้อย อันที่จริงพรสวรรค์ทางด้านนี้ของนาง
ธรรมดาสามัญยิ่ง ที่เขียนได้ดีเช่นทุกวันนี้ล้วนเป็น
เพราะอาศัยความอุตสาหะพากเพียร หาก
ประลองย่อมต้องเผยลายเส้นเดิมออกมา นาง
รู้จักประมาณตนส่วนเซี่ยอวิ้นมีชื่อเสียงขจรขจาย
เรื่องความเฉลียวฉลาดตั้งแต่วัยเยาว์ อดีตฮ่องเต้
พระองค์ก่อนยังเคยชื่นชมคุณหนูรองแห่ง
ตระกูลเซี่ยด้วยตนเอง
อี๋หนิงเพียงยิ้มกล่าว “เป็นการเขียนเล่นยามข้า
ว่างเท่านั้น ชื่อเสียงของคุณหนูเซี่ยอวิ้นเป็นที่ลือ
เลื่อง เกรงว่าคงไม่อาจประชันด้วยได้”
ตั้งแต่วัยเยาว์ เซี่ยอวิ้นก็ได้รับคำยกย่องชมเชยจน
เคยชินเสียแล้วนางจึงไร้ความรู้สึกใด ๆ ต่อคำชม
ของอี๋หนิง นางวางถ้วยชาด้วยท่วงท่างามสง่า
กล่าวต่อไป “เห็นทีน้องสาวอี๋หนิงจะถ่อมตัวแล้ว
ไม่ทราบว่าเปั่าติ้งมีอาจารย์ที่มีชื่อเสียงท่านใดอยู่
บ้างหรือ ข้าเคยได้ยินมาสองสามคน น้องสาวอี๋ห
นิงติดตามท่านเสวี่ยจายหรือท่านราชบัณฑิตเฉา
กันเล่า”
เซี่ยอวิ้นเป็นคนในตระกูลขุนนางใหญ่ คนที่เคย
พบปะล้วนเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ ทั้งสองท่านนี้ต่างมี
ชื่อเสียงสะท้านใต้หล้า ทว่ากลับเก็บตัวในเมือง
เปั่าติ้งเงียบ ๆ แทบไม่เคยปรากฏตัว นอกจาก
ท่านปูั่ของเซี่ยอวิ้น ราชบัณฑิตตระกูลเซี่ยและ
ผู้คนที่มีชื่อเสียงด้านวรรณศิลปก็แทบจะไม่มีผู้ใด
เชิญพวกเขาได้อีก
มิน่าเล่า ที่ก่อนหน้านี้ทุกคนล้วนต้องปราชัยต่อ
คุณหนูรองผู้นี้เพราะความรู้และรากฐานของ
ตระกูลขั้นนี้ คุณหนูตระกูลสามัญธรรมดาจะ
เทียบได้อย่างไร
ขณะที่อี๋หนิงกำลังจะกล่าวอะไรก็ได้ยินนํ้าเสียง
ราบเรียบดังขึ้นจากด้านนอก “นางนับถือข้าเป็น
อาจารย์”
เมื่ออี๋หนิงได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น นางพบร่างสูง
ตระหง่านร่างหนึ่งเดินเอามือไพล่หลัง ก้าวเข้ามา
ด้านใน เซี่ยอวิ้นที่อยู่เบื้องหน้าคล้ายตกตะลึงไป
เล็กน้อย นางลุกขึ้นยืน เอ่ยกับเขา “เป็นท่าน…
หลัวเซิ่นหย่วน”
หลัวเซิ่นหย่วนเดินมาข้างกายอี๋หนิง “ข้าแซ่หลัว
ไม่ใช่อาจารย์ที่มีชื่อเสียงแต่อย่างใด ไม่อาจเทียบ
กับราชบัณฑิตเซี่ย คุณหนูรองเซี่ยอย่าได้สร้าง
ความลำบากใจให้น้องสาวข้าเลย”
เซี่ยอวิ้นเห็นใบหน้าเขาเคร่งขรึมก็เม้มปากยิ้ม
“คราก่อนที่ข้าพบท่านอยากจะประลองกลอนกับ
ท่าน แต่ท่านกลับไม่ยินยอม มายามนี้ท่าน
กลับมาสนทนากับข้าเสียแล้ว” นางปรายตามอง
อี๋หนิงปราดหนึ่ง “อี๋หนิงเป็นน้องสาวของท่าน
หรือ เช่นนั้นข้ายิ่งต้องประชันกับนาง จะได้รู้ว่า
จ้วงหยวนคนใหม่เช่นท่านอบรมสั่งสอนศิษย์
ออกมาเป็นอย่างไร”
หลัวเซิ่นหย่วนคิ้วขมวดมุ่น “เซี่ยอวิ้น!”
อี๋หนิงคิดว่าพี่ชายสามคงมิใช่เพียงแค่รู้จักคุณหนู
รองเซี่ยท่านนี้เท่านั้นแต่ยังรู้จักมักคุ้นอยู่ไม่น้อย
มิเช่นนั้นคนที่มีมารยาทเช่นเขาคงไม่โมโหจน
เรียกชื่อแซ่จริงออกมา
“ฝีมือการเขียนพู่กันของคุณชายสามหลัวเยี่ยม
ยอดจนท่านปูั่ยังต้องกล่าวชม” เซี่ยอวิ้นมอง
หลัวเซิ่นหย่วน สายตาไม่ได้เหลือบมองไปทางอี๋ห
นิงอีกแม้เพียงชั่วครู่ “ศิษย์ที่เพาะบ่มออกมาคงไม่
แย่กระมัง”
อี๋หนิงพอเข้าใจแล้ว คุณหนูรองเซี่ยท่านนี้…คงจะ
มีใจต่อพี่ชายสามของนางกระมัง
แต่นาง…เป็นภรรยาของเฉิงหลางมิใช่หรือไร!
อี๋หนิงพลันนึกขึ้นได้ กาลข้างหน้าเฉิงหลางปฏิบัติ
ต่อภรรยาของเขาไม่ค่อยดีสักเท่าใด รับอนุถึงสาม
ห้อง ที่สำคัญในช่วงที่เซี่ยอวิ้นคลอด เขายังมาวาง
หมากกับลู่เจียเสวียที่จวนหนิงหย่วนโหว ครั้นได้
ยินว่าภรรยาให้กำเนิดบุตรชาย เปลือกตากลับไม่
แม้แต่จะเหลือบขึ้นมอง หรือจะมีเหตุผลบาง
ประการแอบแฝงอยู่
อี๋หนิงรู้สึกว่าเรื่องของมนุษย์เหล่านี้ช่างซับซ้อน
สิ่งที่นางไม่เคยล่วงรู้ในชาติก่อนค่อย ๆ ทยอย
ปรากฏออกมาราวกับเส้นสายที่ร้อยเรียงเรื่องราว
เข้าด้วยกันจนค่อย ๆ เห็นได้อย่างชัดเจน เรื่อง
เหล่านี้ในชาติภพที่แล้ว นางไม่ค่อยเข้าใจนัก มา
บัดนี้นางเริ่มรู้สึกว่าน่าขันอยู่ไม่น้อย
ความสามารถของอี๋หนิงมีมากน้อยเพียงใด
หลัวเซิ่นหย่วนตระหนักดีหากให้สาวน้อยคนนี้ตบ
ตาผู้อื่นอาจพอเป็นไปได้ แต่กับเซี่ยอวิ้นที่ได้รับ
การฝึกฝนมาอย่างชํ่าชอง นางจะเทียบชั้นได้
อย่างไร หลัวเซิ่นหย่วนปรับลมหายใจอยู่ชั่วครู่
ก่อนเอ่ยเสียงราบเรียบ “น้องสาวข้าอายุยังน้อย
นํ้าหนักพู่กันยังไม่เพียงพอ” เขาเรียกคนนำหมึก
พู่กันเข้ามา “หากคุณหนูรองเซี่ยอยากจะ
ประลองจริง ๆ เช่นนั้นก็ให้ข้าประลองแทนนางก็
แล้วกัน”
เซี่ยอวิ้นยังไม่ยอมแพ้ ก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว
คลี่ยิ้มพลางเอ่ย “นี่ท่านจ้วงหยวนคนใหม่รังแก
กันเกินไปหรือไม่ บัดนี้ท่านจ้วงหยวนมีชื่อเสียง
เป็นที่ลือเลื่องไปทั่วใต้หล้า ถึงชนะข้าก็ดูไม่
ยุติธรรมนักกระมัง”
หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้าขึ้น มองนางแล้วกล่าว
“ชื่อเสียงของคุณหนูรองก็เป็นที่ขจรขจายไปทั่ว
หล้า มาประลองกับน้องสาวที่อายุยังไม่ถึงสิบสี่
ของข้าจะไม่ดูเป็นเรื่องง่ายสำหรับท่านไปหน่อย
หรือ”
เมื่อเซี่ยอวิ้นได้ฟัง ใบหน้าก็พลันแดงกํ่า นางมอง
หลัวเซิ่นหย่วนที่ยืนตระหง่านเบื้องหน้าก็พลันเอ่ย
ปากอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว “คุณชายสามหลัวปกปั้อง
น้องสาวก็ช่างเถิด ข้าเองก็มิใช่พวกรังแกผู้อื่น
เพียงคุณชายสามสามารถต่อข้อความปริศนาโคม
ไฟที่ข้าคิดออกมาคราก่อนได้ ข้าก็จะปล่อยไป ไม่
สร้างความลำบากใจให้น้องสาวอี๋หนิงแล้ว”
ที่แท้ก็เคยมีอดีตต่อกันจริง ๆ
อี๋หนิงคาดเดาได้ไม่ยาก แต่ไหนแต่ไรมาเซี่ยอวิ้นก็
ให้ความเคารพผู้ที่เปียมด้วยความสามารถ
สายตานางสูงเสียดฟั้า หากท่านมีความสามารถ
สักหนึ่งหรือสองอย่าง นางก็จะมองท่านอย่าง
สูงส่ง
ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับกล่าว “คุณหนูรองเซี่ย
คราก่อนที่ท่านถามข้าผู้แซ่หลัวเคยพูดไปแล้วว่า
ทุกสิ่งที่ข้าเรียนก็เพื่อสร้างสรรค์บทความ เขียน
ความเรียงแปดขาเปียนถี่[1] หากประลองกับท่าน
แล้วชนะก็ถือเป็นการชนะที่ไร้ความยุติธรรม”
ต่อให้ความสามารถของคุณหนูในจวนจะเป็นที่
เลื่องลือเพียงใด แต่ก็ไม่เคยสอบเคอจวี่เป็นขุน
นางอย่างแท้จริง แล้วจะมาประลองกับจิ้นซื่อได้
อย่างไร
เซี่ยอวิ้นกัดริมฝีปาก พลันหาถ้อยคำโต้ตอบไม่ได้
ในเมื่อนางเป็นต้นเหตุของปัญหา อี๋หนิงจะไม่
สนใจก็คงไม่ได้
“ข้าสามารถประลองกับพี่เซี่ยอวิ้นได้ แต่พวกเรา
จะไม่ประลองพู่กันและวาดภาพ มิเช่นนั้นหาก
ผู้อื่นล่วงรู้เข้าจะกล่าวว่าพี่เซี่ยอวิ้นรังแกข้าได้ถึง
ชนะก็ไม่มีอะไรน่าชื่นชม” อี๋หนิงก้าวไปข้างหน้า
หนึ่งก้าว เอ่ยกับเซี่ยอวิ้น“พี่เซี่ยอวิ้นเล่นผีผาได้
หรือไม่เจ้าคะ”
อี๋หนิงเล่นผีผาเป็น ทั้งยังเล่นได้ไม่เลว
นี่ไม่ใช่เรื่องประหลาดอันใด ชาติภพที่แล้วมารดา
บังเกิดเกล้าของอี๋หนิงก็เล่นผีผา แม้มารดาบังเกิด
เกล้าจะจากไปแล้ว แต่แม่นมก็ยังพรํ่าสอนนาง
พูดไปอาจฟังดูแปลกพิกล ให้นางเรียนสิ่งอื่น
ผลลัพธ์มักเป็นนี่ก็ไม่ดีนั่นก็ไม่ดี ทว่ากับสิ่งนี้
เพียงชี้แนะนิดเดียวนางก็แตกฉาน เพียงแต่อดีต
ท่านย่าไม่โปรดปรานเครื่องดนตรี นางจึงไม่ค่อย
ได้เล่น นางจำได้ว่าตั้งแต่เล็กเซี่ยอวิ้นก็เรียนผีผา
เมื่อเซี่ยอวิ้นได้ฟังก็มองมา รู้ว่าอี๋หนิงกำลังยื่น
บันไดให้นางลงจึงตอบรับอืมคำหนึ่ง “…ตั้งแต่
เล็กข้าก็เรียนกับท่านแม่ของข้า”
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเห็นเช่นนั้นก็ยิ้ม “เดิมเป็นเพราะ
ข้าตรึกตรองไม่รอบคอบ เล่นผีผาก็ดี” นางสั่งให้
ซ่งมามาไปเอาผีผาสองตัวออกมา
หลัวเซิ่นหย่วนมองอี๋หนิง เขาไม่เคยรู้เลยว่าเจ้า
เด็กน้อยคนนี้สามารถเล่นผีผาได้
อันที่จริงอี๋หนิงไม่ได้เล่นผีผามานานแล้ว คราก่อน
นางพบผีผาตัวหนึ่งในคลังเก็บของของเว่ยหลิงจึง
เกิดความสนใจ เมื่อเว่ยหลิงเห็นว่านางชอบก็ให้
นางขนกลับไป บัดนี้เมื่อได้สัมผัสสายผีผา นางก็
ยังมีความรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง นางนั่งลงบน
เก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ในห้องโถงกลาง เงยหน้าฟังเซี่ยอ
วิ้นเริ่มดีดทำนอง เซี่ยอวิ้นเล่นเพลง เจาจวินสู่
นอกด่าน นิ้วมือคล่องแคล่ว จังหวะพลิ้วไหว สม
นามสตรีมากความสามารถ
หลังเซี่ยอวิ้นเล่นจบ ทั้งห้องโถงก็เต็มไปด้วยเสียง
ชื่นชม เซี่ยอวิ้นประหนึ่งไม่ได้ยิน นางวางผีผาลง
พลางมองอี๋หนิง การวางนิ้วของเจ้าเด็กนี่ดูมี
หลักการอยู่หลายส่วน
อี๋หนิงดึงสายผีผา เสียงตึง ๆ ตัง ๆ เบา ๆ ดังขึ้น
สองสามเสียง ฟังดูไม่ค่อยคุ้นเคยนัก
เซี่ยอวิ้นขมวดคิ้ว
อี๋หนิงไม่สนใจว่าผู้อื่นจะมีสีหน้าอย่างไร ลองอยู่
หลายครั้ง ก่อนจะปรับเสียงได้ถูกต้อง สิบนิ้วของ
นางขยับแผ่วเบา บังเกิดเป็นทำนองตํ่าสากหู
จากนั้นก็พลันเปลี่ยนเป็นเร็วถี่ประดุจเสียงรัว
กลอง ท่วงทำนองเศร้าสลดจังหวะเร่งเร็วรัว
ประหนึ่งบรรยากาศหดหู่วังเวงในสนามรบ
สีหน้าของเซี่ยอวิ้นแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ส่วน
ทุกคนก็จับจ้องไปที่อี๋หนิง
อี๋หนิงสวมเสื้อสีเขียวนํ้าทะเลสาบเรียบง่าย
กระโปรงสีขาวดุจหิมะแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่าน
ประตูดูเจิดจรัสผิดปกติ นางกอดผีผาไว้ แสงสี
ทองส่องลงบนร่างของนาง พราวระยับเสียดแทง
ดวงตาเล็กน้อย สีหน้าของนางคล้ายเปลี่ยนเป็น
สงบเคร่งขรึมขึ้นตามท่วงทำนอง ดูอ้างว้างหมอง
หม่น
อธิราชถอดเกราะ กับ การซุ่มโจมตีจากสิบ
ด้าน เป็นบทเพลงในชุดเดียวกัน เพียงแต่ การซุ่ม
โจมตีจากสิบด้าน เป็นเพลงสงครามที่ดุเดือดเร้า
ใจส่วน อธิราชถอดเกราะ เป็นความโศกศัลย์จาก
การปราชัย แต่ไหนแต่ไรมานางก็ชื่นชอบบทเพลง
นี้มากที่สุด ทั้งยังเป็นเพลงที่มารดาบังเกิดเกล้า
ของนางโปรดปรานมากที่สุด มายามนี้เมื่อได้ดีด
อีกครั้ง ความรู้สึกถึงอารมณ์เหล่านั้นก็ค่อย ๆ
แผ่ซ่านออกมา คิดถึงยามที่แม่นมสั่งสอน ทั้ง
ตั้งใจและใส่ใจถึงเพียงนั้น ยามนางอายุยังน้อยยัง
ไม่เข้าใจถึงอารมณ์เศร้าโศก เมื่อค่อย ๆเติบโตขึ้น
ถึงได้เข้าใจ ปีนั้นนางเล่นให้ลู่เจียเสวียฟัง เขา
เพียงยิ้ม ๆ และหยิกแก้มนาง ก่อนจะเอ่ย ‘ผู้อื่น
ต่างเล่นเพลง บุปผาจันทร์เต็มดวง วสันต์สุริยัน
หิมะขาวโพลน ต่าง ๆ นานา ทว่าเจ้ากลับดีด
เพลงนี้ให้ข้าฟัง!’
นางเพียงคิดว่าลู่เจียเสวียเป็นพวกไม่ใส่ใจอะไร
ไม่ได้ตั้งใจฟังนางเล่นให้ดี
ด้านนอกเรือนจิ้งอัน ท่ามกลางการคุ้มกันจาก
กลุ่มองครักษ์ เว่ยหลิงกับลู่เจียเสวียกำลังเดิน
มายังเรือนจิ้งอัน
ฝีเท้าของลู่เจียเสวียพลันชะงักลง เขาได้ยินเสียงผี
ผาที่ดังเล็ดลอดออกมา
เว่ยหลิงเห็นเขาหยุดฝีเท้า คล้ายกำลังตั้งใจฟัง
บางอย่างก็ยิ้ม “ไม่รู้ว่ากำลังเล่นเพลงอะไร ฟังดู
ไม่เลว”
ลู่เจียเสวียฟังอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“เป็นเพลง อธิราชถอดเกราะ”
——————–
[1] ความเรียงแปดขาคือรูปแบบการเขียนตอบ
ข้อสอบเคอจวี่
เปียนถี่คือรูปแบบการประพันธ์ที่เขียนประโยคให้
เป็นคู่เสมอกัน