พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 94
อธิราชถอดเกราะ กล่าวถึงการปราชัยในสงคราม
ของเซี่ยงอวี่ กล่าวลาสนมปาดคอทำ
อัตวินิบาตกรรม ชวนให้รู้สึกหดหู่เศร้าสลด
เสียงกลองของสงคราม เสียงเศร้าสลดของเพลงฉู่
[1] ที่ดังรอบทิศค่อย ๆสงบลง เสียงสะอื้นของผี
ผาเริ่มดังขึ้น ก่อนที่ท่วงทำนองสุดท้ายจะแผ่วเบา
ลงช้า ๆ ปลายนิ้วแตะสัมผัสนุ่มละมุนดุจบทเพลง
สงครามที่ล่องลอย ค่อย ๆสงบกลับสู่พื้นธุลี
ไม่มีผู้ชนะหรือผู้แพ้ ทั้งโถงบุปผาพลันเงียบกริบ
อี๋หนิงที่อยู่กลางห้องโถงหลับตาลง ดวงหน้าฉาย
ร่องรอยความเศร้าสลดจาง ๆ ทำให้ผู้คนอด
ประหวั่นไม่ได้
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยถึงค่อยตื่น
จากภวังค์ นางจับมือของอี๋หนิงไว้ เอ่ยเสียงแผ่ว
เบา “ย่าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าเล่นผีผาได้
เยี่ยมยอดถึงเพียงนี้!”
อี๋หนิงกอดผีผาไว้ในอ้อมแขนแล้วลุกขึ้นยืน นาง
คิดถึงเสียงของแม่นมที่เอ่ยพลางทอดถอนใจ ‘…ฮู
หยินผู้เฒ่าไม่ชอบเครื่องดนตรี ฮูหยินจึงตัดใจไม่
เล่น อันที่จริงนางมีพรสวรรค์นัก บ่าวรู้ว่าถึงท่าน
เรียนรู้ไปก็ไร้ประโยชน์ทว่าอย่างไรก็ยังอยากสอน
ท่าน ต่อไปเมื่อท่านเล่นผีผาจะได้ระลึกถึงนาง’
นางย่อมระลึกถึงมารดาบังเกิดเกล้าที่ไม่เคยพบ
หน้าหรือกระทั่งไม่เคยได้กอด แม้มารดาจะไม่เคย
สั่งสอนนาง ทว่ากลับมีอิทธิพลต่อนางอยู่เป็นนิจ
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยหันไปยิ้มกับเซี่ยอวิ้น “คุณหนูรอง
ตระกูลเซี่ยคิดเห็นอย่างไร”
แววตาของเซี่ยอวิ้นซับซ้อนเล็กน้อย นางกล่าว
“ตั้งแต่เล็ก ข้าก็ได้ยินผู้อื่นเล่นบทเพลงนี้ ยามนั้น
ยังตกใจ คิดว่าคงไม่มีโอกาสได้ยินบทเพลงที่ยอด
เยี่ยมเช่นนี้อีก น้องสาวอี๋หนิงเล่นได้ทัดเทียมนาง
เจ็ดถึงแปดส่วน” นางยิ้มอีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่
เปียมด้วยเสน่ห์ “น้องสาวอี๋หนิงเรียนผีผามา
ตั้งแต่วัยเยาว์หรือ”
“มิใช่หรอก ไม่กี่เดือนก่อนเป็นบิดาของนางที่หา
อาจารย์ผีผาให้นาง ข้าเห็นยามปกตินางไม่ค่อย
ฝึกฝนสักเท่าใด ยังหลงนึกว่านางจะสามวันตก
ปลาสองวันตากแหเสียอีก” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกล่าว
“เช่นนั้นก็ไม่แปลกแล้ว” เซี่ยอวิ้นผงกศีรษะ
“วิธีการดีดของน้องสาวอี๋หนิงยังดูไม่ค่อยคุ้นชิน
นัก ทว่าพรสวรรค์ช่างน่าตกตะลึง การตีความ
แสดงอารมณ์ของบทเพลงเหนือกว่าข้ามาก”
อี๋หนิงรู้ว่าตนร้างราการฝึกฝนไปนาน ฝีมือย่อม
ด้อยลง ทั้งนางยังมีอุปนิสัยเกียจคร้าน ปกติไม่
ค่อยฝึกฝนสักเท่าใด พรสวรรค์จึงต้องเสียเปล่าไป
ด้วยเหตุฉะนี้
ทว่านางกลับไม่รู้สึกเสียดาย หากไม่ใช่เพราะวันนี้
พบเซี่ยอวิ้น นางคงไม่คิดอยากดีดผีผา ทว่า
กับเซี่ยอวิ้น นางต้องกล่าวถ้อยคำจากใจจริงสัก
สองสามประโยค “คุณหนูรองเซี่ยเล่นได้เยี่ยม
ยอดนัก เพียงแต่ไม่ได้เล่นเพลงที่ตนโปรดปราน
ฉะนั้นจึงขาดอารมณ์ไปบางส่วน”
เมื่อเซี่ยอวิ้นฟังถึงตรงนี้ก็ชะงักไปเล็กน้อย
“เช่นนั้นเจ้าเล่นเพลงที่ตนโปรดปรานหรือ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นจากตรงประตู
ทุกคนต่างหันไปมองโดยพร้อมเพรียง
อี๋หนิงหันหน้าไปก็เห็นร่างสูงตระหง่านอยู่ตรง
ประตู ยืนเอามือไพล่หลังเขาสวมชุดราชการขุน
นางฝั่ายบู๊ที่สวมเป็นประจำ สีหน้าสงบนิ่งทว่า
แฝงด้วยความเคร่งขรึมจาง ๆ
มีคนในสถานที่แห่งนั้นจำลู่เจียเสวียได้จึงอดลอบ
อุทานเสียงตํ่าไม่ได้จ้าวหมิงจูที่ยืนอยู่ข้างกายฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ยดวงตาเป็นประกาย นางยอบตัวลง
พลางเรียกขานเขาด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อบุญ
ธรรม! เหตุใดท่านจึงมีเวลาว่างมาได้เจ้าคะ”
สายตาของทุกคนมองไปทางจ้าวหมิงจูอย่างอด
ไม่ได้ พวกนางรู้มานานแล้วว่าลู่เจียเสวียรับจ้าวห
มิงจูเป็นบุตรสาวบุญธรรม ทว่าวันนี้เป็นครั้งแรก
ที่ได้เห็นกับตาตนเอง
เขามาได้อย่างไร!
นิ้วมือที่จับผีผาของอี๋หนิงกระชับขึ้นเล็กน้อย
ความรู้สึกที่นางมีต่อลู่เจียเสวียสับสนซับซ้อน ทั้ง
แฝงด้วยความโกรธแค้นทั้งครั่นคร้าม ทว่าก็เบา
บางลงไม่น้อยแล้ว เพราะนางไร้หนทางต่อกรเขา
…นางพลันรู้สึกขอบคุณตนเองที่ไม่ค่อยได้ฝึกฝน
จึงเล่นไม่ดีเท่าแต่ก่อน อี๋หนิงยอบตัวลงเล็กน้อย
“อาจารย์สอนเพียงบทเพลงนี้ ไม่อาจกล่าวว่า
ชอบหรือไม่ชอบเจ้าค่ะ” นางพยายามสงบสติ
อารมณ์ เกรงว่าเขาจะมองพิรุธออก ดังนั้นจึงฝืน
อดกลั้นไม่หลบเลี่ยงสายตาเขา
ทำได้เพียงหวังว่าในปีนั้นเขาจะไม่ได้ตั้งใจฟังสัก
เท่าใด!
ลู่เจียเสวียมองอี๋หนิงโดยไม่เอื้อนเอ่ยอันใด เว่ย
หลิงเดินเข้ามา สตรีเต็มห้องเยี่ยงนี้คงสนทนาไม่
สะดวกนัก เขากล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยว่างาน
เลี้ยงที่ห้องภูผาถูกจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว ให้
เชิญทุกคนไปยังห้องภูผา
“นานแล้วที่ข้าไม่ได้พบท่าน” จ้าวหมิงจูคลี่ยิ้ม
พลางเดินเข้าไปหาลู่เจียเสวีย ทันทีที่นางพบลู่เจีย
เสวีย หัวใจก็เปียมไปด้วยความปีติยินดี ทั้งยัง
หลงนึกว่าเขามาหาตน นางเดินตรงเข้าไปคล้อง
แขนของเขาไว้
ทว่าลู่เจียเสวียเพียงผงกศีรษะให้นางน้อย
ๆ จากนั้นจึงเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้
อธิราชถอดเกราะ สาวน้อยนางนี้สามารถสื่อ
อารมณ์ได้เจ็ดถึงแปดส่วนถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แม้ว่า…จะเทียบไม่ได้กับคนผู้นั้น แต่ก็นับว่าไม่
เลว
สาวน้อยนางนี้มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับนาง
อย่างยิ่งยวด กระทั่งจริตจะก้านและนํ้าเสียงการ
พูดจา นางควรจะขอบคุณตนเองที่เกิดเป็น
บุตรสาวของเว่ยหลิง
หรือกระทั่งควรขอบคุณที่หลายปีมานี้ เขาเพาะ
บ่มอุปนิสัยของตนมาเป็นอย่างดี
ลู่เจียเสวียเอ่ยเสียงราบเรียบ “หากเจ้าไม่ชอบบท
เพลงนี้ เช่นนั้นก็เล่นให้น้อยครั้งหน่อยจะดีกว่า”
อี๋หนิงขบฟันแน่น เงยหน้าคลี่ยิ้มพลางกล่าวกับ
เขา “ใต้เท้าผู้บัญชาการผู้อื่นจะเล่นดนตรีอย่างไร
เกรงว่าคงไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับท่านกระมัง”
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกับจ้าวหมิงจูได้ยิน หัวใจก็
พลันกระตุก เว่ยหลิงเพิ่งออกไปส่งคน วาจา
พรรค์นี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจพูดกับลู่เจียเสวีย
หลัวเซิ่นหย่วนก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว จับมือ
ของอี๋หนิงไว้ “ใต้เท้าผู้บัญชาการ อี๋หนิงอายุยัง
น้อยนัก”
ลู่เจียเสวียเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยถึงได้เห็นว่าเป็น
หลัวเซิ่นหย่วน ชายหนุ่มคนนี้ออกมายืนเบื้อง
หน้าอี๋หนิงประหนึ่งผู้คุ้มกัน เขาจำหลัวเซิ่นหย่วน
ได้ลู่เจียเสวียก้มหน้าดื่มนํ้าชา ก่อนเอ่ย “จ้วง
หยวนคนใหม่รึ”
“ยามสอบเตี้ยนซื่อ[2] ฮ่องเต้ตรัสถามข้าว่าผู้
ทุพพลภาพไม่อาจงอมือขวาสามารถรับตำแหน่ง
จ้วงหยวนได้หรือไม่” ลู่เจียเสวียเอ่ยต่อ “ข้า
กราบทูลว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ใช่เรื่องสำคัญ”
หลัวเซิ่นหย่วนฟังแล้วก็เพียงยิ้มเรียบ ๆ “เช่นนั้น
ก็ต้องขอบคุณท่านผู้บัญชาการแล้ว”
ลู่เจียเสวียไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก แม้ตำแหน่งของทั้ง
สองคนจะไม่ทัดเทียมทว่าจากสายตาของอี๋หนิงที่
มองจากด้านข้าง นางคล้ายสัมผัสได้ถึงระลอก
คลื่นที่ก่อตัวอย่างลับ ๆ ภายหลังเมื่อหลัวเซิ่นหย่
วนขึ้นเป็นท่านราชเลขาธิการ เขากับลู่เจียเสวียก็
แปรเปลี่ยนเป็นขั้วอำนาจสองฝั่าย ทั้งสองคน
ต่อสู้กันทั้งในที่ลับและที่แจ้งหลายต่อหลายครั้ง
ลู่เจียเสวียไม่ได้มองชายหนุ่มผู้นี้อยู่ในสายตา ต่อ
ให้เขามีความสามารถเพียงใด แต่อายุก็ยังน้อย
อี๋หนิงที่ถูกหลัวเซิ่นหย่วนกุมมือไว้สัมผัสได้ถึงรอย
แผลเป็นบนมือเขา…สิ่งนี้ล้วนเป็นเพราะเสี่ยวอี๋ห
นิง นางเงยหน้ามองหลัวเซิ่นหย่วนที่เงียบขรึมอยู่
เป็นนิจ ทั้งที่นางตระหนักดีว่าหลัวเซิ่นหย่วนไม่
ต้องการความสงสารเวทนาจากผู้อื่น กาล
ข้างหน้าเขาจะขึ้นเป็นขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ หรือ
กระทั่งเป็นคู่ต่อกรที่แข็งแกร่งที่สุดของลู่เจียเสวีย
ทว่ายามนี้นางกลับไม่อาจอดกลั้นที่จะ…เวทนา
เขา มือขวาพิการ ยามกล่าวออกมาเป็นเพียงสี่คำ
ทว่าสิ่งนี้จะติดตามเขาไปชั่วชีวิต นางรู้ดีว่าจนถึง
บัดนี้มือขวาของพี่ชายสามก็ยังจับพู่กันได้ไม่คล่อง
เต็มสิบส่วนเฉกเช่นคนทั่วไป
อันที่จริงอี๋หนิงเข้าใจอุปนิสัยของลู่เจียเสวียดี
ตราบใดที่ไม่ไปล่วงเกินจนทำให้เขาเคืองขุ่น เขา
จะไม่มีวันบันดาลโทสะกับผู้บริสุทธิ์ ทว่าผู้อื่นก็ยัง
ห่วงใยนาง
นางสูดลมหายใจเข้าลึก พูดกับลู่เจียเสวีย “หาก
ใต้เท้าผู้บัญชาการไม่สบอารมณ์ เช่นนั้นต่อไปข้า
ก็จะไม่เล่นแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อลู่เจียเสวียได้ยินกลับเลิกคิ้ว “ข้าห้ามเจ้าเล่น
ตั้งแต่เมื่อใดกัน”
อี๋หนิงข่มกลั้นอารมณ์โดยพลัน เหตุใดไม่ว่าจะ
เป็นสิบปีก่อนหรือสิบปีให้หลัง เขาก็ยังมีวิธีสร้าง
ความขุ่นเคืองให้นางอยู่รํ่าไป
เว่ยหลิงเดินกลับมาแล้ว ลู่เจียเสวียย่อมไม่กลั่น
แกล้งนางอีก หลีกเลี่ยงไม่ให้เว่ยหลิงบังเกิดโทสะ
เว่ยหลิงก้าวเข้ามาลูบศีรษะของอี๋หนิง “อี๋หนิง
ของพวกเราเล่นผีผาได้เยี่ยมยอดนัก คราหน้าเจ้า
เล่นให้พ่อฟังบ้างเถิด!” เขาเชิญอาจารย์มาสอน
บุตรสาว แต่กลับไม่รู้ว่าบุตรสาวเล่นเป็นอย่างไร
บ้าง
เว่ยหลิงหันไปพยักหน้าให้หลัวเซิ่นหย่วน
“คุณชายสามหลัวก็ไปที่ห้องภูผาด้วยกันเถิด
อย่างน้อยก็กินข้าวเสียก่อนแล้วค่อยกลับไป”
“ขอบคุณในนํ้าใจของนายท่านกั๋วกงขอรับ
เพียงแต่ไม่อาจล่าช้าแล้วจริง ๆ” หลัวเซิ่นหย่วน
ส่ายหน้า
อี๋หนิงถึงเพิ่งรู้ว่าพี่ชายสามต้องจากไปแล้ว
จากนั้นหลัวเซิ่นหย่วนก็กล่าวอำลาเว่ยหลิง อี๋หนิง
ออกไปส่งเขานอกโถงบุปผา ตลอดทางเห็นเขา
แทบไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ จึงเอ่ยถาม “ท่านรู้สึกว่า
ข้าเล่นได้ไม่ดีหรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนเคาะหน้าผากนางเบา ๆ “เจ้าเป็น
เพียงเด็กสาวคนหนึ่งต่อไปอย่าเล่นบทเพลง
โศกเศร้าเยี่ยงนี้อีก”
อี๋หนิงนวดบริเวณที่เขาเคาะเบา ๆ ในใจก็ลอบคิด
ว่า ผู้ที่ฟังไม่รู้ทำนองคนนี้จะรู้เรื่องอะไร…นี่น่าจะ
เป็นข้อด้อยเพียงข้อเดียวของเขากระมัง ไม่ค่อย
สันทัดเรื่องดนตรีเท่าใดนัก
หลังเดินออกมาจากโถงบุปผากับเขา อี๋หนิงถึงได้
เอ่ยถาม “พี่ชายสามท่านรู้จักเซี่ยอวิ้นได้อย่างไร
หรือเจ้าคะ”
หลัวเซิ่นหย่วนปรายตามองนางคราหนึ่ง “ครา
ก่อนนางไปที่จวนของใต้เท้าซุน กลอนคู่ที่นางร่าย
ออกมาไม่มีผู้ใดสามารถตอบรับได้ ใต้เท้าซุนดูอับ
อายเล็กน้อย ข้าไม่อาจทนมองได้จึงเข้าไป
ช่วยเหลือ จากนั้นนางก็ตามติดข้าไม่ยอมปล่อย”
เขาเดินไปถึงประตูเรือนจิ้งอัน ยืนนิ่ง ก่อนจะเอ่ย
กับนาง “ยามบ่ายข้าต้องไปที่สำนักฮั่นหลินจึงไม่
อาจอยู่นาน เกรงว่าคงต้องมาเยี่ยมเจ้าใหม่ในวัน
หลังแล้ว”
เขาเพิ่งได้รับตำแหน่งจ้วงหยวน สมควรจะยุ่งมาก
การที่สามารถปลีกเวลามาได้ครึ่งวันก็ถือว่าไม่ใช่
เรื่องง่ายแล้ว
อี๋หนิงตระหนักดีจึงผงกศีรษะ “เช่นนั้นให้ข้าไปส่ง
ท่านที่ประตูฉุยฮวาเหมิน”
หลัวเซิ่นหย่วนลูบศีรษะนาง ยิ้มพลางกระซิบ
เสียงเบา “ไม่ต้องหรอกวันหลังข้าค่อยมาเยี่ยม
เจ้าใหม่ เจ้ากลับไปเถิด”
หลังจากเขากล่าวลาฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็ขึ้นรถม้าไป
อี๋หนิงมองใบหน้าด้านข้างของเขาที่เคร่งขรึม
ระคนเย็นชาก็รู้สึกว่าบัดนี้หลัวเซิ่นหย่วนแปลก
หน้าไป ไม่เหมือนเช่นแต่ก่อนแล้ว…
เว่ยหลิงกับลู่เจียเสวียเดินออกมาจากโถงบุปผา
พร้อมกัน ครั้นเห็นลู่เจียเสวียไม่เอ่ยวาจา เว่ยหลิง
ก็ไต่ถามด้วยความสงสัย “เป็นอะไรไปเล่า”
จ้าวหมิงจูจึงยิ้มแล้วกล่าวขึ้น “เมื่อครู่ท่านพ่อบุญ
ธรรมหยอกล้อน้องสาวอี๋หนิง…ทว่ากลับทำให้
น้องสาวอี๋หนิงตกใจกลัวแล้ว”
เมื่อเว่ยหลิงนึกถึงเรื่องคราก่อนก็รู้สึกไม่สบ
อารมณ์ แม้ต่อมาลู่เจียเสวียจะส่งของชั้นเลิศมา
เพียงมองก็รู้ว่าส่งมาให้อี๋หนิงแทนคำขอโทษ ทว่า
เขาไม่ได้มอบให้อี๋หนิง เขาเข้าใจว่าครานี้ลู่เจียเส
วียคงทำอะไรอี๋หนิงอีก จึงมองอีกฝั่ายแล้วเอ่ย
ปากถาม “เจ้าคิดว่า อธิราชถอดเกราะ ไม่ดีหรือ”
ลู่เจียเสวียส่ายศีรษะ ครุ่นคิดก่อนกล่าว “ครา
ก่อนที่เจ้าจะให้ข้ารับนางเป็นบุตรสาวบุญธรรม…
ข้าตกลง อีกชั่วครู่เจ้าเรียกนางเข้ามายกนํ้าชาให้
ข้าก็พอ”
เว่ยหลิงกำลังจะถามเขาว่าเพราะเหตุใดถึงเปลี่ยน
ความตั้งใจ ลู่เจียเสวียก็หมุนกายเดินจากไปแล้ว
จ้าวหมิงจูที่ยืนอยู่อีกด้านสีหน้าพลันเปลี่ยนไป
เมื่ออี๋หนิงส่งหลัวเซิ่นหย่วนเสร็จกลับมายังห้องภู
ผาก็ถูกเว่ยหลิงเรียกไปพบ
“…ลู่เจียเสวียจะรับเจ้าเป็นบุตรสาวบุญธรรม”
เว่ยหลิงดีใจอย่างยิ่งหากมีลู่เจียเสวียเป็นบิดาบุญ
ธรรม สำหรับบุตรสาวของเขา นี่ถือเป็นที่พึ่งพิง
ของนางอีกทางหนึ่ง “เจ้าตามพ่อมา ยกนํ้าชาให้
เขาถ้วยหนึ่งก็พอ!”
เมื่ออี๋หนิงได้ยินก็ตื่นตระหนก ลู่เจียเสวียจะรับ
นางเป็นบุตรสาวบุญธรรม
นางไม่อยากเป็นบุตรสาวบุญธรรมของเขา!
สำหรับผู้อื่น นี่อาจเป็นเกียรติยศอย่างหนึ่ง แต่
สำหรับนาง…นี่ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน
“มาเถิด” เว่ยหลิงจูงบุตรสาวไปหยุดกลางห้อง
อุ่น ลู่เจียเสวียกำลังรอนางอยู่ก่อนแล้ว จ้าวหมิงจู
กำลังพูดคุยกับเขาอยู่ด้านข้าง ลู่เจียเสวียเบน
ศีรษะไปมองดอกซิ่งฮวาที่กำลังบานสะพรั่งนอก
หน้าต่าง คล้ายไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าใดนัก เมื่อเขาได้
ยินเสียงนางถึงได้หันหน้ากลับมา
แต่ไหนแต่ไรมาอี๋หนิงไม่เคยเห็นจ้าวหมิงจูเป็น
เช่นนี้มาก่อน นางมักปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างทะนง
ตน ทว่ากับลู่เจียเสวีย นางกลับดูอ่อนโยนเชื่อฟัง
ดวงหน้าเล็กแดงระเรื่อ ดวงตารื้นไปด้วยหยาดนํ้า
อี๋หนิงยืนนิ่ง ๆ จับจ้องจ้าวหมิงจู ภาพนับไม่ถ้วน
พลันวาบผ่านในหัวสมอง
ชาติภพที่แล้วไร้การกลับมาของคุณหนูที่แท้จริง
แห่งจวนอิงกั๋วกงจ้าวหมิงจูเป็นคุณหนูเพียงหนึ่ง
เดียวในจวนอิงกั๋วกง เป็นดุจเดือนที่ถูกห้อมล้อม
ด้วยหมู่ดาว ในเมื่อทั้งสองจวนต่างไร้เด็กสาว
ดังนั้นนางจึงวางตนหยิ่งผยองไปทั่วทั้งเมืองหลวง
อี๋หนิงจำได้ว่าตอนที่จ้าวหมิงจูอายุสิบเจ็ดก็ยืนอยู่
เบื้องหน้าปั้ายวิญญาณของตน มองตนด้วย
สายตาเย็นเยียบแปลกประหลาด
อี๋หนิงยังนึกถึงยามที่จ้าวหมิงจูลอบติดตามลู่เจีย
เสวียอยู่ด้านหลัง คนของจวนหนิงหย่วนโหวคิด
จะหยุดยั้งนาง แต่กลับไม่กล้า ทั้งยังมีตอนที่นาง
ขับไล่สาวใช้ที่ปรนนิบัติลู่เจียเสวีย ในแววตานาง
ปรากฏร่องรอยอาฆาตริษยาหรือแม้แต่ยามที่นาง
เผชิญหน้ากับเฉิงหลาง แววตาแทบจะเป็นความ
เย็นชา
ยามนี้เอง เมื่อจ้าวหมิงจูได้ยินว่านางมาแล้วก็หัน
มามองนาง
แววตานี้คล้ายคลึงกับปีนั้นที่นางขับไล่สาวใช้
เหล่านั้นเหลือเกิน
อี๋หนิงคล้ายเข้าใจบางสิ่งขึ้นมา ความเคลือบ
แคลงใจวาบผ่านในหัวใจดุจสายฟั้า การคาดเดานี้
อาจดูเหลวไหล ทำให้นางต้องตกตะลึง ทว่ายิ่งขบ
คิดก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องเป็นเพราะเหตุนี้
จ้าวหมิงจู…เกรงว่านางคงไม่ได้มีใจต่อเฉิงหลาง
แต่เป็นลู่เจียเสวีย!
——————–
[1] เพลงฉู่ คือเพลงบ้านเกิดของแคว้นฉู่
[2] เตี้ยนซื่อ คือการสอบในวังหลวง เป็นการสอบ
ในระดับสูงสุด