พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 99
คืนนี้อี๋หนิงนอนหลับไม่สนิทนัก
ตอนนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงคิมหันต์ ยามใกล้รุ่งสาง พายุ
พิรุณก็เคลื่อนตัวมาเยือน ลมกระโชกแรงกระทบ
ยอดไม้ใหญ่ที่ปลูกไว้บริเวณลานกว้าง เสียงพายุ
ฝนแทรกด้วยเสียงดังกึกก้องของฟั้าร้อง รบกวน
นางจนสะดุ้งตื่น
เดิมซงจือตั้งใจเข้ามาดับเทียน แต่กลับพบว่าอี๋ห
นิงลืมตาอยู่ นางสะดุ้งตกใจ “คุณหนู เหตุใดท่าน
จึงตื่นแล้ว”
อี๋หนิงบอกให้นางไม่ต้องดับเทียน อย่างไรนางก็
นอนไม่หลับ อี๋หนิงคลุมเสื้อตัวนอก ก้มหน้ามอง
ข้อมือของตนที่ปรากฏรอยแดง…ผิวช่างบอบบาง
เหลือเกิน เพียงออกแรงเล็กน้อยก็สามารถทิ้ง
ร่องรอยไว้ได้แล้ว
ซงจือเดินออกไปถ่ายทอดคำสั่ง ชิงชวี่ถือถ้วยยา
เข้ามาก็เห็นอี๋หนิงกำลังเอนกายพิงหน้าต่าง มอง
ฝนห่าใหญ่ที่ตกนอกหน้าต่างด้วยสายตาว่างเปล่า
ผืนฟั้ายังคงไร้แสงสว่างรำไร ลานหน้าเรือนเต็มไป
ด้วยใบไม้แห้งที่ปลิวมาตามสายลม ดวงหน้าเล็ก
ผ่องแผ้วประดุจหยกขาวทอประกายจาง ๆ
ท่ามกลางท้องฟั้าในคืนสีหม่น
ชิงชวี่นึกถึงครั้งแรกที่ได้พบอี๋หนิง แต่ไหนแต่ไรมา
นางไม่เคยพบเด็กสาวที่งามพริ้มเพราเยี่ยงนี้มา
ก่อน แตกต่างจากบรรดาเด็ก ๆ ในชนบทโดย
สิ้นเชิง นางอยากจะหยอกล้ออีกฝั่ายและใกล้ชิด
ด้วย แต่กลับถูกผู้อื่นบอกว่าคนผู้นี้คือคุณหนูเจ็ด
ห้ามแตะต้อง บัดนี้ก้อนสีชมพูนุ่มเล็กก้อนนั้น
เติบโตขึ้นทุกขณะ ทั้งที่ควรจะได้รับการปฏิบัติ
อย่างทะนุถนอมสูงศักดิ์ แต่กลับต้องมาถูกเจ้า
สารเลวนั่นรังแก…ดูน่าสงสารยิ่งนัก
นางวางถ้วยยาลง กล่าวกับอี๋หนิงด้วยเสียงตํ่าเบา
“หากหมัดนั้นของนายท่านกั๋วกงไม่ได้ทำให้เจ็บ
ปางตาย บ่าวคงเข้าไปช่วยกำจัดเขาแทนท่าน
แล้ว…”
ยามนี้อี๋หนิงถึงได้ตื่นจากภวังค์ ไม่ว่าจะเป็นสตรี
นางใด หากเผชิญกับเรื่องเช่นนี้คงต้องหวาดกลัว
เป็นแน่ ถ้าจะกล่าวว่ากลัวนางก็กลัว แต่นางเคย
ผ่านเรื่องราวมามากมาย ยามนี้ถือว่าพอสงบลง
บ้างแล้ว ดังนั้นจึงยิ้มพลางเอ่ยถามชิงชวี่ “เจ้าจะ
กำจัดเขาอย่างไร”
ชิงชวี่กล่าวต่อ “รอเมื่อเขาออกไปจากตรอกนี้ก็
จะคลุมเขาด้วยกระสอบแล้วกระหนํ่าตีสักหน
อาจไม่ใช่เพียงเจ็บปางตาย จะให้ตีจนพิการก็ย่อม
ได้เจ้าค่ะ! นายท่านกั๋วกงเพียงทำลายจุด
ยุทธศาสตร์ บ่าวว่ายังน้อยเกินไปสำหรับเขา”
อันที่จริงนี่คือการตรึกตรองของเว่ยหลิง หากเขา
ทำร้ายเสิ่นอวี้จนถึงแก่ชีวิตจริง เกรงว่าเรื่องนี้คง
เป็นดุจกระดาษที่ไม่อาจห่อไฟ ดังนั้นเว่ยหลิงจึง
คิดคำนวณเพื่อชื่อเสียงของนาง เขาไม่มีทางลงมือ
สังหารเสิ่นอวี้จริง ๆ…อี๋หนิงเข้าใจเจตนาของเว่ย
หลิง นางเข้าใจกระทั่งเหตุผลที่ฮูหยินผู้เฒ่าเว่
ยปกปั้องจ้าวหมิงจู ทว่ายังคงอดรังเกียจ
เดียดฉันท์จ้าวหมิงจูไม่ได้
นางเงยหน้าก็พลันพบว่าเจินจูไม่ได้อยู่ในห้อง
“เมื่อคืนเจินจูไม่ได้กลับมาหรือ”
ซงจือกับชิงชวี่สบตากัน ก่อนจะส่ายศีรษะ
พายุฝนนอกหน้าต่างยังไม่มีทีท่าจะหยุดลง
อี๋หนิงพลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี…เว่ยหลิงคงไม่ถึง
ขั้นเอาชีวิตเจินจูกระมัง
นางเรียกไต้เม่าเข้ามา เร่งให้ไปดูที่เรือนของเว่ย
หลิง
อันที่จริงเว่ยหลิงยังไม่ได้นอน เขาจัดการบรรดา
สาวใช้บ่าวหญิงชราที่รู้เรื่องเหล่านั้นเรียบร้อย
แล้ว คนสนิทใกล้ชิดย่อมไม่มีทางแพร่งพราย
ส่วนพวกที่ไม่ใช่ล้วนถูกขายออกไป สาวใช้ตัวน้อย
สองคนที่เฝั้าตรงประตูถูกโบยจนตายก่อนลากศพ
ออกไป เขาเกรงว่าเรื่องพวกนี้จะทำให้อี๋หนิง
ตกใจจึงสั่งการอยู่ในห้องโถง คนที่เรือนของฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ยถูกผลัดเปลี่ยนใหม่เป็นคนของเขา
ในชั่วข้ามคืน สุดท้ายเขาจึงได้เรียกเจินจูเข้ามา…
ยามนี้ฟั้าใกล้สว่างแล้ว
เพราะอดนอนมาทั้งคืน ดวงตาของเขาจึงปรากฏ
เส้นเลือดฝอยจาง ๆเขากล่าวกับเจินจู “ครานี้ข้า
จะไม่ลงโทษเจ้า”
เดิมทีเจินจูก็โอบอุ้มหัวใจที่คิดว่าตนเองจำต้อง
ตายไว้แล้ว เมื่อได้ยินเว่ยหลิงกล่าวเช่นนี้ก็เงย
หน้าขึ้นทันใด
“อี๋หนิงขอร้องแทนเจ้า” เว่ยหลิงพูดต่อ “ต่อไป
ชีวิตของเจ้าเป็นของนาง…นางจะจัดการอย่างไรก็
สุดแท้แต่นาง”
ร่างที่เครียดเขม็งของเจินจูพลันอ่อนยวบ ถือว่า
รอดพ้นจากความตายแล้ว นางโขกศีรษะให้เว่ย
หลิงสองครั้ง เว่ยหลิงโบกมือไล่นางกลับไป คน
จากค่ายทหารยังคงรอเขาอยู่ด้านนอก
ตอนที่เจินจูกลับมาถึงเรือนของอี๋หนิง อี๋หนิง
กำลังทำผมอยู่
เจินจูรับหวีจากไต้เม่า ทำผมให้อี๋หนิงเช่นยาม
ปกติ ทว่าสางไปสางมานํ้าตาก็ร่วงเผาะ สุดท้าย
นางก็กอดอี๋หนิงพลางสะอื้นไห้เสียงดัง
อี๋หนิงทอดถอนใจ ลูบหลังนางเบา ๆ
ถิงเกอร์ก้าวผ่านประตูก็ได้ยินเสียงร้องไห้พอดี
เขารีบทะยานตัวไปหาอี๋หนิง “พี่สาวเจินจู เหตุใด
ท่านถึงร้องไห้” เมื่อคืนวานถงมามากล่อมเขาเข้า
นอนแต่หัวคํ่า ไม่รู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาเห็น
เจินจูจับมือของอี๋หนิงก็เอ่ยถาม “เจ้าจับมือของ
พี่สาวไว้ด้วยเหตุใด พี่สาวรีบลุกขึ้นมาเร็วเข้า ข้า
ยังอยากวางหมากกับท่าน!”
เจินจูถึงได้ซับนํ้าตา ลุกขึ้นแล้วกล่าว “นาย
น้อยถิง คุณหนูไม่สบายวันนี้ไม่สามารถวางหมาก
เป็นเพื่อนท่านได้แล้วเจ้าค่ะ”
ถิงเกอร์เบิกตาโต สองขาสั้น ๆ ปีนปั่ายขึ้นไปบน
ตั่งไม้ เขยิบเข้าไปข้างกายอี๋หนิง พินิจมองนาง
อย่างละเอียด จากนั้นก็พบว่าสีหน้าของนางยํ่าแย่
จริง ๆ
อี๋หนิงผลักใบหน้าเล็กออกเล็กน้อย “ระวังจะติด
ไข้จากข้า…เจ้าไปเล่นกับพวกบ่าวไพร่ตัวน้อย
เถิด!”
ทว่าถิงเกอร์กลับนั่งลงข้างกายอี๋หนิง พินิจมอง
นางอีกชั่วครู่ ก่อนเอ่ยขึ้น “เหมือนท่านจะร้องไห้
มา”
สีหน้าเขาเปียมไปด้วยความจริงจัง ยื่นมือเล็ก
ออกไปลูบดวงตาของนาง“ถงมามาบอกข้าว่า
หากร้องไห้ วันรุ่งขึ้นเมื่อตื่นนอน ดวงตาจะปูด
บวม มีคนรังแกท่านใช่หรือไม่ ท่านต้องบอกข้า
ข้าเป็นน้องชายของท่าน ต่อไปข้าจะปกปั้องท่าน
เอง”
อี๋หนิงลูบศีรษะเขา “ไม่มีผู้ใดรังแกข้า หากเจ้าไม่
ออกไปเล่นก็ให้เจินจูหยิบแบบคัดอักษรมาให้เจ้า
ทำ…”
ถิงเกอร์ได้ยินดังนี้ก็รีบกล่าวว่าจะออกไปเล่นเป็น
พัลวัน เขาพลิกตัวลงจากตั่งไม้อย่างรวดเร็ว
บรรดาสาวใช้ในห้องพากันขบขันการกระทำของ
เขา
ถิงเกอร์วิ่งออกมาหยุดตรงระเบียงด้านนอกอยู่
นาน ในที่สุดก็เห็นเจินจูเดินออกมา เขาลากเจินจู
มาอีกด้าน ถามเสียงเบา “เจินจู พี่สาวข้าเป็น
อะไรกันแน่”
เจินจูลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกระซิบเล่าเรื่องราวให้
เขาฟังด้วยถ้อยคำที่ง่ายที่สุด
ผ่านไปสักพัก ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็พาจ้าวหมิงจูมา
เยี่ยมอี๋หนิง
หลังจากผ่านไปหนึ่งคืน สภาพจ้าวหมิงจูก็ดูยํ่าแย่
ลงไม่น้อย นางยืนอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ไม่
กล้ากล่าวอะไรสักประโยค อี๋หนิงยังคงมีท่าทีเย็น
ชาอยู่เล็กน้อยเมื่อต้องสนทนากับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยดึงมือนางไปจับพลางถอนหายใจ
“…อี๋หนิง ย่ารู้ว่าเจ้ากำลังตำหนิย่า แต่ว่านาง…
สถานการณ์ในบ้านนางเลวร้ายจริง ๆ หากส่งนาง
กลับไปก็ไม่ต่างอะไรกับฆ่านาง”
อี๋หนิงเงยหน้ามองฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย กล่าวเสียงแผ่ว
เบา “ข้าไม่ได้เติบโตข้างกายท่าน ท่านจะสงสาร
เวทนาพี่หมิงจูก็เป็นเรื่องสมควร ท่านยังเคย
กล่าวถึงหลักการข่งหรงสละผลลี่ให้ข้าฟัง ข้า
ครุ่นคิดแล้วก็เห็นว่าควรจะเป็นเช่นนั้น ที่ข้าตกลง
ให้นางอยู่ต่อไม่ใช่เพราะข้ามีจิตใจดี แต่เป็น
เพราะท่านอยากให้นางอยู่”
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ยิน กระบอกตาก็แดงกํ่า
“ข่งหรงสละผลลี่อะไรกัน เป็นย่าที่พูดจาไม่ดีเอง!
เป็นย่าที่ไม่ดี! ย่าจะไม่กล่าวถ้อยคำเช่นนั้นกับเจ้า
อีกแล้ว…”
นางอยากลูบศีรษะของอี๋หนิง ทว่าอี๋หนิงกลับ
หลบมือของนาง อี๋หนิงถอนหายใจพลางเอ่ย
“ท่านย่า ข้าปวดศีรษะ อยากพักผ่อนสักครู่เจ้า
ค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยชะงักนิ่ง จ้าวหมิงจูซึ่งมองอยู่
ด้านข้างรีบหยิบขนมที่ถือมาส่งให้อี๋หนิง
“น้องสาวอี๋หนิง นี่คือนมแพะตุ๋นที่เพิ่งทำใหม่…
เจ้าต้องยังไม่เคยลิ้มลองเป็นแน่”
ทันใดนั้นก็มีเสียงถิงเกอร์ดังขึ้นจากนอกประตู
“พี่สาว! ไม่รู้ว่าไม้ประดิษฐ์เจ็ดชิ้นของข้าวางไว้ที่
ใดแล้ว…”
จ้าวหมิงจูเห็นถิงเกอร์เดินเข้ามาก็อยากเข้าไป
ใกล้ชิดกับถิงเกอร์เช่นวันวาน ที่ผ่านมานางไม่เคย
ดูแลเขาให้ดี จ้าวหมิงจูหยิบขนมในมือส่งให้เขา
“ถิงเกอร์ นานแล้วที่ไม่ได้พบเจ้า! ระยะนี้เจ้าไม่
ค่อยไปเล่นกับพี่หมิงจูเลย…หากมิใช่เพราะมาที่
เรือนของน้องสาวอี๋หนิง เกรงว่าคงไม่ได้พบเจ้า
แล้ว!”
ผู้ใดจะรู้ว่าเขากลับเดินไปหยุดเบื้องหน้านาง
ใบหน้าของเด็กน้อยเผยรอยยิ้มจาง ๆ เอ่ยถาม
ด้วยท่าทีคล้ายไม่เข้าใจนัก “พี่หมิงจู ท่านไม่ได้
บอกข้าหรือว่าอย่าสนิทสนมกับพี่อี๋หนิงเกินไป พี่
อี๋หนิงจะแย่งชิงของทุกอย่างของข้าไป ท่านไม่ให้
ข้าสนิทสนมใกล้ชิดกับพี่อี๋หนิงมิใช่หรือ แล้ว
เพราะเหตุใด…พี่หมิงจูไม่กลัวว่านางจะแย่งชิง
ของของท่านไปหรือไร”
ทันทีที่ถิงเกอร์พูดประโยคนี้ออกมา สีหน้าของฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ยก็เปลี่ยนไปโดยพลัน อี๋หนิงเองก็
ประหลาดใจ มองไปทางถิงเกอร์
จ้าวหมิงจูลนลานทันใด ขนมในมือร่วงหล่นบน
พื้น เหตุใดถิงเกอร์ถึงได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมากะทันหัน!
นางรีบกล่าว “ถิงเกอร์…ข้า…ข้าไม่เคยกล่าว
ถ้อยคำเหล่านี้! เจ้ายังเด็ก อย่าได้พูดจาโปั้ปด!”
ถิงเกอร์ซบตัวเข้าไปในอ้อมกอดของฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ยด้วยสีหน้าไร้เดียงสา ดึงแขนเสื้อของนาง
“ท่านย่า ตั้งแต่เล็กท่านก็สอนไม่ให้ข้ากล่าวคำ
เท็จ แต่ไหนแต่ไรมาข้าก็ไม่เคยพูดคำลวง!” เขา
เอ่ยต่อ “ข้ากลัวว่าจะเป็นเช่นคำที่พี่หมิงจูกล่าว
ถึงได้ไม่กล้าใกล้ชิดกับพี่สาวมาโดยตลอด…”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยโมโหจนมือสั่นเทา นางกล่าว “ดี
ย่ารู้แล้ว แต่ไหนแต่ไรมาถิงเกอร์ของพวกเราก็ไม่
เคยพูดคำเท็จ!”
นางพลันลุกขึ้นยืน เอ่ยกับอี๋หนิง “…วันนี้ย่าต้อง
กลับก่อน วันหลังค่อยมาเยี่ยมเจ้าใหม่” คล้ายกับ
หากอยู่มองอีกสักนิด นางก็จะยิ่งรู้สึกละอายใจจึง
เดินตรงออกไปด้านนอก
จ้าวหมิงจูกัดริมฝีปาก รีบตามนางออกไป
อีกสองก้าวนางก็ไล่ตามฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยทันแล้ว
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกลับชะงักฝีเท้า หันกลับมา
มองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ “ยายเลี้ยงดูเจ้า
อย่างทะนุถนอม โอนอ่อนผ่อนปรนให้เจ้า แต่ไม่
เคยสอนให้เจ้าทำร้ายผู้อื่น ทว่าเจ้ากลับยุแยง
ผู้อื่น เจ้ากล้ายุแยงถิงเกอร์ให้เขาไม่ยอมใกล้ชิด
สนิทสนมกับอี๋หนิง แท้จริงเจ้าเป็นคนมีจิตใจ
อย่างไรกันแน่ มีเรื่องอะไรที่เจ้าทำแล้วยายยังไม่รู้
อีกบ้าง”
จ้าวหมิงจูไร้หนทางโต้แย้ง ตื่นตระหนกจน
ร้องไห้ครํ่าครวญ “ท่านยาย…ข้ารู้ว่าเรื่อง
เหล่านั้นข้าทำผิดไปแล้ว…ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ!
ท่านให้อภัยข้าด้วยเถิด!”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยสะบัดมือนางออก จับมือซ่งมามา
ก้าวขึ้นเกี้ยวนุ่มก่อนจะเอ่ยเสียงเยียบเย็น “ไป
ได้”
จ้าวหมิงจูวิ่งร้องไห้ไล่ตามเกี้ยวของฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ย รํ่าไห้จนหายใจติดขัด สุดท้ายก็ล้มลงบนพื้น
ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปประคองนาง ทั่วทั้งจวนอิงกั๋ว
กงรู้ว่าบัดนี้คนผู้นี้มีสถานะเป็นเพียงคุณหนูญาติผู้
พี่ นางเพิ่งถูกท่านอิงกั๋วกงทอดทิ้ง มายามนี้ยังถูก
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยทอดทิ้งอีก การอาศัยอยู่ในจวน
อิงกั๋วกงต่อจากนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการขอข้าวกิน
ไปวัน ๆ เท่านั้น
บรรดาสาวใช้ที่ปรนนิบัตินาง ส่วนใหญ่ถูกเว่ย
หลิงขายออกไปแล้วเหลือเพียงซูสี่กับคนอีกไม่กี่
คนเท่านั้น พวกนางเองก็ไม่กล้าเข้าไปประคอง
เช่นกัน
บัดนี้พวกนางจะปฏิบัติต่อคุณหนูญาติผู้พี่หมิงจู
คนนี้อย่างไร คงต้องดูสีหน้าของเว่ยหลิงกับอี๋หนิง
ก่อน พวกเขาเป็นเจ้านายตัวจริง ส่วนคนผู้นี้ไร้ซึ่ง
ความสำคัญใด ๆ แล้ว
ภายในห้อง อี๋หนิงดึงถิงเกอร์เข้ามาถาม “ถ้อยคำ
เมื่อครู่…เป็นเจ้าที่คิดขึ้นมาเองหรือ” นางค้น
พบว่าน้องชายคนนี้ไม่เสียทีที่เกิดเป็นบุตรชาย
ของเว่ยหลิง จิตใจคดเคี้ยวไม่น้อย
ถิงเกอร์กล่าวว่า “ข้ารู้ว่านางรังแกท่าน…ที่สำคัญ
คือสิ่งที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง! เดิมนางก็พูด
เช่นนี้ นางรังแกท่านจนปั่วย ข้าเองก็จะรังแกนาง
…”สีหน้าของเขาไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย ทว่า
นํ้าเสียงหนักแน่น “อย่างไรข้าก็มีท่านเป็นพี่สาว
เพียงคนเดียว”
อี๋หนิงได้ยินก็หัวเราะ อุ้มเขาเข้ามาหอม
“พี่สาวชอบถิงเกอร์” อี๋หนิงกล่าวกับเขา “ต่อไป
เมื่อถิงเกอร์ของพวกเราเติบใหญ่แล้วต้องเป็น
ท่านแม่ทัพที่มีชื่อเสียงเกรียงไกรไปทั่วทุกสารทิศ
เป็นแน่”
ใบหน้าของเจ้าเด็กซนแดงกํ่า นั่งบิดม้วนอยู่ใน
อ้อมกอดของนาง ก่อนจะเบี่ยงหน้าหนีจากการ
หอม เมื่อสะบัดตัวหลุดออกจากอ้อมกอดของนาง
ก็รีบวิ่งออกไปเล่นกับพวกบ่าวไพร่ตัวน้อยทันที
อย่างไรเขาก็นั่งไม่ติดแล้ว
พอเว่ยหลิงรับรู้เรื่องราวจากคำบอกเล่าของเจินจู
ก็เกือบจะบีบถ้วยชาแตกละเอียดคามือ เขากล่าว
เนิบช้า “ไปบอกคนข้างกายของนางว่า ต่อจากนี้
ไปให้จดทุกการกระทำทุกการเคลื่อนไหวของนาง
แล้วนำมาให้เจ้าดู หากมีสิ่งใดไม่เหมาะสมก็รีบให้
นางไสหัวออกไปซะ!”
เจินจูยอบตัวรับคำ จากนั้นก็ไปสั่งการที่ห้องของ
จ้าวหมิงจู
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ยินเรื่องนี้ยามที่กำลังสวดมนต์
ให้นายท่านผู้เฒ่านางหลับตาลง ทอดถอนใจแล้ว
เอ่ย “…สุดแท้แต่เว่ยหลิงเถิด”