พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 100
ต้องใช้เวลาถึงสองวัน กว่ารอยแดงบนข้อมือของ
อี๋หนิงจะจางหายนางยังได้ยินเรื่องฎีกาขอแต่งตั้ง
บรรดาศักดิ์ซื่อจื่อของเสิ่นอวี้ถูกถอดถอนจากนั้น
นางก็ได้พบเสิ่นอวี้อีกครั้งตอนที่ท่านจงฉินปั๋อพา
เขามาขอขมานาง
เขาผ่ายผอมลงไม่น้อย สีหน้าดูซีดขาวผิดปกติ ยืน
อยู่ชั้นล่างของบันไดมองนางจากระยะไกล คล้าย
จะเอ่ยปากแต่ก็หยุดอยู่ตรงนั้น
เมื่ออี๋หนิงเห็นเขาก็คิดถึงภาพเหตุการณ์ในวันนั้น
นางจับมือชิงชวี่ก้าวถอยหลังก้าวเล็ก ๆ ก้าวหนึ่ง
นํ้าเสียงของเสิ่นอวี้แผ่วตํ่ายิ่งนัก “น้องสาวอี๋หนิง
…เป็นข้าที่ผิดไปแล้วข้าถูกปีศาจร้ายครอบงำ
จิตใจถึงได้กระทำเช่นนั้นกับเจ้า” เขาคุกเข่าลง
“บรรดาศักดิ์ซื่อจื่อ ข้ามอบให้น้องชายสามแล้ว
ข้า…เดิมข้าไม่ควรมา แต่ข้าอยากมาขออภัยเจ้า
ฉะนั้นจึงได้ขอร้องท่านพ่อให้พาข้ามา…นายท่าน
กั๋วกงอนุญาตให้ข้ากล่าวเพียงสองประโยคเท่านั้น
ข้าพูดจบแล้วก็จะจากไป”
วันนั้นเขากลับไปพร้อมอาการบาดเจ็บหนัก ฮูหยิ
นจงฉินปั๋อกอดเขารํ่าไห้ ท่านจงฉินปั๋อก็สั่งสอน
เขายกหนึ่ง เขาถึงค่อย ๆ ได้สติขึ้นมา “เป็นข้าที่
ชั่วช้า เจ้าจะกล่าวโทษข้าอย่างไรก็เป็นเรื่อง
สมควร ข้าได้รับการลงโทษก็เป็นสิ่งสมควร มิสู้
เจ้ามาตีข้าด้วยตนเองเถิด เจ้าตีข้า ข้าจะได้รู้สึก
สบายใจขึ้น”
อี๋หนิงมองเขาที่สวมชุดแขนเสื้อกว้างสีฟั้า นึกถึง
ภาพเหตุการณ์ในวันที่เขามอบถุงหอมให้ตน…
นางอดกลั้นแล้วเอ่ย “ท่านไปเถิด เรื่องนี้ต่อไป
อย่าได้กล่าวถึงอีก”
นางไม่อยากพบเสิ่นอวี้อีกแล้ว ดังนั้นเมื่อหมุนตัว
กลับไปจึงตรงไปยังห้องหนังสือของเว่ยหลิงทันที
ตีเขาแล้วอย่างไร จะสามารถชดเชยเรื่องที่เคย
เกิดขึ้นได้หรือ
เสิ่นอวี้ยังอยากพูดคุยกับนางอีกสักสองสาม
ประโยค แต่องครักษ์ในพื้นที่ฝังบูรพาขัดขวาง
ไม่ให้เขาเข้าไป เขาจึงทำได้เพียงมองนางเดินจาก
ไปไกล
เว่ยหลิงกำลังสนทนากับใครบางคนในห้อง
หนังสือ อี๋หนิงเพิ่งเดินเข้าไปก็พบลู่เจียเสวียที่
กำลังนั่งอยู่ตรงข้ามเว่ยหลิง เมื่อเขาได้ยินเสียงก็
หันกลับมามองนาง
นางลอบร้องอย่างขมขื่นในใจ เหตุใดไปที่ใดก็ไม่
พบความสงบสุขสักที่ นางยอบตัวลงเล็กน้อย
ขานเรียกพวกเขาสองคน “ในเมื่อท่านพ่อมีแขก
เช่นนั้นข้าก็ขอลาก่อนเจ้าค่ะ”
ทว่าเว่ยหลิงกลับยิ้ม “จะรีบร้อนไปไย นานทีบิดา
บุญธรรมของเจ้าจะมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง”
อี๋หนิงยืนตรงประตูด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ นาง
สัมผัสได้ว่าลู่เจียเสวียกำลังจับจ้องนาง จึงหันไป
เอ่ยถามเนิบช้า “ท่านพ่อยังมีอะไรจะสั่งการอีก
หรือไม่เจ้าคะ”
“เมื่อครู่พ่อให้บ่าวรับใช้ชงชาฮั่นหยางอู้ให้เขา
ใหม่ เจ้าไปยกเข้ามาให้พ่อบุญธรรมของเจ้าเถิด”
เว่ยหลิงกล่าว
อี๋หนิงยังไม่ทันขยับกาย ลู่เจียเสวียก็ยิ้มพลางเอ่ย
“ไม่ต้องหรอกข้านั่งอีกสักพักก็ไปแล้ว”
“เมื่อพ่อบุญธรรมมาเยือนย่อมเป็นแขก” อี๋หนิง
กล่าว แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดเว่ยหลิงจึงให้นาง
ไปยกนํ้าชาให้ลู่เจียเสวียอย่างกะทันหัน แต่นางก็
ยังเดินออกไป
หลังพายุฝนโหมกระหนํ่าก็เป็นเวลาสองวันแล้วที่
มีดวงอาทิตย์ขึ้นสดใส สุดปลายทางเลี้ยวของ
ระเบียงทางเดินเป็นห้องนํ้าชา เว่ยหลิงสร้างเรือน
นี้อย่างโอ่อ่ากว้างขวาง ข้างระเบียงปลูกต้นหลิวสี
เขียวสดเรียงรายยามนี้เป็นเวลาที่กิ่งหลิวใบเขียว
ห้อยลู่เป็นสาย แสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านใบไม้
ทอดลงบนร่าง ทำให้รู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก พอเหล่า
สาวใช้ในห้องนํ้าชาเห็นนางเข้ามาก็รีบยอบตัวลง
ขานเรียกคุณหนู อี๋หนิงสั่งให้พวกนางไม่ต้องมาก
พิธีก่อนเอ่ยถาม “ชาฮั่นหยางอู้ที่เพิ่งชงใหม่อยู่ที่
ใด”
นางยกถ้วยชาไป กลิ่นหอมสดชื่นของชาฟุั้ง
กำจาย เจินจูและคนอื่น ๆซึ่งเดินตามนางอยู่
ด้านหลังไม่กล้ายื่นมือเข้าช่วย เมื่อนางเดินมาถึง
ด้านนอกประตูก็ได้ยินเสียงของลู่เจียเสวีย “เผ่า
หว่าล่ากล้าหาญ เชี่ยวชาญการต่อสู้พวกมันจุดไฟ
เผาปล้นสะดมที่ตลาดม้าชายแดน ผู้บัญชาการ
หน่วยหลงเหมินต้านทานไม่ไหว มีเพียงเจ้าไป ข้า
ถึงจะพอวางใจขึ้นบ้าง…เดิมทีก็ควรไปตั้งแต่ปีที่
แล้ว หากไม่ใช่เพราะการขึ้นสถาปนาของฮ่องเต้
ทำให้เรื่องต้องล่าช้า ยามนี้เจ้าควรจะได้รับการ
แต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการสูงสุดเซวียนฝูั่แล้ว”
อี๋หนิงได้ยินถึงตรงนี้ก็ชะงักฝีเท้า นางรู้ว่าเว่ยหลิ
งต้องออกไปทำสงครามบ่อยครั้ง เกรงว่าช้าเร็วก็
ต้องมีวันที่เขาออกไป แต่นางคาดไม่ถึงว่าวันนั้น
จะมาถึงเร็วเพียงนี้
นางยังได้ยินเว่ยหลิงเอ่ย “ฮ่องเต้เพิ่งจะขึ้น
สถาปนาได้ไม่นานก็เกิดการรุกรานจากเผ่าหว่าล่า
ทั้งยังเกิดในตลาดค้าขายม้าที่เพิ่งเปิดใหม่ ยามนี้
กองทัพของเผ่าหว่าล่าต้องแข็งแกร่งมากเป็นแน่
เกรงว่าข้าเองก็คงยากจะรับมือ”
ลู่เจียเสวียได้ยินก็หัวเราะ “เจ้ากับข้ายกทัพจับศึก
มานานปี ปีนั้นที่พวกเปั่ยหยวนอยากจะฟืนฟูจิ้
วเจียง ก็เป็นเจ้ากับข้าที่ออกรบไล่พวกมันกลับไป
ยามนี้ข้าไม่อาจไปจากเมืองหลวง จึงทำได้เพียง
ส่งเจ้าไปก่อน”
อี๋หนิงฟังถึงตรงนี้ถึงได้ยกนํ้าชาเข้าไป นางมอง
เว่ยหลิงที่ไม่เอื้อนเอ่ยอะไร จากนั้นก็วางถ้วยนํ้า
ชาไว้ข้างกายลู่เจียเสวีย
ตอนที่ก้มหน้า นางก็เห็นเข็มขัดลวดลายสิงโตที่
ลู่เจียเสวียคาดอยู่ยามที่เขายกถ้วยนํ้าชา ข้อต่อ
บนนิ้วมือจะนูนเด่นออกมาเล็กน้อย นี่คือมือของ
คนฝึกยุทธ์ เมื่อก่อนอี๋หนิงมักครุ่นคิดอยู่เสมอว่า
เหตุใดนางจึงไม่เคยค้นพบว่าลู่เจียเสวียเป็นผู้ที่ฝึก
ยุทธ์ ทั้งที่เป็นเรื่องชัดเจนถึงเพียงนั้น นางตกอยู่
ในภวังค์ครู่หนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าลู่เจียเสวีย
กำลังมองนาง แต่เพียงไม่นานก็ละสายตากลับไป
อี๋หนิงย่อมไม่มีทางล่วงรู้ว่า วันนี้ที่นางสวมชุดผ้า
ไหมเยียนหลัวสีชมพูอ่อนนั้นช่วยขับให้ความงาม
สะคราญของดรุณียิ่งเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ลู่เจียเสวียกุมถ้วยชา ก้มหน้าจิบอึกหนึ่งก่อนเอ่ย
“ทักษะการชงชาของเจ้าไม่เลว”
อี๋หนิงลอบคิด ไม่ใช่ชาที่นางชงสักหน่อย นาง
เพียงไปยกมาเท่านั้นปีนั้นนางชงชาให้เขาไม่รู้กี่
ครั้งต่อกี่ครั้งล้วนไม่เคยได้รับคำชมจากเขาสักครั้ง
ส่วนใหญ่จะเป็นถ้อยคำรังเกียจเช่น ‘นํ้าเย็นแล้ว’
‘ใส่ใบชามากเกินไป’ ‘ลำดับการใส่ใบชาไม่
ถูกต้อง…’ จนทำให้นางไม่สบอารมณ์ เลิกคิ้วถาม
เขา ‘ใบชาต้องมีลำดับอันใดกัน’ เขาซึ่งเป็นเพียง
คุณชายที่ไร้ความรู้ความสามารถจะมารู้อะไรได้!
ยามนั้นลู่เจียเสวียกลับพูดด้วยท่าทีขึงขัง ‘ก้านชา
กับใบชามีรสชาติแตกต่างกัน หากใส่ไม่ถูกลำดับ
อาจจมลงไปพร้อมกัน ตอนที่ข้าไปดื่มชากับผู้อื่น
ที่หอจุ้ยเซียน เห็น…’ เขาพูดได้ครึ่งประโยคก็เห็น
สีหน้านางไม่ดีนักจึงรีบคลี่ยิ้มแล้วกล่าว ‘เอาละ
ๆ เจ้าจะชงอย่างไรก็สุดแท้แต่เจ้า อย่างไรก็เป็น
ข้าที่ดื่ม ผู้อื่นคงไม่ดื่มชาของเจ้า!’
หลายปีหลังจากนั้น นางถึงได้รับคำชมเชยจาก
เขา ช่างหาได้ยากยิ่ง
เว่ยหลิงเห็นลู่เจียเสวียส่งสายตาเป็นสัญญาณให้
เขาจึงกล่าว “…อี๋หนิงเจ้าถอยออกไป”
อี๋หนิงเก็บถาดด้วยความสงบนิ่งแล้วถอยออกไป
เมื่อลู่เจียเสวียเห็นอี๋หนิงถอยออกไปแล้วจึงวาง
ถ้วยชาลง “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ยินดีรับตำแหน่งเซวียนฝูั่
แต่ข้าได้ขอพระราชโองการแล้ว อีกไม่นานพระ
ราชโองการจากฮ่องเต้ก็น่าจะถูกส่งลงมา…ยามนี้
สถานการณ์ภาพรวมในราชสำนักเพิ่งมั่นคง หาก
เจ้าไปทำให้เซวียนฝูั่สงบได้ย่อมได้รับ
ผลประโยชน์ไม่น้อย เจ้าอย่าได้ปฏิเสธเลย”
หลังเว่ยหลิงส่งลู่เจียเสวียจากไป พอกลับมาก็
พบอี๋หนิงกำลังรออยู่ที่ห้องหนังสือ
เดิมสีหน้าของเขาไม่สู้ดีนัก ทว่าเมื่อเห็นอี๋หนิงก็
ยังคลี่ยิ้มออกมาพลางเอ่ยถาม “มีอันใดหรือ ถึง
ได้อยู่ที่นี่ไม่กลับไป”
อี๋หนิงมองเขา “ท่านพ่อ ท่านต้องไปรับตำแหน่งผู้
บัญชาการสูงสุดเซวียนฝูั่หรือเจ้าคะ”
อี๋หนิงรู้จักเผ่าหว่าล่าแห่งเหมิงกู่ เผ่านี้บุกรุกราน
ชายแดนคราแล้วคราเล่า ทำให้ราชสำนักต้อง
สูญเสียแม่ทัพใหญ่หลายคนไปกับสงครามนี้นางรู้
เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ไม่ครอบคลุมนัก
แต่นางรู้ว่ามีครั้งหนึ่งที่พวกหว่าล่าเกือบจะบุกเข้า
หลงเหมินได้ จากการรับรู้ของนาง หลังจากนั้น
เว่ยหลิงไม่น่าจะเกิดเหตุร้ายอะไร ทว่าต่อมา
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลู่เจียเสวียกลับค่อย
ๆ เหินห่าง สุดท้ายเว่ยหลิงมีชะตาอย่างไร นางไม่
รู้ชัดจริง ๆ
เว่ยหลิงลูบศีรษะนาง “เรื่องการสู้รบ พ่อคุ้นชิน
แล้ว แต่เพราะมีเจ้าอยู่ในจวน พ่อถึงได้อยู่ต่อ
หลายเดือนเช่นนี้ ใช่แล้ว พ่อได้ยินมาว่าแม่เลี้ยง
คนเดิมของเจ้าคนนั้นย้ายมายังเมืองหลวงแล้ว
เจ้าอยากไปเยี่ยมนางหรือไม่หรือจะให้พ่อเรียก
พี่ชายสามของเจ้ามารับเจ้าไปเที่ยวเล่นสักสอง
สามวัน”
อี๋หนิงนึกถึงถ้อยคำเหล่านั้นที่ลู่เจียเสวียกับเว่ย
หลิงสนทนากัน นางคล้ายเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีนัก
นางไม่สนใจว่าเว่ยหลิงพูดอะไร เพียงจับมือของ
เขาไว้ “ท่านพ่อ ท่านไม่ยินดีไปใช่หรือไม่ ข้าได้
ยินมาว่าที่ชายแดนด้านนั้นอันตรายยิ่งนัก มิสู้
ท่านปฏิเสธพระราชโองการของฮ่องเต้ไปเถิดเจ้า
ค่ะ ผู้บัญชาการสูงสุดเซวียนฝูั่อะไรก็ไม่สำคัญเท่า
ชีวิตนะเจ้าคะ”
ลู่เจียเสวียย่อมไม่ใช่คนดี เว่ยหลิงตระหนักถึงจุด
นี้ดี สำหรับอีกฝั่ายไม่มีอะไรสำคัญกว่า
ผลประโยชน์
นอกจากนี้ลู่เจียเสวียยังขอพระบัญชาจากฮ่องเต้
แล้ว เขาย่อมไม่อาจขัดที่สำคัญเดิมเขาก็ควรรับ
ตำแหน่งท่านแม่ทัพเซวียนฝูั่ แต่หลังจากพบ
บุตรสาวเขาก็พลันเกิดความหวงแหนชีวิตขึ้นมา
อันที่จริงเขาก็คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าครานี้
จำต้องไป ดังนั้นจึงได้ฝึกกองกำลังทหารเข้มงวด
กว่ายามปกติ
เว่ยหลิงยิ้ม “นี่มิใช่เรื่องที่บอกว่าจะปฏิเสธก็
ปฏิเสธได้ ทั้งยังไม่ได้อันตรายถึงเพียงนั้น เดิมพ่อ
ก็ประจำการอยู่ในเซวียนฝูั่ คุ้นเคยกับอุปนิสัยของ
พวกเขาเป็นอย่างดี”
อันที่จริงนางเองก็รู้ว่าเขาไม่อาจขัดพระบัญชา
อี๋หนิงเม้มริมฝีปากแล้วเอ่ย “เช่นนั้นท่านจะไป
เมื่อใดเจ้าคะ”
“ซุนเฮ่าผู้บัญชาการหลงเหมินส่งสารด่วนมา
เกรงว่าอีกไม่กี่วันคงต้องออกเดินทางแล้ว” เว่ย
หลิงมองดวงตาของบุตรสาว กล่าวปลอบประโลม
นาง“พ่อไม่เป็นไร เพียงกังวลที่ต้องทิ้งเจ้าไว้ใน
เมืองหลวง” เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระยะ
นี้ หัวใจของเว่ยหลิงก็หนาวสะท้าน หากเขาไม่อยู่
ในจวนอิงกั๋วกงแล้วอี๋หนิงเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาเล่า
แม้เขาจะส่งองครักษ์มาคุ้มครองนางได้ แต่
อย่างไรองครักษ์เหล่านั้นก็ชำนาญเพียงวิทยายุทธ์
ท่าทีที่ท่านแม่มีต่อหมิงจูก็ยังไม่ชัดเจน มิสู้ให้
พี่ชายสามมารับตัวนางกลับไปพำนักด้วยสักพัก
หลัวเซิ่นหย่วนเป็นคนที่สามารถพึ่งพาได้ สำหรับ
ลู่เจียเสวีย…อีกฝั่ายเชื่อถือไม่ได้ เขาเพียงหวังว่า
ลู่เจียเสวียจะเห็นแก่สถานะบุตรสาวบุญธรรม
คุ้มครองนางได้ชั่วคราว
อี๋หนิงได้ยินคำของเขาก็ยิ้มขื่น “ข้าโตถึงเพียงนี้
แล้ว ยังมีสิ่งใดให้ท่านต้องกังวลอีก ท่านวางใจ
เถิด เรื่องในจวนมีข้าคอยช่วยท่านดูแลอยู่”
เว่ยหลิงไม่คิดเป็นจริงเป็นจังกับถ้อยคำของ
บุตรสาว จะอย่างไรเขาก็ไม่วางใจหากต้องทิ้งอี๋ห
นิงไว้ในจวนอิงกั๋วกง
เขาพาอี๋หนิงไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย จากนั้นก็
บอกกล่าวนางเรื่องผู้บัญชาการสูงสุดเซวียนฝูั่
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยคุ้นชินกับการที่บุตรชายต้องออก
รบเป็นประจำแล้วแม้จะอาวรณ์ แต่ก็มีท่าทีสงบ
นิ่ง เพียงแต่ทุกคราที่บุตรชายจากไป จำนวนครั้ง
ที่นางต้องไปสวดมนต์ขอพรก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ไม่กี่วันต่อมา พระราชโองการก็ถูกส่งลงมา แต่ง
ตั้งเว่ยหลิงขึ้นเป็นผู้บัญชาการสูงสุดเซวียนฝูั่ หลัง
จากเว่ยหลิงรับพระราชโองการ วันรุ่งขึ้นก็สั่ง
ลูกน้องให้ไปเตรียมการ
อี๋หนิงกลับมาจากการไหว้พระที่เรือนของฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยก็เห็นพี่ชายสามของนางกำลังดื่มนํ้าชาอยู่
ในเรือนของนาง
หลัวเซิ่นหย่วนน่าจะเพิ่งเลิกจากการร่วมประชุม
ในราชสำนัก นี่เป็นครั้งแรกที่อี๋หนิงเห็นเขาสวม
ชุดขุนนาง เสื้อคลุมขุนนางสีแดงสดขับให้ร่างเขา
ยิ่งดูสูงเพรียว ผ้าบนชุดขุนนางปักลายห่านขุน
นางขั้นสี่ไว้ ดูองอาจเคร่งขรึมเพราะคิ้วของเขาคม
เข้มจึงยิ่งเน้นให้เขาหล่อเหลางามสง่า ไม่รู้ว่าเมื่อ
ผู้อื่นเห็นเขาจะรู้สึกอย่างไร แต่เมื่ออี๋หนิงเห็นเขา
ก็อยากขานเรียกเขาว่าใต้เท้าหลัวเสียแล้ว
“พี่ชายสาม ท่านมาได้อย่างไร” นางก้าวเข้าไป
หาเขาอย่างประหลาดใจ
หลัวเซิ่นหย่วนหันหน้ามามองนาง
“ท่านพ่อเจ้าให้ข้ามารับเจ้า” หลัวเซิ่นหย่วน
กล่าว “ข้ามีเรือนหลังหนึ่งอยู่ในตรอกซีฝัง อีกไม่
นานท่านแม่จะตามมา นางคิดถึงเจ้านัก เจ้าไป
พักสักสองสามวันเถิด”
เหตุใดเว่ยหลิงถึงยังยืนกรานให้พี่ชายสามมาอีก
แต่เมื่อคิดว่าไม่ได้พบหลินไห่หรูนานแล้ว อี๋หนิงก็
อยากพบนางเหลือเกิน
“ระยะนี้ท่านไม่มีภารกิจรัดตัวหรือ” อี๋หนิงให้
สาวใช้ไปจัดเก็บสัมภาระก่อนจะนั่งลง นางได้ยิน
ว่าระยะนี้หลัวเซิ่นหย่วนเพิ่งรับคดียากมาคดีหนึ่ง
ยามนี้เขาเพิ่งรับตำแหน่งซ่าวชิงแห่งศาลต้าหลี่
ขุนนางทั้งราชสำนักกำลังจับตามอง เขาไม่อาจ
ก้าวพลาดแม้เพียงก้าวเดียว
“มารับเจ้า อย่างไรก็ต้องหาเวลาให้จงได้”
หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ย“ประจวบเหมาะระหว่างทาง
พบใต้เท้าเฉิงพอดีจึงเดินทางมาพร้อมกัน เขาไป
คารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยแล้ว”
เมื่อได้ยินหลัวเซิ่นหย่วนเอ่ยถึงเฉิงหลาง อี๋หนิงก็
อดนึกถึงเรื่องในวันนั้นไม่ได้
เฉิงหลางเห็นแล้ว แต่ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวเรื่องนาง
หากมิใช่เพราะสุดท้ายเขาบอกหลัวเซิ่นหย่วน
เกรงว่านางคงไม่ได้มานั่งอยู่ดีเช่นในยามนี้…
นางเลี้ยงดูเด็กคนนี้จนเติบใหญ่…ยามนี้ความ
ผูกพันนี้คงถึงคราสิ้นสุดลงแล้ว
อันที่จริงก็ควรสิ้นสุดไปนานแล้ว นางถือว่าตน
ไม่ใช่คนในชาติภพก่อนแล้ว ดังนั้นย่อมไม่มีอะไร
สิ้นสุดหรือไม่สิ้นสุดอีก แม้การกระทำของเฉิง
หลางไม่ถูกต้อง แต่นางก็ไม่อาจตำหนิเขาได้แม้
เพียงประโยคเดียวทำได้เพียงปวดใจที่เขา
เปลี่ยนเป็นเย็นชาต่อนางอย่างยิ่งยวด อี๋หนิงตื่น
จากภวังค์ “เช่นนั้นท่านรอสักครู่ ข้าขอไปบอก
กล่าวท่านพ่อสักคำ”
เมื่อเฉิงหลางออกมาจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
ก็พบว่าที่เรือนไร้ผู้คนแล้ว
หลายวันมานี้เขามีภารกิจรัดตัวไม่มีเวลาว่าง เดิม
ตั้งใจมามอบของขวัญกล่าวคำขอโทษกับนาง
เรื่องในวันนั้นเขาเองก็มีส่วนผิด สภาพของอี๋หนิง
ที่ถูกหลัวเซิ่นหย่วนอุ้มออกมาช่างดูน่าเวทนานัก
แต่เมื่อเดินวนดูรอบหนึ่งก็พบว่าคนไม่อยู่ มีเพียง
สาวใช้สองสามคนกำลังทำความสะอาดลานหน้า
เรือน เมื่อพวกนางเห็นเขาก็ยอบกายขานเรียก
คุณชาย
เฉิงหลางรับคำเสียงหนึ่ง ในเมื่อไม่พบนาง
เช่นนั้นก็ช่างเถิด เกรงว่าเด็กสาวคนนี้ก็คงไม่
อยากพบเขา เขายังมีงานต้องไปสะสาง วันหลัง
ค่อยมาก็แล้วกัน
เฉิงหลางเพิ่งจะก้าวออกจากห้อง นกกระตั้วที่อยู่
ในกรงใต้ชายคาก็เห็นเขา
เจ้านายไม่ยอมพามันไปด้วย มันจึงไม่สบอารมณ์
นัก แต่เมื่อมันเห็นเฉิงหลางก็มีท่าทีดีใจขึ้นมา
เดินไปมาบนคานสองก้าว ก่อนร้องขึ้นกะทันหัน
“อาหลาง อาหลาง!”
ฝีเท้าของเฉิงหลางพลันชะงัก
เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ
เลือนหาย
นกกระตั้วเลียนเสียงได้เก่งกาจ แม้แต่นํ้าเสียงก็
เลียนแบบจนเหมือนเขาพลันนึกถึงเรื่องวันนั้นที่
ตนตื่นขึ้นมาเห็นนางกำลังหยอกล้อนกกระตั้ว
ท่ามกลางแสงสลัว นางยิ้มพลางเอ่ยถามเขา
‘ญาติผู้พี่ มิใช่ว่าท่านฝันถึงอะไรกระมัง’
เขาฝันถึงอะไรน่ะหรือ เขาฝันถึงว่านางกลับมาอยู่
ข้างกาย กล่าวปลอบประโลมเขา ‘อาหลาง หลับ
ให้สนิทเถิด…ข้าอยู่ตรงนี้’
เมื่อนกกระตั้วพบว่าเขาไม่สนใจก็เอียงคอ ร้อง
ออกมาอีกครั้ง “อาหลางอาหลาง!”
เฉิงหลางหันกลับไป ใบหน้าไร้รอยยิ้มใด ๆ
เขาก้าวออกจากเรือน เรียกสาวใช้คนหนึ่งมาถาม
“อี๋หนิงเล่า นางไปที่ใด”
สาวใช้ไม่เคยเห็นสีหน้าเช่นนี้ของเขามาก่อนจึง
ชะงักไป “คุณชาย…”
“นางไปที่ใดแล้ว” เฉิงหลางไม่อาจสะกดกลั้น
อารมณ์แล้ว เมื่อคิดถึงความน่าจะเป็นนั้น ทั้งร่าง
ก็สั่นเทา เขากำเสื้อของสาวใช้คนนั้น “เจ้าพูดมา
เร็วเข้า!”
สาวใช้สะดุ้งตกใจ ตอบเสียงตะกุกตะกัก “คุณหนู
…ออกไปเที่ยวเล่นกับคุณชายสามแล้วเจ้าค่ะ
ยามนี้…ยามนี้น่าจะถึงกำแพงบังรัศมีแล้วเจ้าค่ะ”