ยอดชายาหนีรัก ไปพักใจที่ชายป่า - บทที่ 150 อวิ๋นเถียนเถียนโดนใส่ร้าย
บทที่ 150 อวิ๋นเถียนเถียนโดนใส่ร้าย
อวิ๋นเถียนเถียนไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ นางส่ายหน้าถอนหายใจเบา ๆ แล้วเดินไปเก็บถังไม้ที่ล้มอยู่บนพื้น ก่อนจะตักน้ำอีกครั้ง
ใครจะรู้ว่าเพียงชั่วครู่ต่อมา เฉินชู่เกินก็วิ่งมาอย่างฮึดฮัด พลางด่าทออย่างเกรี้ยวกราด “อวิ๋นเถียนเถียน นังเด็กเลว เจ้ากล้าดีอย่างไรมารังแกลูกสาวข้า!”
อวิ๋นเถียนเถียนขมวดคิ้วเล็กน้อย อวิ๋นเคอก็หน้าบึ้งตึง
ในเวลานี้ทุกคนต่างเพิ่งสิ้นสุดเวลาพักเที่ยงและกำลังเตรียมตัวไปทำงานในทุ่งนา เสียงตะโกนของเฉินชู่เกินดึงดูดความสนใจของผู้คนให้มารวมตัวกัน
อวิ๋นเถียนเถียนยืนอยู่ตรงประตู มองดูฝูงชนที่กำลังมาดู นางกอดอกพลางหัวเราะเยาะ แล้วกล่าวว่า “ทั้งวันนี้ข้าอยู่แต่ในบ้าน ไม่ทราบว่าข้อกล่าวหาที่ว่าข้ารังแกผู้อื่นนั้นมาจากไหน?”
สะใภ้จี้กลัวว่าหลานสาวของตนจะเสียเปรียบ จึงแทรกตัวเข้าไปในฝูงชนแล้วตะโกนเสียงดัง “เฉินชู่เกิน เจ้าจะพูดอะไรต้องคิดให้ดีก่อน ทุกคนรู้ดีว่าหลานสาวข้าเป็นคนแบบไหน ที่ผ่านมาก็โดนหลินชุนฮวารังแกจนต้องแข็งกร้าวขึ้นมาบ้าง ปกติแล้วนางเป็นเด็กดี ต่อให้มีความกล้าสิบเท่าก็ไม่กล้ารังแกลูกสาวเจ้าหรอก!”
หน้าของอวิ๋นเถียนเถียนแข็งค้างไปเล็กน้อย ป้าใหญ่ช่างพูดจาน่าขันเสียจริง กลับพูดให้นางดูเหมือนคนขี้ขลาดไปเสียได้
อย่างไรก็ตาม คำพูดของสะใภ้จี้กลับสร้างความสนใจให้กับผู้คน พวกเขาต่างพากันถามไถ่ว่าอวิ๋นเถียนเถียนรังแกเฉินเจียวเจียวได้อย่างไร
เพราะคนหนึ่งดูเหมือนไม่ใช่คนที่จะยุ่งด้วยได้ง่าย ๆ ในขณะที่อีกคนหนึ่งก็ไม่มีที่พึ่งพิงอยู่แล้ว
“ลูกสาวข้าอยู่ที่บ้านเจ้าแค่ครู่เดียว แล้วก็วิ่งร้องไห้กลับมา บนใบหน้ามีรอยขีดข่วน ตัวก็เปื้อนโคลนไปหมด หากไม่ใช่เจ้าทำแล้วจะเป็นใครเล่า!”
อวิ๋นเถียนเถียนครุ่นคิด ในเวลานี้ เฉินเจียวเจียวน่าจะยังไม่ทันได้จัดการตัวเองให้เรียบร้อย นางต้องกลับไปฟ้องบิดามารดาแน่ ๆ
“ข้าก็แปลกใจเหมือนกัน ลูกสาวท่านเดินไม่ระวังล้มลงบนพื้น แล้วจะมาโทษข้างั้นหรือ? นี่มันรังแกกันชัด ๆ! ในเมื่อท่านยืนกรานว่าข้ารังแกนาง ข้าก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผล เรียกลูกสาวท่านออกมาเผชิญหน้ากันต่อหน้าทุกคนเลย ดูซิว่าข้ารังแกนางอย่างไร”
เฉินชู่เกินตะโกนเสียงดังไปทางบ้านของตน “เจียวเจียว ออกมาลูก ดูซิว่าเจ้าถูกรังแกจนเป็นอย่างไร!”
เฉินเจียวเจียวได้ยินเสียงตะโกนจากภายนอกขณะอยู่ในห้อง นางเริ่มบ่นว่ามารดาของตนในใจ สภาพนางเป็นเช่นนี้ หากออกไปให้อวิ๋นเคอเห็น เขาก็จะยิ่งไม่ชอบนางมากขึ้นไปอีก
ที่จริงแล้วความกังวลของนางนั้นเกินความจำเป็น เพราะอวิ๋นเคอได้เห็นสภาพอันน่าอับอายของนางไปแล้ว แม้จะเห็นแล้ว แต่เขาก็อาจไม่สนใจด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม นางรู้จักมารดาของตนดี หากไม่มีใครรังแกนาง มารดาของนางก็คงไม่ยอมออกไปข้างนอกเพื่อทวงความยุติธรรมให้ แต่ถ้านางไม่ยอมออกไป มารดาของนางก็คงไม่ใจอ่อนเช่นกัน
เฉินเจียวเจียวเช็ดหน้าอย่างลวก ๆ อย่างน้อยก็ทำให้ใบหน้าดูสะอาดขึ้นบ้าง แล้วก็เดินออกไปข้างนอก
ฝูงชนแยกออกเป็นทาง เฉินเจียวเจียวที่ผมยุ่งเหยิงและเนื้อตัวเปรอะเปื้อนโคลนก็เดินเข้ามา
อวิ๋นเถียนเถียนนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ก็รู้สึกอยากหัวเราะออกมาดัง ๆ หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์ไม่เหมาะสม นางก็อยากจะหัวเราะให้สะใจอีกสักรอบ
อวิ๋นเถียนเถียนกระแอมอย่างจริงจัง แล้วทำหน้าบึ้งเอ่ยว่า “เฉินเจียวเจียว เจ้ากลับบ้านไปฟ้องว่าข้ารังแกเจ้า แล้วข้ารังแกเจ้าอย่างไรกัน เจ้าลองพูดออกมาสิ สภาพเจ้าดูไม่ได้ขนาดนี้ เป็นเพราะข้าผลักเจ้าล้มหรือ?”
เฉินเจียวเจียวเดิมทีคิดจะพยักหน้าไปส่ง ๆ แต่ในตอนนั้นเองอวิ๋นเคอก็เดินเข้ามา
แบบนี้ไม่ได้ เฉินเจียวเจียวตั้งใจจะสร้างภาพลักษณ์ที่อ่อนหวานและใจดีต่อหน้าอวิ๋นเคอ ถ้าโกหกคนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่อวิ๋นเคอต้องรู้แน่ ๆ ชั่วขณะนั้นนางคิดไม่ออกว่าจะตอบอย่างไรดี
อวิ๋นเถียนเถียนยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย แล้วหัวเราะเยาะ “ในเมื่อเจ้าไม่กล้าพูด ข้าจะพูดแทนเจ้าเอง ท่านอวิ๋นเคอกำลังรดน้ำในไร่ของตัวเอง เจ้าแต่งตัวสวยเดินเข้ามา พลางบ่นว่าข้าไม่เห็นอกเห็นใจเขา ปล่อยให้เขาทำงานตากแดดคนเดียว เจ้าเลยแสร้งทำเป็นอยากช่วยเขา”
“ท่านอวิ๋นเคอพูดไม่เก่ง จึงไม่ได้ปฏิเสธเจ้า แต่เจ้าเองที่แย่งกระบวยน้ำจากมือเขา เจ้าเองที่อยากทำงาน เมื่อมีคนเต็มใจทำงานหนักแล้ว ใครจะอยากตากแดดอีกเล่า ท่านอวิ๋นเคอจึงเดินเข้ามาพักผ่อน”
“แต่ไม่มีใครบอกให้เจ้ามาช่วยพวกเราทำงานนี่ เจ้าเองที่วิ่งเข้ามาอยากช่วยเอง เจ้าจะช่วยก็ช่วยไป แต่แต่งตัวสวยแบบนั้น แล้วยังถือถังไปตักน้ำ สุดท้ายเจ้ายกถังน้ำไม่ไหว ก็ล้มลงไป แล้วเจ้าก็วิ่งกลับบ้านไปฟ้องมารดาของเจ้า บอกว่าข้ารังแกเจ้า!”
“ข้าก็แปลกใจ ข้าไปยุ่งกับใครที่ไหน ข้าแค่นั่งอยู่ในบ้านตัวเอง ไม่ได้พูดอะไรกับเจ้าสักคำ แล้วข้ารังแกเจ้าตรงไหน?”
เฉินเจียวเจียวถูกเปิดโปงต่อหน้าผู้คน นางทั้งโกรธทั้งอับอาย แต่ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร ได้แต่เอามือปิดหน้าแล้วนั่งร้องไห้ฟูมฟาย
สะใภ้จี้คงจะรู้เรื่องราวคร่าว ๆ แล้ว จึงพูดเยาะเย้ยจากด้านข้าง “ไม่รู้จริง ๆ ว่าลูกสาวไร้ยางอายคนนี้ถูกเลี้ยงดูมาจากบ้านไหน แต่งตัวสวยงาม วิ่งไปหาสามีคนอื่นบอกว่าจะช่วยทำงาน นี่กำลังจะไปยั่วยวนใครหรือ?”
ป้าหวังก็ทนไม่ได้กับคนแบบนี้ จึงเอ่ยเรียบ ๆ จากด้านข้างว่า “ช่างไม่รู้จักอายจริง ๆ ตัวเองล้มก็ล้มไป ยังจะมาใส่ร้ายคนอื่นอีก!”
“ตอนที่อวิ๋นเคอยังเป็นคนป่าอยู่ ก็ไม่เห็นเฉินเจียวเจียวจะชอบ ตอนนี้เขามีความสามารถ มีเงิน มีบ้าน มีงาน อีกทั้งยังมีภรรยาแล้วด้วย ยังจะมาเกาะแกะแบบนี้อีก”
“พวกเจ้าหุบปากให้หมด! ลูกสาวของข้าไม่ใช่ไม่มีใครเอา ใครจะไปเอาคนป่าแบบนั้นกัน!”
เฉินชู่เกินโกรธจัด ตวาดเสียงดัง พร้อมกับจ้องมองลูกสาวที่ไร้ประโยชน์ข้าง ๆ!
พูดตามตรง ตอนที่พูดแบบนั้นไป นางก็รู้สึกกระดากอยู่บ้าง เฉินเจียวเจียวอายุขนาดนี้แล้วยังไม่ได้แต่งงาน ก็เพราะว่าไม่มีใครเอาน่ะสิ!
เฉินเจียวเจียวตั้งใจจะแต่งงานกับคนรวย แต่คนรวยที่ไหนจะมองสาวชาวบ้านอย่างนาง ส่วนครอบครัวชาวนาทั่วไป ก็ไม่อยากได้คุณหนูที่ยกของหนักไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น แต่เดิมเฉินเจียวเจียวตั้งใจจะอยู่บ้านรอให้มีคนมาขอแต่งงาน แต่น่าเสียดายที่เฉินชู่เกินนิสัยร้ายกาจเกินไป ต่อให้มีคนสนใจ ก็คงไม่กล้ามายุ่ง
พอได้ยินคำพูดที่ดูไม่มีความมั่นใจแบบนั้น สะใภ้จี้ก็หัวเราะออกมา
“เจ้าอาจจะคิดแบบนั้น แต่ลูกสาวของเจ้าไม่ได้คิดแบบนั้น ไม่อย่างนั้นจะทำเรื่องไร้ยางอายแบบนี้ได้อย่างไร”