ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 1007 เดรัจฉาน / ตอนที่ 1008 อาคมบังตา
ตอนที่ 1007 เดรัจฉาน / ตอนที่ 1008 อาคมบังตา
ตอนที่ 1007 เดรัจฉาน
ตอนนั้นเขาก็รู้สึกได้รางๆ ว่าของที่อาจารย์ให้เขาส่งมอบไม่ใช่ของดีอะไร ดังนั้นภายในใจเขาจึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจและค่อนข้างหวาดกลัว
นอกจากนี้เขายังรู้ว่าอาจารย์ดูเหมือนจะเกลียดเจ้าของหอส่องชะตามาก เขาต้องการสร้างผลงานเพื่อให้อาจารย์สั่งสอนเขามากขึ้น ดังนั้นตอนนั้นเขาตั้งใจแต่งตัวอย่างดี เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมสีเทาและยังทำตาปลอมแปะไว้ที่เปลือกตา…
เขาแค่คิดว่าเจ้าของหอส่องชะตาเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง และตนเองก็น่ากลัวขนาดนี้ ในใจอีกฝ่ายคงจะรู้สึกไม่ดี หากเป็นอย่างนั้นแล้วเขาก็จะทำภารกิจที่อาจารย์มอบหมายให้ดียิ่งขึ้น
“เจ้า เจ้ารู้ได้อย่างไรว่า…เป็นข้า…” นักพรตหลิวหมิงอดถามไม่ได้
“เดาเอา” เซี่ยเฉียวมองเขาด้วยท่าทางรังเกียจ “ปกติแล้วอาจารย์ของเจ้าทำอะไรเวลาอยู่ที่บ้าน”
“ไม่ ไม่รู้…”
“แล้วหากเขาออกจากบ้าน เขาจะไปไหน” เซี่ยเฉียวถามอีก
นักพรตหลิวหมิงยังคงส่ายหน้า “เจ้าไม่รู้อะไรเลยจริงๆ หรือ…”
เซี่ยเฉียวนิ่งคิดเล็กน้อยพลางมองเหล่าองครักษ์ก่อนจะถาม “ค้นบ้านของพวกเขาแล้วหรือยัง”
“ค้นแล้ว เพราะนักพรตน้อยคนนั้นหนี พวกเราก็เลยค้นเอาแต่ของที่อยู่ในห้องของเขามา” องครักษ์ตอบนางด้วยความเคารพนอบน้อม
“ดีเลย” เซี่ยเฉียวแย้มยิ้ม “แบกขึ้นมาให้ข้าดูหน่อย”
ไม่นานนักของพวกนั้นก็ถูกแบกหามขึ้นมา
มันมีไม่มาก นอกจากเครื่องนอนแล้วก็มีหนังสือธรรมดาสองสามเล่มและของใช้ประจำวันบางอย่าง
เซี่ยเฉียวมองดูเครื่องนอนเหล่านั้นแล้วก็พบว่ามันยังสะอาดสะอ้านดี ไม่มีแม้แต่ผมสักเส้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าวั่นจิ่วเหลยผู้นี้ฉลาดมากและระมัดระวังตัวต่อศัตรู เมื่อรู้ว่านางมีความสามารถ แม้แต่บนเตียงเขาก็ไม่ทิ้งเบาะแสใดๆ ไว้ให้
เส้นผม กระดูกและเลือดมีความสำคัญมาก
แต่…
ไม่มีเส้นผมก็ไม่เป็นไร
เซี่ยเฉียวเดินไปยังแถวหนึ่งของตู้ที่เรียงรายก่อนจะหยิบขวดเล็กๆ ที่อยู่ข้างล่างสุดมา
และปล่อยวิญญาณที่อยู่ข้างในออกมา
มันคือสุนัขตัวหนึ่ง
วิญญาณสัตว์เดรัจฉานอ่อนแอ หลังจากที่พวกมันตายไปแล้วส่วนมากก็จะลงไปเบื้องล่างในทันที มีบางส่วนที่ผูกพันอยู่กับโลกไม่ยอมจากไป แต่พวกมันก็ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนมนุษย์ วิญญาณส่วนใหญ่จึงไม่เป็นรูปเป็นร่าง เป็นเหมือนไอหมอกที่ล่องลอยอยู่ในโลกมนุษย์ไปทั่ว ลอยไปลอยมาก็แตกสลายหายไป
แต่ก็มีส่วนน้อยมากเช่นกันที่สามารถคงรูปลักษณ์ก่อนตายไว้ได้
วิญญาณของสุนัขเป็นเช่นนั้น
นางเก็บวิญญาณสุนัขตัวนี้ได้ตอนที่อยู่ที่วัดสุ่ยเย่ว์
สาเหตุที่นางไม่ส่งมันลงไปเกิดก็เพราะว่าสุนัขตัวนี้มีไอแค้นมากมา
สุนัขตัวนี้น่าสงสารมากตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ เดิมทีมันถูกเลี้ยงเด็กเกเรคนหนึ่งเพื่อทำให้คนอื่นหวาดกลัว มันมีจมูกที่ไวโดยธรรมชาติ ดุร้ายพอที่จะเชื่อฟัง หากเจ้าของให้มันไปกัดใคร มันก็จะพุ่งเข้าไปทันทีโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แค่รู้จักทำตามคำสั่งของเจ้าของให้สำเร็จเท่านั้น
แต่หลังจากที่มันฟังคำสั่งครั้งสุดท้ายตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ มันก็กัดคนคนหนึ่งจนตาย เพื่อชดใช้ผู้ตายเจ้าของของมันก็แค่ฆ่ามันอย่างไม่แยแสและโยนมันให้กับครอบครัวของผู้ตาย
มันก่อกรรมก่อนตาย เมื่อมีความไม่พอใจและไอแค้นอัดแน่น วิญญาณจึงคงรูปร่างได้เหมือนมนุษย์
อย่างไรก็ตาม มันมีความแค้นและเป็นสัตว์เดรัจฉาน พอตายไปแล้วก็มักจะกัดคนอยู่เสมอ
คนบ้านนั้นมักได้ยินเสียงสุนัขเห่าที่บ้านและคิดว่าเป็นวิญญาณก่อกวนจึงขอให้นางไปเก็บวิญญาณให้
สุนัขตัวนี้น่ารังเกียจ แต่ก็น่าสงสารด้วย มันมีความคับแค้นใจจนใช้ชีวิตแบบยุ่งเหยิง นางจึงเก็บมันมาและเก็บมันไว้ข้างกายโดยตั้งใจจะแก้ไขความคับข้องใจของมันก่อนจะส่งลงไปเบื้องล่าง
แต่มันเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานที่ดื้อรั้น จึงไม่ง่ายที่จะกำจัดไอแค้น ดังนั้นจนถึงตอนนี้มันก็ยังคงอยู่กับนาง
“ต้าฝู” เซี่ยเฉียวตะโกนเรียกท่ามกลางอากาศที่ว่างเปล่า
บัดนี้สุนัขตัวนี้ดีขึ้นมากแล้ว แม้ว่าไอแค้นบนร่างจะยังมีอยู่ แต่ก็เบาบางลงมาแล้ว
มันมีร่างกายที่ใหญ่โต ขนสีดำปลอด มีเพียงสีขาวที่หน้าผากเล็กน้อยเท่านั้น ท่าทางสง่างาม หลังจากได้ยินเสียงของเซี่ยเฉียวแล้ว ลำคอราวเหมือนกับส่งเสียงตอบรับ กระดิกหางไปมา
ตอนที่ 1008 อาคมบังตา
เหล่าองครักษ์และหลิวหมิงเห็นเซี่ยเฉียวพูดกับอากาศว่างเปล่าต่างก็รู้สึกเย็นเยียบในใจ
ยังดีที่พวกองครักษ์เห็นอะไรแบบนี้มาหลายครั้ง พวกเขาจึงเตรียมใจไว้บ้างแล้วและไม่ได้ตกใจอะไรมาก แต่หลิวหมิงนั้นต่างออกไป สายตาที่เขามองเซี่ยเฉียวเต็มไปด้วยความตกใจหวาดกลัวขึ้นมาในพริบตา
“นาง นางกำลังพูดกับใครน่ะ!” นักพรตหลิวหมิงรีบคลานไปด้านหลังพยายามถอยห่างจากเซี่ยเฉียวทันที
แต่เขาถูกองครักษ์ควบคุมตัวไว้จะหนีอย่างไรก็ไม่พ้น
“บางทีปรมาจารย์อาจจะกำลังคุยกับบรรพบุรุษของเจ้าอยู่กระมัง เดี๋ยวก็ชินเอง หากเจ้าคิดถึงบิดา เจ้าก็สามารถจ้างปรมาจารย์ให้เรียกบิดาเจ้ามาได้ด้วยนะ ให้พ่อลูกอยู่ในห้องเดียวกันสักพักก็ได้เหมือนกัน” องครักษ์มองหมอดูผู้นี้พลางเอ่ยอย่างปากร้าย
“…” เปลือกตาของหลิวหมิงเต้นกระตุกทันที เขาไม่สนใจแล้วว่าองครักษ์ผู้นี้จะด่าเขาหรือไม่
ที่นี่น่ากลัวมาก…
ทั้งๆ ที่มีไฟเยอะมาก แต่ตอนนี้เขายังรู้สึกหนาวไปทั้งตัว
“ต้าฝู ไปดมกลิ่นแล้วหาคนให้ข้าหน่อย” เซี่ยเฉียวยื่นมือออกไปเกาศีรษะของต้าฝู
ต้าฝูกระดิกหางและเข้าไปดมกลิ่นเครื่องนอนพวกนั้น
หลังจากนั้นไม่นาน มันก็เห่า โฮ่ง โฮ่ง ให้เซี่ยเฉียวสองครั้ง
เซี่ยเฉียวลุกขึ้นทันทีและนำต้าฝูไปเริ่มค้นหาตามทางที่ต้องผ่านไปบ้านหลังนั้น
วิญญาณของต้าฝูอยู่ข้างหน้า วิญญาณของมันแตกต่างจากคน มันยังเดินสี่ขา เว้นแต่ตอนที่มันกังวลเร่งรีบมาก มันก็จะใช้การลอยไปแทน
ตอนที่จ้าวเสวียนจิ่งปรากฏตัว เขาเห็นเซี่ยเฉียวและองครักษ์ของนางเดินไปตามถนนอย่างช้าๆ
พวกนางไม่ได้นั่งรถม้า เพียงแต่เคลื่อนที่ไปทีละก้าวและหยุดเป็นบางครั้ง และยืนอยู่ที่นั่นครู่หนึ่งราวกับว่าพวกนางกำลังรอใครสักคน
องครักษ์จำนวนมากขนาดนั้นเดินๆ หยุดๆ จนทำให้ชาวบ้านที่อยู่บนถนนตกใจไม่นอน พวกเขาต่างพากันหลีกหนี ไม่กล้าเข้าใกล้
“กำลังทำอะไรกันอยู่หรือ” จ้าวเสวียนจิ่งเองก็สงสัยเช่นกัน “เหมือนกับนักล่าที่มองหาเหยื่อด้วยสุนัขล่าเหยื่อ”
“ตาแหลมจริงๆ มันเป็นอย่างนั้นเลย!” เซี่ยเฉียวพยักหน้า
“วิญญาณสุนัขตัวหนึ่ง?” จ้าวเสวียนจิ่งไม่เคยรู้มาก่อนว่าสัตว์ที่กลายเป็นวิญญาณจะมีลักษณะอย่างไร
“ต้าฝูนั้นสง่างามมาก ตอนยังมีชีวิตอยู่มันเคยถูกเจ้านายฝึกให้เชื่อง การหาผู้คนและสิ่งของต่างๆ ล้วนไม่ใช่ปัญหา ในช่วงเวลาคับขันมันยังสามารถต่อสู้ได้ด้วย!” นางไม่ได้คุยโม้นะ แม้แต่วิญญาณคนก็อาจจะสู้มันไม่ได้ด้วยซ้ำ
เขี้ยวของมันแหลมคมมาก พวกมันเคยถูกขัดเกลาตอนที่ต้าฝูยังมีชีวิตอยู่ หากกัดลงไปเมื่อใดก็เปรียบได้กับคมเขี้ยวของเสือร้ายเลยทีเดียว
“จริงสิ เจ้ามาทำอะไรที่นี่” เซี่ยเฉียวจับจ้องต้าฝูตลอดเวลา ไม่แม้แต่จะมองไปจ้าวเสวียนจิ่งสักเท่าไร
จ้าวเสวียนจิ่งรู้สึกอิจฉาในใจอย่างมาก
หากเขาไม่มา?
เกรงว่านางจะลืมไปว่ายังมีคนโตๆ อย่างเขาอยู่บนโลกใบนี้ด้วย
“ศิษย์พี่ไม่ได้บอกว่าจะเรียกข้ามาด้วยตอนที่ท่านจะสะสมบุญหรือ ศิษย์น้องจึงหน้าด้านมาขอผลประโยชน์เองนี่แหละ” จ้าวเสวียนจิ่งเดินตามหลังเซี่ยเฉียวเล็กน้อย เมื่อเขาเห็นแผ่นหลังของนางก็อดไม่ได้ที่จะผ่อนคลายสีหน้า
เซี่ยเฉียวไม่ได้คิดที่จะขับไล่เขาเขา
เขาอยู่ใกล้ๆ ก็ดี ในเวลาคับขับก็อาจจะช่วยชีวิตนางได้
ต้าฝูไม่ได้ออกไปนอกเมือง ในที่สุดมันก็มาถึงหน้าประตูบ้านหลังหนึ่ง จากนั้นก็เห่าเรียกเซี่ยเฉียวสองสามครั้ง คาดว่าคนผู้นั้นคงจะอยู่ในบ้านหลังนี้แล้ว
เซี่ยเฉียวมองบ้านหลังนั้น คิ้วของนางขมวดเล็กน้อย
นางรู้สึกว่ามันมีอะไรผิดปกติอยู่บ้าง หลังจากคิดทบทวนและสังเกตสิ่งรอบข้างนางก็พบว่าที่นี่ดูธรรมดา แต่ความจริงแล้วมีโลกอีกใบ
สิ่งของที่จัดวางไว้ข้างนอกเป็นการสร้างค่ายกลเปลี่ยนแปลงสนามพลังธาตุทั้งห้า หากจะให้พูดง่ายๆ คือมันถูกใช้เพื่อยับยั้งพลังชั่วร้ายและหลอกลวงพวกเดียวกัน
“มีค่ายอาคมบังตาอยู่ที่นี่ บ้านหลังนี้เหมือนกับไม่มีปัญหาอะไร แต่หากเอาค่ายอาคมบังตาออก ข้าเกรงว่ามันจะเต็มไปด้วยพลังชั่วร้าย”
นางถือเข็มทิศอยู่ในมือ และเข็มทิศก็แสดงอาการปกติ หากนักพรตคนอื่นๆ เดินผ่านมา พวกเขาจะไม่สามารถมองอะไรออกได้ด้วยเข็มทิศเพียงอย่างเดียวอย่างแน่นอน
เพียงแต่นางรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่ค่อยดีอย่างเลือนราง และยังได้ยินเสียง…โหยหวนของวิญญาณแว่วๆ