ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 1099 มีไปกี่ข้อแล้ว / ตอนที่ 1100 วิญญาณเงา
ตอนที่ 1099 มีไปกี่ข้อแล้ว / ตอนที่ 1100 วิญญาณเงา
ตอนที่ 1099 มีไปกี่ข้อแล้ว
ทันทีที่สิ้นเสียงของเซี่ยเฉียว สีหน้าของเมิ่งจี๋ฟังก็วาบแววประหลาดใจออกมาทันที
แต่เขาก็สงบนิ่งลงในไม่ช้า “เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ผิดแปลกอะไร การออกไปจากเมืองหลวงก็ย่อมต้องมีป่าเขามากมายอยู่แล้ว คิดจะไม่ผ่านป่าเลยก็คงเป็นไปได้ยาก การหลงทางเวลาออกไปข้างนอกแบบนี้ก็เป็นเรื่องปกติ”
หลังจากผ่านปีใหม่ไปไม่กี่วันก็มีคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปหลบพายุหิมะในวัดประจำเมืองที่รกร้าง
คนผู้นี้กำลังทุกข์ทรมานจากความหิวโหย ความหนาวเหน็บ และความอ่อนล้า เมื่อเขาเห็นรูปเทพเจ้าในวัดร้างก็โขกศีรษะคำนับลงด้วยความจริงใจ ไม่นานหลังจากที่พายุหิมะหยุดลง เขาก็หยิบสัมภาระเพื่อจะจากไป แต่หลังจากเดินไปไม่กี่ก้าวเขาก็เหยียบลูกปัดกลมๆ เม็ดหนึ่งเข้า
ไข่มุกเม็ดนั้นมีสีขาวล้วน ขนาดไม่เล็ก และมีรูปลักษณะที่ดี มันซ่อนอยู่ในหิมะซึ่งมองหาได้ยากยิ่ง แต่เขากลับเหยียบมันเข้า!
ในสถานที่รกร้างที่ไม่มีทะเลสาบหรือทะเลอยู่รอบๆ เช่นนี้กลับมีไข่มุกปรากฏ มันไม่ได้หล่นลงมาจากท้องฟ้าหรอกหรือ
ชายคนนั้นเอาไข่มุกไปขายได้เงินมาเจ็ดแปดร้อยตำลึง เขาใช้เงินจำนวนนั้นแก้ไขสถานการณ์ที่ยากลำบากของครอบครัวและพลิกสถานการณ์กิจการครอบครัวให้กลับมามีกำไรเป็นหลายเท่า!
เขาคิดว่าตนเองได้รับพรอย่างมากซึ่งล้วนแต่เป็นคำชี้แนะจากเทพเซียนทั้งนั้น จึงได้พูดจาบรรยายเสียเกินจริงไปมาก จนทำให้ภายในเวลาไม่นานวัดร้างหลังนั้นเป็นที่โด่งดังขึ้นมาอีกครั้ง
ช่วงนี้มีคนจำนวนมากชอบไปที่นั่นเพื่อสักการะบูชาเทพเจ้า
เขาที่ได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกแปลกใจจึงไปดูด้วย
หลังจากที่เขาไปที่นั่นแล้ว เขายังสั่งให้คนไปสำรวจดูรอบๆ แต่ก็พบว่าไม่มีอะไรพิเศษ ยกเว้นก็แต่ดินบริเวณใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งที่ผิดปกติไป เขานึกถึงช่วงเวลา และนึกถึงตอนที่เซี่ยเฉียวเข้าเมือง นางเปื้อนคราบดินและหิมะไม่น้อย ดูเหมือนว่าบนรถม้าจะมีจอบและสิ่งของอื่นๆ อยู่ด้วย และยังมีของจำพวกสร้อยข้อมือมุกพวกนั้นอีก พอมาคิดดูก็คิดว่าไข่มุกที่วัดนั้นน่าจะเป็นของที่เซี่ยเฉียวทำหล่นไว้ถึงแปดในสิบส่วน
เดิมทีเขาคิดว่าที่แห่งนั้นจะมีอะไรน่าสนใจเสียอีก แต่นึกไม่ถึงว่ามันจะเป็นแค่เรื่องที่คนอื่นแต่งเติมเสียเกินจริง
พอเขาคิดว่ามันน่าเบื่อ เขาก็เลยขี่ม้าออกไปเที่ยวรอบๆ
ตอนนั้นเขาหงุดหงิดอารมณ์ไม่ดี พอได้ออกก็ไปไกลไปหน่อย เขาถูกป่าล้อมรอบจนรู้สึกเวียนหัวจนหลงทางในที่สุด กว่าเขาจะหาหมู่บ้านร้างหยุดพักได้ก็ไม่ง่ายเลย
ในหมู่บ้านนั้นมีหินแปลกๆ ตั้งอยู่มากมายดูเหมือนป่าหิน ทั้งมีหลุมใหญ่ๆ อีกจำนวนมาก และไม่รู้ว่าทำไมแถวนั้นจึงได้มีต้นไม้ล้อมรอบเต็มไปหมด หมู่บ้านนั้นรกร้างทรุดโทรมมานานก็ไม่ต่างอะไรกับภูเขาแห้งแล้งและป่าทึบ ท้องฟ้าก็มืดแล้ว อย่างน้อยก็มีบ้านพังๆ หลังหนึ่งที่สามารถเป็นที่กำบังลมให้เขาได้ เขาจึงพักค้างคืนที่นั่นหนึ่งคืน
เพียงแต่หลังจากคืนนั้น เขาก็รู้สึกว่าตนเองมีอะไรบางอย่างผิดปกติไป
……
เซี่ยเฉียวเห็นความปากแข็งของเขาก็เพียงแต่แค่นเสียงเยาะออกมาเล็กน้อยเท่านั้น “โชคร้ายของเจ้าอยู่ทางทิศเหนือ สถานที่ที่มีต้นไม้ใบหญ้า มีหินสีทอง ทั้งยังมีลักษณะทรุดโทรม น่าจะเป็นวันอู้อิ๋น[1] ยามโฉ่ว[2]โดยประมาณ วันนั้นชงตำแหน่งงูพิฆาตทิศเหนือ ชงพอดีกับเหรินเซิน[3] ซึ่งจะต้องไม่สมพงษ์กับแปดอักษรของเจ้าแน่ วันนี้ห้ามขุดดิน ฝังศพ ขอพร เดินทาง…คุณชายเมิ่งมีไปกี่ข้อแล้ว?”
เซี่ยเฉียวยืดตัวขึ้นเล็กน้อยและมองเขาด้วยรอยยิ้ม
สีหน้าของเมิ่งจี๋ฟังแข็งค้างไปแล้ว
วันอู้อิ๋นยามโฉ่ว? เมื่อมาคิดดูให้ดีแล้ว วันที่เขาค้างคืนข้างนอกเป็นวันนั้นจริงๆ…
นอกจากนี้ เพราะวันนั้นเขาอยู่คนเดียวในหมู่บ้านร้างนั่น เขาจึงรู้สึกกลัวมากจริงๆ จะนอนก็นอนไม่หลับ เขาจึงนับวัวนับแกะไปตามประสา แต่ก็เปล่าประโยชน์ พอนึกถึงท่าทางที่คนอื่นเขากราบไว้เทพเซียนกัน เขาก็กัดฟันทำตามบ้างเพื่อแอบขอให้เทพเซียนคุ้มครองให้ตนเองปลอดภัย
แล้วก็ยังมี…
มีหนูอยู่ที่นั่นด้วย ตัวมันใหญ่มาก
ตอนที่เขาหาบ้านพังๆ สักหลังเพื่อที่จะเข้าไปข้างใน เขาก็เห็นหนูตัวนั้นและตกใจมาก โชคดีที่เขาพกกระบี่ติดตัวไปด้วยจึงฟันหนูจนตาย แต่มันก็มีเลือดไหลเปื้อนไปหมด เขามองเห็นแล้วก็ไม่สบายใจ จึงอาศัยแสงจันทร์ขุดหลุมเล็กๆ ข้างนอกแล้วฝังมันไว้
นั่นถือเป็นการฝังศพได้ด้วยหรือไม่
สีหน้าเขาดูอัดอัดไม่สบายใจเลย
นึกไม่ถึงเลยว่านักพรตน่ารังเกียจคนนี้จะพอมีความสามารถอยู่บ้างจริงๆ…
“ท่านพูดอยู่ตั้งนานก็เห็นเอาแต่พูดว่าข้าไปที่ไหนมา ยังไม่ได้บอกเลยว่าข้าเป็นอะไร…” เขายังปากแข็ง
ตอนที่ 1100 วิญญาณเงา
“เจ้ารู้สึกบ้างไหมว่า ไม่ว่าเจ้าจะไปที่ไหนเหมือนจะมีคนเดิมตามหลังอยู่ตลอดเวลา เจ้าหยุด เขาก็หยุด มีเสียงเหมือนกับใบไม้หล่นลอยมา มีเงาจางๆ แต่พอหันกลับไปดูกลับไม่พบอะไรทั้งนั้นนอกจากเงาของตัวเอง”
“……” เมิ่งจี๋ฟังกลืนน้ำลาย
เซี่ยเฉียวยังพูดไม่จบ
“เจ้าคิดว่าเจ้าหูฝาดไปเองใช่ไหม” นางถามเสียงเรียบ
เมิ่งจี๋ฟังพยักหน้า “น่าจะใช่ หรือว่ามีผีจริงๆ ด้วย…”
แน่นอนว่าเขาพูดอย่างนั้นก็จริง แต่ในใจก็ยังรู้สึกกลัว ไม่เช่นนั้นวันนี้เขาคงไม่มาที่หอส่องชะตาหรอก
“ปัญหาของเจ้าจะว่าใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าเล็กก็เล็ก คนที่มีปัญหาแบบเจ้าก็มีมากอยู่ แต่อาการของแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกันไป ซึ่งจะขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง หากเจ้ามีจิตใจแข็งแกร่งพอ อีกไม่กี่วันเจ้าก็จะดีขึ้นได้เอง แต่หากเจ้าขี้ขลาด ก็จ่ายเงินมาให้คนอื่นๆ กำจัดมันให้เจ้าจะดีกว่า เพราะถึงอย่างไรหากปล่อยให้ของสกปรกติดตามอยู่ก็จะเป็นผลเสียต่อร่างกายอยู่ดี” เซี่ยเฉียวเอ่ย
สีหน้าของเมิ่งจี๋ฟังดูสับสนเล็กน้อย
ของสกปรก?
นักพรตปีศาจนี่หมายถึงว่ามีผีจริงๆ?
“ท่านเป็นนักพรตมิใช่หรือ การกำจัดมารปกป้องคนเป็นหน้าที่ของท่านนี่ ท่านเห็นอย่างนี้แล้วยังคิดที่จะไม่สนใจอีก? หากข้าไม่ให้เงินท่าน ท่านก็จะไม่ช่วยข้า?” เมิ่งจี๋ฟังเอ่ยได้น่าโดนทุบสักที
“แต่เมื่อเจ้ามีความใจกล้าพอ โรคนี้ก็หายเองได้ แม้ว่าคุณชายเมิ่งจะไม่ได้ขาดเงินพวกนี้ แต่ข้าดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าเป็นพวกใจกล้า หากคุณชายเมิ่งไม่เอ่ยปากบอกออกมาเองว่า เจ้าขี้ขลาดทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ข้าก็ไม่อาจที่จะทึกทักเอาเองได้” ท่าทีของเซี่ยเฉียวดูสง่างาม หลังจากที่นางพูดจบแล้ว นางก็มองประเมินเมิ่งจี๋ฟังราวกับรังเกียจที่เขาทำหน้าใหญ่ใจโต
นางเป็นคนเอาจริง
นางไม่มีความแค้นกับเมิ่งจี๋ฟังก็จริง แต่คนผู้นี้มีความคิดที่จะพังร้านของนาง ก็อย่าได้โทษที่นางเล่นลิ้นมีอารมณ์ขึ้นมาก็แล้วกัน
นางยิ่งพูดอย่างนั้น เมิ่งจี๋ฟังยิ่งไม่ยอมเสียหน้าเข้าไปใหญ่
จะให้เขาพูดว่าเขาขี้ขลาด? เป็นไปไม่ได้หรอก!
เขาลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเย็นชาก่อนจะหันหลังและจากไป
เขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับมีคนตามมาทุกย่างก้าว พอเขาหยุด เสียงนั้นก็หยุดลงด้วย เขารู้สึกกระวนกระวายใจจนต้องเร่งฝีเท้า แต่ในหูของเขาก็ยังคงได้ยินเสียง ตึงๆๆๆ ตามมาอยู่ตลอดเวลา
ตอนนี้ยังเป็นเวลากลางวัน ความรู้สึกเช่นนี้จึงยังไม่ได้ชัดเจนมาก
ระยะนี้เขาไม่กล้าออกไปไหนตอนกลางคืนอีกแล้ว แม้แต่ในเรือนของเขาเอง เขาก็เดินแค่ไม่กี่ก้าว!
อันที่จริงแล้วปัญหาของเมิ่งจี๋ฟังไม่ได้แก้ยากเลย แต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย เซี่ยเฉียวไม่อยากที่จะแก้ปัญหาให้เขาทันที ด้านหนึ่งเป็นเพราะความเย่อหยิ่งของคนผู้นี้ และอีกด้านหนึ่งเป็นเพราะนางต้องการที่จะกำจัดความโอหังของเขาก่อนเพื่อที่เขาจะได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
ใต้หล้านี้มีวิญญาณอยู่ทุกรูปแบบ
วิญญาณบางตนเป็นอิสระ สามารถลอยไปไหนมาไหนตามถนนได้อย่างเสรี แต่ก็มีอีกมากที่ถูกจำกัดการกระทำ
ยกตัวอย่างเช่น ฟู่ฮั่นเหวินที่กลายเป็นวิญญาณน้ำและต้องหาตัวตายตัวแทน หรืออย่างเช่นวิญญาณที่แขวนคอตาย ซึ่งหลังจากที่ตายไปแล้วก็มักจะถูกเชือกแขวนลอยอยู่กลางอากาศและเท้าไม่แตะพื้น
ส่วนวิญญาณที่ติดตามเมิ่งจี๋ฟังอยู่นี้เป็นวิญญาณเงา
วิญญาณประเภทนี้เป็นพวกที่ไม่ได้รับความสำคัญตอนที่มีชีวิตอยู่ มีชีวิตหมือนเงาเหมือนหุ่นเชิด พอตายไปแล้วก็แทบไม่ต่างกัน คือดูเหมือนไม่มีตัวตน แต่มีไอแค้นเต็มเปี่ยม
พอวิญญาณปะทะเข้ากับคนเป็น ก็จะถูกดึงดูดด้วยพลังชีวิตของคนเป็น และติดตามเขาไป ร่างวิญญาณครอบทับเงาของเขา…
แม้ว่ามันจะเหมือนกับเงา แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นของตนเอง จึงเลี่ยงไม่ได้ที่คนจะสังเกตเห็น อย่างไรก็ตามหลังจากที่รู้สึกได้ คนก็ยังไม่เห็นอะไรอยู่ดี พอนานๆ ไปก็จะทำให้คนหงุดหงิดอารมณ์เสีย ความกล้าในจิตใจเริ่มอ่อนแอลง นอกจากนี้ หากปล่อยให้วิญญาณที่สามารถติดตามพัวพันคนเป็นได้พวกนี้อยู่ไปนานๆ ก็จะไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย
แน่นอนว่าเซี่ยเฉียวไม่ได้โกหกอะไรเมิ่งจี๋ฟัง
เมื่อตัวเขาเองใจกล้าพอ ก็จะเหมือนกับธรรมชาติของเซี่ยผิงกั่งพี่ชายใหญ่นางที่วิญญาณไหนก็ไม่กล้าเข้าใกล้ ต่อให้เข้ามาติดตามก็ต้องถูกพลังหยางอันรุนแรงของเขาทำให้กลัวจนต้องผละจากไปเองในเวลาไม่นาน
[1] วันอู้อิ๋น วันเสือดินตามปฏิทินจีน
[2] ยามโฉ่ว (ฉลู) คือช่วงเวลา 01.00-03.00 น.
[3] เหรินเซิน ลิงน้ำ